ดริว ดัดลี่ (Drew Dudley)
3,647,454 views • 6:14

ฉันอยากจะเริ่มต้น โดยการถามทุก ๆ คนด้วยคำถามที่ว่า ในที่นี้ มีใครบ้างที่รู้สึกสบายใจอย่างเต็มที่ ที่จะเรียกตัวเองว่า ผู้นำ เห็นไหม ผมได้ถามคำถามนี้ตลอดทั่วประเทศ และทุกที่ที่ผมถาม ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม จะมีผู้ฟังจำนวนมากเสมอ ที่ไม่ยกมือ และผมถึงได้รู้ว่า พวกเราได้ทำให้ ความเป็นผู้นำ เป็นสิ่งที่ใหญ่ กว่าตัวพวกเราเอง เราเปลี่ยนมัน ให้เป็นสิ่งที่ไกลออกไปจากพวกเรา ให้มันเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโลก และเราถือว่าตำแหน่งผู้นำนี้ และเราปฏิบัติกับมัน ราวกับว่า มันเป็นสิ่งที่สักวันหนึ่ง เราจึงจะคู่ควรกับมัน แต่การให้ตำแหน่งนี้กับตัวเราเอง ในตอนนี้ หมายถึง ระดับของความยะโสหรือโอหัง ที่เราไม่สบายใจกับมันนัก และบางทีผมก็กังวลว่า เราใช้เวลาไปมากมายกับ การยกย่องเชิดชูสิ่งมหัศจรรย์ต่างๆ ที่น้อยคนนักจะทำได้ เราทำให้ตัวเราเองเชื่อว่า สิ่งเหล่านั้นเท่านั้น ที่ควรค่าแก่การยกย่อง และเราเริ่มที่จะ ลดคุณค่า ของสิ่งที่เราสามารถทำได้ในทุกๆวันลง และเราเริ่มที่จะ ใช้เวลาช่วงสั้นๆ ที่เราเป็นผู้นำจริงๆนั้น และไม่ยอมให้ตัวเราเอง ได้รับเกียรตินั้น และเราไม่ยอมให้ตัวเราเองรู้สึกดี เกี่ยวกับสิ่งที่ทำนั้น และ ผมโชคดีพอควรทีเดียว ที่ผ่านมา มากกว่า 10 ปี ที่ทำงานกับคนที่น่าอัศจรรย์บางคน คนที่ช่วยให้ผมตั้งคำนิยามของ ความเป็นผู้นำ ขึ้นมาใหม่ ที่ทำให้ผมคิดว่า รู้สึกมีความสุขมากขึ้น ด้วยเวลาอันสั้นในวันนี้ ผมเพียงแค่อยากจะแบ่งปันกับคุณ เรื่องๆหนึ่ง ที่น่าจะเป็นต้นเหตุสำคัญที่สุด สำหรับการตั้งคำนิยามใหม่นี้

ตอนที่ผมเรียนที่มหาวิทยาลัยเล็กๆแห่งหนึ่ง ชื่อ มหาวิทยาลัยเมาท์ อะลิสัน (Mount Allison) ในเมืองแซ็ควิลล์ รัฐนิวบรันส์วิก และในวันสุดท้ายของผมที่่นั่น มีหญิงสาวคนหนึ่งเข้ามาหาผม เธอบอกว่า "ฉันจำครั้งแรกที่ฉันพบคุณได้นะ" จากนั้นเธอก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้น เมื่อสี่ปีก่อนให้ผมฟัง เธอบอกว่า "ในวันก่อนที่ฉันจะเริ่มเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ตอนอยู่ในห้องโรงแรมกับคุณพ่อและคุณแม่ของฉัน และ ฉันรู้สึกกลัวมากและแน่ใจอย่างมาก ว่าฉันเรียนไม่ได้ ว่าฉันยังไม่พร้อมสำหรับมหาวิทยาลัย จนกระทั่งฉันถึงกับร้องไห้โฮออกมา คุณพ่อคุณแม่ประหลาดใจ พวกเขาพูดประมาณว่า "พวกเรารู้ว่าลูกกลัว แต่พรุ่งนี้ลองไปดูก่อนนะ ลองไปวันแรกดู และถ้าเมื่อใดก็ตาม ลูกรู้สึกเหมือนว่าลูกไม่สามารถทำได้ ก็ไม่เป็นไร แค่บอกเราก็พอ เราจะพาลูกกลับบ้าน ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เราก็รักลูก"

และเธอบอกว่า "ดังนั้น วันต่อมาฉันจึงไป ฉันกำลังยืนเข้าแถว พร้อมที่จะลงทะเบียน แล้วฉันก็มองไปรอบๆ และฉันรู้เพียงแค่ว่า ฉันทำไม่ได้ ฉันรู้ว่าฉันยังไม่พร้อม ฉันรู้ว่า ฉันต้องล้มเลิก" เธอบอกอีกว่า "ฉันได้ตัดสินใจอย่างนั้นแล้ว และทันทีที่ได้ตัดสินใจ ก็มีความรู้สึกสงบสุขอย่างไม่น่าเชื่อนี้ เข้ามาแทน ฉันหันกลับไปหาคุณพ่อและคุณแม่ เพื่อจะบอกท่าน ว่าเราต้องกลับบ้านกันแล้วละ และในตอนนั้นเอง คุณก็เดินออกมาจากตึกสโมสรนักศึกษา ใส่หมวกที่ดูทึ่มที่สุด เท่าที่ฉันเคยเห็นมาในชีวิตเลย" (เสียงหัวเราะ) "มันสุดยอดมาก และคุณถือป้ายแผ่นใหญ่ สนับสนุนกลุ่มไชเนอรามา (Shinerama) ซึ่งก็คือ กลุ่มนักเรียนที่ต่อสู้กับโรคซีสติกไฟโบรซีส (Cystic Fibrosis)" งานการกุศลที่ผมทำงานอยู่ด้วย มาหลายปี "และคุณก็ถือถังที่เต็มไปด้วยลูกอมยิ้ม ขณะที่คุณเดินมาเรื่อยๆ และแจกอมยิ้มนั้น ให้กับคนที่อยู่ในแถว และเล่าเรื่องราว เกี่ยวกับของไชเนอรามา และทันใดนั้น คุณมาถึงฉัน และคุณก็หยุดเดิน และคุณก็มองจ้องมา มันน่าขนลุกนะ" (เสียงหัวเราะ) หนูคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ รู้แน่ๆเลย ว่าผมกำลังพูดเรื่องอะไร (เสียงหัวเราะ) "แล้วคุณก็มองมาที่ผู้ชายถัดจากฉันไป แล้วคุณก็ยิ้ม คุณล้วงมือเข้าไปในถัง แล้วก็ดึงเอา อมยิ้มแท่งหนึ่งออกมา แล้วคุณก็ยื่นให้กับเขา และพูดว่า 'คุณต้องให้อมยิ้มกับสาวสวยคนที่ยืนข้างๆคุณนะ' " แล้วเธอบอกว่า "ฉันไม่เคยเห็นใครที่รู้สึกเขินอาย ได้ง่ายมากกว่านั้นมาก่อน ในชีวิตฉัน" หน้าเขากลายเป็นสีแดงบีทรูท และเขาไม่มองมาที่ฉันเลย แม้แต่น้อย เขาแค่ยื่นอมยิ้มให้แบบนี้" (เสียงหัวเราะ) "และฉันรู้สึกสงสารผู้ชายคนนี้มาก จนต้องรับอมยิ้มมา และเมื่อฉันรับอมยิ้มมา คุณก็มีสีหน้าเคร่งขรึมอย่างไม่น่าเชื่อ และคุณก็มองไปที่คุณพ่อกับคุณแม่ของฉัน แล้วคุณก็พูดว่า 'ดูสิ ดูสิ วันแรกที่ออกมาจากบ้าน เธอก็ยอมรับลูกอมยิ้ม จากคนแปลกหน้าแล้วเนี่ยนะ?! (หัวเราะ) และเธอบอกว่า "แล้วทุกคนก็หยุดไม่ได้ ห่างออกไปยี่สิบฟุตในทุกทิศทุกทาง ทุกๆคนเริ่มหัวเราะเสียงดัง ฉันรู้ว่ามันฟังดูไม่เข้าท่า แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไม ฉันถึงเล่าให้คุณฟังเรื่องนี้ แต่ในชั่วขณะนั้นเอง ตอนที่ทุกคนกำลังหัวเราะ ฉันก็รู้ว่า ฉันไม่ควรที่จะล้มเลิกการเข้าเรียน ฉันรู้ว่า ฉันอยู่ในที่ๆฉันควรจะอยู่ และฉันรู้ว่า ฉันรู้สึกเหมือนอยู่ที่บ้าน แต่ฉันก็ยังไม่เคยพูดกับคุณ สักครั้งในรอบสี่ปี หลังจากวันนั้น แต่ฉันได้ยินมาว่า คุณกำลังจะจากไป ฉันเลยต้องมาและบอกคุณว่า คุณนั้นเป็น คนที่สำคัญอย่างเหลือเชื่อในชีวิตของฉัน และฉันจะคิดถึงคุณ ขอให้โชคดีนะคะ"

แล้วเธอก็เดินจากไป และผมก็ถูกลูกยอ พอเธอเดินห่างไปประมาณหกฟุต เธอก็หันกลับมา ยิ้ม แล้วก็บอกว่า "คุณก็น่าจะรู้เรื่องนี้ด้วยนะ ฉันยังคงนัดเที่ยวกับผู้ชายคนนั้น สีปีหลังจากนั้น" (เสียงหัวเราะ)

หนึ่งปีครึ่งหลังจากผมย้ายมาที่โตรอนโต้ ผมได้รับเชิญไปงานแต่งงานของพวกเขา

และที่คาดไม่ถึงและน่าประหลาดใจก็คือ ผมจำเรื่องนี้ไม่ได้เลย ผมไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับช่วงเวลานั้นเลย และผมได้ค้นหาในคลังความจำของผม เพราะว่ามันตลกนะ ผมควรจะจำได้ว่าผมได้ทำ แต่ผมกลับจำไม่ได้ และนั่น เป็นช่วงเวลา ของการเปิดหูเปิดตา และการเปลี่ยนแปลง สำหรับผมที่คิดได้ว่า นั่นอาจเป็นผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เท่าที่ผมเคยทำ ให้กับชีวิตของใครคนหนึ่ง ช่วงเวลาที่ ผู้หญิงคนหนึ่ง เดินเข้ามา หาคนแปลกหน้าเมื่อสี่ปีให้หลัง และพูดว่า "คุณเป็นคนที่สำคัญอย่างไม่น่าเชื่อ ในชีวิตของฉัน" เป็นช่วงเวลาที่ผมจำไม่ได้เลย

มีใครบ้างในที่นี้ เคยมีช่วงเวลา ลูกอมยิ้มบ้าง ช่วงเวลาที่ ใครบางคนพูดอะไรบางอย่าง หรือทำอะไรบางอย่าง ที่คุณรู้สึกว่า โดยพื้นฐานแล้วมันทำให้ชีวิตคุณดีขึ้น งั้น มีใครบ้างที่ได้บอกคนๆนั้นว่า เขาได้ทำอะไรไป? เห็นไหม ทำไมถึงไม่บอกล่ะ? เราฉลองงานวันเกิด ซึ่งพวกคุณต้องทำก็คือ การไม่ตายเป็นเวลา 365 วัน (เสียงหัวเราะ) แต่เรากลับปล่อยให้คน ที่ทำให้ชีวิตพวกเราดีขึ้น เดินไปทั่ว โดยไม่ทราบเรื่องนั้นเลย และพวกคุณแต่ละคน พวกคุณแต่ละคน ได้เคยเป็นผู้ที่ทำให้เกิดช่วงเวลาลูกอมยิ้มขึ้นแล้ว คุณได้ทำให้ชีวิตของบางคนดีขึ้น จากบางอย่างที่คุณได้พูดหรือได้ทำ และถ้าคุณคิดว่าคุณไม่เคยทำ ลองคิดถึง มือทั้งหลายที่ไม่ได้ยกขึ้น ตอนที่ผมถามคำถามนั้นสิ คุณก็แค่เป็นคนหนึ่ง ในผู้ที่ไม่มีคนมาบอก

แต่ มันน่าตกใจที่จะคิดว่า ตัวเราเองนั้นมีอิทธิพล มันอาจน่ากลัวที่จะคิดว่า เรานั้นสำคัญมากขนาดนั้นต่อคนอื่น เพราะว่าตราบใดที่เราทำให้ความเป็นผู้นำ เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าตัวเรา ตราบใดที่เรา เอาความเป็นผู้นำไปห่างไกลจากเรา ตราบใดที่เรา ทำให้มันเรื่องของการเปลี่ยนแปลงโลก เราหาข้อแก้ตัวสำหรับตัวเอง เพื่อที่จะไม่ต้องคาดหวังมัน ในทุกๆวัน จากตัวเราเอง และจากคนอื่นๆ

มาริแอน วิลเลียมสัน พูดว่า "ความกลัวที่สุดของเรานั้น ไม่ใช่กลัวว่าเราไม่ดีพอ ความกลัวที่สุดของเรา คือ กลัวว่าเรามีอำนาจเกินกว่าที่จะประมาณได้ ด้านสว่างของเราต่างหาก ไม่ใช่ด้านมืดของเรา ที่ทำให้เราหวาดกลัว" และเสียงเรียกร้องของผม ให้ทำในวันนี้ ก็คือ พวกเราจำต้องข้ามสิ่งเหล่านั้นไป เราต้องข้ามผ่านความกลัวเกี่ยวกับ อิทธิพลที่มีมากเป็นพิเศษ ที่เราสามารถมีได้ กับชีวิตของกันและกัน เราจำต้องข้ามผ่านมันไป เราจึงจะสามารถก้าวพ้นมันไป แล้ว น้องชายและน้องสาวตัวน้อยของพวกเรา และในวันหนึ่งข้างหน้า ลูกๆของเรา หรือลูกๆของเราในขณะนี้ — สามารถที่จะเฝ้าดู และเริ่มเห็นคุณค่า ของผลกระทบ ที่เราสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ ในชีวิตของกันและกัน มากยิ่งกว่าเงินและอำนาจ และยศฐาบรรดาศักด์และอิทธิพล เราต้องนิยามคำว่า ความเป็นผู้นำ เสียใหม่ว่า เกี่ยวกับช่วงเวลาของลูกอมยิ้ม เราสร้างมันขึ้นมากี่ครั้ง เรายอมรับว่ามันเกิดขึ้นจริงกี่ครั้ง เราจ่ายไปเพื่อให้ได้มันมากี่ครั้ง และเรากล่าวคำขอบคุณไปกี่ครั้ง เพราะว่า เราได้ทำให้ความเป็นผู้นำ ไปเป็นเรื่องของ การเปลี่ยนแปลงโลก แต่มันไม่มีโลก มีแต่เพียงความเข้าใจในเรื่องนี้ ของคนหกพันล้านคน และถ้าคุณเปลี่ยนความเข้าใจของคนคนหนึ่ง ในเรื่องนี้ ความเข้าใจของคนๆหนึ่ง ในสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ ความเข้าใจของคนๆหนึ่ง ว่าคนห่วงใยเขาอยู่มากเท่าใด ความเข้าใจของคนๆหนึ่งว่า เขาเป็นผู้กระทำที่ทรงพลัง ได้มากแค่ไหน ต่อการเปลี่ยนแปลงในโลกนี้ เมื่อนั้นคุณได้เปลี่ยนแปลงสิ่งทั้งมวล และถ้าเราเข้าใจความเป็นผู้นำ ในลักษณะที่ว่านั้น ผมคิดว่า ถ้าเราสามารถนิยาม ความเป็นผู้นำ ขึ้นมาใหม่ ในลักษณะที่ว่านั้น ผมคิดว่า พวกเราสามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างได้ และนั่นเป็นแนวคิดง่ายๆ แต่ผมไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องเล็ก และผมอยากจะขอบคุณทุกท่านเป็นอย่างมาก ที่ให้ผมมาแบ่งปันเรื่องนี้กับท่านในวันนี้ครับ