เคท รอเวิร์ธ (Kate Raworth)
1,280,296 views • 15:53

คุณเคยเห็นเด็กหัดคลานไหม พ่อแม่ทุกคนรู้ดีว่ามันต้องค่อยเป็นค่อยไป ทีแรก พวกเขาจะขยับตัวไปมาบนพื้น ซึ่งมักจะกลับหลัง จากนั้นก็ลากตัวเองไปข้างหน้า แล้วก็ดึงตัวเองขึ้นยืน และพวกเราก็ปรบมือ การเคลื่อนไหวง่าย ๆ ของการเดินหน้า และลุกขึ้นนี้ คือทิศทางของการพัฒนาพื้นฐาน ในการรับรู้ของมนุษย์

พวกเราเล่าเรื่องราวนี้ ในวิวัฒนาการด้วยเช่นกัน จากบรรพบุรุษที่ตัวเอนราบ จนถึง โฮโม อิเร็กตัส ที่ยืนได้ในที่สุด จนถึงโฮโม เซเปียนส์ หรือมนุษย์ที่เราเห็นในปัจจุบัน ที่ก้าวย่างอย่างสมดุล

ก็ไม่แปลกอะไรที่พวกเราพร้อมจะเชื่อ ว่าพัฒนาการทางเศรษฐกิจ ก็จะมีรูปแบบเดียวกัน กับเส้นการเติบโตที่จะสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องคิดดูใหม่ ที่จะต้องคิดถึงรูปแบบใหม่ของการพัฒนา เพราะทุกวันนี้ เรามีเศรษฐกิจ ที่จำเป็นต้องเติบโต ไม่ว่ามันจะทำให้เราก้าวหน้าหรือไม่ และสิ่งที่เราจำต้องมี โดยเฉพาะในประเทศที่ร่ำรวย ก็คือเศรษฐกิจที่ทำให้เราก้าวหน้า ไม่ว่าพวกมันจะเติบโตหรือไม่ ใช่ค่ะ นี่อาจดูเหมือนการเล่นคำ เป็นการซ่อนความหมายที่เปลี่ยนไป ในเชิงแนวคิด แต่ฉันเชื่อว่านี่คือการเปลี่ยนแปลง ที่พวกเราต้องการ ถ้ามนุษยชาติต้องการที่จะก้าวหน้า ในศตวรรษนี้ร่วมกัน

แล้วทำไมเราจะต้องครุ่นคิดเกี่ยวกับ การเติบโตนี้เสียมากมายด้วย GDP หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ เป็นแค่ค่าที่คิดเป็นเงินของสินค้าและบริการ ที่เกิดการซื้อขายขึ้นในหนึ่งปี ทางเศรษฐศาสตร์ มันถูกประดิษฐ์ขึ้นในช่วงยุค 1930 และไม่นาน มันก็กลายเป็น เป้าหมายของการตั้งนโยบาย มากพอที่ในปัจจุบัน ในประเทศที่ร่ำรวย รัฐบาลจะคิดว่าการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ขึ้นอยู่กับการเติบโตที่มากขึ้น

ตัวอย่างที่ดีที่สุด ถูกบอกเล่าผ่านเรื่องสุดคลาสิก จากปี ค.ศ. 1960 โดย ดับเบิลยู โรสโทว์ ฉันชอบเรื่องนี้มาก มีฉบับที่ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกด้วย "ขั้นตอนการเติบโตทางเศรษฐกิจ คือแถลงการณ์ของลัทธิที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์"

(เสียงหัวเราะ)

ได้กลิ่นการเมืองเลยใช่ไหม

และโรสโทว์บอกเราว่าเศรษฐกิจทุกรูปแบบ ต้องผ่านห้าขั้นตอนของการเติบโต ขั้นแรก สังคมแบบดั้งเดิม ที่ผลิตผลของชาติมีอยู่อย่างจำกัด จากปัจจัยทางเทคโนโลยี สถาบันต่างๆ และแนวคิดของสังคมนั้น แต่หลังจากที่เงื่อนไขนั้นค่อย ๆ หมดไป เราก็เริ่มมีอุตสาหกรรมการธนาคาร ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อน และความเชื่อว่าการเติบโตมีความสำคัญ ที่บางสิ่งที่เป็นยิ่งกว่าตัวตนของมัน เช่น เกียรติภูมิของชาติ หรือ สภาพชีวิตที่ดีกว่าของเด็ก ๆ จากนั้น ก็เข้าสู่ช่วงที่ความสนใจ มุ่งไปที่การสร้างสถาบันทางเศรษฐศาสตร์ และการเติบโตก็กลายเป็นสภาวะตามปกติ ขั้นที่สี่ การเจริญจนสมบูรณ์ ที่คุณสามารถมีธุรกิจอะไรก็ได้ตามต้องการ ไม่ว่าพื้นฐานทรัพยากรธรรมชาติ เป็นอย่างไร และขั้นที่ห้า ซึ่งเป็นขั้นสุดท้าย คือยุคแห่งการบริโภคในปริมาณมาก ที่คนสามารถซื้อสินค้าทุกอย่างที่ต้องการได้ เช่น จักรยาน และเครื่องจักรเย็บผ้า อย่าลืมนะคะว่า นี่คือปี ค.ศ. 1960

เราคงจะเปรียบเทียบเรื่องราวนี้ได้ กับเครื่องบิน แต่เครื่องบินนี้ต่างจากเครื่องบินอื่น ๆ เพราะมันไม่ได้รับอนุญาตให้ลงจอด แล้วโรสโทว์ก็ปล่อยให้เราบิน สู่สายัณห์ของการบริโภคปริมาณมาก และเขาก็รู้ด้วย เขาเขียนไว้ว่า "และแล้ว คำถามหลังจากนั้น ที่ประวัติศาสตร์ให้คำใบ้เราเพียงน้อยนิด คุณจะทำอย่างเราเมื่อการเพิ่มเงินเดือนนั้น เสียเสน่ห์ของมันไป เขาตั้งคำถาม แต่ไม่เคยตอบ และนี่คือเหตุผล ตอนนั้นคือปี ค.ศ. 1960 เขาเป็นที่ปรึกษาของจอห์น เอฟ เคเนดี ผู้ที่กำลังรณรงค์หาเสียง ด้วยนโยบายที่ว่าเศรษฐกิจจะเติบโต 5% ฉะนั้น โรสโทว์มีหน้าที่ ทำให้เครื่องบินนั้นบินต่อไป โดยไม่ต้องถามว่า จะลงจอด ได้เมื่อไหร่ และอย่างไร

ดังนั้น เราก็เลยบินไปสู่สู่สายัณห์ แห่งการบริโภคในปริมาณมาก มากว่ากว่าครึ่งศตวรรษแล้ว ด้วยเศรษฐกิจที่มุ่งหวัง ต้องการ และพึ่งพา การเติบโตที่ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะในด้านการเงิน การเมือง และสังคมแล้ว เราเสพติดมัน พวกเราเสพติดการเจริญเติบโต เพราะระบบทางการเงินในปัจจุบัน ถูกออกแบบมาเพื่อ อัตราการตอบแทนทางการเงินสูงสุด ซึ่งทำให้บริษัทที่ทำการค้า ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างต่อเนื่อง ในการทำยอดขายให้ได้มากขึ้น ขยายส่วนแบ่งทางการตลาดและผลกำไร และเพราะธนาคารต่าง ๆ สร้างการเงิน ในรูปแบบหนี้ที่มีดอกเบี้ย ซึ่งต้องจ่ายคืนสูงกว่าเดิม ในทางการเมืองเราก็เสพติดการเติบโต เพราะนักการเมืองต้องการรายได้ทางภาษี โดยไม่ต้องเพิ่มการจัดเก็บภาษี และการขยาย GDP ก็ดูเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ แน่นอนล่ะว่า ไม่มีนักการเมืองคนไหน อยากพลาดโอกาสถ่ายรูปหมู่ G-20

(เสียงหัวเราะ)

แต่ถ้าเศรษฐกิจของพวกเขาหยุด ขณะที่คนอื่นเดินหน้า พวกเขาก็จะโดนเฉดออกโดยคลื่นลูกใหม่ และโดยทางสังคมเราก็เสพติดการเติบโต ต้องขอบคุณศตวรรษ แห่งการบริโภคชวนเชื่อ น่าสนใจว่า มันถูกสร้างโดย เอ็ดเวิร์ด เบอร์เนส์ หลานชายของซิกมัน ฟรอยด์ ผู้พบกว่าวิธีบำบัดจิตของลุง สามารถถูกแปรให้เป็น การบำบัดด้วยการจับจ่ายที่มีกำไรงาม ถ้าเราถูกโน้มน้าวให้เชื่อว่า เราสามารถเปลี่ยนตัวเองได้ ทุกครั้งที่ซื้อบางอย่างมากขึ้น

ไม่มีการเสพติดใด ๆ เหล่านี้ ที่ยากเกินกว่าที่เราจะเอาชนะ แต่พวกมันควรที่จะได้รับความสนใจ มากกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ไม่เชื่อลองดูเส้นทาง ที่พาเรามาถึงจุดนี้ดูสิ GDP ทั่วโลก ขยายตัวเพิ่มเป็น 10 เท่า จากปี ค.ศ. 1950 และการเพิ่มขึ้นนี้เอง ที่ให้ความร่ำรวยกับผู้คนหลายพันล้าน แต่เศรษฐกิจทั่วโลกกำลังแตกแยก ด้วยผลกำไรก้อนโตที่คืนสู่คนรวย ซึ่งคิดเป็นหนึ่งเปอร์เซ็นจากทั้งโลก เศรษฐกิจกลับเสื่อมถอยลงยิ่งกว่าเดิม สร้างความไร้เสถียรภาพ ให้กับโลกที่มีสมดุลแสนเปราะบาง ซึ่งเราทุกคนต่างต้องพึ่งพา นักการเมืองของเรารู้ดี และพวกเขาก็ เสนอหนทางการเติบโตแบบใหม่ เช่น การเติบโตสีเขียว การเติบโตองค์รวม การเติบโตอย่างชาญฉลาด ยืดหยุ่น และสมดุล เลือกอนาคตที่คุณต้องการได้เลย ตราบใดที่คุณยังเลือกการเติบโต

ฉันว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเลือก สิ่งที่ทะเยอทะยานกว่าและยิ่งใหญ่กว่า เพราะความท้าทายของมนุษยชาติ แห่งศตวรรษที่ 21 มันชัดเจนว่า ต้องตอบโจทย์ความจำเป็นทุกชีวิต ภายใต้วิถีของดาวเคราะห์ ที่เป็นบ้านอันมีเอกลักษณ์น่าพิศวงนี้ เพื่อให้พวกเราและ ธรรมชาติเติบโตไปได้ด้วยกัน

การพัฒนาเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนี้ จะใช้เงินในการวัดไม่ได้ พวกเราต้องมีแผงควบคุมในการวัด เมื่อฉันคิดแล้วลองวาดภาพดู ว่ามันควรออกมาเป็นอย่างไร มันออกมาดูแปลกดีทีเดียว เพราะมันเหมือนรูปโดนัทเลย ฉันรู้ค่ะ ขอโทษด้วยนะคะ แต่ขอให้ฉันอธิบาย เกี่ยวกับโดนัทนี่หน่อยนะคะ มันอาจเป็นประโยชน์กับเราก็ได้ ลองนึกถึงการใช้ทรัพยากรของเรา ว่าแผ่ออกจากตรงกลาง หลุมตรงกลางนั้นคือพื้นที่ ที่คนขาดปัจจัยหลักในการดำรงชีวิต พวกเขาไม่มีอาหาร สุขอนามัยที่ดี การศึกษา สิทธิ์ทางการเมือง ที่อยู่อาศัย ที่คนทุกคนต้องการเพื่อการใช้ชีวิต อย่างมีศักดิศรีความเป็นคนและโอกาส เราต้องการให้ทุกคนอยู่นอกหลุมนั่น ให้อยู่เหนือระดับพื้นฐานของสังคม และมาอยู่ในพื้นที่โดนัทสีเขียวนี้ "แต่" และมันเป็น "แต่ว่า" เราไม่สามารถใช้ทรัพยากรโดยรวม ให้มากกว่าวงกลมส่วนนอก ที่เป็นเพดานระบบนิเวศได้ เพราะถ้าทำเช่นนั้น ก็จะเป็นการกดดันโลกมากเกินไป จนสมดุลเริ่มจะปั่นป่วน พวกเราทำให้เกิดสภาวะภูมิอากาศที่ผิดปกติ มหาสมุทรที่เป็นกรด รูโหว่ในชั้นโอโซน ดันทุรังจะไปให้ไกลเกินขอบเขต ของระบบที่เจือจุนชีวิตบนโลก ที่มีมานานกว่า 11,000 ปี ทำให้โลกเป็นเหมือน บ้านสงเคราะห์ของมนุษย์

ความท้าทายจากทั้งสองทาง เพื่อสนองความต้องการของทุกชีวิต ภายใต้วิถีของดาวเคราะห์ของเรา ทำให้เกิดรูปแบบใหม่ของการพัฒนา ไม่ใช่ในเส้นการเติบโตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่เป็นจุดเหมาะสมของมนุษยชาติ ความพยายามที่จะทำให้เกิดสมดุล ระหว่างระดับพื้นฐานกับระดับสูงสุด ฉันรู้สึกอึ้งในตอนที่วาดรูปนี้ออกมา เพราะสัญลักษณ์แห่งความสุขสมบูรณ์ ในหลาย ๆ วัฒนธรรมโบราณ ต่างสะท้อนพลวัตความสมดุลในลักษณะเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น "ทาการังงิ" ของเผ่าเมารี "หยิน หยาง" ของเต๋า "เงื่อนอนันต์ภาคย์" ในพุทธศาสนา จนถึง "ก้นหอยสองชั้น" ของเซลติก

แล้วเราจะหาสมดุลแบบนี้ ในศตวรรษที่ 21 ได้ไหม นี่คือคำถามสำคัญ เพราะแถบสีแดงเหล่านี้บอกว่า ตอนนี้เราอยู่ห่างจากสมดุลมาก ทั้งขาดแคลนและตั้งเป้าสูงเกิน ในเวลาเดียวกัน สังเกตตรงหลุมนั่น คุณจะเห็นว่า คนเป็นหลายล้านหรือหลายพันล้านทั่วโลก ยังคงขาดแคลนปัจจัยพื้นฐาน และเรายังตั้งเป้าหมาย สูงกว่าขอบเขตของโลกถึงอย่างน้อยสี่เท่า ซึ่งเสี่ยงต่อผลกระทบที่ไม่สามารถกอบกู้ได้ จากสภาวะภูมิอากาศที่ผิดปกติ และระบบนิเวศที่ล่มสลาย นี่คือสถานการณ์ของมนุษยชาติ และดาวเคราะห์ที่เป็นบ้านของเราในตอนนี้ พวกเรา มนุษย์แห่งต้นศตวรรษที่ 21 นี่คือภาพเซลฟี่ของเรา

ไม่มีนักเศรษฐศาสต์ยุคก่อนหน้าไหน เคยเห็นภาพนี้ แล้วทำไมเราถึงคิดว่า ทฤษฎีของพวกเขา จะยังพร้อมสำหรับสิ่งท้าเหล่านี้ เราต้องมีแนวคิดเป็นของเราเอง เพราะเราคือมนุษย์รุ่นแรกได้เห็นสิ่งนี้ และอาจเป็นรุ่นสุดท้ายด้วย ที่จะมีโอกาสหันหัวเรือกลับได้ทัน เห็นไหมคะ เศรษฐกิจแห่งศตวรรษที่ 20 ย้ำเราว่าถ้าการเติบโตสร้างความไม่เท่าเทียม อย่าพยายามจัดสรรใหม่เลย เพราะการเติบโตที่มากขึ้น จะปรับสู่สมดุลเอง ถ้าการเติบโตสร้างมลพิษ อย่าพยายามควบคุมเลย เพราะการเติบโตที่มากขึ้นจะชำระล้างให้เอง

ทว่า มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น และมันจะไม่เป็นเช่นนั้น เราต้องสร้างเศรษฐกิจที่จะสู้กับความขาดแคลน พร้อม ๆ กับการจำกัดความฟุ่มเฟือย ด้วยการออกแบบ เราต้องการเศรษฐกิจที่ก่อกำเนิดใหม่ และจัดสรรได้ด้วยการออกแบบ พวกเราได้รับมรดก เป็นอุตสาหกรรมที่เสื่อมถอย พวกเรานำทรัพยากรณ์จากโลก มาสร้างเป็นสิ่งที่ต้องการ ใช้มานานแล้ว และมักจะใช้เพียงครั้งเดียว แล้วก็โยนทิ้ง และสิ่งนั้นผลักให้เรา ใช้โลกของเราอย่างเกินของเขต เราจึงต้องเบนเข็มกลับ สร้างเศรษฐกิจที่ทำงานร่วมกันและอยู่ภายใน วัฏจักรของโลกที่เราอาศัยอยู่ เพื่อที่ทรัพยากรจะได้ไม่หมดไป แต่สามารถนำกับมาใช้ได้เรื่อย ๆ เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยแสงอาทิตย์ ที่ของเสียจากกระบวนการผลิตหนึ่ง เป็นแหล่งวัตถุดิบป้อนอีกกระบวนการหนึ่ง

และรูปแบบการสร้างใหม่นี้ กำลังถือกำเนิดขึ้นในหลาย ๆ ที่ กว่าร้อยประเทศทั่วโลก จาก ควิโต ถึง ออสโล จาก ฮาแรร์ ถึง โฮบาร์ต ได้ผลิตพลังงานไฟฟ้าเอง มากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ จากพลังงานแสงอาทิตย์ ลม และคลื่น เมืองอย่างลอนดอน กลาสโกว์ อัมสเตอดัม กำลังบุกเบิกการออกแบบเมืองที่มีวัฏจักร เพื่อหาทางนำของเสีย จากกระบวนการผลิตของเมือง ไปใช้เป็นวัตถุดิบของอีกกระบวนการหนึ่ง จาก ธิเกรย์ ประเทศเอธิโอเปีย จนถึง ควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ชาวนาและผู้เชี่ยวชาญการป่าไม้ กำลังปฏิรูปภูมิประเทศที่เคยแห้งแล้ง ให้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง

แม้ว่าเราจะมีการปฏิรูปด้วยการออกแบบแล้ว เศรษฐกิจของเราก็ยังต้องถูกจัดสรรได้ ด้วยการออกแบบเช่นกัน และเราก็มีโอกาสที่ไม่เคยมีมาก่อน ที่จะทำให้มันเกิดขึ้น เพราะศตวรรษที่ 20 ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี สถาบันต่าง ๆ ทำให้ความมั่งคั่ง ความรู้ และอำนาจตกอยู่ในกำมือของคนไม่กี่คน ศตวรรษนี้ เราสามารถออกแบบ เทคโนโลยีและสถาบันของเรา เพื่อกระจายความมั่งคั่ง ความรู้ และอำนาจให้กับผู้คนอีกมากมาย แทนที่จะใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และส่วนการผลิตขนาดใหญ่ พวกเรามีเครือข่ายพลังงานทดแทน พื้นที่แบบดิจิทัล และเครื่องพิมพ์สามมิติ 200 ปี แห่งการควบคุมทรัพย์สินทางปัญญา โดยองค์กรกำลังจะถูกคว่ำ โดยความรู้จากผู้ใช้ด้วยกันเอง ที่เปิดเผยต่อสาธารณะ และองค์กรที่ยังต้องการอัตราตอบแทนสูงสุด สำหรับผู้ถือหุ้นของพวกเขา ก็จะดูแล้วล้าสมัยเกินไป เมื่อเทียบกับวิสาหกิจเพื่อสังคม ที่ออกแบบมาเพื่อผลิต มูลค่าในรูปแบบต่าง ๆ และแบ่งปันไปทั่วทั้งเครือข่าย ถ้าเราสามารถควบคุมเทคโนโลยีในปัจจุบันได้ ไม่ว่าจะเป็นจักรกลอัจฉริยะ จนถึงบล็อคเชน หรืออุปกรณ์เชื่อมอินเทอร์เน็ต หรือวัสดุศาสตร์ ถ้าเราควบคุมสิ่งเหล่านี้ได้ เพื่อการออกแบบที่จัดสรรได้ เราจะยืนยันได้ว่า การสาธารณสุข การศึกษา การเงิน พลังงาน สิทธิ์เสียงทางการเมือง จะเข้าถึงและให้อำนาจ กับผู้คนที่ต้องการมันมากที่สุด เห็นไหมคะ การออกแบบในเชิงปฏิรูป และการจัดสรร สร้างโอกาสอันน่าเหลือเชื่อ สำหรับเศรษฐกิจแห่งศตวรรษที่ 21 นี้

แล้วมันช่วยให้เราออกจาก เครื่องบินของโรสโทว์ได้อย่างไร สำหรับบางคน มันยังคงแบกรับความหวัง ของการเติบโตอย่างต่อเนื่องไม่สิ้นสุด แนวคิดที่ เมื่อเราทำให้ตัวสินค้าหรือบริการหายไป การเติบโต GDP แบบเอ็กซ์โปแนนเทียล สามารถดำเนินต่อไปได้แม้ทรัพยากรจะลดลง แต่ลองดูข้อมูลนี่สิ มันเป็นเพียงเที่ยวบินในจินตนาการ ใช่ พวกเราต้องการตัดสินค้าบริการ ในเศรษฐกิจต่าง ๆ แต่การพึ่งพาการเติบโตที่ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่สามารถแยกจากการใช้ทรัพยากร ในระดับเราต้องการได้ เพื่อนำเรากลับมายัง ขอบเขตความสามารถของโลกได้อย่างปลอดภัย

ฉันรู้ว่าแนวคิดเกี่ยวกับ การเติบโตแบบนี้ไม่เป็นที่คุ้นชินนัก เพราะการเติบโตมันดี ไม่ใช่หรอ เราต้องการให้ลูก ๆ เราเติบโต สวนต่าง ๆ เติบโตงอกงาม ใช่ค่ะ การมองธรรมชาติและการเติบโต เป็นแหล่งชีวิตที่งดงามและสมบูรณ์พูนสุข มันคือระยะหนึ่ง แต่เศรษฐกิจในหลายประเทศ อย่างเอธิโอเปียและเนปาลทุกวันนี้ อาจอยู่ในระยะนั้น เศรษฐกิจของพวกเขากำลังเติบโต ที่ 7 เปอร์เซ็นต์ต่อปี แต่ลองมองดูธรรมชาติอีกทีสิ เพราะไม่ว่าจะเป็นย่างก้าวจากเท้าของเด็ก ๆ หรือป่าแอมะซอน ไม่มีอะไรในธรรมชาติที่เติบโตตลอดไป สิ่งต่าง ๆ เติบโต พวกมันเติบใหญ่ จนถึงระยะที่เต็มวัยสมบูรณ์ และด้วยการทำเช่นนี้เท่านั้น ที่จะทำให้พวกมันจะงอกงามได้ ในระยะยาวนาน พวกเรารู้เรื่องนี้กันอยู่แล้ว ถ้าฉันบอกคุณว่า เพื่อนฉันไปหาหมอ ที่บอกเธอว่าเธอมีการเติบโต ที่แตกต่างไปมาก เพราะพวกเราเข้าใจกันมาว่า เมื่ออะไรสักอย่างพยายามเติบโตไปเรื่อย ๆ ในระบบชีวิตที่สมบูรณ์ดี มันจะส่งผลกระทบต่อความสมบูรณ์ทั้งหมด แล้วทำไมเราถึงคิดว่าเศรษฐกิจของเรา จะเป็นระบบหนึ่งที่แหกกฎข้อนั้นไปได้ และประสบความสำเร็จโดยการเติบโตตลอดไป เราต้องการนวัตกรรมการเงิน การเมือง และสังคม ที่จะทำให้เราเอาชนะการพึ่งพาการเติบโต ในเชิงโครงสร้าง เพื่อที่พวกเราจะได้ให้ความสนใจ กับการความเฟื่องฟูและสมดุล ภายในขอบเขตทางสังคมและระบบนิเวศของโดนัท

และความคิดของขอบเขตต่าง ๆ เท่านั้น ที่ทำให้คุณมีกรอบ ลองคิดอีกครั้ง เพราะคนที่ฉลาดที่สุดในโลก เปลี่ยนขอบเขตเหล่านี้ให้เป็นทรัพยากร แห่งความสร้างสรรค์ของพวกเขา ตั้งแต่โมสาร์ทที่สร้างผลงาน จากเปียโนห้าคู่แปด จิมมี่ เฮนดริกกับกีตาร์หกสาย เซเรน่า วิลเลียม บนสนามเทนนิส ขอบเขตต่าง ๆ นี่แหละ ที่ปลดปล่อยศักยภาพของเรา และขอบเขตรูปโดนัทก็ปลดปล่อย ศักยภาพของมนุษยชาติในการเติบโต ด้วยความคิดสร้างสรรค์ไร้เขตแดน การมีส่วนร่วม ความเป็นเจ้าของ และความหมาย

ทั้งหมดนี้ต้องใช้ความฉลาด ของพวกเราทุกคนเพื่อไปให้ถึงจุดนั้น ดังนั้น จัดมาเลยค่ะ

ขอบคุณค่ะ

(เสียงปรบมือ)