964,921 views • 13:19

คุณครับ ผมลองคิดทบทวนดูแล้ว จริงๆนะ ว่าผมควรจะพูดถึงเรื่องนี้ หรือสามารถจะพูดเรื่องนี้ กับผู้ชมที่ยังมีชีวิตและเคลื่อนไหวอยู่ อย่างพวกคุณหรือเปล่า แล้วผมก็นึกขึ้นมาได้ถึงคำพูดของ กลอเรีย สไตเนม ที่ว่า "ความจริงจะให้อิสรภาพกับคุณ แต่มันจะต้องทำให้คุณอารมณ์เสียซะก่อน" (เสียงหัวเราะ) เพราะงั้น (เสียงหัวเราะ)

ด้วยประโยคนั้นในใจ ผมกำลังจะลงมือ ลองทำแบบนั้นที่นี่ คือลองพูดเกี่ยวกับความตายในศตวรรษที่ 21 นี้ ทีนี้สิ่งแรกที่จะต้องทำให้คุณอารมณ์เสียแหงๆ ก็คือความจริงที่ว่า พวกเราทุกคนต้องตาย ในศตวรรษที่ 21 นี้ ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับเรื่องนั้น เห็นได้ชัดว่า มีหนึ่งในแปดของพวกคุณ ที่คิดว่าตัวเองเป็นอมตะ มันเป็นจากผลการสำรวจ แต่... (เสียงหัวเราะ) โชคร้ายที่มันคงจะไม่เกิดขึ้น

ในขณะที่ผมกำลังพูดเรื่องนี้อยู่ ในอีก 10 นาทีข้างหน้า เซลส์จำนวนร้อยล้านเซลส์ในตัวผมจะตาย และเมื่อถึงสิ้นวัน เซลส์สมอง 2,000 เซลส์ของผม จะตาย และไม่มีทางฟื้นคืนกลับ ดังนั้นคุณสามารถพูดได้ว่า กระบวนการเสียชีวิต เริ่มต้นขึ้นแต่เนิ่นๆ เป็นส่วนๆไป

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่สองที่ผมต้องการจะพูดเกี่ยวกับความตาย ในศตวรรษที่ 21 นอกจากเรื่องที่ว่ามันต้องเกิดกับทุกคน ก็คือ มันทำให้เราต้องเผชิญกับภาวะคล้ายรถไฟเบรคแตก สำหรับพวกเราส่วนใหญ่ ถ้าเราไม่ทำอะไรบางอย่างที่จะฟื้นฟูกระบวนการนี้ จากวิถีที่ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงซึ่งดำรงอยู่

เพราะงั้นนี่ไง นี่คือความจริง ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันต้องทำให้คุณหัวเสียแน่ๆ ทีนี้ลองมาดูกันว่า เราจะสามารถช่วยให้คุณพ้นภาวะนี้ไปได้หรือไม่ ผมไม่ให้สัญญาอะไรนะครับ ทีนี้ ตามที่คุณรู้มา ผมทำงานในห้อง ICU และผมคิดว่าผมได้อยู่ในยุครุ่งเรือง ของ ICU เลยล่ะ มันเป็นประสบการณ์ที่เหลือเชื่อครับ มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์ เรามีเครื่องจักรที่ส่งเสียงดัง ปิ๊บ มีอยู่เยอะด้วยที่นั่น และเรามีเทคโนโลยีวิเศษ ที่ผมคิดว่า มันทำงานได้ดีมาก ในช่วงเวลาดังกล่าว ผมทำงานใน ICU ซึ่งอัตราการเสียชีวิต สำหรับเพศชายในออสเตรเลีย ลดลงครึ่งหนึ่ง และการดูแลใกล้ชิดของหน่วย (ICU) เกี่ยวข้องกับอัตราที่ลดลงนั้น แน่นอนว่า เทคโนโลยีจำนวนมากที่เราใช้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับตัวเลขที่ลดลงนั้น

ดังนั้นเราจึงประสบความสำเร็จอย่างสูง เราถึงกับ ถูกตรึงไว้กับความสำเร็จของเราเองชั่วระยะเวลาหนึ่ง และเราเริ่มใช้ว่า "ช่วยชีวิต" ผมขอโทษจากใจ กับทุกท่านที่ทำไปอย่างนั้น เพราะเห็นได้ชัดว่า เราทำไม่ได้ สิ่งที่เราทำก็คือ การยืดชีวิตของคนออกไป และทำให้ความตายเกิดขึ้นช้าลง และเปลี่ยนทิศทางของความตาย แต่เราคงไม่สามารถกล่าวได้เต็มปากว่า เราได้ช่วยชีวิต ในความหมายที่แปลว่า มันจะยังคงอยู่อย่างนี้ได้ตลอดไป

และสิ่งที่เกิดขึ้น ในช่วงเวลานั้น ช่วงที่ผมได้ทำงานอยู่ที่ห้อง ICU ก็คือ บรรดาคนที่เราเคยช่วยชีวิตไว้ได้ ในช่วงทศวรรษที่ 70 80 และ 90 ก็ทยอยเสียชีวิตลง ในศตวรรษที่ 21 จากโรคที่เราไม่มีทางรักษา ไม่ใช่ด้วยวิธีที่เราเคยทำมาก่อนหน้านี้

ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ ก็คือมีการยกระดับครั้งใหญ่ ในวิถีการเสียชีวิตของคน และส่วนใหญ่แล้ว สิ่งที่ทำให้เราเสียชีวิตตอนนี้ ก็ไม่เหมือนสิ่งที่เคยยอมสยบให้เรา กับสิ่งที่เราสามารถทำได้ เหมือนกับที่เคยเป็นมา เมื่อตอนที่ผมทำงานนี้ตอนช่วงทศวรรษที่ 80 และ 90

ดังนั้นเราคงต้องพยายามตามให้ทัน และเรายังไม่ไปถึงไหน กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกคุณ ในตอนนี้ และเป็นเวลาที่เราต้องทำอะไรแล้ว ผมรู้สึกตื่นตัวกับเรื่องนี้ในช่วงปลายทศวรรษที่ 90 เมื่อผมได้พบคนผู้นี้ คนคนนี้ชื่อ จิม, จิม สมิธ เขามีลักษณะประมาณนี้ ผมถูกเรียกไปที่แผนกเพื่อดูเขา มือของเขาเป็นมือเล็กๆ ผมถูกเรียกไปที่แผนกเพื่อดูเขา โดยแพทย์ทางเดินหายใจ เขาบอกว่า "ดูสิ มีคนที่อยู่ที่นี่ เขาเป็นโรคปอดบวม และดูเหมือนว่า เขาจะต้องการความช่วยเหลือด่วน ลูกสาวของเขาอยู่ที่นั่น เธอต้องการให้ทำอะไรก็ได้ เพื่อช่วยชีวิตเขาให้ได้" ซึ่งเป็นประโยคที่คุ้นเคยสำหรับเรา ดังนั้นผมจึงลงไปที่แผนกแล้วดูจิม ผิวของเขาโปร่งบางอย่างที่เห็น คุณจะมองเห็นกระดูกของเขาผ่านผิวได้เลย เขาผอม ผอมมากๆ และที่จริง เขาอาการหนักมาก จากโรคปอดบวม เขาป่วยเกินกว่าจะพูดกับผม ดังนั้นผมจึงพูดกับลูกสาวของเขา เคทลีน บอกเธอว่า "คุณและจิมเคยคุยกันบ้างมั้ย ว่าเขาต้องการให้ทำอะไร ถ้าเขาต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้" เธอมองผม แล้วบอกว่า "ไม่ ไม่แม้แต่จะคิด" ผมคิดในใจว่า "โอเค ใจเย็นนะเรา" แล้วผมก็คุยกับเธอ หลังจากนั้นพักหนึ่ง เธอบอกกับผมว่า "คุณรู้มั้ย เรามักจะคิดว่า คงจะยังพอมีเวลา"

จิมอายุ 94 (เสียงหัวเราะ) ผมรู้สึกตระหนักว่า บางอย่างไม่ได้เกิดขึ้นที่นี่ ไม่มีการสนทนาในเรื่อง ที่ผมคิดว่าควรจะเกิดขึ้น ดังนั้นกลุ่มของเราได้เริ่มทำการสำรวจ โดยเราเริ่มจากบ้านคนชรา 4,500 แห่ง คนที่อาศัยอยู่ในนิวคาสเซิล ในบริเวณนิวคาสเซิล และค้นพบว่ามีเพียงหนึ่งในร้อยของพวกเขา ที่มีการวางแผนไว้ว่าจะทำอะไร เมื่อหัวใจของพวกเขาหยุดเต้น หนึ่งในร้อย และมีเพียงหนึ่งใน 500 คนเท่านั้น ที่วางแผนรับมือไว้ ถ้าหากว่าพวกเขาป่วยหนัก แน่นอน ผมตระหนักว่า การสนทนาเรื่องนี้ จะไม่มีทางได้เกิดขึ้นในวงกว้าง

ตอนนี้ ผมทำงานในหน่วยดูแลโรคปัจจุบัน นี่คือโรงพยาบาล จอห์น ฮันเตอร์ และผมคิดว่า แหงล่ะ เราทำได้ดีกว่านี้ ดังนั้น เพื่อนร่วมงานของผมจากหน่วยพยาบาล ชื่อ ลิซ่า ชอว์ และ ผมเอง อ่านบันทึกหลายร้อย หลายพันชุด ในแผนกเก็บบันทึกทางการแพทย์ เพื่อค้นหาสัญญาณใดๆก็ตาม ว่ามีใครซักคนมั้ย ที่มีบทสนทนาเกี่ยวกับ สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพวกเขา ถ้าการรักษาที่เขาได้รับ ไม่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งพวกเขาเสียชีวิต และเราไม่ได้พบการบันทึกใดเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ที่เชื่อมโยง ไปยังเป้าหมาย การรักษา หรือ ผลการรักษา จาก ชุดบันทึก ที่คุณหมอ หรือ คนไข้เอง ได้บันทึกไว้

เราจึงเริ่มตระหนักว่า เรามีปัญหาเสียแล้ว และปัญหานี้ใหญ่หลวงนัก เป็นเพราะเรื่องนี้

สิ่งที่เรารู้คือ เรากำลังจะเสียชีวิต แต่เราจะตายยังไง เป็นเรื่องที่สำคัญมากจริงๆ เพราะมันไม่ใช่แค่ตัวเรา แต่ยังเป็นผลที่จะกระทบ กับชีวิตของคนอื่นๆ ที่จะต้องดำเนินต่อไป ความตายของเรา ดำรงอยู่ในจิตใจของทุกคน ที่ช่วยชีวิตเรา และ ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในครอบครัว จากการเสียชีวิตนั้นเหลือล้น ความจริงแล้ว คุณจะเครียดจากการเสียชีวิตใน ICU มากกว่าการเสียชีวิตในที่อื่นๆ ถึง 7 เท่า ดังนั้น การเสียชีวิตในห้อง ICU ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก ถ้าหากว่าคุณมีทางเลือก

และแน่นอน ถ้านี่ยังไม่แย่พอ ทั้งหมดนี้กำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ไปสู่ความจริงที่ว่า พวกคุณหลายๆคน ให้ชัดก็คือ ราว 1 ใน 10 ของพวกคุณในนี้ จะต้องเสียชีวิตในห้อง ICU ในสหรัฐอเมริกา อัตราส่วนคือ 1 ใน 5 ในไมอามี่ 3 ใน 5 คน เสียชีวิตในห้อง ICU นึ่คือความเคลื่อนไหวชนิดหนึ่ง ที่เรากำลังเผชิญในตอนนี้

เหตุผลว่าทำไมสิ่งเหล่านี้จึงเกิดขึ้น เป็นเพราะสิ่งนี้ และเป็นสิ่งที่ผมต้องบอกกับพวกคุณ มีวิธีการเสียชีวิตทั้งหมด 4 แบบ แบบใดแบบหนึ่งจะเกิดขึ้นกับเราทุกคน วิธีหนึ่งที่คุณรู้จักมากที่สุด คือวิธีที่ กำลังจะกลายเป็นเกร็ดน่าสนใจทางประวัติศาสตร์ มากขึ้นเรื่อยๆ การเสียชีวิตอย่างเฉียบพลัน ในกลุ่มผู้ชมขนาดประมาณนี้ มันคงจะไม่เกิดขึ้นกับใครสักคนที่นี่แน่ การเสียชีวิตเฉียบพลัน กลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก ความตายของลิตเติล เนลล์ (ตัวละครของชาร์ลส์ ดิกคินส์) และ คอร์เดเลีย (ตัวละครของเชกสเปียร์) และอะไรเทือกนั้น คงจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว กระบวนการเสียชีวิตของผู้ที่ป่วยหนัก ซึ่งเราเพิ่งจะได้เห็นว่า เกิดขึ้นกับคนที่อายุน้อยลง เมื่อพวกคุณอายุ 80 นี่คือสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับพวกคุณ มีเพียงแค่ 1 ใน 10 คน ของกลุ่มที่อายุมากกว่า 80 เสียชีวิตเพราะมะเร็ง

วิธีการที่เติบโตอย่างมาก คือเจ้านี่ (มะเร็ง) สาเหตุที่ทำให้คุณเสียชีวิตคือ อัตราการเพิ่มขึ้น ของสภาพอวัยวะล้มเหลว ที่กระทบกับระบบการหายใจ หัวใจ และไตของคุณ อวัยวะส่วนใดก็ตามที่หยุดทำงาน หนึ่งในอวัยวะที่ผมพูดถึงไป จะถูกรับเข้ามารักษาตัว ที่โรงพยาบาล ในส่วนการรักษาโรคปัจจุบัน และในที่สุด หรือ ระหว่างการรักษา ใครบางคนก็จะบอกว่า พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว จากนั้นเราก็หยุด

และนี่คือสาเหตุที่ใหญ่ที่สุด ในบรรดาสาเหตุการเสียชีวิตทั้งหลาย และอย่างน้อยผู้ชม 6 ใน 10 ท่านในห้องนี้ จะต้องเสียชีวิตในรูปแบบนี้ ซึ่งก็คือ การเสื่อมสมรรถภาพทางความสามารถ ร่างกายของเราอ่อนแอลง และการอ่อนแอ เป็นเรื่องที่หนีไม่พ้นของความแก่ ที่จริง ความอ่อนแอที่มีมากขึ้น เป็นสาเหตุหลัก ที่คนเราเสียชีวิตในปัจจุบัน และในช่วงปีท้ายๆ หรือ ปีสุดท้ายของชีวิตคุณ จะถูกใช้ไปกับการทุพพลภาพ มันไม่ใช่เรื่องดีเลย

ยังยิ้มได้กันอยู่มั้ยครับ (เสียงหัวเราะ) (เสียงหัวเราะ) โทษทีครับ ผมรู้สึกเหมือน เหมือนกับว่ามี คัสแซนดรา (ตัวละครเทพนิยายกรีก มีความสามารถในการทำนาย) มาอยู่ตรงนี้ (เสียงหัวเราะ)

แล้วผมจะพูดอะไรในแง่ดีได้บ้าง ในแง่ดีก็คือ ในปัจจุบัน มันจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เราแก่มากๆ พวกเราแทบทุกคน จะมีชีวิตอยู่ไปจนถึงจุดนี้ ทราบมั้ยครับ ตามประวัติศาสตร์แล้ว เราไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับคุณ เมื่อคุณมีชีวิตอยู่ไปจนแก่มากๆ ช่างน่าอนิจจาที่ การมีชีวิตยืนยาวขึ้น หมายถึง มีชีวิตช่วงที่แก่มากขึ้น ไม่ใช่ช่วงเรายังฟิตปั๋ง เสียใจนะครับ ที่ต้องพูดแบบนั้น (เสียงหัวเราะ) สิ่งที่เราลงมือทำ อะไรก็ตามที่เราได้ทำ เราไม่ได้ปล่อยวางมันไว้เฉยๆ ทั้งที่โรงพยาบาลจอห์น ฮันเตอร์ และ ที่อื่นๆ เราริเริ่มทำชุดโครงการใหม่ทั้งหมด เพื่อจะทดลองและค้นหา ว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง กับผู้คนมากขึ้น ในเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขา แต่แน่นอน เราก็ตระหนักว่า เรากำลังเข้าไปยุ่งเกี่ยว กับประเด็นทางวัฒนธรรม และนี่คือ ผมชอบภาพนี้ของคลิมท์ (Gustav Klimt) มาก เพราะยิ่งคุณดูมันมากขึ้นเท่าไร คุณก็จะยิ่งเข้าใจ ถึงประเด็นปัญหาทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้นมากขึ้นเท่านั้น ที่เป็นการแบ่งแยกระหว่าง ความเป็น กับ ความตาย ออกจากกันอย่างชัดเจน และ ความหวาดกลัว — เหมือนกับที่คุณได้เห็นในภาพ มีผู้หญิงคนหนึ่งตรงนั้น ที่นัยน์ตาเบิกโพลง เธอเป็นคนที่ถูกเขาจ้อง และเป็นผู้ที่เขามาเยือน มองเห็นมั้ยครับ เธอดูหวาดกลัวมาก มันเป็นภาพที่มหัศจรรย์ภาพหนึ่ง

ยังไงก็ตาม เรามีประเด็นทางวัฒนธรรมใหญ่ๆเกิดขึ้น เห็นได้ชัดว่า ผู้คนไม่ต้องการให้เราพูดถึงความตาย หรือไม่ เราก็คิดเช่นนั้น ดังนั้น ด้วยเงินทุนสนับสนุนจำนวนมากจากรัฐบาลกลาง และบริการทางสุขภาพท้องถิ่น เราได้ริเริ่มสิ่งหนึ่ง ที่จอห์น ฮันเตอร์ เรียกว่า Respecting Patient Choices (การเคารพสิทธิของผู้ป่วย) เราฝึกคนเป็นร้อยๆ ให้ไปที่แผนกดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน แล้วคุยกับคนที่นั่น เพื่อบอกความจริงที่ว่าพวกเขาจะต้องเสียชีวิต และสอบถามว่าพวกเขาต้องการจะให้ทำสิ่งใด เมื่อสถานการณ์นั้นเกิดขึ้น พวกเขาชอบมัน ครอบครัวและผู้ป่วย พวกเขาชอบมัน คน 98 เปอร์เซ็นต์คิดว่า นี่ควรจะเป็นแนวทางการปฏิบัติทั่วไป และนี่เป็นสิ่งที่ควรทำ และเมื่อพวกเขา บอกความปรารถนาออกมา ความปรารถนาทั้งหมด ก็ถูกทำให้เป็นจริง แบบที่ควรจะเป็น เราทำให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นได้ เพื่อพวกเขา แต่ เมื่อเงินทุนหมดลง เราย้อนกลับไป หกเดือนต่อมา ทุกคนต้องหยุดชะงักอีกครั้ง และไม่มีใครพูดถึงเรื่องเหล่านี้อีกต่อไป นั่นเป็นเรื่องที่ทำให้เราหัวใจสลาย เพราะเราคิดว่ามันกำลังจะไปได้ดีแล้วเชียว ประเด็นทางวัฒนธรรม ได้กลับมาอีกครั้ง

นี่คือการเสนอทางออก ผมคิดว่า มันเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะไม่เพียงแค่เข้ามาในเส้นทาง ไปสู่ ICU โดยไม่คิดให้ดีเสียก่อน ว่ามันจะเป็น ที่ที่เราทั้งหลายจะจบชีวิตลงหรือไม่ โดยเฉพาะ เมื่อเราแก่ตัวลง และอ่อนแอมากขึ้นเรื่อยๆ และ ICU มีวิธีน้อยลง น้อยลง น้อยลง ที่จะช่วยเหลือเรา มันคงต้องมีทางแยกคู่ขนาน ออกจากเส้นทางหลัก สำหรับคนที่ไม่ต้องการเดินทางไปตามเส้นทางปรกติ และผมมีแนวคิดเล็กๆ แนวคิดหนึ่ง และแนวคิดใหญ่แนวคิดหนึ่ง เกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้

และนี่คือแนวคิดเล็กๆที่ว่า แนวคิดเล็กก็คือ ให้พวกเราทุกคน ร่วมมือกันมากขึ้น ในวิถีทางซึ่งเจสันได้วาดไว้ ทำไมเราไม่ทำการสนทนาเช่นเดียวกันนี้ กับคนชราในครอบครัวของเรา และคนอื่นๆที่กำลังจะเข้าสู่สถานการณ์นี้บ้างล่ะ มีหลายวิธีที่พวกคุณทำได้ หนึ่งในนั้นคือ คุณสามารถ ถามคำถามง่ายๆ คำถามที่ไม่มีวันผิดพลาด "ถ้าเกิดว่าคุณเกิดป่วยมากจนไม่สามารถพูดได้ คุณอยากจะให้ใครพูดแทนคุณ" มันเป็นคำถามที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่จะถามผู้คน เพราะมันจะให้อำนาจคนอื่น ในการควบคุม ซึ่งจะ ส่งผลอันน่าอัศจรรย์ อย่างที่สองที่คุณจะพูดได้ก็คือ "คุณได้พูดคุยกับคนคนนั้น เกี่ยวกับสิ่งที่สำคัญกับคุณ เพื่อที่จะทำให้เราเห็นภาพมากขึ้นว่า เราจะทำอะไรให้คุณได้อย่างไร บ้างหรือยัง นั่นคือแนวคิดเล็กๆน้อยๆ

แนวคิดใหญ่ก็คือ ผมคิดว่า มันเป็นเรื่องทางการเมือง ผมคิดว่าเราต้องเริ่มพูดคุยเรื่องนี้อีก ผมเสนอว่า เราควรจะปฏิวัติความตาย (เสียงหัวเราะ) ภรรยาของผมเย้าว่า "ใช่เลย ประท้วงมันในห้องดับจิตนี่แหละ" ถูกต้อง ถูกต้องเลย" (เสียงหัวเราะ) เรื่องนั้นไม่ได้เกิดขึ้น เพราะผมมัวแต่ติดอยู่กับเรื่องนี้ ตอนนี้ ผมเป็นฮิปปี้ที่แก่แล้ว ไม่รู้สิครับ ผมไม่คิดว่าผมจะเป็นอะไรอย่างนั้นอีกแล้ว แต่ ผมมีลูกสองคน ที่เกิดที่บ้านในช่วงยุค 80 เมื่อตอนที่การคลอดที่บ้านเป็นเรื่องที่นิยม เราชาวยุคที่ให้กำเนิดประชากรจำนวนมาก (Baby Boomers) เคยพูดคุยกันเกี่ยวกับ การควบคุมสถานการณ์นั้น ถ้าคุณเพียงแทนที่คำว่าเกิดทั้งหมด เช่น "สันติภาพ ความรัก การเสียชีวิตตามธรรมชาติ" เป็นทางเลือก ผมคิดว่าเราต้องเล่นการเมือง และเริ่มที่จะฟื้นฟูกระบวนการนี้จาก แบบจำลองทางการแพทย์ ซึ่งมันกำลังดำเนินอยู่

ตอนนี้ ลองฟังนะครับ มันดูเหมือนกับการเสนอเรื่อง การฆ่าให้พ้นความทรมาน (การุณยฆาต) ผมต้องการที่จะบอกอย่างชัดเจน กับทุกท่านว่า ผมเกลียดการจบชีวิตเพื่อหนีความทรมาน ผมคิดว่ามันคือการแสดงคั่นเวลา ผมไม่คิดว่ามันจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ที่จริงผมคิดว่า ในสถานที่เช่น รัฐโอเรกอน ที่ซึ่งคุณสามารถทำอัตวินิบาตกรรม โดยความช่วยเหลือของแพทย์ได้ โดยการใช้ยาพิษ มีคนเพียงครึ่งเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่เคยทำเช่นนั้น ผมให้ความสนใจกับ สิ่งที่เกิดขึ้น กับคน 99.5 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ ผู้ซึ่งไม่ต้องการจะทำเช่นนั้นมากกว่า ผมคิดว่า คนส่วนใหญ่ไม่มีใครอยากเสียชีวิต แต่ผมก็คิดว่าคนส่วนใหญ่ ต้องการที่จะควบคุม วิธีการเสียชีวิตของพวกเขาได้บ้าง ดังนั้นผมจึงเป็นศัตรูของการทำการุณยฆาต แต่ผมก็คิดว่าเราควรต้องมอบ การควบคุมอะไรบางอย่างกลับคืนไปให้ผู้คนบ้าง มันจะยึดเหตุผลที่ต้องทำให้มีการการุณยฆาตคืนมา ผมคิดว่า เราควรจะต้องหาวิธีการหยุดยั้ง ความต้องการในการทำการุณยฆาต ไม่ใช่การทำให้มันผิดกฏหมายหรือถูก หรือวิตกกังวลเกี่ยวกับมันเลย

นึ่คือคำกล่าวของ เดม ซิเซลี เซาน์เดอร์ส (Dame Cicely Saunders) ผู้ซึ่งผมได้พบเมื่อผมเป็นนักเรียนแพทย์ เธอก่อตั้งองค์กรเพื่อดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย และเธอได้กล่าวไว้ว่า "คุณสำคัญ เพราะเป็นตัวคุณ และ คุณจะสำคัญไปตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต" และผมเชื่อมั่นว่า นั่นคือข้อความที่เราต้องส่งต่อไป ขอบคุณครับ (เสียงปรบมือ)