นาดีน เบิร์ก แฮร์ริส (Nadine Burke Harris)
4,766,882 views • 15:59

ช่วงยุค 1990 ศูนย์ควบคุมป้องกันโรค (CDC) และองค์กรไกเซอร์ เพอมาเนนตะ ได้ค้นพบปัจจัยเสี่ยง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงอย่างเร็วมาก ต่อการเกิดโรค 7 ใน 10 โรค ที่เป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในสหรัฐฯ ถ้าได้รับปัจจัยเสี่ยงนี้มาก ก็จะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของสมอง ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบฮอร์โมน แม้กระทั่งการอ่าน และแปลรหัสดีเอ็นเอของเรา คนที่ได้รับปัจจัยเสี่ยงนี้ในระดับสูงมาก จะมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและมะเร็งปอด มากกว่าปกติสามเท่า และอายุขัยต่างจากผู้ไม่มีปัจจัยเสี่ยง 20 ปี แต่แพทย์ในปัจจุบันก็ไม่ได้รับการฝึก ให้คัดกรองและรักษาปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว ปัจจัยเสี่ยงที่ฉันพูดถึงนั้น ไม่ใช่ยาฆ่าแมลง หรือสารเคมีบรรจุภัณฑ์ มันคือ เหตุสะเทือนขวัญในวัยเด็ก

ทีนี้ ดิฉับพูดถึงเหตุสะเทือนขวัญแบบไหนอยู่ ฉันไม่ได้กำลังพูดถึง การสอบตก หรือ แพ้การแข่งขันบาสเก็ตบอล กำลังพูดถึง การคุกคามที่รุนแรง หรือไม่ก็แผ่กระจายไปมาก จนมีผลถึงร่างกาย และเปลี่ยนแปลงสรีรวิทยาของเรา อย่างเช่น การถูกทารุณกรรม การถูกทอดทิ้ง หรือ โตขึ้นมากับพ่อหรือแม่ ที่มีปัญหาอาการป่วยทางจิต หรือติดสารเสพติด

เมื่อก่อน ฉันมองสิ่งเหล่านี้ ในแบบที่ถูกฝึกมา ว่าเป็นปัญหาด้านสังคม — ให้ส่งต่อฝ่ายบริการสังคม — หรือไม่ก็มองเป็นปัญหาสุขภาพจิต — ให้ส่งต่อหน่วยบริการสุขภาพจิต แล้วบางอย่างก็เกิดขึ้น ทำให้ฉันกลับมาคิดทบทวน วิธีปฏิบัติงานทั้งหมดของฉัน เมื่อฉันจบการอบรมแพทย์ประจำบ้าน ฉันต้องการไปทำงานในที่ ที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นที่ต้องการจริงๆ สถานที่ที่ฉันทำให้เกิดความแตกต่างขึ้นได้ ฉันจึงมาทำงานที่ศูนย์การแพทย์แปซิฟิค แคลิฟอร์เนีย เป็นโรงพยาบาลเอกชน ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง ในรัฐแคลิฟอร์เนียตอนเหนือ และร่วมกันเปิดคลินิค แถวเบย์วิว ฮันเตอร์ พ๊อยท์ หนึ่งในย่านที่ยากจนที่สุดและขาดแคลน บริการที่สุด ในเมืองซานฟรานซิสโก ทีนี้ ก่อนหน้านั้น ทั้งเบย์วิวมีกุมารแพทย์แค่เพียงคนเดียว ดูแลรักษาเด็กกว่า 10,000 คน เราก็เริ่มเปิดร้านหมอ และสามารถให้การดูแลรักษาที่มีคุณภาพสูงได้ ไม่ว่าผู้ป่วยจะมีเงินจ่ายหรือไม่ มันเยี่ยมมากค่ะ เราตั้งเป้าไปที่ความไม่เท่าเทียมกัน ด้านสุขภาพทั่วๆ ไป ได้แก่ การเข้าถึงการรักษา อัตราการฉีดวัคซีน การรับรักษาโรคหอบหืด และเราก็ได้จำนวนเข้าเป้าทั้งหมด เรารู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองอย่างมาก

แต่แล้ว ฉันก็เริ่มสังเกตเห็นแนวโน้ม ที่ทำให้ไม่สบายใจ เด็กจำนวนมากถูกนำมาที่นี่ด้วยโรค ADHD หรือโรคสมาธิสั้น แต่เมื่อฉันได้ตรวจดูประวัติและร่างกาย อย่างตลอดถ้วนทั่ว สิ่งที่พบ คือ คนไข้ส่วนมากของฉัน ไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่า เป็นโรค ADHD เด็กๆ ส่วนใหญ่ที่ฉันตรวจ เคยประสบเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่รุนแรงมาก จนรู้สึกเหมือนว่ามีอย่างอื่นแฝงอยู่ เหมือนกับว่าฉันพลาดสิ่งสำคัญบางอย่างไป

ค่ะ ก่อนที่จะมาเป็นแพทย์ประจำบ้าน ฉันได้ทำปริญญาโท ด้านสาธารณสุข และสิ่งหนึ่งที่เขาสอน ในคณะสาธารณสุข ก็คือ ถ้าคุณเป็นแพทย์ และคุณตรวจเด็ก 100 คน ที่ทุกคนดื่มนํ้าจากบ่อเดียวกัน แล้วเด็ก 98 ในนั้น เป็นโรคท้องร่วง คุณต้องเลือกเอาว่าจะเขียน ใบสั่งยาปฏิชีวนะ ชุดแล้วชุดเล่า หรือไม่คุณก็เดินไปดู และบอกว่า "อะไรอยู่ในบ่อกันล่ะเนี่ย?" ฉันจึงเริ่มอ่านทุกอย่าง ที่จะหยิบฉวยได้ เกี่ยวกับการที่เด็กจะรับพิษภัยเข้าไป ที่จะมีผลกระทบ ต่อพัฒนาการทางสมอง และร่างกายของเด็ก

แล้ววันหนึ่ง เพื่อนร่วมงานก็เดินเข้ามา ในที่ทำงาน บอกว่า "หมอเบริก คุณเห็นนี่หรือยัง?" ในมือเขา มีหนังสือรายงานการวิจัย ชื่อว่า "การศึกษาประสบการณ์ ในวัยเด็กที่เป็นพิษภัย" วันนั้น ได้เปลี่ยนวิธีปฏิบัติงานการแพทย์ และในที่สุด ก็เปลี่ยนงานอาชึพของฉัน

"การศึกษาประสบการณ์ในวัยเด็กที่เป็นพิษภัย" เป็นสิ่งที่ทุกคนจำเป็นต้องรู้จัก เขียนโดย ดร. วินซ์ เฟลิตติ จากไกเซอร์ และ ดร. บ๊อบ แอนดา จาก CDC และด้วยกัน เขาถามพวกผู้ใหญ่ 17,500 คน เกี่ยวกับประวัติของการรับพิษ ที่พวกเขาเรียกว่า "ประสบการณ์ในวัยเด็ก ที่เป็นพิษภัย" หรือ เอซ (ACE) เรื่องเหล่านั้นรวมถึง การข่มเหงทางร่างกาย ทางอารมณ์ และทางเพศ การถูกทอดทิ้งทางร่างกาย หรือทางอารมณ์ การป่วยทางจิต การติดสารเสพติด การต้องขัง ของพ่อแม่ การแยกทางหรือหย่าร้างกัน ของพ่อแม่ หรือความรุนแรงในครอบครัว ทุกๆ คำตอบที่บอกว่า ใช่ ได้คะแนนไป หนึ่ง คะแนนเอซ แล้วสิ่งที่พวกเขาทำนั้น ก็คือ เอาคะแนนเหล่านี้มาทำสหสัมพันธ์ กับผลที่ได้เกี่ยวกับสุขภาพ สิ่งที่พวกเขาพบนั้น น่าประหลาดใจ มีอยู่สองอย่าง อย่างแรก คะแนนเอซนั้น เป็นเรื่องปกติธรรมดา อย่างไม่น่าเชื่อ 67% ของประชากร มีอย่างน้อยที่สุด หนึ่งคะแนนเอซ และ 12.6% หรือ หนึ่งในแปดมีคะแนนเอซ สี่หรือมากกว่า อย่างที่สอง ที่พวกเขาพบ ก็คือ มีความสัมพันธ์ของการตอบสนองกับ บริมาณพิษที่ได้รับ ระหว่างคะแนนเอซ และผลลัพธ์ต่อสุขภาพ คะแนนเอซยิ่งสูงเท่าไหร่ ผลลัพธ์ต่อสุขภาพก็ยิ่งแย่ลงเท่านั้น สำหรับคนที่มีคะแนนเอซ สี่หรือมากกว่านั้น จะมีความเสี่ยงต่อโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ถึงสองเท่าครึ่ง เมื่อเทียบกับผู้ที่คะแนนเอซเป็นศูนย์ สำหรับโรคตับอักเสบ ความเสี่ยงก็เป็นสองเท่าครึ่งด้วยเหมือนกัน สำหรับโรคความซึมเศร้า เป็นสี่เท่าครึ่ง พฤติกรรมเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายสิบสองเท่า คนที่มีคะแนนเอซเป็นเจ็ดหรือมากกว่านั้น มีความเสี่ยงสามเท่าที่จะเป็นมะเร็งปอด และความเสี่ยงสามเท่าครึ่ง ที่จะเป็นโรคภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือฆาตกรหมายเลขหนึ่ง ในสหรัฐอเมริกา

ค่ะ แน่นอนคะ เรื่องนี้มีเหตุมีผล บางคนดูข้อมูลนี้ แล้วก็พูดว่า "เถอะน่า คุณมีชีวิตเยาว์วัยที่แย่ คุณก็น่าจะดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ และทำสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ที่จะทำลายสุขภาพของคุณเอง นี่ไม่ได้เป็นวิทยาศาสตร์หรอก มันเป็นเพียงแค่พฤติกรรมที่ไม่ดีเท่านั้น

แต่กลับเป็นว่า เรื่องนี้มันตรงกันเปี๊ยบ ที่วิทยาศาสตร์จะเข้ามา ขณะนี้ เราเข้าใจดีกว่า ที่เคยเข้าใจมาก่อน ว่าพิษภัยที่ได้รับมา ตอนยังเยาว์วัยนั้น กระทบกระเทือนต่อสมอง และร่างกายของเด็ก อย่างเช่น ใจกลางของสมองส่วนที่ เกี่ยวกับอารมณ์และแรงจูงใจ ศูนย์กลางของความพึงพอใจ และรางวัลตอบแทน ซึ่งเกี่ยวพันกับ การติดยึดกับวัตถุ มันกีดกั้นการทำงานของ คอร์เทกซ์กลีบหน้าผากส่วนหน้า ซึ่งจำเป็นสำหรับ การควบคุมแรงผลักดัน และการทำงานขั้นสูงของสมอง เป็นพื้นที่ส่วนที่สำคัญยิ่ง ต่อการเรียนรู้ และในการตรวจด้วยเครื่อง MRI เราเห็นความแตกต่างที่สามารถวัดได้ ใน อะมิกดะลา ของสมอง หรือศูนย์กลางของการตอบสนอง ต่อความกลัวของสมอง จึงมีเหตุผลทางประสาทวิทยาอย่างแท้จริง ว่า ทำไมคนที่รับพิษภัยมา ในระดับที่สูง จึงน่าจะมีส่วนในพฤติกรรมความเสี่ยงที่สูง และนั่นเป็นสิ่งสำคัญ ที่เราควรจะรู้

แต่กลับเป็นว่า แม้ว่าคุณไม่ได้มีส่วน ในพฤติกรรมความเสี่ยงสูงก็ตาม คุณก็ยังคงน่าจะ พัฒนาไปเป็นโรคหัวใจ หรือไม่ก็มะเร็ง เหตุผลในเรื่องนี้ก็คือ มันไปสัมพันธ์กับ แกนไฮโปทาลามัส-พิทูอิทารี-อะดรีนัล หรือ ระบบตอบสนองต่อความเครียด ของสมองและร่างกาย ที่ควบคุมการตอบสนองว่า จะสู้หรือจะหนี มันทำงานได้อย่างไรหรือ ค่ะ ลองจินตนาการว่า คุณกำลังเดินอยู่ในป่าและคุณก็เห็นหมี ทันใดนั้น "ไฮโปทาลามัสของคุณ ก็ส่งสัญญาณไปที่พิทูอิทารีของคุณ ซึ่งจะส่งสัญญาณไปที่ต่อมอะดรีนัลของคุณ ที่บอกว่า "ปล่อยฮอร์โมนความเครียด อะดรีนาลีน คอร์ติซอล มาเร็วๆ หัวใจของคุณจึงเริ่มเต้นแรง ม่านตาคุณก็ขยายขึ้น ทางเดินหายใจก็เปิด และคุณก็พร้อมที่จะ ต่อสู้กับหมีตัวนั้น หรือไม่ก็วิ่งหนีไปให้ไกล และนั่นน่ามหัศจรรย์จริงๆ หากคุณอยู่ในป่า และมีหมีมา (เสียงหัวเราะ) แต่ปัญหาก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อหมีมาที่บ้านทุกคืน และระบบนี้ก็ทำงานซํ้าแล้วซํ้าเล่า มันเริ่มจากการปรับตัว หรือการรักษาชีวิต จนไปถึงการปรับตัวที่ล้มเหลว หรือการทำลายสุขภาพ เด็กๆ จะอ่อนไหวเป็นพิเศษ ต่อการเกิด ความเครียดซํ้าๆ นี้ เพราะสมองและร่างกายของพวกเขานั้น กำลังเพิ่งจะพัฒนา การรับพิษภัยเข้าไปมาก จะไม่กระทบเพียงโครงสร้าง และการทำงานของสมองเท่านั้น แต่ยังกระทบถึงระบบภูมิคุ้มกัน ที่กำลังพัฒนาอยู่ ระบบฮอร์โมนที่กำลังพัฒนาอยู่ และแม้กระทั่งวิธี ที่ดีเอ็นเอของเราถูกอ่านและถอดความ

ดังนั้น สำหรับดิฉันแล้ว ข้อมูลนี้ ทำให้ต้องโยนการฝึกปฏิบัติเก่าๆ ทิ้งไปเลย เพราะเมื่อเราเข้าใจกลไกของโรคนั้นแล้ว เมื่อเรารู้ ไม่ใช่แค่เส้นทางไหนที่เสีย แต่ยังรู้วิธีการอย่างไรด้วย ในฐานะเป็นแพทย์ มันเป็นหน้าที่ของเราที่จะใช้วิทยาศาสตร์นี้ เพื่อการป้องกัน และการรักษา และนั่นแหละเป็นสิ่งที่เราทำ

ในซานฟรานซิสโก เราจึงสร้าง ศูนย์ความสุขสมบูรณ์ในวัยเด็กขึ้นมา เพื่อป้องกัน คัดกรอง และรักษา ผลกระทบของเอซ และความเครียดที่เป็นพิษ เราเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการคัดกรอง เด็กๆ ทุกคนของเราอย่างเป็นกิจวัตร ทางด้านสรีรร่างกายตามปกติ เพราะรู้ดีว่า ถ้าคนไข้ของฉัน มีคะแนนเอซ 4 คะแนน เธอก็มีความเสี่ยงจะเป็นโรคไวรัสตับ หรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ได้ถึงสองเท่าครึ่ง เธอน่าจะซึมเศร้า ได้ถึงสี่เท่าครึ่ง และเธอก็น่าจะพยายามปลิดชีวิตตนเอง ได้ถึง 12 เท่า ของคนไข้ของฉัน ที่มีคะแนนเอซเป็นศูนย์คะแนน ฉันรู้ถึงสิ่งเหล่านั้น เมื่อเธออยู่ในห้องตรวจกับฉัน สำหรับคนไข้ที่มีผลการกลั่นกรองเป็นบวก เรามีทีมงานการรักษา จากสาขาวิชาต่างๆ ที่มาทำงานเพื่อลดพิษภัยเหล่านั้น และรักษาอาการโดยวิธีที่ดีที่สุด รวมถึง การไปเยี่ยมเยียนที่บ้าน การประสานการดูแล การดูแลสุขภาพจิต โภชนาการ การให้การบำบัดโรคแบบองค์รวม และใช่ค่ะ การให้ยาเมื่อจำเป็น แต่เรายังให้ความรู้แก่พ่อแม่อีกด้วย เรื่องผลกระทบของเอซ และความเครียดที่เป็นพิษ วิธีเดียวกับคุณจะให้ เพื่อให้ปิดซ่อน ปลั๊กไฟ หรือสารพิษตะกั่วไว้ และเราก็ให้การดูแลเฉพาะราย สำหรับคนไข้ ที่เป็นโรคหอบหืด และโรคเบาหวาน ในแบบที่เห็นความสำคัญว่า พวกเขาอาจต้องการ การรักษาที่แรงกว่านี้ เมื่อพิจารณาถึง การเปลี่ยนแปลงของระบบฮอร์โมน และภูมิคุ้มกันของพวกเขา

ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นที่เหลืออยู่ เมื่อคุณเข้าใจวิทยาศาสตร์เรื่องนี้ ก็คือ คุณก็อยากจะขึ้นไปตะโกน อยู่บนยอดหลังคา เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เป็นปัญหา แต่เฉพาะเด็กๆในเบย์วิวเท่านั้น ฉันได้คาดการณ์ไว้ว่า ทันทีที่คนอื่นๆ ได้ยินเรื่องนี้ ก็น่าจะมี การคัดกรองเกิดขึ้นเป็นกิจวัตร มีทีมให้การรักษาจากหลายสาขาวิชา และก็น่าจะมี การเร่งรีบให้มีระเบียบปฏิบัติ ในการรักษาทางการแพทย์ที่ได้ผลที่สุด ค่ะ นั่นไม่ได้เกิดขึ้น และนั่นเป็นการเรียนรู้ที่ใหญ่ยิ่งของฉัน สิ่งที่ฉันเคยคิดว่า เป็นแค่เพียงการปฏิบัติ ทางการแพทย์ที่ดีที่สุด ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่า เป็นการ เคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลง จากคำพูดของ ดร. โรเบิร์ท บล็อก ประธานสถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริกา "ประสบการณ์พิษภัยในวัยเด็กนั้น เป็นการคุกคามทางสุขภาพต่อสาธารณชน ที่ใหญ่ยิ่ง ที่ไม่ได้มีการพูดถึงกันมาก่อน ที่ชาติเราเผชิญอยู่ ทุกวันนี้" และสำหรับคนเป็นจำนวนมากแล้ว นั่นเป็นการคาดการณ์ที่น่ากลัว ขอบเขตและขนาดของปัญหานั้น ดูจะใหญ่มาก จนรู้สึกท่วมท้น ที่จะคิดว่า เราจะเข้าไปจัดการกับมัน ได้อย่างไร แต่สำหรับฉันแล้ว แท้จริงแล้ว ความหวังอยู่ที่นั่น เพราะว่า เมื่อเรามีกรอบที่ถูกต้อง เมื่อเราเห็นและรู้ว่า มันจะเป็นวิกฤติด้านสุขภาพของสาธารณชน แล้วก็นำเอาเครื่องไม้เครื่องมือที่ถูกต้องมาใช้ และได้วิธีการแก้ปัญหามาแล้ว ตั้งแต่เรื่องบุหรี่ จนถึงพิษจากสารตะกั่ว จนถึงไวรัสเอชไอวี หรือไวรัสเอดส์ สหรัฐฯ นั้นจริงๆ แล้ว มีผลงานในอดีตที่ดีเด่น ในเรื่องของการเข้าไปแก้ปัญหา ด้านสุขภาพของสาธารณชน แต่หากจะนำความสำเร็จแบบเดียวกันนั้น มาใช้กับเอซ และความเครียดที่เป็นพิษ กลับจะต้องใช้ความมุมานะ และข้อผูกมัด และเมื่อฉันดูการขานรับของประเทศเรา จนถึงเดี๋ยวนี้แล้ว ฉันก็สงสัยว่า ทำไมเราจึงไม่สนใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง

อย่างที่รู้กัน ในตอนแรกฉันคิดว่า เราเห็นเป็นเรื่องเล็กไม่สำคัญ เพราะว่า มันไม่ได้เกี่ยวกับเรา มันเป็นปัญหาของเด็กๆ พวกนั้น ในละแวกนั้น ซึ่งก็แปลก เพราะข้อมูลไม่ได้บอกอย่างนั้น การศึกษาวิจัยเรื่องเอซแต่เริ่มแรกนั้น กระทำกับประชากร ที่ 70% เป็นคนผิวขาว 70% ศึกษาในระดับอุดมศึกษา แต่แล้ว ยิ่งฉันได้พูดกับผู้คนทั้งหลาย ฉันก็เริ่มจะคิดว่า บางทีฉันคงทำงาน จากข้างหลังมาโดยตลอด และถ้าฉันจะถามว่า มีใครกี่คนในห้องนี้ ถูกเลี้ยงดูมากับคนในครอบครัว ที่เป็นโรคทางประสาท พนันได้เลยว่า จะมีไม่กี่คนที่ยกมือ แต่ถ้าฉันถามว่า กี่คนมีพ่อหรือแม่ ที่ดื่มเหล้ามากเกินไป หรือที่เชื่ออย่างจริงจังว่า ถ้าหย่อนยาน เรื่องไม้เรียว คุณก็จะทำให้เด็กเสียคน พนันได้เลยว่า จะมีอีกไม่กี่คน ที่ยกมือ กระทั่งในห้องนี้ เรื่องนี้ก็เป็นปัญหา ที่กระทบเราหลายคน และฉันก็เริ่มเชื่อว่า เราเห็นปัญหาไม่สำคัญ เพราะว่า มันก็เกิดขึ้นกับเราด้วย บางที่ มันน่าจะง่ายกว่านี้ ที่จะมองมัน โดยใช้รหัสอื่น เพราะว่า เราไม่ต้องการเห็นมัน เราจะรู้สึกกระอักกระอ่วน

แต่โชคดี ดวามก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และพูดตรงๆ ความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ ทำให้ทางเลือกที่มีนั้น น้อยลงๆทุกวัน วิทยาศาสตร์นั้น ชัดเจน พิษภัยในวัยเยาว์ มีผลกระทบที่รุนแรง ต่อสุขภาพ ไปตลอดชีวิต ในวันนี้ เราเริ่มจะเข้าใจ วิธีที่จะยับยั้ง ไม่ให้มันลุกลามออกไป จากพิษภัยในวัยเด็ก ไปเป็นโรคภัย และการเสียชีวิตไปอย่างเร็วไว 30 ปีจากนี้ไป เด็กที่มีคะแนนเอซสูง ที่อาการแสดงออกทางพฤติกรรมของเขา เรายังมองไม่ออก ที่การจัดการรักษาโรคหอบหืดของเขานั้น ยังไม่เชื่อมต่อกัน และที่จะพัฒนาไป เป็นความดันสูง และโรคหัวใจ หรือมะเร็ง ตั้งแต่อายุยังน้อย ก็จะเป็นแค่สิ่งผิดปกติ ที่เหมือนๆกับ อัตราการตายเมื่ออายุหกเดือน จากโรคเอดส์ คนก็จะเห็นสถานการณ์นั้น และบอกว่า "มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย" สิ่งนี้รักษาให้หายได้ค่ะ สิ่งนี้เราเอาชนะมันได้ สิ่งสำคัญที่สุดสิ่งเดียว ที่จำเป็นสำหรับเรา ในวันนี้ คือ ความกล้า ที่จะมองเห็นปัญหาซึ่งๆ หน้า แล้วก็บอกว่า นี่เป็นปัญหาอย่างแท้จริง และนี่เป็นปัญหาของเราทุกคน ฉันเชื่อว่าปัจจุบัน เราเป็นการเคลื่อนไหว เพื่อการเปลี่ยนแปลง

ขอบคุณค่ะ

(เสียงปรบมือ)