วันดา ดิแอซ เมอร์เซด (Wanda Diaz Merced)
843,107 views • 11:15

กาลครั้งหนึ่งมันมีดวงดาว เหมือนกับสิ่งอื่น ๆ มันถือกำเนิดขึ้น เติบโตจนมีขนาดเป็น 30 เท่าของดวงอาทิตย์ และอยู่มาเป็นเวลานาน แต่นานแค่ไหนนั้น ไม่มีใครคนไหนบอกได้ เหมือนกับทุก ๆ อย่างในชีวิต มันเข้าสู่ช่วงบั้นปลายของดวงดาว เมื่อหัวใจของมัน แกนชีวิตของมัน กำลังจะหมดพลังงาน แต่นั่นไม่ใช่จุดจบ

มันเปลี่ยนเป็นซุปเปอร์โนวา และในกระบวนการนั้น มีการปลดปล่อยพลังงานปริมาณมหาศาล ที่สว่างกลบทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาล และการส่องแสงนั้น ในเพียงหนึ่งวินาที ให้พลังงานปริมาณเท่ากับ ที่ดวงอาทิตย์ของเราปลดปล่อยใน 10 วัน และมันพัฒนาบทบาทใหม่ของมันในกาแล็กซี

การระเบิดซุปเปอร์โนวาเป็นอะไรที่รุนแรงมาก แต่ซุปเปอร์โนวาที่ปลดปล่อยรังสีแกมมา เป็นอะไรที่สุดยอดยิ่งกว่า ในกระบวนการ ของกลายเป็นซุปเปอร์โนวาดังกล่าว ส่วนภายในของดวงดาวยุบตัว ภายใต้น้ำหนักของมัน และมันเริ่มที่จะหมุนเร็วกว่าเดิม เหมือนกับนักสเก็ตน้ำแข็ง ตอนที่พวกเขาหุบแขนให้ใกล้ลำตัว ในแบบเดียวกัน มันเริ่มที่จะหมุนอย่างรวดเร็ว และเพิ่มสนามแม่เหล็กของมัน อย่างทรงพลัง มวลรอบดวงดาวถูกลากไปรอบ ๆ และพลังงานบางส่วนจากการหมุน ถูกส่งผ่านไปยังมวลนั้น และสนามแม่เหล็กก็ยิ่งถูกทำให้เพิ่มขึ้นอีก ในแบบเดียวกัน ดาวของเรามีพลังงานเพิ่มขึ้น เพื่อที่จะส่องสว่างบดบังทั้งกาแล็กซี ด้วยความสว่างและรังสีแกมมาที่ถูกปลดปล่อยออกมา

ดาวของฉัน ดาวที่อยู่ในเรื่องราวนี้ เป็นสิ่งที่รู้จักกันว่า แมกนีตา (magnetar) และฉันจะบอกให้พวกคุณทราบว่า สนามแม่เหล็กของแมกนีตา คือประมาณ 1,000 พันล้านเท่า ของสนามแม่เหล็กโลก มันเป็นปรากฏการณ์ที่ทรงพลังที่สุด ที่เคยถูกตรวจวัดมาโดยนักดาราศาสตร์ ที่เรียกว่า การระเบิดรังสีแกมมา เพราะว่าเราสังเกตพวกมัน ในฐานะการระเบิดเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งการระเบิดที่รุนแรงส่วนใหญ่ ถูกวัดค่ารังสีแกมมาได้ ดาวของเรา อย่างดาวในเรื่องนี้ที่กลายเป็นแมกนีตา ถูกตรวจจับการระเบิดของรังสีแกมมาได้ ระหว่างช่วงของการระเบิดที่ทรงพลังที่สุด แต่ถึงกระนั้น แม้ว่าการระเบิดของรังสีแกมมา จะเป็นปรากฏการณ์ที่รุนแรงที่สุด ที่ถูกวัดได้โดยนักดาราศาสตร์ คุณไม่สามารถเห็นพวกมันได้ด้วยตาเปล่า เราต้องพึ่งพาวิธีการอื่น ๆ เพื่อที่จะศึกษารังสีแกมมา เราไม่สามารถเห็นพวกมันได้ด้วยตาเปล่า เราเห็นแต่ส่วนเล็กกระจิ๋ว ของสเปกตรัมแม่เหล็กไฟฟ้า ที่เราเรียกว่า แสงที่ตามองเห็นได้ เท่านั้น และนอกเหนือจากนั้น เราต้องพึ่งพาวิธีอื่น ๆ

แต่ถึงกระนั้น ในฐานะนักดาราศาสตร์ เราศึกษาช่วงแสงที่กว้างกว่านั้น และเราพี่งพาวิธีการอื่นเพื่อทำสิ่งนั้น มันมีหน้าตาแบบภาพที่ฉาย คุณจะเห็นจุดประ นั่นคือโค้งของแสง มันเป็นจุดประของความเข้ม ของแสงในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ มันเป็นโค้งของรังสีแกมมา นักดาราศาสตร์ที่มีสายตาปกติ พึ่งพาจุดประนี้ เพื่อที่จะคาดเดาว่า แสงมีความเข้ม เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ทางซ้ายมือ คุณจะเห็นความเข้มแสง ที่ปราศจากการระเบิด และทางขวามือ คุณจะเห็นความเข้มแสง ที่เกิดจากการระเบิด

ตอนแรก ๆ ในช่วงการทำงานของฉัน ฉันสามารถเห็นจุดประเหล่านี้ได้ แต่ตอนนี้ ฉันสูญเสียการมองเห็น ฉันสูญเสียการมองเห็นอย่างสมบูรณ์ เพราะว่าโรคที่เป็นมานาน และด้วยสาเหตุนี้ ฉันเสียโอกาสที่จะได้เห็นจุดประนี้ และโอกาสที่จะทำงานด้านฟิสิกส์ของฉัน มันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง สำหรับฉันในหลาย ๆ แง่มุม และในด้านการงาน มันทำให้ฉันไม่มีทาง ที่จะทำงานด้านวิทยาศาสตร์นี้ได้ ฉันอยากที่จะเข้าถึงและศึกษา แสงที่ทรงพลังนี้อย่างใกล้ชิด และค้นหาคำตอบทางฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ฉันต้องการที่จะสัมผัสกับความน่าทึ่ง ความน่าตื่นเต้น ความสุขจากการได้ตรวจสอบ ปรากฏการณ์บนท้องฟ้าที่ยิ่งใหญ่นี้

ฉันครุ่นคิดพิจาณาอย่างหนักและยาวนาน เมื่อฉันตระหนักขึ้นมาว่า โค้งของแสงคืออะไร มันคือตารางของจำนวน ที่ถูกเปลี่ยนมาเป็นจุดประที่แสดงให้เห็นได้ ฉะนั้น ฉันกับเพื่อนร่วมงาน ทำงานด้วยกันอย่างหนัก และเราแปลงจำนวนเหล่านั้นเป็นเสียง ฉันสามารถเข้าถึงข้อมูล และทุกวันนี้ ฉันสามารถที่จะทำงานด้านฟิสิกส์ ได้ในระดับที่ดีที่สุดสำหรับนักดาราศาสตร์ โดยใช้เสียง และสิ่งที่เราสามารถทำได้ ส่วนใหญ่โดยการมอง มาเป็นเวลาหลายร้อยปี ตอนนี้ สามารถถูกทำได้โดยใช้เสียง

(เสียงปรบมือ) การฟังเสียงระเบิดของรังสีแกมมา ที่คุณเห็นบน — (เสียงปรบมือ)

ขอบคุณค่ะ

การได้ยินการระเบิดที่คุณเห็นบนภาพฉายนี้ นำมาซึ่งอะไรบางอย่าง ที่เป็นมากกว่าการระเบิดที่ชัดเจน ตอนนี้ ฉันกำลังจะเปิดเสียงการระเบิดให้คุณฟัง มันไม่ใช่ดนตรี มันเป็นเสียง

(เสียงบี๊บดิจิตัล)

นี่คือข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ที่ถูกเปลี่ยนเป็นเสียง และมันถูกจัดวางในรูปแบบของระดับเสียง กระบวนการนี้เรียกว่า โซนิฟิเคชัน

ฉะนั้น การฟังเสียงนี้นำมาซึ่งอะไรบางอย่าง นอกเหนือไปจากการระเบิดที่ชัดเจน เมื่อฉันศึกษาบริเวณที่มีความถี่ต่ำมาก ๆ หรือช่วงโทนเสียงต่ำ — ฉันกำลังซูมเข้าไป ในส่วนเสียงต่ำนะคะ เราพบกับลักษณะการสั่นพ้องของก๊าซ ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางไฟฟ้า อย่างเช่น พายุสุริยะ และฉันอยากให้คุณได้ยินในสิ่งที่ฉันได้ยิน คุณจะได้ยินระดับความดังของเสียง ที่ลดลงอย่างรวดเร็ว และเพราะว่า คุณมีการมองเห็นที่สมบูรณ์ ฉันจะให้เส้นสีแดงกับคุณ เพื่อบ่งบอกว่า ความเข้มของแสงค่าใด ที่ถุกเปลี่ยนเป็นเสียง

(เสียงหึ่ง ๆ ดิจิตัล และเสียงผิวปาก)

เสียง (ผิวปาก) นี้ คือเสียงกบที่บ้าน อย่างสนใจนะคะ

(เสียงหัวเราะ)

(เสียงหึ่ง ๆ ดิจิตัล และเสียงผิวปาก)

ฉันคิดว่าคุณได้ยินแล้ว ใช่ไหมคะ

ฉะนั้น สิ่งที่เราพบ คือการระบิดที่ยาวนานพอ ที่จะทำให้เกิดการสั่นพ้องของคลื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดย การแลกเปลี่ยนพลังงานระหว่างอนุภาค ที่อาจถูกกระตุ้น ที่ขึ้นอยู่กับปริมาณ คุณคงจำที่ฉันพูดได้ว่า มวลรอบ ๆ ดวงดาว ถูกลากไปรอบ ๆ ใช่ไหมค่ะ มันส่งผ่านพลังงานด้วย การกระจายความถี่และสนาม ที่ถูกกำหนดโดยมิติ คุณอาจจำได้ว่าเรากำลังพูดถึงดาวขนาดยักษ์ ที่กลายเป็นสนามแม่เหล็กแมกนีตาที่รุนแรง ถ้าหากนี่เป็นจริงล่ะก็ สิ่งที่ออกมาจากการระเบิดของดวงดาว อาจเกี่ยวข้องกับการระเบิดของรังสีแกมมา

แล้วนั่นหมายความว่าอย่างไร การก่อกำเนิดของดวงดาวอาจเป็นส่วนสำคัญ ของการระเบิดซุปเปอร์โนวา การฟังการระเบิดของรังสีแกมมานี้ ทำให้เรารู้ว่า การใช้เสียงเป็นส่วนขยายของการแสดงภาพ อาจยังเป็นการช่วยนักดาราศาสตร์ที่สายตาปกติ ในการค้นหารายละเอียดจากข้อมูล ให้ได้มากกว่าเดิม ในเวลาเดียวกัน ฉันทำการวิเคราะห์การวัด จากกล้องโทรทรรศน์อื่น ๆ และประสบการณ์ของฉันแสดงให้เห็นว่า เมื่อคุณใช้เสียงเป็นส่วนขยายในการแสดงภาพ ตอนนี้ นักดาราศาสตร์ได้รายละเอียดมากกว่า จากชุดข้อมูลที่เข้าถึงได้มากกว่า และความสามารถในการแปลงข้อมูลไปเป็นเสียง ให้อำนาจในการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ต่อวงการดาราศาสตร์ และข้อเท็จจริงที่ว่าศาสตร์ ที่ใช้การมองเป็นส่วนใหญ่อาจได้รับการพัฒนา เพื่อที่จะรวบรวมใครก็ตามที่มีความสนใจ ในการศึกษาสิ่งที่อยู่ในท้องฟ้าเบื้องบน เป็นอะไรที่เป็นขวัญกำลังใจมาก

เมื่อฉันสูญเสียการมองเห็นไป ฉันสังเกตว่า ฉันไม่อาจเข้าถึงข้อมูล ได้ทั้งคุณภาพและปริมาณ เท่ากับนักดาราศาสตร์อื่น ๆ ที่มีสายตาปกติสมบูรณ์ ไม่จนกระทั่งเราสร้างนวัตตกรรม ด้วยกระบวนการสั่นของเสียง ที่ทำให้ฉันได้รวบรวมเอาความหวังกลับมา ว่าจะเป็นคนของศาสตร์แขนงนี้ที่ทำงานได้ ที่ฉันได้ทำงานอย่างหนัก เพื่อที่จะเป็นส่วนหนึ่งของมัน

ถึงอย่างนั้น การเข้าถึงข้อมูล ไม่ใช่เพียงหัวข้อหนึ่งในดาราศาสตร์ ที่มีความสำคัญ สถานการณ์ก็คือ เรื่องของร่างกายและวิทยาศาสตร์ กำลังเดินหน้าไปไม่ทันกัน ร่างกายเป็นอะไรที่เปลี่ยนแปลงได้ — ทุกคนอาจมีความพิการได้ไม่ตอนใดก็ตอนหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น ลองคิดถึง นักวิทยาศาสตร์ที่อยู่ ณ จุดสูงสุดของหน้าที่การงาน จะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา ถ้าพวกเขาเกิดพิการ พวกเขาจะรู้สึกว่าสื่อสารกับคนอื่นไม่ได้ อย่างที่ฉันเคยเป็นหรือเปล่า การเข้าถึงข้อมูลให้อำนาจกับเราในการเติมเต็ม มันทำให้เรามีโอกาสที่เท่าเทียม ในการแสดงพรสวรรค์ของเรา และเลือกว่าเราอยากจะเป็นอะไร ขึ้นอยู่กับความสนใจ และไม่ได้ขึ้นอยู่กับอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้น เมื่อเราให้โอกาสกับคนเพื่อที่พวกเขา จะประสบความสำเร็จโดยไม่มีข้อจำกัด นั่นจะนำมาซึ่งการเติมเต็มให้กับบุคคล และชีวิตที่เจริญรุ่งเรือง และฉันคิดว่า การใช้เสียง ในวงการดาราศาสตร์ จะช่วยเราให้ไปถึงสิ่งนั้น และให้เราได้มีส่วนร่วมกับวิทยาศาสตร์

ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ บอกฉันว่า การศึกษาเกี่ยวกับเทคนิคความเข้าใจ เพื่อที่จะศึกษาข้อมูลดาราศาสตร์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับวิชาดาราศาสตร์ เพราะว่าไม่มีนักดาราศาสตร์ตาบอดในวงการ ชาวแอฟริกันใต้กล่าวว่า "เราต้องการ คนที่มีความพิการ ให้มีส่วนร่วมกับศาสตร์นี้" ตอนนี้ ฉันกำลังทำงาน ที่หอสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์แอฟริกาใต้ ที่หน่วยดาราศาสตร์เพื่อการพัฒนา ที่นั่น เราทำงานศึกษาเทคนิคการสั่นของเสียง และวิธีการวิเคราะห์ เพื่อสร้างความตระหนักให้กับนักเรียน ที่ โรงเรียนแอทโลน เพื่อคนตาบอด นักเรียนเหล่านี้ จะได้เรียนดาราศาสตร์วิทยุ และพวกเขาจะได้เรียนวิธีการสั่นของเสียง เพื่อที่จะศึกษาปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ อย่างเช่นการปลดปล่อยพลังงาน จากดวงอาทิตย์ ที่รู้จักกันว่า การปลดปล่อยมวลจากดวงอาทิตย์ สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเด็กนักเรียนเหล่านี้ — นักเรียนเหล่านี้มีความพิการหลากหลาย และต้องหาวิธีการต่าง ๆ ที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่น ๆ — สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากนักเรียนเหล่านี้ จะมีผลกระทบโดยตรง ในการทำสิ่งต่าง ๆ ในระดับมืออาชีพ ฉันเรียกมันอย่างถ่อมตนว่าการพัฒนา และมันกำลังเกิดขึ้นในตอนนี้

ฉันคิดว่าวิทยาศาสตร์มีไว้สำหรับทุกคน มันเป็นของคนทั่วไป และมันต้องเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ เพราะว่าเราทุกคนล้วนเป็นผู้สำรวจตามธรรมชาติ ฉันคิดว่า ถ้าเราจำกัดคนที่มีความพิการ จากการมีส่วนร่วมในวิทยาศาสตร์ มันจะเป็นการตัดสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์ และสังคมของเรา ฉันฝันถึงระดับหนึ่ง ของสนามแข่งขันในวงการวิทยาศาสตร์ ที่คนจะส่งเสริมความเคารพ และเคารพซึ่งกันและกัน ที่ซึ่งทุกคนแลกเปลี่ยนวิธีการ และการค้นพบด้วยกัน ถ้าหากคนที่มีความพิการ ได้รับการยอมรับในวงการวิทยาศาสตร์ การระเบิด การปะทุความรู้อันยิ่งใหญ่ ก็จะเกิดขึ้น ฉันมั่นใจค่ะ

(เสียงบี๊บดิจิตัล)

นี่คือเสียงแห่งการระเบิดอันยิ่งใหญ่

ขอบคุณค่ะ

ขอบคุณค่ะ

(เสียงปรบมือ)