Return to the talk Return to talk

Transcript

Select language

Translated by Thipnapa Huansuriya
Reviewed by Penchan Kongpet

0:11 สองสามปีก่อน ฉันอยู่ที่สนามบินจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ (JFK) กำลังจะขึ้นเครื่องบิน มีผู้หญิงสองคนเข้ามาทัก เธอคงไม่รู้สึกว่าฉันดูถูกนะ ถ้าฉันจะบรรยายว่าเธอทั้งสอง เป็นสาวแก่ตัวจิ๋วชาวอิตาเลียนอเมริกัน ที่พูดจาห้วนห้าว

0:25 คนที่สูงกว่า ซึ่งสูงประมาณนี้ เธอเดินปรี่เข้ามาหาฉัน แล้วถามว่า "แม่หนู ถามอะไรหน่อยดิ เธอมีอะไรเกี่ยวข้องกับกระแส Eat, Pray, Love ที่ดังๆ ไม่นานมานี้ใช่ปะ"

0:37 ฉันตอบว่า "ใช่ค่ะ"

0:39 แล้วเธอก็หันไปตีแขนเพื่อนเธอแล้วบอกว่า "เห็นไหมแก ชั้นบอกแล้ว นังหนูคนนี้แหละ คนที่เขียนหนังสือออกมา ตามหนังเรื่องนั้นน่ะ" (เสียงหัวเราะ)

0:49 นั่นแหละ ฉันเอง และเชื่อเถอะ ฉันรู้สึกขอบคุณสุดๆ ที่ได้เป็นคนคนนั้น เพราะกระแส Eat, Pray, Love ท้ังหมดนั้น ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตฉันครั้งใหญ่ แต่ขณะเดียวกัน มันก็ทำให้ฉันตกที่นั่งลำบาก ในการก้าวต่อไปในฐานะนักเขียน ที่ต้องพยายามคิดว่า ชีวิตนี้ ฉันจะเขียนหนังสืออะไร ที่จะทำให้ใครพอใจได้อีก เพราะฉันรู้ดีล่วงหน้าอยู่แล้ว ว่าคนที่ชอบเรื่อง Eat, Pray, Love ก็จะผิดหวังอย่างแรง ไม่ว่าฉันจะเขียนเรื่องอะไรออกมา เพราะมันจะไม่ใช่ Eat, Pray, Love และบรรดาคนที่เกลียด Eat, Pray, Love ก็จะผิดหวังสุดๆ เหมือนกัน ไม่ว่าฉันจะเขียนอะไรออกมา เพราะมันจะเป็นหลักฐานว่าฉันยังมีชีวิตอยู่ ฉันจึงรู้ดี ว่าฉันไม่มีทางชนะ และการรู้ตัวว่าไม่มีทางชนะ ทำให้ฉันคิดอย่างจริงจังอยู่พักหนึ่ง ว่าจะเลิกเขียนหนังสือ แล้วย้ายไปเลี้ยงหมาคอร์กี้อยู่ต่างจังหวัด แต่ถ้าฉันทำอย่างนั้น ถ้าฉันเลิกเขียนหนังสือ ฉันก็จะสูญเสียอาชีพที่ฉันรัก ฉันจึงตระหนักว่า สิ่งที่ฉันต้องทำคือ หาทางจุดไฟแรงบันดาลใจขึ้นมา เพื่อเขียนหนังสือเล่มต่อไป แม้จะต้องเจอกระแสทางลบที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง พูดอีกอย่างก็คือ ฉันต้องหาทางทำให้ ความคิดสร้างสรรค์ของฉันรอดตาย จากความสำเร็จของมันเอง และในที่สุดฉันก็ค้นพบแรงบันดาลใจนั้น แต่ฉันเจอมันในที่ที่ ฉันไม่คาดคิดเลย นั่นคือ ในบทเรียนที่ฉันได้รับตอนวัยรุ่น ว่าความคิดสร้างสรรค์จะรอดตาย จากความล้มเหลวของมันเองได้อย่างไร

2:06 ฉันอยากอธิบายเพิ่มหน่อยว่า สิ่งเดียวที่ฉันฝันอยากเป็น มาตลอดชีวิต ก็คือ นักเขียน ฉันเขียนตลอดเวลา ตั้งแต่ตอนเด็กๆ จนเป็นวัยรุ่น ตอนที่ฉันเป็นวัยรุ่น ฉันส่งเรื่องสุดห่วยของฉัน ไปนิตยสาร เดอะ นิวยอร์คเกอร์ (The New Yorker) หวังว่าจะมีคนค้นพบฉัน หลังจบมหาวิทยาลัย ฉันได้งานเป็นพนักงานเสิร์ฟ ทำงาน และเขียนหนังสือต่อไป พยายามอย่างหนักเพื่อให้ได้ตีพิมพ์ และก็ล้มเหลวมาตลอด เรื่องของฉันไม่เคยได้รับการตีพิมพ์เลย ตลอดเวลาเกือบหกปี ตลอดหกปีนั้น ทุกๆ วัน ฉันไม่มีอะไรเลย นอกจากจดหมายปฏิเสธ ที่รอฉันอยู่ในกล่องจดหมาย และมันก็ทำร้ายจิตใจฉันทุกๆ ครั้ง และทุกๆ ครั้ง ฉันต้องถามตัวเองว่า ฉันควรจะเลิกตอนนี้ ยอมแพ้ซะ จะได้ไม่ต้องเจ็บปวดอีกดีไหม แต่สุดท้ายแล้วฉันก็ตัดสินใจ เหมือนกันทุกครั้ง โดยบอกตัวเองว่า "ฉันไม่เลิกหรอก ฉันจะกลับบ้าน"

2:52 คุณต้องเข้าใจว่า สำหรับฉัน การกลับบ้านไม่ได้หมายถึง กลับไปอยู่ที่ฟาร์มของครอบครัว สำหรับฉัน การกลับบ้าน หมายถึงการกลับไปเขียนหนังสือ เพราะการเขียนหนังสือคือบ้านของฉัน เพราะฉันรักการเขียน มากยิ่งกว่า ที่ฉันเกลียดความล้มเหลวจากการเขียน นั่นก็คือ ฉันรักการเขียน ยิ่งกว่ารักอัตตาของฉันเอง ซึ่งที่สุดแล้ว จะเรียกว่า ฉันรักการเขียนมากกว่ารักตัวเองก็ได้ และนั่นคือวิธีที่ทำให้ฉันผ่านมาได้

3:14 แต่ที่ประหลาดคือ ยี่สิบปีต่อมา ท่ามกลางกระแสความสำเร็จที่บ้าคลั่งของ "Eat, Pray, Love" ฉันพบว่าตัวเองรู้สึกร่วมกับ สาวเสิร์ฟที่ไม่เคยมีงานตีพิมพ์คนนั้นอีกครั้ง คนที่ฉันเคยเป็น ฉันคิดถึงเธอตลอด และรู้สึกว่าฉันเป็นเธอคนนั้นอีกครั้ง ซึ่งดูไร้เหตุผลด้วยประการทั้งปวง เพราะชีวิตของเราต่างกันสุดขั้ว เธอคนนั้นล้มเหลวตลอดเวลา ส่วนฉันประสบความสำเร็จทะลุความคาดหมาย เราไม่มีอะไรเหมือนกันเลย ทำไมอยู่ดีๆ ฉันจึงรู้สึกว่าฉันเป็นเธอคนนั้นอีกครั้ง

3:39 จนเมื่อฉันพยายามแกะปมนี้ ฉันจึงเริ่มเข้าใจ ความเชื่อมโยงทางจิตใจที่แปลกและไม่น่าเป็นไปได้ ในชีวิตเรา ระหว่างการเผชิญความล้มเหลวหมดท่า และการประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม คุณลองคิดอย่างนี้นะ เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตคุณ คุณใช้ชีวิตดำรงอยู่ ท่ามกลางห่วงโซ่ประสบการณ์ของมนุษย์ ซึ่งทุกอย่างดำเนินไปอย่างปกติ มั่นคง สม่ำเสมอ แต่ความล้มเหลวเหวี่ยงเรากระเด็นวูบมาถึงนี่ สู่ความมืดบอดของความผิดหวัง ความสำเร็จก็เหวี่ยงคุณไปไกลพอๆ กัน มาถึงตรงนี้ ที่แสงสว่างจ้าจนคุณมองไม่เห็นอะไร เพราะชื่อเสียง การเป็นที่รู้จัก และคำชื่นชม ประสบการณ์สองอย่างนี้ อย่างหนึ่ง คนส่วนใหญ่มองว่าเลวร้าย อีกอย่างหนึ่งคนส่วนใหญ่มองว่าดี แต่จิตใต้สำนึกของคุณไร้ความสามารถโดยสิ้นเชิง ที่จะแยกแยะความแตกต่างระหว่างเลวร้ายกับดี สิ่งเดียวที่มันรับรู้ได้ คือค่าสัมบูรณ์ของสมการอารมณ์ นั่นคือระยะทางที่คุณถูกขว้างออกไป ไกลจากตัวตนของคุณ และในทั้งสองกรณี ก็มีความเสี่ยงพอๆ กัน ที่เราจะหลงทางอยู่ตรงนั้น ในดินแดนไกลโพ้นของจิต

4:41 แต่ก็ปรากฏว่าในทั้งสองกรณีนั้น มีทางแก้แบบเดียวกัน เพื่อนำตัวตนของเรากลับสู่ภาวะปกติ นั่นคือ คุณต้องหาทางกลับบ้าน อย่างรวดเร็วและราบรื่นที่สุดที่จะทำได้ และถ้าคุณสงสัยว่าบ้านของคุณอยู่ที่ไหน ฉันจะบอกใบ้ให้ บ้านของคุณคือที่ไหนก็ได้ในโลกนี้ ที่คุณรักมากยิ่งกว่าที่คุณรักตัวเอง อาจจะเป็นความคิดสร้างสรรค์ ครอบครัวของคุณ การประดิษฐ์คิดค้น การผจญภัย ศรัทธา การช่วยเหลือผู้อื่น หรือการเลี้ยงหมาพันธุ์คอร์กี้ ฉันไม่รู้หรอก แต่บ้านของคุณก็คือ สิ่งที่คุณสามารถอุทิศพลังของคุณ ด้วยความทุ่มเทที่เป็นหนึ่งเดียว จนคุณไม่สนใจว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร

5:14 สำหรับฉัน บ้านคือการเขียนหนังสือมาตลอด ดังนั้น หลังจากผ่านความสำเร็จ ที่แปลกและน่าสับสน ที่ฉันเจอจากเรื่อง "Eat, Pray, Love" ฉันก็รู้ตัวว่า สิ่งที่ฉันต้องทำก็แค่ ทำเหมือนเดิมที่เคยทำตลอดมา ตอนที่ฉันสับสนพอๆ กันจากความล้มเหลว ฉันต้องสะบัดก้นกลับไปทำงาน และนั่นคือสิ่งที่ฉันทำ ซึ่งทำให้ ในปี 2010 ฉันสามารถตีพิมพ์หนังสือภาคต่อ ของ "Eat, Pray, Love" ออกมาได้ แล้วคุณรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นกับหนังสือเล่มนั้น มันเจ๊ง แต่ฉันไม่เป็นไรเลย ที่จริง ฉันรู้สึกว่าฉันมีเกราะกันกระสุน เพราะฉันรู้ว่าฉันลบล้างคำสาปได้แล้ว และฉันได้กลับบ้านไปเขียนหนังสือ เพียงเพราะอยากทุ่มเทให้กับมัน หลังจากนั้นฉันก็พักพิงอยู่ในบ้านของการเขียน และเขียนหนังสืออีกเล่มออกมาเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างงดงาม ซึ่งก็ดีมากๆ เลย แต่ก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญสำหรับฉัน สิ่งที่สำคัญสำหรับฉันคือ ตอนนี้ฉันกำลังเขียนหนังสืออีกเล่ม และฉันจะเขียนอีกเล่มต่อจากเล่มนี้ อีกเล่ม อีกเล่ม และอีกเล่ม หลายๆ เล่มในจำนวนนี้จะล้มเหลว บางเล่มอาจจะประสบความสำเร็จ แต่ฉันจะปลอดภัยเสมอ จากพายุเฮอร์ริเคนของผลลัพธ์ที่ไม่แน่นอน ตราบใดที่ฉันไม่ลืมว่า บ้านที่แท้จริงของฉันอยู่ที่ไหน

6:09 ฉันไม่รู้หรอกนะ ว่าบ้านที่แท้จริงของคุณอยู่ไหน แต่ฉันรู้ว่า มีบางอย่างในโลกนี้ ที่คุณรักมากยิ่งกว่าตัวคุณเอง บางสิ่งที่มีคุณค่า อ่อ แต่เดี๋ยวก่อน การเสพติดและการลุ่มหลงไม่นับนะคะ เพราะเราทุกคนรู้ดีว่าที่นั่น มันไม่ปลอดภัยที่จะอยู่นะ ใช่ไหมคะ เคล็ดลับอยู่ที่ คุณต้องหาให้เจอว่า อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุด มีค่าที่สุด ที่คุณรักที่สุด แล้วปลูกบ้านของคุณตรงลงนั้น และอย่าเคลื่อนย้ายไปไหน และหากวันหนึ่ง ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม ถ้าคุณหกคะเมนตีลังกาออกไปจากบ้าน เพราะความล้มเหลวหรือความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ หน้าที่ของคุณคือ ต่อสู้ฟันฝ่า เพื่อหาทางกลับบ้านหลังนั้นให้ได้ ทางเดียวที่จะทำได้ คือก้มหน้าก้มตาทำงานหนัก ด้วยความขยันและทุ่มเท ความเคารพและเทิดทูน ไม่ว่างานนั้นคืออะไร ที่ความรัก เรียกร้องให้คุณทำต่อไป แค่คุณลงมือทำ และทำมันต่อไป ทำแล้ว ทำอีก และทำอีก ฉันยืนยันกับคุณได้เลย จากประสบการณ์ส่วนตัวอันยาวนาน ไม่ว่าในทิศทางไหน ฉันรับรองได้ ว่าทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี ขอบคุณค่ะ (เสียงปรบมือ)