ไคโอ สตาร์ค (Kio Stark)
2,962,305 views • 11:52

สิ่งที่เรามักจะพูด เมื่อสบสายตากับคนแปลกหน้า หรือเพื่อนบ้านที่เดินผ่านมา คือ "สวัสดี คุณเป็นอย่างไรบ้าง? อากาศดีนะ เป็นไงบ้าง?" ซึ่งฟังดูไม่มีความหมายอะไรใช่ไหม แต่ในบางทีก็มี แต่ไม่มีความหมายในทางภาษา คุณจะเป็นอย่างไร หรือวันนี้เป็นอย่างไร ไม่ได้สำคัญเลย แต่มันมีความหมายในทางอื่น เป็นความหมายทางสังคม ความหมายของสิ่งที่เราพูดก็คือ ฉันเห็นเธออยู่

ฉันหมกมุ่นกับการคุยกับคนแปลกหน้า ฉันจะสบตา แล้วพูด "สวัสดี" ฉันให้ความช่วยเหลือ ฉันฟังพวกเขา ฉันพบเจอหลากหลายเรื่องราว ประมาณเจ็ดปีที่แล้ว ฉันเริ่มบันทึกประสบการณ์ของฉัน เพื่อที่จะหาสาเหตุว่าทำไม ฉันพบว่าบางอย่างที่งดงาม นี่ค่อนข้างจะเหมือนบทกวี ประสบการณ์เหล่านี้ล้วนลึกซึ้ง เป็นความพึงใจที่ไม่คาดคิด เป็นความสัมพันธ์ลึกซึ้งทางอารมณ์ เป็นช่วงเวลาที่อิสระ

วันหนึ่ง ฉันยืนที่หัวมุมถนน รอให้สัญญาไฟเปลี่ยนสี ฉันเป็นคนนิวยอร์ก ซึ่งหมายความว่าฉันยืนอยู่บนถนน บนท่อระบายน้ำ ราวกับว่านั่นจะช่วยให้ฉัน ข้ามถนนเร็วขึ้น มีชายชราคนหนึ่งยืนข้างๆ ฉัน เขาใส่เสื้อโค้ทยาวและเหมือนกับหมวกคนแก่ เขาดูเหมือนหลุดออกมาจากหนัง เขาพูดกับฉันว่า "อย่าไปยืนตรงนั้น คุณอาจจะหายไปได้" แปลกไหมคะ? แต่ฉันก็ทำตามที่เขาบอก ฉันถอยหลังหนึ่งก้าวไปยืนที่ทางเท้า เขายิ้มให้และพูดว่า "ดีครับ คุณไม่มีทางรู้หรอก ผมอาจเผลอหันไปทางอื่น แล้วก็ วูบ! คุณตกลงไป"

แปลกดีค่ะ แต่ก็น่าดีใจ เขาดูอบอุ่น และดูดีใจที่ได้ช่วยฉันไว้ เกิดสัมพันธ์เล็กๆ ระหว่างเรา มีอยู่ครู่หนึ่ง ฉันรู้สึกว่า การมีอยู่ของฉัน ในฐานะคนๆ หนึ่ง รับรู้โดยผู้อื่น และฉันมีค่าพอที่จะได้รับการช่วยเหลือ เรื่องน่าเศร้าอย่างหนึ่งคือ หลายๆ ที่ในโลก เราถูกสอนให้เชื่อโดยอัตโนมัติว่า คนแปลกหน้าอันตราย ว่าเราไม่สามารถไว้ใจพวกเขา และพวกเขาอาจจะทำร้ายเรา แต่คนแปลกหน้าส่วนใหญ่ไม่อันตราย เรากังวลเวลาอยู่ใกล้พวกเขา เพราะเราไม่มีข้อมูล เราไม่รู้ว่าเจตนาของพวกเขาคืออะไร ดังนั้นแทนที่เราจะรับรู้ด้วยประสาทสัมผัส แล้วเลือกกระทำ เรากลับอาศัยการจัดคนไว้ในประเภท "คนแปลกหน้า"

ฉันมีลูกอายุ 4 ขวบ เวลาที่ฉันทักทายผู้คนบนท้องถนน เธอจะถามฉันว่าทำไม เธอพูดว่า "เรารู้จักเขารึเปล่า?"

"ไม่หรอกแต่พวกเขาเป็น เพื่อนบ้านของเรา" ฉันตอบ

"พวกเขาเป็นเพื่อนเราเหรอ?"

"เปล่า แต่การแสดงความเป็นมิตร เป็นสิ่งที่ดี"

ฉันคิดแล้วคิดอีก เวลาฉันพูดกับเขาแบบนั้น เพราะฉันหมายความอย่างนั้นจริงๆ แต่ในฐานะผู้หญิง ฉันรู้ว่าไม่ใช่คนแปลกหน้าบนท้องถนนทุกคน จะมีเจตนาที่ดี การเป็นมิตรเป็นสิ่งที่ดี แต่การรู้ว่า เวลาใดไม่ควรเป็นมิตรก็เป็นสิ่งที่ดีเช่นกัน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องหวาดกลัว

มีประโยชน์อันยิ่งยวดสองประการ ของการใช้ความรู้สึก แทนการใช้ความกลัว อย่างแรก มันปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระ คุณลองพิจารณาให้ดี การรับรู้ด้วยประสาทสัมผัส แทนการจัดหมวดหมู่คน พูดง่ายกว่าทำ การจัดหมวดหมู่เป็นสิ่งที่สมองทำ และเมื่อเป็นเรื่องคน มันเป็นวิธีลัดในการรู้จักคนเหล่านั้น เรามองเห็นผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก คนชรา ผิวดำ ผิวแทน ผิวขาว คนแปลกหน้า เพื่อน และเราก็ใช้ข้อมูลจากแต่ละหมวดนั้น มันเร็ว มันง่าย และเป็นวิถีสู่การมีอคติ และนั่นหมายความว่าเราไม่ได้คิดว่า เขาเหล่านั้นเป็นบุคคล ฉันรู้จักนักวิจัยชาวอเมริกัน ที่เดินทาง ไปเอเชียกลางและทวีปแอฟริกา คนเดียวอยู่บ่อยๆ เธอเดินทางไปยังเมืองต่างๆ ในฐานะคนแปลกหน้า เธอไม่มีญาติ ไม่มีเครือข่าย เธอเป็นคนต่างชาติ วิธีการมีชีวิตรอดของเธอคือ พยายามให้คนแปลกหน้าหนึ่งคน มองเห็นเธอเป็นบุคคลคนหนึ่ง ถ้าทำได้ มันจะช่วยให้คนอื่นๆ มองเธอแบบนั้นด้วย

ประโยชน์ประการที่สองของการใช้ ประสาทสัมผัสคือความใกล้ชิด ฉันรู้ว่ามันฟังดูเหมือนตรงข้ามกัน ความใกล้ชิดและคนแปลกหน้า แต่การมีปฏิสัมพันธ์อย่างรวดเร็ว สามารถนำไปสู่ความรู้สึก ที่นักสังคมวิทยาเรียกว่า "ความใกล้ชิดชั่วขณะ" มันเป็นประสบการณ์สั้นๆ ที่มีการส่งผ่านความรู้สึกและความหมาย เป็นความรู้สึกที่ดีที่ฉันได้รับ จากการที่ชายชราช่วยชีวิตฉันไว้ จากท่อระบายน้ำ หรือเป็นความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน เวลาที่ฉันคุยกับคนแปลกหน้าบนรถไฟ ระหว่างทางไปทำงาน

บางครั้งมีบางอย่างมากกว่านั้น นักวิจัยพบว่าคนเราจะรู้สึกผ่อนคลาย ที่จะซื่อสัตย์และเปิดเผย ตัวตนของตนเองกับคนแปลกหน้า มากกว่ากับเพื่อนและครอบครัว และพวกเขารู้สึกว่าคนแปลกหน้า เข้าใจเขามากกว่า สื่อเผยแพร่เรื่องนี้ พร้อมกับร่ำไห้ "คนแปลกหน้าสื่อสารดีกว่าคู่ชีวิต" เป็นพาดหัวที่ยอดเยี่ยมใช่มั้ยคะ? ฉันคิดว่าพวกเขาเข้าใจผิดหมด ความสำคัญของผลการศึกษานี้ คือการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เช่นนั้น สำคัญอย่างไร ความใกล้ชิดที่พิเศษแบบนั้น ให้บางสิ่งที่จำเป็นกับเราพอๆ กับเพื่อนของเรา และครอบครัวของเราอย่างไร

แล้วเป็นไปได้อย่างไรที่เราจะสื่อสาร กับคนแปลกหน้าได้ดีแบบนั้น มีเหตุผลอยู่สองประการ อย่างแรกมันเป็นปฏิสัมพันธ์แบบรวดเร็ว ไม่มีผลกระทบใดๆ การซื่อสัตย์กับคนที่ คุณจะไม่ได้เจออีกมันง่ายใช่ไหมคะ เข้าใจได้ เหตุผลที่สองน่าสนใจมากๆ เราจะมีอคติกับคนที่เราใกล้ชิดสนิทสนมด้วย เราคาดหวังให้พวกเขาเข้าใจเรา และเราคิดว่าพวกเขาเข้าใจ เราคาดหวังให้พวกเขาอ่านใจเราออก จิตนาการว่าเราอยู่ในงานปาร์ตี้ และคุณก็ไม่เชื่อว่าเพื่อนและคู่ครองของคุณ ไม่รู้ว่าคุณอยากกลับเร็ว และคุณก็คิด "ฉันส่งสายตาให้คุณแล้ว"

กับคนแปลกหน้าเราต้องเริ่มต้น โดยไม่มีอะไรเลย เราเล่าเรื่องทั้งหมด เราอธิบายว่าคนเหล่านั้นคือใคร และเรารู้สึกอย่างไรต่อพวกเขา เราเล่าเรื่องตลกวงในให้เขาฟัง เกิดอะไรขึ้นรู้ไหมคะ? บางครั้งพวกเขาเข้าใจเราดีกว่า

โอเค เรารู้แล้วว่าการคุณกับคนแปลกหน้าสำคัญ แล้วมันจะได้ผลได้อย่างไร มีกฎที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งเรามักปฏิบัติตาม กฎเหล่านี้แตกต่างไปตามประเทศที่คุณอยู่ และวัฒนาธรรมของคุณ ส่วนมากในประเทศสหรัฐอเมริกา ความคาดหวังพื้นฐานในที่สาธารณะ คือการรักษาสมดุลระหว่าง ความสุภาพและความเป็นส่วนตัว ซึ่งเรียกว่าการเพิกเฉยต่อสังคม ลองจินตนาการว่ามีคนสองคน กำลังเดินมุ่งหน้าหากัน พวกเขาจะเหลือบมองกันตั้งแต่ระยะไกล นั่นคือความสุภาพ คือการรับรู้คนอีกคนหนึ่ง และเมื่อเดินเข้ามาใกล้กัน พวกเขาจะหลบตากัน เพื่อให้พื้นที่กันและกัน

ในวัฒนธรรมอื่น ผู้คนอาจจะทำมากกว่านี้ นั่นคือไม่มีปฏิสัมพันธ์อะไรกันเลย คนจากเดนมาร์กบอกฉันว่า ชาวเดนมาร์กกลัวการพูดคุยกับคนแปลกหน้า และมักทำให้นั่งรถเลยป้ายที่จะลง แทนการพูดว่า "ขอโทษครับ/ค่ะ" เพื่อให้ผู้อื่นหลีกทาง พวกเขาใช้วิธีขยับของ และใช้ตัวดันเพื่อบอกให้รู้ว่าต้องการจะไป แทนที่จะใช้วิธีพูด

ในอียิปต์ มีคนเล่าให้ฟังว่า การเมินคนแปลกหน้าเป็นเรื่องเสียมารยาท และที่นั่นก็มีวัฒนธรรมการรับแขก ที่ไม่ธรรมดา คนแปลกหน้าอาจจะขอน้ำดื่มจากกันและกัน หรือหากคุณถามทางใครสักคน มีความเป็นไปไดเที่พวกเขาจะเชิญคุณ ไปดื่มกาแฟที่บ้าน เราจะเห็นกฎเหล่านี้ได้ชัดเมื่อมีการแหกกฎ หรือเวลาที่คุณไปในที่ที่ไม่เคยไปมาก่อน และคุณพยายามจะเข้าใจว่าสิ่งที่ควรทำคืออะไร

บางครั้งการแหกกฎเล็กน้อยคือสิ่งที่ต้องทำ เผื่อว่ายังไม่ชัดเจน ฉันอยากจะบอกคุณอย่างนี้ โอเคไหมคะ? มันจะเริ่มแบบนี้ค่ะ หาคนคนหนึ่งที่สบตาคุณ นั่นเป็นสัญญาณที่ดี อย่างแรกคือการยิ้ม หากคุณเดินผ่านคนคนหนึ่งบนถนน หรือตามทางเดิน ยิ้มค่ะ แล้วดูว่าเกิดอะไรขึ้น

อีกอย่างคือทฤษฎีเก้าอี้สามขา มีคุณ มีคนแปลกหน้า และจะมีสิ่งที่สามที่คุณทั้งคู่มองเห็น และพูดถึงร่วมกันได้ เช่น งานศิลปะสาธารณะ หรือคนที่กำลังสอนศาสนาบนท้องถนน หรือคนที่แต่งตัวตลก ลองดูนะคะ ลองพูดคุยกันถึงสิ่งที่สาม แล้วดูว่ามันช่วยเริ่มบทสนทนารึเปล่า

อีกประการที่ฉันเรียกมันว่า การสังเกต ซึ่งเป็นการให้คำชื่นชม ฉันชื่นชอบการสังเกตเห็นรองเท้าของผู้อื่น ความจริงรองเท้าที่ฉันใส่อยู่ ก็ไม่ได้สวยสักเท่าไหร่ แต่รองเท้าส่วนใหญ่สวยอยู่แล้ว และเป็นวิธีกลางๆ พอที่จะใช้เป็นคำชมได้ คนอื่นมักอยากเล่าเรื่องราเกี่ยวกับ รองเท้าของพวกเขา

คุณอาจเคยได้ยินเรื่องของกฎสุนัขและเด็ก อาจจะแปลกๆ ที่จะพูดกับคนแปลกหน้า บนท้องถนน คุณไม่รู้ว่าพวกเขาจะตอบคุณอย่างไร แต่คุณสามารถพูดกับสุนัข หรือลูกๆ ของพวกเขา สุนัขหรือเด็ก เป็นหนทางการเข้าใกล้ผู้อื่น และคุณสามารถดูได้จากวิธีที่เขาตอบโต้ ว่าพวกเขาอยากพูดคุยต่อหรือไม่

สิ่งสุดท้ายที่ฉันอยากจะท้าคุณ คือการเปิดเผย ป็นการกระทำที่เสี่ยง และมันก็อาจจะคุ่นค่ามากๆ ก็ได้ ครั้งต่อไปที่คุณคุยกับคนแปลกหน้า และรู้สึกผ่อนคลาย ลองบอกความจริงเกี่ยวกับตัวคุณให้เขาฟัง ความจริงที่ส่วนตัวสุดๆ คุณอาจจะได้เจอกับประสบการณ์ ที่ฉันบอกเกี่ยวกับความรู้ที่มีคนเข้าใจ

บางครั้งมันเกิดขึ้นในบทสนทนา มีคนถามฉันว่า "พ่อของคุณทำอะไร?" หรือ "เขาอยู่ที่ไหน?" และบางครั้งฉันก็บอกความจริงกับเขาทั้งหมด ว่าเขาเสียตั้งแต่ฉันยังเด็ก บ่อยครั้งในชั่วขณะนั้น พวกเขาจะแบ่งปันประสบการณ์การสูญเสียของเขา เรามักจะไปสู่การเปิดเผยด้วยการเปิดเผย แม้กระทั่งกับคนแปลกหน้า

นั่นแหละค่ะ เวลาที่เราคุยกับคนแปลกหน้า คุณกำลังขัดจังหวะ ชีวิตธรรมดาๆ ของคุณ และพวกเขาได้อย่างสวยงาม คุณกำลังสร้างสัมพันธ์ ที่ไม่คาดคิดมาก่อน หากคุณไม่คุยกับคนแปลกหน้า คุณจะพลาดเรื่องเหล่านั้น เราใช้เวลาไปมาก ไปกับการสอนลูกหลานเกี่ยวกับคนแปลกหน้า จะเกิดอะไรขึ้นหากเราใช้เวลา ในการสอนตัวเราเองมากขึ้น? เราสามารถปฏิเสธความคิดที่ทำให้เรา น่าสงสัยในสายตาพวกเรากันเอง เราสร้างพื้นที่สำหรับการเปลี่ยนแปลงได้

ขอบคุณค่ะ

(เสียงปรบมือ)