ฮวน เอ็นริเกซ์ (Juan Enriquez)
1,935,341 views • 16:48

เช่นเดียวกับเรื่องราวดี ๆ ทั้งหลาย เรื่องนี้เริ่มต้นเมื่อนาน นาน มาแล้ว ในเวลาที่เอาจริง ๆ แล้วยังไม่มีอะไรเลย นี่คือภาพโดยสมบูรณ์ของจักรวาล เมื่อประมาณ 14,000 ล้านปีที่แล้ว พลังงานทั้งหมดถูกรวมเข้าด้วยกันเป็นจุดพลังงานเดียว ด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง มันระเบิด แล้วก็เริ่มเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา ดังนั้นตอนนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้นมาประมาณ 14,000 ล้านปี และสิ่งเหล่านี้ก็ขยายตัวออกไปเรื่อย ๆ กลายเป็นกาแลคซี่ขนาดใหญ่ยักษ์ และคุณก็มีกาแลคซี่อยู่เป็นล้านล้านกาแลคซี่ และภายในกาแลคซี่เหล่านี้ คุณจะเห็นกลุ่มฝุ่นขนาดใหญ่มหึมา และสิ่งที่ผมอยากให้คุณให้ความสนใจเป็นพิเศษก็คือ ง่ามเล็ก ๆ สามอันนี้

ตรงกลางภาพ ถ้าคุณมองสิ่งเหล่านี้แบบใกล้ ๆ พวกมันจะมีหน้าตาแบบนี้ครับ และสิ่งที่คุณกำลังมองอยู่ก็คือกลุ่มฝุ่นรูปร่างเหมือนเสา ซึ่งมีฝุ่นอยู่จำนวนมาก ซึ่งขนาดของมันในแนวตั้งก็คือหนึ่งล้านล้านไมล์ และสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นก็คือมันมีฝุ่นอยู่มากมายเหลือเกิน มันเกาะกลุ่มเข้าหากันและรวมตัวเข้าด้วยกัน และก่อให้เกิดปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์ ดังนั้นสิ่งที่คุณกำลังมองดูอยู่ ก็คือกำเนิดของดวงดาว นี่คือเหล่าดวงดาวซึ่งถือกำเนิดจากที่นี่ เมื่อมีดวงดาวเกิดขึ้นมามากพอ พวกมันจะก่อให้เกิดเป็นกาแลคซี่ กาแลคซี่่ตรงนี้บังเอิญว่าเป็นกาแลคซี่ ที่มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะว่าพวกคุณอยู่ที่นี่ (เสียงหัวเราะ) และเมื่อคุณมองดูกาแลคซี่นี้ใกล้ ๆ คุณจะพบดวงดาวที่ค่อนข้างธรรมดา ไม่มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษ

พอถึงตอนนี้คุณก็มาได้สองในสามของเรื่องราวนี้แล้ว ดังนั้นดวงดาวนี้ยังไม่เกิดขึ้นเลย จนกระทั่งมาถึงระยะสองในสามของเรื่องราวนี้ และสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ มีฝุ่นผงเหลืออยู่มากพอ จนมันไม่ได้กำเนิดเป็นดาวฤกษ์ มันกลายเป็นดาวเคราะห์ และสิ่งนี้ก็เกิดขึ้นก่อน 4,000 ล้านปีที่แล้วเล็กน้อย

และไม่นานหลังจากนั้น มันมีวัตถุธาตุเหลืออยู่เพียงพอ จนได้เป็น "น้ำซุปแห่งชีวิต" (ของเหลวที่ประกอบด้วยสารอินทรีย์ ก่อเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตแรกในโลก) และนั่นก็ก่อกำเนิดชีวิตขึ้นมา และชีวิตก็เริ่มต้นขยายออกไป ขยาย ขยาย จนกระทั่งมันพัง

(เสียงหัวเราะ)

ตอนนี้สิ่งที่แปลกประหลาดอย่างแท้จริงก็คือ ชีวิตได้พังไป ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว ไม่ใช่สองครั้ง แต่เป็นห้าครั้ง ดังนั้นเกือบทุกชีวิตบนโลก ถูกกวาดล้างออกไปประมาณห้าครั้ง และเมื่อคุณกำลังคิดถึงเรื่องนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มีสิ่งต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อใช้ในการสร้างสิ่งใหม่ และเราก็ยังไม่ปรากฎตัวขึ้น จนกระทั่งประมาณ 99.96 เปอร์เซ็นต์ของเวลาในเรื่องราวนี้ ที่พวกเราและบรรพบุรุษของพวกเราอยู่ในภาพนี้ด้วย

ดังนั้นภายใต้บริบทนั้น มีทฤษฎีอยู่สองทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่าทำไมพวกเราทุกคนถึงมาอยู่ที่นี่ ทฤษฎีแรกของเรื่องนี้ ก็คือทั้งหมดที่เขาเขียน ภายใต้ทฤษฎีนั้น พวกเราคือทั้งหมดและที่สุด ของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง และเหตุผลของกาแลคซี่นับล้านล้าน ดาวเคราะห์จำนวนหลายล้านล้านล้านดวง ก็คือเพื่อสร้างบางสิ่งที่ดูเป็นแบบนั้น และบางสิ่งที่ดูเป็นแบบนั้น และนั่นคือจุดมุ่งหมายของจักรวาล แล้วหลังจากนั้นมันก็ราบเรียบเป็นเส้นตรง มันไม่ได้ดีขึ้นมาเลย

(เสียงหัวเราะ)

คำถามเดียวที่คุณอาจจะต้องการถามตัวเองก็คือ นั่นมันออกจากหยิ่งผยองไปสักหน่อยหรือเปล่า และถ้ามันเป็นอย่างนั้น โดยเฉพาะเมื่อมองข้อเท็จจริงที่ว่า เราเคยเข้าใกล้การสูญพันธุ์มากเหลือเกินแล้ว เราเหลือเพียงประมาณ 2,000 สายพันธุ์เท่านั้น ถ้าฝนไม่ตกสักสองสามสัปดาห์ เราก็จะไม่ได้เห็นคนเหล่านี้อีกเลย

(เสียงหัวเราะ)

(เสียงปรบมือ)

ดังนั้นคุณอาจจะต้องคิดถึงทฤษฎีที่สอง ถ้าทฤษฎีแรกยังไม่ดีพอ ทฤษฎีที่สองก็คือ "เราสามารถอัพเกรดได้หรือไม่" (เสียงหัวเราะ) ทำไมใครสักคนถึงจะต้องถามคำถามแบบนั้น เพราะว่าจนถึงตอนนี้ฮิวแมนนอยด์มีการอัพเกรดแล้ว อย่างน้อยที่สุด 29 ครั้ง ดังนั้นผลจึงปรากฎว่าพวกเราได้อัพเกรด เราได้อัพเกรดกันมาครั้งแล้วครั้งเล่า และปรากฎว่าเราค้นพบการอัพเกรดอยู่เรื่อย ๆ เราค้นพบสิ่งนี้เมื่อปีที่แล้ว เราค้นพบอีกอันเมื่อเดือนก่อน

และเมื่อคุณกำลังคิดถึงเรื่องนี้ คุณอาจจะถามคำถามนี้ด้วยเช่นกัน แล้วทำไมถึงต้องเป็นสายพันธุ์มนุษย์เดียวด้วยล่ะ มันจะไม่แปลกเสียจริง ๆ เหรอ ถ้าคุณไปที่แอฟริกา เอเชีย และแอนตาร์คติกา และพบนกชนิดเดียวกันไม่ผิดเพี้ยน โดยเฉพาะเมื่อคิดดูว่าเราเคยอยู่ร่วมกันในเวลาเดียวกัน กับฮิวแมนนอยด์เวอร์ชั่นอื่น ๆ อีก 8 เวอร์ชั่น ในเวลาเดียวกันบนดาวเคราะห์แห่งนี้ ดังนั้นสภาวะปกติ จึงไม่ใช่การมีเพียงโฮโมเซเพี่ยนส์ สภาวะปกติ คือการมีมนุษย์หลากหลายเวอร์ชั่นเดินไปมาแถวนี้

และถ้านั่นคือสภาวะปกติ คุณก็อาจจะถามตัวเองว่า ถ้าเกิดว่าเราอยากจะสร้างสิ่งอื่นบางอย่างล่ะ การกลายพันธุ์จะต้องมากสักขนาดไหน สแวนเต พาโบมีคำตอบครับ ความแตกต่างระหว่างมนุษย์และมนุษย์นีแอนเดอธัล คือ 0.004 เปอร์เซ็นต์ของรหัสพันธุกรรม นั่นคือขนาดของความแตกต่าง ระหว่างสายพันธุ์หนึ่งกับอีกสายพันธุ์หนึ่ง สิ่งนี้อธิบายถึงการโต้แย้งทางการเมืองในสมัยนี้ได้

(เสียงหัวเราะ)

แต่เมื่อคุณคิดถึงเรื่องนี้ สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ การกลายพันธุ์เหล่านี้นั้นเล็กขนาดไหน และพวกมันเกิดขึ้นที่ไหน ความแตกต่างระหว่างมนุษย์และมนุษย์นีแอนเดอธัล คืออสุจิและลูกอัณฑะ กลิ่นและผิวหนัง และสิ่งเหล่านั้นเป็นยีนส์เฉพาะ ที่ทำให้สายพันธุ์หนึ่งแตกต่างจากอีกสายพันธุ์ ดังนั้นความเปลี่ยนแปลงที่เล็กน้อยมากๆ สามารถสร้างผลกระทบใหญ่หลวงได้

และเมื่อคุณกำลังคิดถึงเรื่องนี้ เราก็กำลังกลายพันธุ์กันอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเมื่อประมาณหนึ่งหมื่นปีก่อนใกล้กับทะเลดำ เราได้มีการกลายพันธุ์ครั้งหนึ่งในยีนส์ตัวหนึ่ง ซึ่งทำให้เกิดดวงตาสีน้ำเงิน และสิ่งนั้นก็กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อมาอีกเรื่อย ๆ

และในขณะที่มันเกิดขึ้นเรื่อยมา หนึ่งในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีนี้ ก็คือเรากำลังจะค้นพบจีโนมมนุษย์ 10,000 จีโนมแรก เพราะว่าตอนนี้การหาลำดับคู่เบส ในสายดีเอ็นเอทั้งหมดมีค่าใช้จ่ายถูกลงพอแล้ว และเมื่อเราค้นพบสิ่งเหล่านั้น เราอาจจะค้นพบความแตกต่าง

แต่ถึงอย่างไร นี่ไม่ใช่การอภิปรายที่เราพร้อมรับ เพราะว่าเราใช้วิทยาศาสตร์อย่างไม่ถูกต้องจริง ๆ ในเรื่องนี้ ในช่วงทศวรรษ 1920 เราคิดว่ามีความแตกต่าง ที่สำคัญระหว่างผู้คน ส่วนหนึ่งนั้นมีพื้นฐานมาจากงานของฟรานซิส กาลตัน เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องของดาร์วิน แต่สหรัฐอเมริกา สถาบันคาร์เนกี้ สแตนฟอร์ด สมาคมประสาทวิทยาแห่งสหรัฐ รับแนวคิดนี้มาใช้จนเกินเลยไป ซึ่งมันถูกส่งออกและถูกนำไปใช้อย่างผิดพลาดอย่างยิ่ง ความจริงก็คือ มันนำไปสู่การปฏิบัติต่อมนุษย์ อย่างน่าสะพรึงกลัวอย่างที่สุด ดังนั้นตั้งแต่ทศวรรษ 1940 เป็นต้นมา เราก็พูดกันว่าไม่มีความแตกต่างใด ๆ พวกเราทุกคนต่างเหมือนกัน สิ้นปีนี้เราจะได้รู้กันว่านั่นเป็นความจริงหรือไม่

และเมื่อเราคิดถึงสิ่งนั้น เราก็เริ่มจะค้นพบสิ่งต่าง ๆ อย่างแท้จริง เช่น คุณมียีนส์ ACE หรือเปล่า สิ่งนั้นสำคัญตรงไหน เพราะว่าไม่มีมนุษย์คนไหนที่ไม่มียีนส์ ACE เคยปีนยอดเขาสูง 8,000 เมตรได้โดยปราศจากออกซิเจน และถ้าคุณอยากจะชี้เฉพาะให้มากขึ้นอีก แล้วอย่างจีโนไทป์ (ลักษณะทางพันธุกรรม) 577R ล่ะ ผลปรากฎว่านักกีฬาโอลิมปิคชาย ในกีฬาที่ใช้พลังทุกคนที่เคยได้รับการทดสอบ มีตัวแปรเหล่านี้อย่างน้อยที่สุดหนึ่งตัว

ถ้านั่นเป็นความจริง มันก็นำไปสู่คำถามที่ซับซ้อนมากจำนวนหนึ่ง สำหรับโอลิมปิคที่ลอนดอน มีทางเลือกสามทาง คุณต้องการให้โอลิมปิคเป็นการโชว์ ของมนุษย์กลายพันธุ์ที่พยายามอย่างหนักหรือเปล่า (เสียงหัวเราะ) ทางเลือกหมายเลขสอง ทำไมเราไม่เล่นเกมแบบกอลฟ์หรือพายเรือล่ะ เพราะว่าคุณมีสิ่งนั้น ส่วนคุณไม่มีสิ่งนั้น ผมจะให้คุณเริ่มก่อนหนึ่งในสิบของวินาที เวอร์ชั่นหมายเลขสาม เพราะว่าสิ่งนี้เป็นยีนส์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และคุณมีมัน ส่วนคุณไม่ได้เลือกพ่อแม่ที่ถูกต้อง คุณมีสิทธิที่จะอัพเกรด ทางเลือกที่แตกต่างกันสามทาง ถ้าความแตกต่างเหล่านี้คือความแตกต่าง ระหว่างผู้ได้เหรียญโอลิมปิคและผู้ที่ไม่ได้เหรียญโอลิมปิค

และผลปรากฎออกมาว่าในขณะที่เราค้นพบสิ่งเหล่านี้ จริง ๆ แล้วพวกเรามนุษย์ชอบเปลี่ยนแปลง หน้าตาของเรา กิริยาท่าทางของเรา สิ่งที่ร่างกายของเราทำ และเรามีการทำศัลยกรรมพลาสติกประมาณ 10.2 ล้านเคส ในสหรัฐอเมริกา เว้นแต่ว่าด้วยเทคโนโลยี วันนี้สิ่งนั้นกำลังมาทางออนไลน์ การแก้ไข การลบ การเพิ่ม การเสริมของทุกวันนี้ กำลังจะดูเหมือนกับการเล่นของเด็ก

คุณได้เห็นผลงานของโทนี่ อตาลา บนเวที TED แล้ว แต่ความสามารถในการเริ่มใส่เซลล์ เข้าไปในสิ่งของอย่างตลับหมึก กำลังทำให้เราสามารถพิมพ์ผิวหนัง อวัยวะ และส่วนอื่น ๆ ของร่างกายทั้งหมดทั้งมวล และในขณะที่เทคโนโลยีเหล่านี้ก้าวรุดหน้า คุณจะได้เห็นสิ่งนี้ต่อไปเรื่อย ๆ คุณจะได้เห็นสิ่งเหล่านี้ ปี 2000 การหาลำดับคู่เบสในสายดีเอ็นเอของมนุษย์ และดูเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนกระทั่งมันเกิดขึ้น และเราอาจจะอยู่ในช่วงเวลาสัปดาห์เหล่านั้น

และเมื่อคุณคิดถึงเรื่องที่ ผู้ชายสองคนหาลำดับคู่เบสในสายดีเอ็นเอมนุษย์ในปี 2000 และโครงการสาธารณะในการหาลำดับคู่เบส ในสายดีเอ็นเอมนุษย์ในปี 2000 คุณจะไม่ได้ยินข่าวอะไรมากนัก จนกระทั่งคุณได้ยินเรื่องการทดลองเมื่อปีที่แล้วในจีน การที่พวกเขาเอาเซลล์ผิวหนังของหนู ใส่สารเคมี 4 ชนิดลงไป แล้วเปลี่ยนเซลล์ผิวหนังเหล่านั้นให้กลายเป็นเซลล์ต้นกำเนิด ปล่อยให้เซลล์ต้นกำเนิดเติบโตขึ้น และสร้างสำเนาโดยสมบูรณ์ของหนูตัวนั้นขึ้นมา

นั่นเป็นเรื่องใหญ่ เพราะว่าโดยใจความของมันแล้ว นั่นหมายความว่าคุณสามารถเอาเซลล์หนึ่งมา ซึ่งเป็นสเต็มเซลล์ที่สามารถพัฒนาไปได้หลายแบบ ซึ่งก็เหมือนกับนักสกีที่ยอดภูเขา และนักสกีสองคนนี้ก็กลายเป็นเซลล์ต้นกำเนิด ที่สามารถพัฒนาไปได้หลายแบบสองเซลล์ สี่เซลล์ แปดเซลล์ สิบหกเซลล์ แล้วมันก็แออัดจนเกินไป หลังจากแบ่งตัวเป็น 16 เซลล์เหล่านั้นต้องแยกออกจากกัน ดังนั้นพวกมันจึงลงไปทางด้านหนึ่งของภูเขา พวกอื่นลงไปอีกด้าน และในขณะที่พวกมันเลือกสิ่งนั้น สิ่งเหล่านั้นก็ได้กลายเป็นกระดูก แล้วพวกมันก็เลือกถนนเส้นอื่น และเซลล์เหล่านั้นก็กลายเป็นเกล็ดเลือด และมีเซลล์ที่กลายเป็นแมคโครฟาจ และกลายเป็น T เซลล์ แต่เมื่อคุณสกีลงมาแล้ว มันยากมาก ที่จะกลับขึ้นไป แน่นอนเว้นแต่ว่าคุณจะมีสกีลิฟต์ และสิ่งที่สารเคมีทั้งสี่นั้นทำ คือพวกมันพาเซลล์ใด ๆ ก็ตาม กลับขึ้นไปบนภูเขา ดังนั้นมันจึงสามารถกลายเป็นส่วนใด ๆ ในร่างกายก็ได้

และเมื่อคุณคิดถึงสิ่งนั้น นั่นก็หมายความว่ามีความเป็นไปได้ ที่คุณจะสามารถสร้างสำเนาเต็ม ของสิ่งมีชีวิตใด ๆ จากเซลล์ใด ๆ เซลล์หนึ่งของมันได้ นั่นกลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะว่าตอนนี้คุณสามารถเอาเซลล์ผิวหนังของมนุษย์ ไม่ใช่แค่เซลล์ของหนูเท่านั้น และเปลียนพวกมันให้กลายเป็นเซลล์ต้นกำเนิดของมนุษย์ และสิ่งที่พวกเขาทำในเดือนตุลาคมก็คือ พวกเขาเอาเซลล์ผิวหนังมา แล้วเปลี่ยนพวกมันให้กลายเป็นเซลล์ต้นกำเนิด และเริ่มเปลี่ยนพวกมันให้กลายเป็นเซลล์ตับ ดังนั้นตามทฤษฎี คุณสามารถจะปลูกอวัยวะใด ๆ จากเซลล์หนึ่งเซลล์ใดของคุณ

การทดลองที่สองก็คือ ถ้าคุณสามารถทำสำเนาร่างกายของคุณได้ บางทีคุณอาจจะอยากทำกับความคิดของคุณด้วย และสิ่งที่คุณได้เห็นที่ TED เมื่อประมาณหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมา ก็คือผู้ชายคนนี้ และเขาได้พูดเรื่องทางเทคนิคที่น่าอัศจรรย์เรื่องหนึ่ง เขาเป็นศาสตราจารย์ที่ MIT แต่ใจความสำคัญของสิ่งที่เขาพูดก็คือ คุณสามารถใช้เรโทรไวรัส ซึ่งเข้าไปในเซลล์สมองของหนู คุณสามารถเอาโปรตีนซึ่งจะสว่างขึ้น เมื่อคุณให้แสงแก่พวกมันติดเข้าไว้กับเซลล์เหล่านี้ และคุณจะสามารถร่างเส้นทางที่ชัดเจน เมื่อหนูมองดู รู้สึก สัมผัส จดจำ รัก แล้วคุณก็สามารถเอาสายใยแก้วนำแสงมา และให้แสงสว่างแก่สิ่งเดียวกันนี้ และในขณะที่คุณทำสิ่งนี้ คุณจะสามารถสร้างภาพของมันเป็นสองสีได้ ซึ่งหมายความว่าคุณสามารถดาวน์โหลดข้อมูลนี้ เป็นรหัสฐานสองโดยตรงเข้าสู่คอมพิวเตอร์

สรุปแล้วนั่นหมายความว่ายังไง ก็คือมันไม่ได้เป็นเรื่องเหลือเชื่ออย่างสิ้นเชิง ที่ในวันใดวันหนึ่งคุณจะสามารถดาวน์โหลดความทรงจำ ของคุณเองได้ บางทีอาจจะเอาไปใส่ในร่างกายใหม่ และบางทีคุณอาจจะสามารถอัพโหลดความทรงจำ ของคนอื่นได้ด้วยเช่นกัน และเรื่องนี้อาจจะมีนัยยะเล็ก ๆ ทาง จริยธรรม การเมือง และศีลธรรมอยู่บ้าง (เสียงหัวเราะ) ก็แค่คิดดูนะครับ

"การเลียนแบบความเป็นอมตะ" นี่คือคำถามประเภทที่ กำลังเริ่มเป็นคำถามที่น่าสนใจ สำหรับนักปรัชญา สำหรับผู้ปกครอง สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ สำหรับนักวิทยาศาสตร์ เพราะว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ กำลังไปอย่างรวดเร็วจริงๆ

และในขณะที่คุณกำลังคิดถึงเรื่องนี้ ผมจะขอปิดด้วยตัวอย่างของสมอง ที่แรกที่คุณคงคาดหมายได้ว่า จะเห็นแรงกดดันทางวิวัฒนาการอย่างมหาศาลในวันนี้ เป็นเพราะทั้งสิ่งที่รับเข้ามา ซึ่่งกำลังมากมายเหลือเกิน และเป็นเพราะยืดหยุ่นของอวัยวะ นั่นก็คือสมอง

เรามีหลักฐานหรือเปล่าว่าสิ่งนั้นกำลังเกิดขึ้น เรามาดูเรื่องของการเกิดอาการออทิสติกต่อจำนวนหนึ่งพันคน นี่คือสิ่งที่เป็นในปี 2000 นี่คือสิ่งที่เป็นในปี 2002 2006, 2008 นี่คือการเพิ่มขึ้นภายในเวลาไม่ถึงทศวรรษ และเราก็ยังคงไม่รู้ว่าทำไมสิ่งนี้ถึงกำลังเกิดขึ้น สิ่งที่เรารู้ก็คือ มีความเป็นไปได้ว่า สมองกำลังมีปฏิกิริยา ในรูปแบบที่ไฮเปอร์แอคทีฟ และไฮเปอร์พลาสติก และกำลังสร้างบุคคลที่เป็นแบบนี้ และนี่เป็นเพียงหนึ่งในสภาพการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น คุณยังเห็นผู้คนที่ฉลาดอย่างผิดธรรมดา ผู้คนที่สามารถจำทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขา ได้เห็นมาในชีวิตของพวกเขา คนที่มีการรับรู้ข้ามช่องสัมผัส คนที่มีอาการจิตเภท คุณจะเห็นว่ามีสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นเต็มไปหมด และเราก็ยังคงไม่เข้าใจ ว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างไรและเพราะอะไร

แต่คำถามหนึ่งที่คุณอาจจะต้องการถามก็คือ เรากำลังมองดูวิวัฒนาการอย่างรวดเร็วของสมอง และวิธีการที่เราประมวลข้อมูลอยู่หรือเปล่า เพราะว่าเมื่อคุณลองคิดถึงจำนวน ของข้อมูลที่กำลังเข้าสู่สมองของเรา เรากำลังพยายามจะรับข้อมูลเข้ามาในหนึ่งวัน เท่ากับที่ผู้คนเคยรับเข้ามาตลอดช่วงชีวิต และเมื่อคุณคิดถึงเรื่องนี้ มีทฤษฎีสี่ทฤษฎีพูดว่าทำไมสิ่งนี้ถึงกำลังเกิดขึ้น รวมถึงชุดเรื่องราวอื่น ๆ ด้วย ผมไม่มีคำตอบที่ดี มันจำเป็นต้องมีการวิจัยมากขึ้นในเรื่องนี้จริง ๆ

ทางเลือกหนึ่งคือความคลั่งไคล้อาหารจานด่วน มันเริ่มจะมีหลักฐาน ว่าโรคอ้วนและอาหาร มีความเกี่ยวข้องกับ การเปลี่ยนแปลงของยีนส์ ซึ่งอาจจะหรืออาจจะไม่มีผลกระทบ ต่อวิธีการทำงานของสมองของทารก

ทางเลือกที่สองคือทางเลือกแบบ sexy geek สภาพการณ์เหล่านี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก (เสียงหัวเราะ) (เสียงปรบมือ) แต่สิ่งที่เริ่มจะเกิดขึ้นก็คือ เป็นเพราะหนอนหนังสือเหล่านี้มาอยู่รวมกัน เพราะว่าพวกเขามีคุณสมบัติสูง ทางด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และมันก็ให้ผลตอบแทนสูง เช่นเดียวกับงานที่ต้องลงรายละเอียดมากงานอื่น ๆ จนพวกเขาเข้ามารวมตัวกันทางภูมิศาสตร์ และหาคู่ที่มีความคิดเหมือนกัน ดังนั้นนี่คือข้อสันนิษฐานในการจับคู่ ที่น่าจะเกิดขึ้นในกลุ่มเดียวกัน ของการที่ยีนส์เหล่านี้เพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่กัน ในโครงสร้างเหล่านี้

ข้อสามก็คือ ข้อมูลเหล่านี้มากเกินไปหรือเปล่า เรากำลังพยายามประมวลสิ่งต่าง ๆ มากเกินไป จนบางคนเกิดการรับรู้ข้ามช่องสัมผัส และเกิดท่อส่งขนาดใหญ่ที่จดจำได้ทุกอย่าง ส่วนบางคนก็อ่อนไหวสูงต่อจำนวนของข้อมูล บางคนมีปฏิกิริยาด้วยสภาพทางจิตที่หลากหลาย หรือปฏิกิริยาต่อข้อมูลนี้ หรือบางทีมันอาจจะเป็นสารเคมี

แต่เมื่อคุณมองดูการเพิ่มขึ้น อย่างมากมายของสภาพการณ์หนึ่ง ถ้าคุณไม่ได้กำลังคำนวณผิดพลาด ก็คงมีอะไรบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก และมันอาจจะเป็นวิวัฒนาการที่กำลังเกิดขึ้น ณ ขณะนี้

สิ่งที่ผมอยากจะพูดก็คือ สิ่งที่ผมคิดว่าเรากำลังทำอยู่ก็คือ เรากำลังเปลี่ยนผ่านในฐานะสายพันธุ์หนึ่ง และผมไม่ได้คิดถึงสิ่งนี้ในตอนนี้สตีฟ กัลแลนส์ และผมเริ่มต้นงานเขียนด้วยกัน ผมคิดว่าเรากำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ โฮโม อีโวลูทิส และไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่แค่โฮมินิดที่ตระหนักถึงสภาพแวดล้อมของพวกเขา นั่นคือโฮมินิดที่เริ่มจะควบคุมวิวัฒนาการของสายพันธุ์ ของพวกเขาเองโดยตรงและโดยจงใจ รวมทั้งแบคทีเรีย พืช และสัตว์ และผมคิดว่านั่นเป็นการเปลี่ยนที่มีขนาดใหญ่โตมาก ที่หลานของคุณหรือเหลนของคุณ อาจจะเป็นสายพันธุ์ที่แตกต่างจากคุณอย่างมาก

ขอบคุณมากครับ

(เสียงปรบมือ)