ทิม เออร์เบิน (Tim Urban)
26,376,676 views • 14:03

ในมหาวิทยาลัย ผมเรียนเอกสาขาการปกครอง ซึ่งหมายความว่า ผมจะต้องเขียนบทความเยอะแยะ ทีนี้ เมื่อเด็กนักเรียนธรรมดา ๆ คนหนึ่ง เขียนบทความ พวกเขามักจะวางแผนการทำงานทำนองนี้ นั่นแหละครับ —

(เสียงหัวเราะ)

คุณอาจเริ่มทำงานช้าไปหน่อย แต่คุณก็ทำได้เยอะพอควร ในสัปดาห์แรก ด้วยการทำงานที่หนักกว่าเดิม ในหลายวันต่อมา งานทุกอย่างก็เสร็จ ทุกอย่างสงบเรียบร้อยดี

(เสียงหัวเราะ)

และผมก็อยากจะทำแบบนั้น นั่นแหละแผนผมเลย ผมอยากจะพร้อมทำมัน แต่ อันที่จริง บทความไม่ออกมาดั่งใจ และผมก็จะทำอะไรแบบนี้

(เสียงหัวเราะ)

และมันก็เกิดขึ้นกับทุกบทความของผม

แต่แล้วมันมาถึงตอนที่ผมต้องทำ วิทยานิพนธ์ 90 หน้า บทความที่คุณควรให้เวลากับมันเป็นปี และผมก็รู้ว่า สำหรับบทความแบบนี้ คงไม่เหมาะกับการทำงานตามวิสัยของผม มันเป็นโครงการที่ใหญ่เกินไป ผมจึงวางแผนขึ้นมา และตัดสินใจว่าผมจะต้องทำอะไรแบบนี้ นี่คือการดำเนินการในหนึ่งปี ผมเริ่มอย่างเบา ๆ และก็เร่งเครื่องขึ้นตอนกลาง ๆ และตอนสุดท้าย ก็เร่งกันแบบเหยียบมิด เหมือนปีนขึ้นบันได มันจะไปยากอะไรกันนักเชียว กับแค่การขึ้นบันได จริงไหมครับ

แต่ว่า เรื่องสุดขันก็เกิดขึ้น ช่วงเดือนแรก ๆ ความรู้สึกนั้นมา ๆ ไป ๆ และผมก็ไม่ค่อยได้ทำอะไร เราก็เลยมีการปรับแผนเจ๋ง ๆ กันใหม่

(เสียงหัวเราะ)

และแล้ว —

(เสียงหัวเราะ)

แต่ช่วงตอนกลาง ๆ นั้นผ่านเลยไป และผมก็แทบไม่ได้เขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน และเราก็มาอยู่ตรงนี้ และจากนั้น สองเดือนก็กลายเป็นหนึ่งเดือน ซึ่งกลายเป็นสองสัปดาห์ และวันหนึ่งผมก็ตื่นขึ้นมา โดยกำหนดเส้นตายส่งคืออีกสามวัน ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลย และผมก็เลยทำสิ่งเดียวที่ผมทำได้ ผมเขียนทั้งหมด 90 หน้า ภายใน 72 ชั่วโมง อดหลับอดนอนไม่ใช่แค่หนึ่ง แต่เป็นสองคืนเต็ม ๆ — มนุษย์ไม่ควรที่จะอดนอนติดกันสองคืน — วิ่งป่าราบไปมหาวิทยาลัย พุ่งไปแบบสโลว์โมชัน และส่งทันกำหนดเส้นตายพอดี

ผมคิดว่านั่นมันจบละ แต่สัปดาห์ต่อมา ผมก็ได้รับโทรศัพท์ และเป็นคนที่คณะก็โทรมา พวกเขาบอกว่า "นั่น ทิม เออร์บัน ใช่ไหม" ผมบอกว่า "ครับ" พวกเขาบอกว่า "เราอยากให้คุณอธิบาย เกี่ยวกับเรื่องวิทยานิพนธ์หน่อย" ผมบอกว่า "โอเค" และพวกเขาบอกว่า "มันเจ๋งที่สุดเท่าที่เราเคยอ่านมาเลย"

(เสียงหัวเราะ)

(เสียงปรบมือ)

นั่นไม่ได้เกิดขึ้นครับ

(เสียงหัวเราะ)

มันเป็นวิทยานิพนธ์ที่แย่สุด ๆ

(เสียงหัวเราะ)

ผมอยากจะมีวินาทีแห่งความสุข แบบตอนที่พวกคุณคิดว่า "หมอนี่มันเจ๋งจริง"

(เสียงหัวเราะ)

ไม่ครับ มันแย่สุด ๆ เลย ครับ ทุกวันนี้ ผมทำงานเป็นคนเขียนบล๊อค ผมเขียนบล๊อคชื่อว่า เวดท์ บัท วาย (Wait But Why) และสองสามปีก่อน ผมตัดสินใจ ที่จะเขียนเกี่ยวกับการผัดวันประกันพรุ่ง พฤติกรรมของผมมักจะไม่เป็นระเบียบอยู่เรื่อย มีคนที่ผัดวันประกันพรุ่งรายล้อม และผมอยากจะอธิบายให้คนที่ ไม่ได้เป็นคนที่ผัดวันประกันพรุ่งเข้าใจ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นในสมอง ของคนที่ผัดวันประกันพรุ่ง และทำไมเราถึงเป็นแบบนี้ ครับ ผมมีสมมติฐาน ว่าสมองของคนที่ผัดวันประกันพรุ่ง มีความแตกต่างออกไป จากสมองของคนอื่น ๆ และเพื่อเป็นการทดสอบ ผมพบห้องปฏิบัติการ MRI ที่ยอมให้ผมสแกนสมองของผม และสมองของ คนที่ไม่ใช่คนที่ผัดวันประกันพรุ่ง เพื่อที่ผมจะได้เปรียบเทียบกัน ผมเอามาให้คุณชมกันด้วย ผมอยากให้คุณมองดูดี ๆ ว่าคุณเห็นความแตกต่างอะไรหรือเปล่า ผมรู้ว่า ถ้าคุณไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง มันจะไม่ชัดเจนเท่าไร แต่ลองพยายามดูนะครับ นี่คือสมองของ คนที่ไม่ใช่คนที่ผัดวันประกันพรุ่ง

(เสียงหัวเราะ)

ทีนี้ ... นี่คือสมองของผม

(เสียงหัวเราะ)

มันมีความแตกต่าง ในสมองทั้งสองแบบนี้ มีผู้ตัดสินใจอย่างมีหลักการ แต่สมองของคนที่ผัดวันประกันพรุ่ง ยังมีเจ้าลิงหลั่นล้าอีกด้วย ที่นี้ มันหมายความว่าอย่างไร สำหรับคนที่ผัดวันประกันพรุ่ง ครับ มันหมายความว่า ทุกอย่างโอเค จนกระทั่งสิ่งนี้เกิดขึ้น

[นี่เป็นเวลาที่เหมาะเหมงที่สุดท่จะทำงาน] [ไม่อะ]

ฉะนั้นผู้ตัดสินใจอย่างมีหลักการ จำทำการตัดสินใจอย่างมีหลักการ เพื่อทำอะไรบางอย่างที่มีประสิทธิภาพ แต่เจ้าลิงไม่ชอบแผนนั้น มันก็เลยเข้าคุมพวงมาลัยซะเอง และมันบอกว่า "อันที่จริง มาอ่านวิกิพีเดียกันเหอะ เรื่องฉาวของ แนนซี คาร์ริแกน/ทันยา ฮาร์ดิง เพราะว่าฉันจำได้ว่ามันมีเรื่องนี้นะ

(เสียงหัวเราะ)

แล้ว —

(เสียงหัวเราะ)

จากนั้นเราก็เดินตรงไปหาตู้เย็น เพื่อดูว่ามีอะไรใหม่ในนั้นไหม ทุก ๆ 10 นาที หลังจากนั้น เราก็จะเข้าไปยังวังวนยูทิวบ์ โดยเริ่มจากวีดีโอ ริชาร์จ ไฟน์แมน พูดเรื่องเกี่ยวกับแม่เหล็ก และหลังจากนั้นอีกนาน เราก็จะจบด้วยการดูสัมภาษณ์ แม่จัสติน บีเบอร์

(เสียงหัวเราะ)

"หมดนั่นคงใช้เวลาสักพัก เราคงไม่มีเวลาที่จะทำตามตารางการทำงานวันนี้ โทษทีนะ"

(เฮ้อ)

เอาล่ะ นี่มันเกิดอะไรขึ้น เจ้าลิงหลั่นล้าไม่สมควรจะรับหน้าที่ คุมพวงมาลัย มันใช้ชีวิตไปวัน ๆ มันไม่มีความทรงจำในอดีต ไม่ได้ล่วงรู้ถึงอนาคต และสนใจแค่อะไรสองสามอย่าง คือ เรื่องสบาย ๆ และสนุก ๆ

ถ้ามันเป็นโลกของสรรพสัตว์ มันก็คงไม่เป็นไร ถ้าคุณเป็นสุนัข และในชีวิตคุณไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่า ทำเรื่องสบาย ๆ และสนุก ๆ แล้วล่ะก็ คุณประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวงแล้วล่ะครับ

(เสียงหัวเราะ)

และสำหรับเจ้าลิงนั่น คนก็เป็นแค่สัตว์อีกอย่างหนึ่ง คุณต้องนอนให้พอ ต้องกินให้อิ่ม และดำรงเผ่าพันธุ์มีลูกมีหลาน ซึ่งในยุคมนุษย์ถ้ำมันก็คงโอเค แต่ถ้าคุณสังเกตดู คุณจะรู้ว่าเราไม่ได้อยู่ในยุคนั้น เราอยู่ในสังคมที่มีความซับซ้อน และลิงก็ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร ซึ่งเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราจึงมีอีกนายหนึ่งในสมองของเรา ผู้ตัดสินใจอย่างมีหลักการ ที่ทำให้เรามีความสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ที่สัตว์อื่น ๆ ทำไม่ได้ เราสามารถคาดการอนาคต เราสามารถมองภาพรวมได้ เราสามารถวางแผนระยะยาวได้ และเขาก็อยากจะพิจารณาสิ่งเหล่านั้น และเขาก็อยากจะให้เราทำ ในสิ่งที่สมเหตุสมผล ครับ บางครั้งมันก็สมเหตุสมผล ที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ที่สบายและสนุก อย่างตอนที่คุณกินอาหารหรือเข้านอน หรือมีความสุขกับเวลาว่างของคุณ นั่นเป็นเหตุว่าทำไมมันจึงมีการซ้อนทับ บางครั้งเราเห็นด้วย แต่บางครั้ง มันสมเหตุสมผลกว่า ที่จะทำในสิ่งที่ยากกว่าและน่าทำน้อยกว่า เพื่อภาพรวม และนั่นเป็นตอนที่เกิดความขัดแย้งขึ้น และสำหรับคนที่ผัดวันประกันพรุ่ง ความขัดแย้งนั้นมักจบลงแบบเดิมทุกที คือทำให้พวกเขาต้องใช้เวลาไปมาก กับในส่วนสีส้ม ซึ่งคือส่วนแห่งความสบายและสนุก ที่ไม่อยู่ในส่วนวงกลมของความสมเหตุสมผล ผมเรียกมันว่าสนามเด็กเล่นมืด

(เสียงหัวเราะ)

ครับ สนามเด็กเล่นมืดนี้ เป็นที่ซึ่งคนที่ผัดวันประกันพรุ่งทุกคน รู้จักเป็นอย่างดี มันเป็นที่ซึ่งเกิดกิจกรรมบันเทิง ตอนที่ไม่ควรจะมีกิจกรรมบันเทิง ความสนุกที่คุณพบได้ ที่สนามเด็กเล่นมืดนั่น อันที่จริงไม่สนุกเลย เพราะว่ามันไม่ได้อะไรขึ้นมา และบรรยากาศก็เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ความกลัว ความกังวล และเกลียดตัวเอง — ความรู้สึกของคนที่ผัดวันประกันพรุ่ง และคำถามก็คือ ในสถานการณ์นี้ เมื่อลิงคุมพวงมาลัยอยู่ คนที่ผัดวันประกันพรุ่งจะพาตัวเอง ไปยังส่วนสีฟ้าได้อย่างไร ซึ่งมันเป็นส่วนที่ไม่ค่อยน่าอภิรมย์ แต่เป็นส่วนที่เกิดความสำคัญขึ้น

ครับ มันกลายเป็นว่าคนที่ผัดวันประกันพรุ่ง มีเทพผู้พิทักษ์ บางคนที่จะคอยมองลงมา และคอยดูแลพวกเขาเสมอ ในตอนที่เขามืดแปดด้าน — ใครบางคนที่ได้ชื่อว่า อสูรกายสติแตก

(เสียงหัวเราะ)

ครับ เจ้าอสูรกายสติแตกนี้ มักจะจำศีลอยู่เฉย ๆ เป็นส่วนใหญ่ แต่มันจะตื่นขึ้นทันที เมื่อเส้นตายใกล้เข้ามา หรือจะเกิดอันตรายที่จะ สร้างความน่าอับอายในที่สาธารณะ หายนะในหน้าที่การงาน หรือผลกระทบบางอย่างที่น่าหวาดหวั่น และที่สำคัญ มันเป็นเพียงสิ่งเดียว ที่เจ้าลิงนั่นกลัว ตอนนี้ มันเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตผม เมื่อไม่นานมานี้ เพราะว่าคนของ TED ติดต่อผมเข้ามาประมาณหกเดือนก่อน และเชิญผมไปบรรยายที่ TED talk

(เสียงหัวเราะ)

ตอนนี้ แน่ล่ะครับ ผมตอบตกลง มันเคยเป็นความฝันของผมเลย ที่จะได้มาบรรยายที่ TED talk

(เสียงหัวเราะ)

(เสียงปรบมือ) แต่ในช่วงกลางความตื่นเต้นนี้ ผู้ตัดสินใจอย่างมีหลักการ เหมือนจะมีอะไรบางอย่างในใจ เขาบอกว่า "เราแน่ใจหรือเปล่าเนี่ย ว่าเราเพิ่งตอบตกลงอะไรไป เราจะทำได้อย่างคิดตอนนี้ ในวันนั้นหรือเปล่านะ เราต้องนั่งลงและเริ่มงานมันตอนนี้เลย" และเจ้าลิงก็บอกว่า "เห็นด้วย ๆ แต่มาเปิด กูเกิล เอิร์ธ กันก่อนเหอะ และซูมเข้าไปดูอินเดียที่ระดับ 200 ฟุตกัน และค่อย ๆ เลื่อนมันขึ้นไปจนถึงทางเหนือ เป็นเวลาสักสองชั่วโมงครึ่ง เราจะได้รู้จักอินเดียดีขึ้นไง"

(เสียงหัวเราะ)

และนั่นก็เป็นสิ่งที่เราทำในวันนั้น

(เสียงหัวเราะ)

จากหกเดือนกลายเป็นสี่เดือน และจากสองเดือนก็กลายเป็นเดือนเดียว ชาว TED ตัดสินใจประกาศชื่อผู้บรรยาย และเปิดเว็บไซต์ที่มีรูปหน้าผม จ้องมองกลับมาที่ผม และเดาสิครับว่าใครตื่นขึ้นมา

(เสียงหัวเราะ)

เจ้าอสูรกายสติแตกเริ่มอาละวาด และไม่กี่วินาทีต่อมา ทั้งระบบก็โกลาหลกันไปหมด

(เสียงหัวเราะ)

และเจ้าลิง — จำได้ไหมครับ มันกลัวอสูรกายสติแตกนี้มาก ตูม มันหนีขึ้นต้นไม้ไปเลยครับ และในที่สุด ในที่สุดผู้ตัดสินใจอย่างมีหลักการ ก็สามารถที่จะมาบังคับพวงมาลัย และผมสามารถที่จะเริ่มเตรียมการบรรยายนี้ได้

ครับ อสูรกายสติแตก อธิบายให้เราเข้าใจถึงพฤติกรรมบ้า ๆ ของคนที่ผัดวันประกันพรุ่ง อย่างเช่นที่คนอย่างผม ที่อาจเสียเวลาสองสัปดาห์ เพราะไม่สามารถหาประโยคเปิด ในการเขียนบทความได้ และจากนั้นก็พบกับแนวการทำงานบ้า ๆ ได้อย่างเหลือเชื่อ คือการไม่หลับไม่นอนทั้งคืน และเขียนบทความแปดหน้า และสถานการณ์ทั้งหมดนี้ กับตัวละครทั้งสาม — นี่คือระบบของคนที่ผัดวันประกันพรุ่ง มันไม่ค่อยสวยงามเท่าไร แต่ที่สุดแล้ว มันก็ใช้ได้ นี่เป็นสิ่งที่ผมตัดสินใจเขียน ในบล๊อคเมื่อสองสามปีก่อน

เมื่อผมเขียนมัน ผมประหลาดใจกับการตอบรับ มีอีเมลเข้ามาหาผมเป็นพัน ๆ ฉบับ จากผู้คนมากมายหลากหลาย จากทั่วโลก ที่มีอาชีพต่าง ๆ กัน ผู้คนเหล่านี้ได้แก่ พยาบาล นายธนาคาร นักวาดภาพ วิศวกร และนักเรียนปริญญาเอกอีกเพียบ

(เสียงหัวเราะ)

และพวกเขาทุกคนเขียนในสิ่งเดียวกัน ซึ่งก็คือ "ฉันมีปัญหานั้นเหมือนกันเลย" แต่ที่ทำให้ผมอึ้งก็คือ ความแตกต่างระหว่างเรื่องเบา ๆ กับอีเมลเครียด ๆ คนเหล่านี้เขียนด้วยความหงุดหงิดอย่างมาก เกี่ยวกับผลของการผัดวันประกันพรุ่ง ที่มีต่อชีวิตพวกเขา เกี่ยวกับสิ่งที่เจ้าลิงทำกับชีวิตของพวกเขา และผมคิดเกี่ยวกับสิ่งนี้ และบอกว่า ก็ ถ้าระบบของคนที่ผัดวันประกันพรุ่ง มันได้ผล แล้วจะเป็นปัญหาอะไรล่ะ ทำไมคนพวกนี้หดหู่จัง

ครับ มันกลายเป็นว่า มีการผัดวันประกันพรุ่งในสองลักษณะ ทุกอย่างที่ผมบรรยายไปในวันนี้ ตัวอย่างที่ผมเล่าให้ฟัง พวกมันมีการกำหนดเส้นตาย และเมื่อมันมีการกำหนดเส้นตาย ผลของการผัดวันประกันพรุ่ง จะมีอยู่ในช่วงสั้น ๆ เพราะว่าอสูรกายสติแตกนั้นจะเข้ามาพัวพัน แต่ยังมีการผัดวันประกันพรุ่งในอีกลักษณะ ที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ ที่ไม่มีการกำหนดเส้นตาย ฉะนั้น ถ้าคุณต้องการทำอาชีพ ที่คุณจะต้องกระตุ้นตัวเอง — ในด้านศิลปะก็ดี ในด้านการลงทุนก็ดี — มันไม่มีการกำหนดเส้นตายสำหรับสิ่งเหล่านี้ ในตอนแรก เพราะว่ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่จนกระทั่งคุณออกไปและทำงานจริง ๆ เพื่อให้เกิดแรงผลักต่อเนื่อง เพื่อทำให้สิ่งต่าง ๆ เดินหน้า ยังมีสิ่งสำคัญอีกมากมาย นอกเหนือจากการงานอาชีพ ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเส้นตาย อย่างเช่น การไปเยี่ยมครอบครัว หรือการออกกำลังกายและรักษาสุขภาพ การบริหารความสัมพันธ์ หรือละทิ้งความสัมพันธ์ที่ไม่มีความก้าวหน้า

ทีนี้ ถ้าเพียงกลไกเดียวในการทำสิ่งที่ยาก ๆ ของคนที่ผัดวันประกันพรุ่ง คือเจ้าอสูรกายสติแตก นั่นคงจะเป็นปัญหา เพราะว่าในสถานการณ์ ที่ไม่มีกำหนดเส้นตายทั้งหมดนี้ อสูรกายสติแตกไม่ได้แสดงตน มันไม่รู้จะตื่นขึ้นมาเพื่ออะไร ฉะนั้น ผลของการผัดวันประกันพรุ่ง มันจะไม่หยุด มันจะถูกทำให้ยืดออกไปเรื่อย ๆ ไม่สิ้นสุด และการผัดวันประกันพรุ่งระยะยาวนี้เอง ที่เห็นได้ยากกว่าและเราพูดถึงมันน้อยกว่า แบบที่มีกำหนดเส้นตาย ที่มันตลกกว่า และที่มีระยะสั้น ๆ มันมักก่อปัญหาอยู่อย่างเงียบ ๆ และเป็นปัญหาเฉพาะบุคคล และมันสามารถเป็นแหล่ง ของความไม่เป็นสุขระยะยาว และความเสียใจได้ และผมคิดว่า นั่นเป็นเหตุว่าทำไม คนเหล่านี้จึงส่งอีเมล และนั่นเป็นเหตุว่าทำไมพวกเขา จึงตกที่นั่งลำบาก มันไม่ใช่ว่าพวกเขาหมกมุ่นแต่กับบางงาน มันเป็นการผัดวันประกันพรุ่งระยะยาว ที่ทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนผู้ชม ณ เวลานั้น ๆ ในชีวิตของพวกเขา ความหงุดหงิดไม่ใช่เพราะพวกเขา ไม่สามารถทำตามความฝันได้ แต่เพราะว่าพวกเขา ไม่อาจแม้แต่จะไล่ตามมันได้ด้วยซ้ำ

ฉะนั้น ผมอ่านอีเมลเหล่านี้ และก็เห็นใจเหมือนกัน — ที่ผมไม่คิดว่า คนไม่ผัดวันประกันพรุ่งจะมีอยู่ ครับ — ผมคิดว่าพวกคุณทุกคน เป็นคนที่ผัดวันประกันพรุ่งกันหมดแหละ ทีนี้ คุณอาจไม่ได้ทำอะไรยุ่งเหยิง อย่างพวกเราบางคน

(เสียงหัวเราะ)

และพวกคุณบางคนอาจมีความสัมพันธ์อันดี กับกำหนดส่งงาน แต่จำไว้นะครับ ว่าลูกเล่นแพรวพราว ของเจ้าลิงนั่น จะโผล่มาตอนที่ไม่มีกำหนดส่งงาน

ครับ ผมอยากจะแสดงให้คุณดูอีกอย่าง มันเรียกว่า ปฏิทินชีวิต แต่ละกล่องแทนแต่ละสัปดาห์ ของชีวิตที่ยืนยาว 90 ปี มีกล่องอยู่ไม่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเราใช้มันไปบ้างแล้ว ฉะนั้น ผมคิดว่าเราต้องมามอง ปฏิทินนี้กันให้ดี ๆ เราต้องคิดว่า เราผัดวันประกันพรุ่งกันในเรื่องอะไร เพราะว่าทุกคนผัดวันประกันพรุ่ง ต่อเรื่องบางเรื่องในชีวิต เราต้องตระหนักรู้ถึงเจ้าลิงหลั่นล้านั่น นั่นเป็นหน้าที่ของเราทุกคน และเพราะว่ามันมีกล่องอยู่ตรงนั้นไม่มาก มันเป็นหน้าที่ ที่เราควรที่จะเริ่มกันในวันนี้

ครับ บางทีอาจไม่ใช่วันนี้ แต่ ...

(เสียงหัวเราะ)

นั่นแหละครับ เร็ว ๆ นี้แหละครับ

ขอบคุณครับ

(เสียงปรบมือ)