เทรซี เชวาเลียร์
1,272,963 views • 14:21

ฉันจะบอกคุณเกี่ยวกับความทุกข์ที่ฉันเผชิญอยู่ และฉันเดาว่าพวกคุณจำนวนไม่น้อย ก็ทุกข์จากมันเช่นกัน เมื่อฉันเดินรอบห้องแสดงภาพ ห้องแล้วห้องเล่าที่เต็มไปด้วยภาพเขียน หลังจากประมาณ 15 หรือ 20 นาที ฉันก็ตระหนักว่าฉันไม่ได้คิดถึงภาพเขียนเหล่านั้น ฉันไม่เชื่อมโยงกับพวกมัน แต่ฉันกลับคิดถึง กาแฟสักถ้วย ฉันต้องการมันเพื่อปลุกตัวเองให้ตื่น ฉันกำลังทรมานกับอาการล้าจากห้องแสดงภาพ

มีกี่คนที่เป็นแบบนี้บ้าง ค่ะ ฮ่าๆ ในบางครั้งคุณอาจทนได้นาน กว่า 20 นาที หรืออาจจะสั้นกว่านั้น แต่ฉันคิดเราทุกคนก็เคยเผชิญกันมาแล้ว แล้วคุณรู้สึกผิดตามมาบ้างหรือเปล่า? สำหรับฉัน ฉันมองไปที่ภาพเขียนบนผนัง และคิดว่า มีบางคนตัดสินใจติดภาพไว้ตรงนั้น โดยคิดว่าพวกมันดีพอที่จะอยู่บนผนัง แต่ฉันก็ไม่ได้เห็นแบบนั้นเสมอไป ในความเป็นจริง ส่วนใหญ่ฉันก็ไม่เห็นแบบนั้น

แล้วฉันก็จากไป ด้วยความรู้สึกไม่เป็นสุข ฉันรู้สึกผิด และไม่มีความสุขกับตัวเอง แทนที่จะคิดว่ามีบางอย่างผิดปกติกับภาพเขียน ฉันกลับคิดว่า มีบางอย่างผิดปกติกับตัวฉันเอง และมันก็ไม่ได้เป็นประสบการณ์ที่ดี ที่จากห้องแสดงภาพมา ด้วยความรู้สึกแบบนั้น

(เสียงหัวเราะ)

ฉันคิดว่าเราควรหยุดพัก ถ้าคุณคิดจะเข้าร้านอาหาร เมื่อคุณดูเมนู คุณคิดจะสั่งทุกอย่างในเมนูหรือเปล่า ไม่! คุณเลือก ถ้าคุณไปห้างสรรพสินค้าเพื่อซื้อเสื้อสักตัว คุณจะลองเสื้อทุกๆ ตัว และต้องการเสื้อทุกๆ ตัวไหม? ไม่อย่างแน่นอน คุณสามารถเลือกได้ มันควรต้องเป็นแบบนั้น แล้วทำไม เราถึงไม่ควร เลือกเวลาที่เราไปชมห้องแสดงงานศิลปะ? ทำไมเราต้องเชื่อมโยงได้กับทุกภาพ?

ทีนี้ ฉันพยายามที่จะใช้วิธีใหม่ โดยมีสองสิ่งที่ฉันทำ คือ เมื่อฉันไปห้องแสดงภาพตอนแรก ฉันจะเดินเร็วมาก มองดูทุกสิ่งทุกอย่าง และฉันจะเจาะจง เฉพาะภาพที่ทำให้ฉันเดินช้าลงด้วยเหตุผลใดก็ตาม แม้ฉันไม่รู้ว่าทำไมมันทำให้ฉันช้าลง แต่มันมีบางสิ่งที่ดึงฉันเหมือนกับแม่เหล็ก แล้วฉันจะไม่สนใจภาพอื่นๆ ที่เหลือ และจะตรงไปที่ภาพนั้น นี่เป็นสิ่งแรกที่ฉันทำ นั่นคือ ดำเนินการคัดสรรภาพเขียนด้วยตัวเอง ฉันเลือกภาพเขียน มันอาจเป็นเพียงแค่หนึ่งใน 50 ภาพ แล้ว สิ่งที่สองที่ฉันทำคือ ฉันจะยืนอยู่หน้าภาพวาดนั้น และฉันเล่าเรื่องราวของภาพนั้นให้กับตัวเอง

ทำไมต้องเป็นเรื่องราวน่ะเหรอ? ฉันคิดว่าพวกเราถูกโยงเข้าด้วยกัน ดีเอ็นเอของเราสั่งให้เราเล่าเรื่องต่างๆ เราเล่าเรื่องตลอดเวลา เกี่ยวกับทุกอย่าง และฉันว่า เราทำแบบนั้น เพราะโลกนี้มันดู วุ่นวาย อลหม่าน และบางที เรื่องราวที่เราพยายามเล่า เพื่อจะเข้าใจโลกให้มากขึ้นอีกนิด อาจจัดระเบียบให้กับมันได้บ้าง แล้วทำไมไม่ใช้แนวคิดนี้กับตอนที่เราดูภาพเขียนบ้างล่ะ? ดังนั้น ทีนี้ฉันมีวิธีคล้ายๆ กับการดูเมนูในร้านอาหาร เมื่อเข้าชมห้องแสดงภาพศิลปะ

มีภาพอยู่สามภาพที่ฉันจะให้คุณดู ภาพเหล่านี้ทำให้ฉันหยุดเดินต่อ และอยากจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับมัน ภาพแรกแทบจะไม่ต้องแนะนำอะไรมาก — "เด็กสาวกับต่างหูมุก" โดยโยฮันเนส เวอร์เมียร์ จิตรกรดัตช์ มีชีวิตอยู่ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 นี่คือจิตรกรรมที่มีชื่อเสียงที่สุด ฉันเห็นมันครั้งแรกเมื่ออายุ 19 ปี และฉันออกไปหาซื้อโปสเตอร์มาเก็บไว้แทบจะในทันที และที่จริงแล้วฉันยังเก็บโปสเตอร์นั้นไว้ 30 ปีให้หลัง และมันยังแขวนอยู่ในบ้านฉัน มันไปกับฉันในทุกๆ ที่ ที่ฉันไป ฉันไม่เคยเบื่อที่จะมองดูเธอ

เริ่มจากสิ่งที่ทำให้ฉันต้องหยุดชะงักเกี่ยวกับเธอ ในตอนแรก เป็นเพียงสีอันสวยสดที่เขาใช้ และแสงที่ตกกระทบบนใบหน้าของเธอ แต่สิ่งที่ทำให้ฉันต้องกลับมาคิดถึงมัน ปีแล้วปีเล่า กลับเป็นอีกสิ่งหนึ่ง นั่นก็คือสีหน้าของเธอ สีหน้าที่แสดงความขัดแย้ง ฉันไม่สามารถบอกว่า เธอมีความสุข หรือ เศร้า และฉันเปลี่ยนใจตลอดเวลา นั่นคือสิ่งที่ทำให้ฉันต้องคอยกลับมาดูมัน

วันหนึ่ง 16 ปีหลังจากฉันมีโปสเตอร์แผ่นนี้ติดอยู่บนผนัง ฉันนอนบนเตียงและจ้องมองดูเธอ และฉันก็พลันคิด ฉันสงสัย ว่าจิตรกรได้ทำอะไรกับเธอ ทำให้เธอมีสีหน้าเป็นเช่นนั้น และมันเป็นครั้งแรกที่ฉันคิดว่า การแสดงออกบนใบหน้าของเธอ อันที่จริงแล้วสะท้อนให้เห็น ความรู้สึกของเธอที่มีต่อเขา แต่ก่อนนั้น ฉันได้แต่คิดว่ามันเป็นแค่ภาพวาดของเด็กผู้หญิง ตอนนี้ ฉันเริ่มคิดว่า มันภาพวาดของความสัมพันธ์ และฉันคิดว่า แล้วมันเป็นความสัมพันธ์อะไรเล่า?

ดังนั้น ฉันจึงเริ่มหาข้อมูล และค้นพบ ว่าเราไม่รู้เลยว่าเธอเป็นใคร ที่จริงแล้ว เราไม่รู้เลยว่าเหล่านางแบบ ในภาพเขียนของเวอร์เมียร์นั้นเป็นใคร และเรารู้น้อยมากเกี่ยวกับตัวของ เวอร์เมียร์ ซึ่งทำให้ฉันร้อง ยิ้ปปี้! ฉันสามารถทำอะไรก็ได้ตามต้องการ ฉันสามารถสร้างเรื่องอย่างไรก็ได้อย่างที่ฉันต้องการ

ดังนั้น นี่คือเรื่องที่ฉันแต่งขึ้นเอง ในตอนแรก ฉันคิดว่า ฉันต้องเอาเธอมาไว้ในบ้านให้ได้ก่อน เวอร์เมียร์รู้จักเธอได้อย่างไร? คือ มันมีข้อมูลที่บ่งชี้ว่า เธอเป็นลูกสาววัย 12 ปีของเขา ลูกสาวซึ่งในเวลานั้นอายุ 12 เมื่เขาวาดภาพภาพนั้น แล้วฉันก็คิดต่อว่า ไม่ สายตาที่เธอมองนั้นดูใกล้ชิดกันมาก แต่ไม่ใช่ในลักษณะที่ลูกสาวจะมองพ่อของเธอ มีอยู่สิ่งหนึ่ง ในจิตรกรรมดัตช์ในช่วงเวลานั้น นั่นคือถ้าปากของหญิงสาวเผยอ มันจะบ่งชี้ความพร้อมทางเพศของเธอ มันก็คงไม่เหมาะสมสำหรับเวอร์เมียร์ ที่จะวาดภาพลูกสาวของเขาแบบนั้น

ดังนั้นหล่อนไม่ใช่ลูกสาวของเขา แต่เป็นใครบางคน ที่ใกล้ชิดกับเขา ใกล้ชิดในทางกายภาพ แล้วใครอีก ที่จะอยู่ในบ้านได้? คนรับใช้ คนรับใช้ที่น่ารัก เอาล่ะ เธออยู่ในบ้านแล้ว แล้วเราจะเอาเธอไปอยู่ในสตูดิโอได้อย่างไร เราไม่รู้อะไรมากนักเกี่ยวกับเวอร์เมียร์ แต่สิ่งเล็กๆที่เรารู้แน่ๆ สิ่งหนึ่งที่เรารู้ คือ เขาแต่งงานหญิงคาทอลิก พวกเขาอาศัยกับมารดาของเธอ ในบ้านที่เขามีห้องของเขาเอง ที่ซึ่งเขามีสตูดิโอของตัวเอง นอกจากนี้เขายังมีลูกอีก 11 คน มันคงจะเป็นบ้านที่วุ่ยวายและเสียงดัง แต่ถ้าคุณได้เห็นภาพของเวอร์เมียร์มาก่อน คุณจะรู้ว่า มันกลับดูเงียบสงบอย่างไม่น่าเชื่อ

จิตรกรจะระบายสีภาพเขียนที่ดูเงียบสงบแบบนั้น ในขณะที่มีเด็ก 11 คนอยู่ในบ้านได้อย่างไร? เขาคงต้องแบ่งชีวิต เขาเข้าไปในสตูดิโอแล้วบอกทุกคนว่า "ห้ามใครเข้ามาเป็นอันขาด ห้ามภรรยา ห้ามเด็กๆ แต่เอาล่ะ ให้แม่บ้านสามารถเข้ามาทำความสะอาดได้" เธออยู่สตูดิโอ เขาพาเธอเข้ามในสตูดิโอ พวกเขาอยู่ด้วยกัน และเขาตัดสินใจจะวาดภาพของเธอ

เขาให้เธอสวมเสื้อผ้าธรรมดา ผู้หญิงทั้งหมด หรือผู้หญิงส่วนใหญ่ ในภาพอื่นๆ ของเวอร์เมียร์ สวมผ้ากำมะหยี ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ซึ่งเป็นวัสดุที่หรูหรามาก แต่นี่เป็นเสื้อผ้าธรรมดามาก สิ่งเดียวที่ไม่ธรรมดา คือต่างหูมุกของเธอ ทีนี้ ถ้าเธอเป็นคนใช้ มันไม่มีทางที่เธอจะซื้อ ต่างหูมุกแม้แต่เพียงคู่เดียว ดังนั้น มันต้องไม่ใช่ต่างหูมุกของหล่อน แล้วมันเป็นของใครเล่า? เราบังเอิญรู้ว่า มันมีรายการเสื้อผ้า ของแคธารินาผู้เป็นภรรยา ในรายการนั้น มีเสื้อโค้ทสีเหลืองประดับด้วยขนสัตว์สีขาว เสื้อรัดอกสีเหลืองและดำ และคุณเห็นเสื้อผ้าเหล่านั้นในภาพเขียนอื่น ๆ มากมาย หญิงหลายคนในภาพเขียนของเวอร์เมียร์ ดังนั้น มันชัดเจนว่า เสื้อผ้าของภรรยา ถูกยืมไปให้ผู้หญิงหลายคนใส่ มันก็คงไม่ใช่ยากเย็นที่จะเดา ว่าต่างหูมุก แท้จริงแล้วเป็นของภรรยาของเขา

ดังนั้น เราได้องค์ประกอบทั้งหมดสำหรับเรื่องราวของเราแล้ว เธออยู่ในสตูดิโอกับเขาเป็นเวลานาน ภาพวาดเหล่านี้ใช้เวลานานกว่าจะวาดขึ้นมาได้ พวกเขาคงต้องใช้เวลาอยู่ด้วยกันลำพัง ตลอดเวลา เธอสวมใส่ต่างหูมุกของภรรยาของเขา เธอสวย เธอรักเขาอย่างเห็นได้ชัด เธอเกิดความขัดแย้งขึ้นในใจ แล้วภรรยาเขารู้หรือเปล่า? บางทีอาจจะไม่ และถ้าเธอไม่รู้ ก็— นั่นคือ เรื่องราว

(เสียงหัวเราะ)

ภาพวาดถัดไปที่ฉันจะพูดถึง มีชื่อว่า "เด็กชายผู้สร้างบ้านจากไพ่" โดย ชาร์แด็ง เขาเป็นจิตรกรฝรั่งเศสในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18 มีชื่อเสียงในด้านภาพหุ่นนิ่ง แต่บางครั้งเขาก็วาดภาพคน อันที่จริงแล้ว เขาวาดภาพนี้ไว้ 4 เวอร์ชัน เด็กชายคนละคน กำลังสร้างบ้านจากไพ่ ทุกคนกำลังตั้งใจ ฉันชอบเวอร์ชันนี้มากที่สุด เพราะเด็กบางคน แก่เกินไป และบางคนก็เด็กไป สำหรับฉัน แล้วเด็กคนนี้ เปรียบดังข้าวต้มในนิทานหนูน้อยโกลดี้ล็อกคส์ คือ กำลังพอดี

เขาไม่ดูเป็นเด็ก และยังไม่เป็นหนุ่มนัก เขาคือสมดุลที่แท้จริงระหว่างความไร้เดียงสา และประสบการณ์ และนั่น ทำให้ฉันหยุดเดิน ต่อหน้าภาพๆนี้ และฉันดูที่ใบหน้าเขา มันเหมือนกับภาพของเวอร์เมียร์อยู่เล็กน้อย แสงมาในจากด้านซ้าย ใบหน้าของเขาถูกอาบ ไปด้วยแสงที่เรืองรองนี้ มันอยู่ตรงกลางภาพวาดพอดี และเมื่อคนมองดูมัน ฉันพบว่าเมื่อฉันกำลังมองดูมัน ฉันยืนอยู่และคิดในใจว่า "มองฉันสิ ได้โปรดมองดูฉัน" แต่เขาก็ไม่ได้มองมาที่ฉัน เขายังคงดูที่ไพ่ของเขา และมีสิ่งหนึ่งที่น่าดึงดูดเกี่ยวกับภาพนี้ เขาจดจ่อกับสิ่งที่เขาทำอยู่มาก จนไม่มองมาที่เรา และสำหรับฉันแล้ว นั่นคือสัญลักษณ์ของงานชิ้นเอก ของภาพวาดตรงที่คำอธิษฐานจะไม่เป็นจริง เขาจะไม่มีทางมองมาที่ฉัน

ดังนั้น ฉันจึงคิดขึ้นมาเรื่องหนึ่งว่า หากฉันยืนอยู่ตำแหน่งนี้ จะมีใครบ้างที่กำลังมองเขาอยู่ ไม่ใช่จิตรกรแน่ ฉันไม่อยากคิดว่าเป็นคนวาด ฉันคิดถึงตัวเขาเองในตอนแก่ เขาเป็นชายหนุ่ม เป็นคนรับใช้ มีคนรับใช้ที่แก่กว่า ที่กำลังมองดูคนรับใช้หนุ่ม แล้วพูดว่า "มองฉันสิ ฉันจะเตือนแกให้รู้ว่า แกกำลังจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ได้โปรดมองที่ฉัน" แต่เขาไม่เคยทำตาม

และเมื่อขาดความแน่ชัด ลึกซึ้งในเรื่องราว ดั่งภาพ "หญิงสาวกับต่างหูมุก" เราจึงไม่รู้ว่า เธอมีสุข หรือเศร้า ฉันเขียนเรื่องของเธอหนาเท่าหนังสือนิยาย แต่ก็ยังไม่รู้ว่าเธอสุข หรือเศร้า ครั้งแล้วครั้งเล่า ฉันกลับมาพิจาณาภาพนั้น มองหาคำตอบ ค้นหาเรื่องราวเพื่อเติมเต็มช่องว่าง และเราอาจสร้างเรื่องราว และมันช่วยทำให้เราพอใจได้ครู่หนึ่ง แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ และเราต้องกลับมาพิจารณามัน ครั้งแล้วครั้งเล่า

ภาพวาดสุดท้ายที่ฉันจะพูดถึง ชื่อว่า "นิรนาม" โดยจิตรกรนิรนาม (เสียงหัวเราะ)

นี่เป็นภาพวาดแนวทิวดอร์ที่ซื้อ โดยห้องแสดงภาพภาพเหมือนแห่งชาติ พวกเขาคิดว่ามันเป็นภาพของชายชื่อ เซอร์ โทมัส โอเวอร์บิวรี่ แต่แล้วพวกเขาพบว่านั่นไม่ใช่ภาพเขา และพวกเขาไม่รู้ว่าเป็นภาพใคร

ที่ห้องแสดงภาพภาพเหมือนแห่งชาติ ถ้าคุณไม่ทราบชีวประวัติของจิตรกรรม ภาพนั้นก็ไร้ประโยชน์กับคุณ พวกเขาไม่สามารถแขวนมันบนผนัง เพราะไม่รู้ว่า ชายคนดังกล่าวคือใคร กรรมของภาพเหล่านี้ เมื่อหาที่มาไม่ได้ ก็ต้องลงเอยในห้องเก็บของ เหมือนๆกับภาพไร้ที่มา อีกมากมาย หลายภาพถือเป็นจิตรกรรมที่งดงาม

จิตรกรรมเหล่านี้ ทำให้ฉันหยุดเดินต่อ ด้วยเหตุผลสามประการ: หนึ่งคือ การไม่ต่อเนื่องระหว่างปากของเขา ซึ่งกำลังยิ้ม และดวงตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด เขาไม่มีความสุข แล้วทำไมเขาถึงไม่มีความสุขล่ะ? สิ่งที่สอง ที่ดึงดูดฉัน คือแก้มที่แดงสดใสของเขา เขากำลังสะท้าน เขินอาย ที่เห็นการวาดภาพเหมือนของตน เขาต้องเป็นคนที่ขวยเขินตลาดเวลา เขาคิดอะไรอยู่นะ จนทำให้เขาหน้าแดง สิ่งที่สาม ที่ทำให้ฉันหยุดเดินต่อ คือ เสื้อตัวนอกอันงดงามของเขา ผ้าไหมสีเทา และกระดุมสวยงามเหล่านั้น และคุณรู้มั๊ย มันทำให้ฉันนึกถึงว่า ใส่แล้วมันต้องพอดีตัว และ ดูพอง เหมือนผ้านวมคลุมเตียง

ฉันหมกมุ่นคิดถึงเตียง และ แก้มอันแดงเรื่อ แน่นอน มันทำให้ฉันอดคิดถึงเรื่องเพศไม่ได้ ตอนที่มองเขา ฉันฉุกคิดว่า แล้วเขากำลังคิดแบบนี้ด้วยหรือเปล่านะ และฉันคิดต่อว่า ถ้าฉันจะแต่งซักเรื่อง อะไรคือสิ่งสุดท้ายที่ฉันเขียนลงไป อืม สุภาพบุรุษทิวดอร์นายนี้หมกมุ่นกับเรื่องอะไรอยู่นะ ฉันระลึกถึง พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ใช่เลย เขาคงจะสาละวนกับการสืบทอดทายาทของเขา ใครจะสืบทอดชื่อของเขาและมรดกของเขา คุณจับเรืองเหล่านี้ทั้งหมดเข้าด้วยกัน นั่นจะเป็นพล็อตเรื่องของตุณ เพื่อตอบคุณทุกคำถาม ที่เคยทำให้คุณ ต้องแวะกลับมาเรื่อยๆ ทีนี้ ลองฟังเรื่องนี้ มันชื่อสั้นๆ ว่า

"โรซี่"

ผมยังคงสวมเสื้อปักสีขาวที่แคโรไลน์เคยให้ผมไว้ มันเป็นแบบคอสูงธรรมดา ถอดแขนได้ และกระดุมอันประณีตของทำจากไหมบิดเป็นปม กระดุมวางถี่เพื่อให้รัดตัวพอดีเวลาสวม เสื้อตัวนี้ทำให้ผมคิดถึงผ้าคลุมเตียงหลังใหญ่ บางทีนั่นอาจจะเป็นความตั้งใจ ผมสวมมันครั้งแรกเพื่อร่วมมื้อเย็นอันบรรจง ซึ่งพ่อแม่ของเธอจัดให้เพื่อเป็นเกียรติแก่เรา ผมรู้ว่า ก่อนที่ผมจะลุกขึ้นพูด แก้มทั้งสองข้างของผม ก็แดงเรื่อแล้ว ผมแก้มแดงง่าย จากสิ่งเร้าภายนอก จากไวน์ จากอารมณ์ระทึก

ตอนเด็กๆ ผมถูกพี่สาว น้องสาว และ เพื่อนที่โรงเรียนล้อ แต่ จอร์จ ไม่เคยล้อผม ผมยอมให้จอร์จเท่านั้น เรียกผมว่า โรซี่ ได้ แต่คนอื่น ผมไม่ยอม เขามีวิธีพูดอันนุ่มนวล เมื่อผมประกาศออกไป หน้าของจอร์จ ไม่แดงระเรื่อ แต่กลับซีดเหมือนสีเสื้อของผม เขาไม่น่ารู้สึกประหลาดใจนะ มันเป็นเรื่องที่รู้กันอยู่แล้ว ว่า วันหนึ่งผมต้องแต่งงานกับลูกพี่ลูกน้องของเขา แต่มันคงยากที่จะได้ยิน เรื่องนี้ถูกพูดออกมาดังๆ ผมรู้ ผมเองก็แทบจะเปล่งเสียงออกมาไม่ได้

หลังจากนั้น ผมพบจอร์จที่ระเบียง เขากำลังเลบไปที่สวนหลังครัว แม้ว่าเขาจะดื่มตลอดทั้งบ่าย เขายังคงดูซีด เรายืนอยู่ด้วยกัน และมองเหล่าสาวใช้ตัดผักกาดหอม "เสื้อผมสวยมั๊ย" ผมถาม

เขาเหลือบมาที่ผม "คอเสื้อนั่นดูจะรัดคอคุณแน่นไปนะ"

"เราจะยังเจอกันอีก นะ" ผมเสนอ "เรายังจะไปล่าสัตว์ เล่นไพ่ และ ขึ้นศาล ด้วยกันได้ ไม่เห็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไรเลย" จอร์จไม่ได้พูดอะไร "ผมอายุ 23 ปีแล้ว ถึงเวลาต้องแต่งงาน และผลิตทายาท ผมถูกคาดหวังไว้แบบนี้"

จอร์จกระดกแก้วไวน์จนหมด แล้วหันมาทางผม "ขอแสดงความยินดี กับงานแต่งที่กำลังจะมาถึงของคุณ เจมส์ ผมแน่ใจว่า คุณและเธอจะมีความสุขร่วมกัน" เขาไม่เคยเรียกชื่อเล่นของผมอีกเลย

ขอบคุณค่ะ

(เสียงปรบมือ)

ขอบคุณ

(เสียงปรบมือ)