ยูวาล โนอา ฮารารี่ (Yuval Noah Harari)
3,178,824 views • 17:08

7 หมื่นปีก่อน บรรพบุรุษของเรา เป็นสัตว์ที่ไม่มีความหมายเท่าไร สิ่งสำคัญที่สุดที่ควรจะรู้เกี่ยวกับ มนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ ก็คือ พวกเขาเป็นสัตว์ที่ไม่สำคัญ ผลกระทบของพวกเขาต่อโลก ไม่มากไปกว่าของแมงกะพรุน หรือหิ่งห้อย หรือนกหัวขวาน ในทางตรงข้าม ปัจจุบันนี้ พวกเราสามารถควบคุมโลกได้ และดังนั้น คำถามก็คือ เราได้กลายจากสิ่งที่เป็นในอดีต มาเป็นเหมือนกับในปัจจุบันได้อย่างไร เราได้เปลี่ยนตัวเองจากลิงไม่มีหางที่ไม่มีความสำคัญ ที่ใส่ใจแต่เรื่องของตัวเอง ในมุมเล็ก ๆ ของแอฟริกา มาเป็นผู้ครองโลกได้อย่างไร

ปกติแล้ว เราจะมองหาความแตกต่าง ระหว่างเรากับสัตว์อื่น ในระดับตัวบุคคล เราอยากจะเชื่อว่า — ผมก็อยากจะเชื่อว่า มีอะไรบางอย่างที่พิเศษเกี่ยวกับผม เกี่ยวกับร่างกาย หรือหัวสมอง ที่ทำให้ผมเก่งกว่าสุนัข สุกร หรือลิงชิมแปนซี แต่ความจริงก็คือ ในระดับตัวบุคคล ผมคล้ายกับลิงชิมแปนซีอย่างน่าอายทีเดียว และถ้าคุณเอาผมกับชิมแปนซี ไปปล่อยเกาะกลางทะเลด้วยกันตามลำพัง แล้วเราต้องสู้เพื่อจะอยู่รอด เพื่อดูว่าใครเอาชีวิตรอดได้ดีกว่ากัน ตัวผมเองจะวางเดิมพันข้างลิงชิมแปนซีแน่นอน ไม่ใช่กับตัวผมเอง และนี่ไม่ใช่เพราะว่าส่วนตัวแล้วผมผิดปกติ ผมคาดว่า ถ้าเอาคุณคนใดคนหนึ่งก็ได้ แล้วปล่อยคุณไว้คนเดียว กับลิงชิมแปนซีตัวหนึ่งบนเกาะ ลิงชิมแปนซีก็จะอยู่รอดได้ดีกว่า

ความแตกต่างจริง ๆ ระหว่างมนุษย์และสัตว์อื่นๆ ไม่ได้อยู่ในระดับตัวบุคคล แต่อยู่ที่ในระดับกลุ่มบุคคล มนุษย์ครองโลกได้เพราะว่าเป็นสัตว์ชนิดเดียว ที่สามารถร่วมมือกันทั้งอย่างยืดหยุ่น และเป็นจำนวนมาก ถึงแม้ว่าจะมีสัตว์อื่น ๆ เช่น แมลงสังคม คือผึ้ง มด — ที่สามารถร่วมมือกันเป็นจำนวนมาก แต่พวกมันไม่สามารถทำอย่างยืดหยุ่นได้ การร่วมมือกันของมันตายตัวมาก มีวิธีเดียวเท่านั้นที่รวงผึ้งทั้งรังจะทำงานได้ ถ้ามีโอกาสใหม่ๆ หรือมีอันตรายใหม่ๆ ผึ้งไม่สามารถสร้างระบบสังคมขึ้นใหม่ได้ ภายในคืนเดียว เช่น ไม่สามารถที่จะปลงชีวิตของผึ้งราชินี แล้วตั้งสาธารณประชาชนผึ้ง หรือระบอบเผด็จการคอมมิวนิสต์โดยผึ้งงาน

สัตว์สังคมอื่นๆ เช่น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีสังคม เช่น หมาป่า ช้าง ปลาโลมา ลิงชิมแปนซี สามารถร่วมมือกันได้อย่างยืดหยุ่นกว่ามาก แต่ทำได้เพียงแค่ในกลุ่มเล็ก เพราะว่าความร่วมมือกันระหว่างลิงชิมแปนซี ขึ้นอยู่กับการรู้จักกันและกันเป็นอย่างดี ถ้าผมและคุณเป็นลิงชิมแปนซี และผมต้องการจะร่วมมือกับคุณ ผมจะต้องรู้จักคุณเป็นการส่วนตัว รู้ว่าคุณเป็นชิมแปนซีแบบไหน เป็นชิมแปนซีที่นิสัยดีหรือเปล่า หรือเป็นชิมแปนซีวายร้าย คุณนี่เชื่อใจได้หรือเปล่า ถ้าผมไม่รู้จักคุณ ผมจะร่วมมือกับคุณได้อย่างไร

สัตว์ประเภทเดียว ที่สามารถรวมความสามารถทั้งสองได้ และร่วมมือกันทั้งอย่างยืดหยุ่น และยังเป็นจำนวนมากอีกด้วย ก็คือพวกเรา โฮโม เซเปียน หนึ่ง ต่อ หนึ่ง หรือแม้กระทั่ง 10 ต่อ 10 ลิงชิมแปนซีอาจจะเก่งกว่าเรา แต่ถ้าเปรียบเทียบมนุษย์ 1,000 คน กับลิงชิมแปนซี 1,000 ตัว มนุษย์จะมีชัยได้อย่างง่ายดาย ด้วยเหตุผลง่ายๆ ที่ว่า ลิงชิมแปนซีหนึ่งพันตัว ไม่สามารถร่วมมือกันได้เลย และถ้าคุณพยายามเอาลิงแชมแปนซีหนึ่งแสนตัว มาอยู่รวมกันที่ถนนอ็อกซ์ฟอร์ด หรือสนามกีฬาเวมบรีย์ หรือจตุรัสเทียนอันเหมิน หรือนครรัฐวาติกัน คุณก็จะได้ความอลหม่าน ความอลหม่านล้วนๆ ลองจินตนาการสนามกีฬาเวมบลีย์ ที่มีชิมแปนซีหนึ่งแสนตัวสิครับ นั่นมันบ้าไปแล้ว

ในทางตรงข้าม ตามปกติมนุษย์ไปรวมกันที่นั่น เป็นจำนวนหลายหมื่น และโดยปกติเราก็ไม่ได้สร้างความโกลาหล สิ่งที่เราได้คือความร่วมมือที่สลับซับซ้อน และเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพ ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์ ที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างปิรามิด หรือบินไปยังดวงจันทร์ ล้วนแล้วแต่ไม่ได้เกิด จากความสามารถระดับตัวบุคคล แต่เป็นความสามรถในความร่วมมือ อย่างยืดหยุ่นได้ เป็นจำนวนมาก

ลองคิดถึงแม้กระทั่งการบรรยายของผมในขณะนี้ ผมกำลังยืนอยู่ต่อหน้าผู้ฟัง เป็นจำนวน 300 หรือ 400 คน พวกคุณส่วนใหญ่เป็นคนที่ผมไม่รู้จัก ในทำนองเดียวกัน ผมก็ไม่รู้จักทุกคนที่จัดงาน และทำงานให้กับงานประชุมนี้ ผมไม่รู้จักคนขับเครื่องบินและลูกเรือ ที่พาผมมาถึงนี่ ในกรุงลอนดอน เมื่อวานนี้ ผมไม่รู้จักคนที่ประดิษฐ์และผลิต ไมโครโฟนตัวนี้หรือกล้องเหล่านี้ ที่กำลังบันทึกสิ่งที่ผมกำลังพูด ผมไม่รู้จักคนที่เขียนหนังสือและบทความทั้งหมด ที่ผมอ่านเพื่อจะเตรียมตัวสำหรับการบรรยายนี้ และแน่นอน ผมไม่รู้จักคนทั้งหมด ที่อาจกำลังดูการบรรยายนี้ทางอินเทอร์เน็ต สักที่หนึ่งใน กรุงบัวโนสไอเรส หรือกรุงนิวเดลี

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราจะไม่รู้จักกัน เราก็สามารถทำงานด้วยกันเพื่อสร้าง การแลกเปลี่ยนความคิดระดับโลกนี้ได้ นี่เป็นสิ่งที่ลิงชิมแปนซีไม่สามารถจะทำได้ แน่นอนล่ะว่า พวกมันสื่อสารกัน แต่คุณจะไม่มีทางเจอลิงชิมแปนซี ที่เดินทางไปหาลิงชิมแปนซีอีกกลุ่มที่อยู่ไกล เพื่อจะบรรยายเกี่ยวกับกล้วยหรือช้าง หรือเรื่องอื่นๆ ที่อาจทำให้ลิงชิมแปนซีสนใจ จริงอยู่ ความร่วมมือไม่ใช่จะดีเสมอไป สิ่งเลวร้ายที่มนุษย์ได้ทำกันมา ตลอดประวัติศาสตร์ — และเราก็ได้ทำเรื่องชั่วร้ายบางอย่าง — สิ่งเหล่านั้นก็ขึ้นอยู่กับความร่วมมือในระดับใหญ่เช่นกัน คุกเป็นระบบความร่วมมือ โรงฆ่าสัตว์ก็เป็นระบบความร่วมมือ ค่ายกักกันก็เป็นระบบความร่วมมือ ลิงชิมแปนซีไม่มีโรงฆ่าสัตว์ ไม่มีคุก ไม่มีค่ายกักกัน

ทีนี้ ถ้าผมโน้มน้าวคุณได้สำเร็จ ว่าใช่ เราสามารถครองโลกได้เพราะสามารถร่วมมือกัน อย่างยืดหยุ่นได้ อย่างเป็นจำนวนมาก คำถามต่อไปที่จะเกิดขึ้น ในใจผู้ฟังที่อยากรู้อยากเห็นก็คือ แล้วเราจะทำอย่างนี้ได้อย่างไร อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้เราเป็นสัตว์ชนิดเดียว จากสัตว์ทั้งหมด ที่ร่วมมือกันอย่างนี้ได้ คำตอบก็คือ จินตนาการของพวกเรา เราสามารถร่วมมือกันอย่างยืดหยุ่นได้ กับคนแปลกหน้าจำนวนมาก เพราะว่าเราเป็นสัตว์ชนิดเดียว จากทั้งหมดในโลก ที่สามารถสร้างและเชื่อเรื่องสมมุติได้ และตราบเท่าที่ทุกคนเชื่อ ในเรื่องสมมุติเดียวกัน ทุกคนก็จะเชื่อฟังและทำตามกฎเดียวกัน ทำตามขนบเดียวกัน ค่านิยมเดียวกัน

สัตว์อื่นๆ ทั้งหมดล้วนแต่ใช้ระบบการสื่อสาร เพื่ออธิบายเรื่องจริง ลิงชิมแปนซีอาจจะสื่อว่า "นั่นสิงโต รีบหนีกันเถอะ" หรือว่า "นั่น ต้นกล้วยอยู่ที่นั่น ไปเอากล้วยกันเถอะ" ในทางตรงข้าม มนุษย์ใช้ภาษา ไม่ใช่เพียงเพื่ออธิบายความจริง แต่เพื่อสร้างความจริงใหม่ ความจริงที่สมมุติขึ้น มนุษย์อาจจะกล่าวว่า "นั่น มีเทพเจ้าเหนือเมฆ" และถ้าคุณไม่ทำตามที่ผมบอกคุณ เมื่อคุณเสียชีวิต เทพเจ้าจะลงโทษคุณ แล้วส่งคุณไปนรก" และถ้าพวกคุณทุกคน เชื่อเรื่องที่ผมสร้างขึ้น คุณก็จะทำตามขนบ กฎระเบียบ และค่านิยมเดียวกัน และคุณก็จะสามารถร่วมมือกันได้ นี่เป็นสิ่งที่มนุษย์เท่านั้นสามารถทำได้ คุณจะไม่สามารถโน้มน้าว ให้ลิงชิมแปนซีให้กล้วยกับคุณได้ โดยสัญญากับมันว่า "... หลังจากคุณตาย คุณจะได้ไปสรวงสวรรค์ของชิมแปนซี..." (เสียงหัวเราะ) "และคุณจะได้กล้วยเยอะแยะ เป็นการสนองกุศลกรรมที่คุณทำ ฉะนั้น จงให้กล้วยนี้กับผม" ไม่มีลิงตัวไหนที่จะเชื่อเรื่องเช่นนี้หรอก มีแต่มนุษย์ที่เชื่อเรื่องแบบนี้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่เราครองโลก ในขณะที่ลิงชิมแปนซีถูกขังอยู่ในสวนสัตว์ และในห้องทดลอง

ตอนนี้ คุณอาจจะยอมรับว่า มันเป็นจริงเยี่ยงนั้น ในเรื่องศาสนา มนุษย์ร่วมมือกัน โดยเชื่อเรื่องสมมึติเดียวกัน มนุษย์เป็นล้านๆ มาร่วมกัน สร้างวิหารหรือมัสยิต หรือทำสงครามครูเสดหรือสงครามญิฮาด เพราะทั้งหมดเชื่อในเรื่องเดียวกัน เกี่ยวกับพระเจ้า สวรรค์ และนรก แต่สิ่งที่ผมต้องการเน้นก็คือ กลไกเดียวกันนี้ เป็นฐานของการร่วมมือกันของมนุษย์ ในระดับที่ยิ่งใหญ่ในทุกรูปแบบ ไม่ใช่เพียงเรื่องศาสนาเท่านั้น

ยกตัวอย่างเช่น ในทางกฎหมาย ระบบกฎหมายส่วนใหญ่ในโลกปัจจุบัน มีพื้นฐานจากความเชื่อในเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่อะไรเล่าคือสิทธิมนุษยชน สิทธิมนุษยชน ก็เหมือนกับเทพเจ้าและสวรรค์ เป็นเพียงเรื่องที่เราประดิษฐ์ขึ้น ไม่ใช่ความจริงที่เป็นปรวิสัย ไม่ใช่เป็นผลทางชีวภาพของสัตว์ ที่เรียกว่าโฮโม เซเปียน เอามนุษย์มาผ่าออกดู คุณก็จะพบหัวใจ ไต เซลล์ประสาท ฮอร์โมน ดีเอ็นเอ แต่จะไม่พบสิทธิมนุษยชน ที่เดียวที่คุณจะพบได้ก็แต่ในเรื่องสมมุติ ที่เราประดิษฐ์ขึ้นแล้วเผยแพร่ ในช่วงหลายศตวรรษที่ผ่านมา อาจจะเป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ แต่ก็ยังเป็นเรื่องสมมุติที่เราประดิษฐ์ขึ้น

นี่ก็เป็นจริงในเรื่องการเมืองการปกครองด้วย ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในระบบการปกครองปัจจุบัน ก็คือรัฐและประเทศ แต่อะไรเล่าคือรัฐและประเทศชาติ พวกมันไม่ใช่เป็นความจริงที่เป็นปรวิสัย ภูเขาเป็นความจริงที่เป็นปรวิสัย คุณเห็นมัน คุณสามารถสัมผัสมันได้ คุณดมกลิ่นมันได้ แต่ประเทศหรือรัฐ เช่นอิสราเอล หรืออิหร่าน หรือฝรั่งเศส หรือเยอรมนี มันเป็นเพียงแค่เรื่องที่เราประดิษฐ์ขึ้น แล้วเราก็ยึดติดกับมันมากเป็นอย่างยิ่ง

นี่ก็เป็นจริงในทางเศรษฐกิจอีกด้วย ตัวการที่สำคัญที่สุดในเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ก็คือบริษัทและบรรษัท พวกคุณหลายคนตอนนี้ น่าจะทำงานให้กับบรรษัท เช่น กูเกิล หรือโตโยต้า หรือแม็คโดนัลด์ แล้วอะไรเล่าคือสิ่งเหล่านั้น พวกมันเป็นเรื่องที่พวกทนายเรียกว่า เรื่องสมมุติทางกฎหมาย พวกมันเป็นเรื่องที่ถูกประดิษฐ์แล้วถูกรักษาไว้ โดยพวกพ่อมดมือฉมังที่เราเรียกว่าทนาย (เสียงหัวเราะ) แล้วบรรษัททำอะไรอยู่ตลอดทั้งวัน ส่วนใหญ่แล้ว พวกเขาพยายามทำเงิน แล้วเงินล่ะ คืออะไร เช่นกัน เงินไม่ใช่ความจริงแบบปรวิสัย เพราะมันไม่มีค่าแบบปรวิสัย เอากระดาษสีเขียวแผ่นนี้ ที่เรียกว่า แบงค์ดอลลาร์ ดูมันสิ - มันไม่มีค่าอะไรเลย คุณไม่สามารถรับประทานมันได้ ดื่มมันก็ไม่ได้ สวมใส่มันก็ไม่ได้ แต่ว่ามีคนเล่านิทานยอดเก่ง — คือพวกนายธนาคาร รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง นายกรัฐมนตรี — พวกเขาเล่านิทานที่น่าเชื่อถือมากให้เราฟัง "ดูนี่ คุณเห็นกระดาษแผ่นสีเขียวนี้ไหม มันมีค่าจริงๆ เท่ากับกล้วย 10 ใบ แล้วถ้าผมเชื่อ และคุณก็เชื่อมัน และทุกๆ คนก็จะเชื่อมัน มันได้ผลจริงๆ ผมสามารถใช้แผ่นกระดาษที่ไร้ค่าแผ่นนี้ ไปยังซูเปอร์มาร์เก็ต ให้กับคนที่ไม่รู้จัก ที่ผมไม่เคยเจอมาก่อน แล้วแลกกล้วยจริงที่ผมกินได้จริงๆ มาจากการแลกเปลี่ยน นี่เป็นอะไรที่น่ามหัศจรรย์ ซึ่งคุณไม่สามารถทำเช่นนี้ได้กับลิงชิมแปนซี แน่ละ ลิงชิมแปนซีก็ซื้อขายแลกเปลี่ยนเหมือนกัน "ตกลง คุณให้ลูกมะพร้าวกับฉัน ฉันจะให้กล้วยกับคุณ" นั่นอาจได้ผล แต่คุณให้แผ่นกระดาษที่ไม่มีค่ากับผม แล้วคุณหวังว่าผมจะให้ลูกกล้วยกับคุณ ไม่มีทางหรอก คิดว่าผมเป็นอะไร มนุษย์หรือไง (เสียงหัวเราะ)

จริงๆ แล้ว เงินตราเป็นนิทาน ที่ประสบความสำเร็จสูงสุด ที่เคยถูกสร้างและถูกบอกเล่าโดยหมู่มนุษย์ เพราะเป็นเรื่องเดียวที่ทุกๆ คนเชื่อ ไม่ใช่ทุกคนเชื่อในพระเจ้า ไม่ใช่ทุกคนเชื่อในสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่ทุกคนเชื่อเรื่องความรักชาติ แต่ทุก ๆ คนเชื่อเงิน เชื่อในแบงค์ดอลล่าร์ แม้กระทั่งตัวอุซามะฮ์ บิน ลาดิน เอง เขาชังระบบการเมืองและศาสนาของคนอเมริกัน และวัฒนธรรมอเมริกัน แต่เขาไม่มีปัญหากับดอลล่าอเมริกัน จริงๆ แล้วเขาค่อนข้างจะชอบมันมาก (เสียงหัวเราะ)

สรุปก็คือ พวกเรามนุษย์ควบคุมโลกได้ เพราะอยู่กับความจริงสองอย่าง สัตว์อื่นๆ ทั้งหมดอยู่กับความจริงที่เป็นปรวิสัย ความจริงของพวกมันประกอบด้วยสิ่งที่มีอยู่จริง ๆ เช่น แม่น้ำ ต้นไม้สิงโต และช้าง มนุษย์เรา ก็อยู่กับความจริงที่เป็นปรวิสัยเช่นกัน ในโลกของเรา เช่นกัน มันก็มีแม่น้ำ ต้นไม้สิงโต และช้าง แต่ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา เราได้สร้างสิ่งเติมต่อ บนความจริงที่เป็นปรวิสัยเหล่านี้ เป็นความจริงชั้นที่สองของความจริงแบบสมมุติ เป็นความจริงที่มาจากสิ่งที่สมมุติขึ้น เช่น ประเทศชาติ พระเจ้า เงิน และบริษัท และสิ่งที่น่าอัศจรรย์ก็คือเมื่อเวลาผ่านไป ความจริงที่สมมุติมีอิทธิพลเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งว่าทุกวันนี้ สิ่งที่มีทรงพลังมากที่สุดในโลก ก็คือความจริงสมมุติเหล่านี้ ในปัจจุบัน การอยู่รอดของแม่น้ำ ต้นไม้ สิงโต และช้าง ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ และความต้องการ ของสิ่งที่สมมุติขึ้น เช่น สหรัฐอเมริกา บริษัทกูเกิล หรือธนาคารโลก สิ่งที่มีอยู่เพียงแต่ในจินตนาการของเรา

ขอบคุณมากครับ (เสียงปรบมือ)

บรูโน เกียสซานี: ยูวาล คุณเพิ่งออกหนังสือเล่มใหม่ หลังจาก ซาเปียน (Sapiens) คุณเขียนหนังสืออีกเล่ม เป็นภาษาฮีบรู แต่ยังไม่ได้แปลเป็น...

ยูวาล โนอา ฮารารี่: ผมกำลังทำงานแปลอยู่ตอนนี้

บรูโน: ในหนังสือ ถ้าผมเข้าใจถูกต้อง คุณอ้างว่า ความก้าวหน้าแบบอัศจรรย์ ที่พวกเรากำลังประสบในตอนนี้ ไม่เพียงแต่จะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้เกิด —- และผมอ้างคำของคุณ "...คนชั้นต่างๆ และความขัดแย้งระหว่างชนชั้น เหมือนกับที่การปฏิวัติอุตสาหกรรมได้เคยทำ คุณช่วยอธิบายหน่อยได้ไหมครับ"

ยูวาล: ครับ ในการปฏิวัติอุตสาหกรรม เราเห็นการกำเนิดของชนชั้นใหม่ คือชนกรรมาชีพชาวเมือง และประวัติทางการเมืองและสังคม ส่วนใหญ่ตลอด 200 ปี ที่ผ่านมา เกี่ยวข้องกับว่าเราควรจะทำอย่างไรกับชนนี้ และปัญหาและโอกาสที่เกิดขึ้นใหม่ ตอนนี้ เราเห็นการกำเนิดของชนชั้นขนาดใหญ่ ของคนไร้ประโยชน์ (เสียงหัวเราะ) เมื่อคอมพิวเตอร์เก่งขึ้นเรื่อยๆ ในสาขาอาชีพต่างๆ มีความเป็นไปได้ที่ชัดเจน ที่คอมพิวเตอร์จะเก่งกว่าเรา ในงานส่วนใหญ่ และจะทำให้ มนุษย์มีมากเกินจำเป็น และคำถามทางการเมืองและเศรษฐกิจที่สำคัญ ของศตวรรษที่ 21 ก็คือ "เราจะต้องการมนุษย์ไปทำไม" หรืออย่างน้อยที่สุด "เราจะใช้มนุษย์มากขนาดนี้ไปทำอะไร"

บรูโน: คุณมีคำตอบในหนังสือหรือเปล่าครับ

ยูวาล: ตอนนี้ ที่เดาได้ดีที่สุดก็คือ เราจะรักษาความสุขให้กับมนุษย์ ด้วยยา และเกมส์คอมพิวเตอร์ (เสียงหัวเราะ) แต่นั่นฟังดูไม่เหมือนกับอนาคตที่น่าพึ่งประสงค์

บรูโน: โอเค ฉะนั้นคุณกล่าวไว้ในหนังสือ และตอนนี้ว่า เรื่องที่อภิปรายกันมา เกี่ยวกับหลักฐานที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ พวกเราอยู่แค่ที่จุดเริ่มต้น ของกระบวนการนี้เท่านั้นใช่ไหมครับ

ยูวาล: คือนี่ไม่ใช่คำพยากรณ์ มันคือการมองสิ่งที่เป็นไปได้ทุกอย่าง ก่อนหน้าพวกเรา ความเป็นไปได้อย่างหนึ่งก็คือการกำเนิด ชนชั้นขนาดใหญ่ของคนที่ไม่มีประโยชน์ ความเป็นไปได้อีกอย่างก็คือการแบ่งแยกมนุษย์ ออกเป็นชั้นวรรณะต่างๆ ทางชีวภาพ โดยคนรวยจะเปลี่ยนไปเป็นพระเจ้าดีๆ นี่เอง และคนจนจะถูกลดขั้น จนกลายเป็นชนชั้นที่ไม่มีประโยชน์

บรูโน: ผมรู้สึกว่าจะต้อง TED talk อีกเรื่อง เกิดขึ้นในอีกไม่เกินหนึ่งถึงสองปี ขอบคุณครับ คุณยูวาล ที่มาในครั้งนี้

ยูวาล: ขอบคุณครับ (เสียงปรบมือ)