เอลีนอร์ ลองเด็น (Eleanor Longden)
4,339,395 views • 14:17

วันแรกที่ก้าวเท้าออกจากบ้าน เพื่อเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย สำหรับฉันแล้วเป็นวันที่สดใส เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังและทัศนคติที่ดี ฉันทำคะแนนได้ดี มีความคาดหวังกับตัวเองสูง และมีความสุขกับชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ทั้งการเรียน ปาร์ตี้ และเล่นสนุกกับการขโมยกรวยจราจร แน่นอนว่าภาพที่คนเห็นจากภายนอก อาจเป็นแค่ภาพลวง สาวซ่า ที่เต็มไปด้วยพลังแต่งการเรียนรู้ในห้องเรียน และเล่นสนุกกับการขโมยกรวยจราจร ก็เป็นภาพที่สร้างขึ้น ซึ่งก็ทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่าฉันเป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่แท้จริงแล้ว ฉันไม่มีความสุขเลย รู้สึกไม่มั่นคง และเต็มไปด้วยความกลัว กลัวคนอื่นๆ กลัวอนาคต กลัวความผิดพลาด และกลัวความรู้สึกว่างเปล่าในตัวฉันเอง แต่ฉันมีฝีมือในการซ่อนมันไว้ และทำให้ดูเป็นคนที่ มีชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง และแสวงหาความสำเร็จ ภาพลักษณ์ของชีวิตที่ดูปกตินี้ช่างสมบูรณ์แบบ แม้แต่ตัวฉันเองยังหลงเชื่อ และเมื่อภาคเรียนแรกได้ปิดลง และกำลังจะเปิดภาคเรืยนที่สอง บางสิ่งบางอย่างที่ไม่เคยมีใครคาดคิด กำลังจะเกิดขึ้น ฉันจะกำลังจะออกจากงานสัมมนาเมื่อเริ่มมีอาการ ระหว่างฮัมเพลงกับตัวเอง และง่วนกับการรื้อของในกระเป๋า เหมือนที่เคยทำมาเป็นร้อยๆครั้ง ทันใดนั้น ฉันก็ได้ยินเสียงพูดขึ้น ด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ "เธอกำลังจะออกจากห้อง" ฉันมองไปรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นใคร แต่ความชัดเจนและความเด็ดขาดของเสียงพูดนั้น ทำให้เชื่อว่าฉ้นได้ยินไม่ผิด ฉันตัวสั่น ทิ้งหนังสือไว้ตรงบันไดแล้วรีบกลับบ้าน ทันใดนั้น เสียงพูดนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง "เธอกำลังจะเปิดประตู" นี่เป็นจุดเริ่มต้น เสียงพูดในหัวของฉันได้เริ่มขึ้น และเสียงพูดนั้นก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเป็นวัน เป็นอาทิตย์ และก็เป็นอย่างนี้เรื่อยมา เสียงพูดจะบรรยายทุกอย่างที่ฉันทำ ในฐานะบุคคลที่สาม "เธอกำลังจะไปห้องสมุด" "เธอกำลังจะไปเรียน" เสียงพูดไม่ได้แสดงอารมณ์หรือความคิดเห็นอะไร จนกระทั่งระยะหนึ่ง มันก็ส่งเสียงที่แสดงความเป็นมิตร และช่วยให้คลายกังวล ได้อย่างประหลาด แต่ฉันก็สังเกตได้ว่าบางครั้ง เสียงพูดอันสุขุมนี้ จะเปลี่ยนไป และนั่นสะท้อนถึงอารมณ์ที่ฉันเก็บซ่อนไว้ ณ เวลานั้น ตัวอย่างเช่น เมื่อฉันรู้สึกโกรธ แต่ต้องเก็บซ่อนอารมณ์นั้นไว้ ซึ่งฉันทำอยู่บ่อยครั้ง และฉันก็เชี่ยวชาญ ในการซ่อนความรู้สึกจริงๆของฉันไว้ เสียงพูดนั้นก็จะฟังดูหงุดหงิด รำคาญใจ อย่างไรก็ตาม เสียงพูดนั้นไม่ได้ทำให้ฉันกลัว หรือถูกรบกวน ณ ตอนนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เข้าใจได้ว่า เสียงพูดนั้นมีจุดประสงค์ที่จะสื่อสารอะไรบางอย่าง ที่เกี่ยวกับอารมณ์ของฉันเอง โดยเฉพาะอารมณ์ที่ต้องปิดบังซ่อนเร้นไว้ แล้ววันนึงฉันก็ทำส่งที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง เมื่อฉันไปเล่าเรื่องนี้ ให้กับเพื่อนของฉันฟัง ซึ่งนั่นก็ทำให้เธอกลัวมาก กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางด้าน ความเชื่อทางจิตใจก็เกิดขึ้น ด้วยนัยยะที่ว่า คนปกติไม่ควรจะได้ยินเสียงพูด [ที่ไม่มีตัวตน] และตัวฉันเองก็เชื่อว่ามันเป็นเรื่องผิดปกติร้ายแรง ความกลัวและความไม่ไว้ใจที่เกิดขึ้นนั้น ก็แพร่กระจายเหมือนเชื้อโรค ทันใดนั้น เสียงในหัวที่เป็นมิตร ก็ไม่เป็นอย่างนั้นอีกต่อไป และความผิดพลาดครั้งที่สองก็เกิดขึ้น เมื่อเพื่อนยืนกรานให้ฉันไปรับการรักษา และฉันเองก็ยอมที่จะรับการรักษานั้น ฉันใช้เวลาระยะหนึ่งเพื่อพูดคุยกับแพทย์ประจำมหาวิทยาลัย ถึงสิ่งที่ฉันคิดว่าเป็นปัญหาที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็น ความวิตกกังวล การประเมินค่าตัวเองต่ำต้อย ความกลัวเกี่ยวกับอนาคต ซึ่งดูคุณหมอจะเบื่อและไม่ใส่ใจกับเรื่องพวกนั้นมากนัก จนกระทั่งฉันเอ่ยเรื่องเสียงพูดในหัว คุณหมอก็หยุดวางปากกาลง หมุนตัวมาหาฉัน แล้วเริ่มถามคำถามต่างๆกับฉันด้วยความสนใจจริง พูดกันตามตรง ฉันเองก็อยากให้เขา ให้ความสนใจและช่วยเหลือ เลยเริ่มเล่าเรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับ เสียงพากย์แปลกๆ นี้ให้คุณหมอฟัง ณ เวลานั้น เสียงพูดคงคิดจะบอกฉันว่า "เธอกำลังขุดหลุมฝังตัวเอง" ฉันถูกส่งให้ไปพบจิตแพทย์ ผู้ซึ่ง มีมุมมองแง่ร้ายกับเรื่องเสียงพูดในหัวฉัน ซึ่งทำให้ทุกสิ่งที่อย่างที่ฉันพูดถูกแปลความหมาย ว่าออกมาจากความวิกลจริตที่ซ่อนอยู่ในตัวฉัน ตัวอย่างเช่น ณ เวลานั้น ฉันทำงานให้กับ สถานีโทรทัศน์ของมหาวิทยาลัย มีหน้าที่ประกาศข่าวสารต่างๆ ทั่วทั้งมหาวิทยาลัย และวันนึงที่การนัดหมายเริ่มเกินเวลานานจนสาย ฉันพูดขึ้นว่า "ขอโทษนะคะคุณหมอ แต่หนูต้องไปแล้ว หนูต้องไปอ่านข่าวตอนหกโมง" สิ่งที่อยู่ในรายงานการรักษา กลายเป็นว่า เอลีนอร์ เกิดภาพหลอนว่าเธอเป็นผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ มันถึงจุดที่เหตุการณ์ทั้งหลาย ถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็ว ฉันถูกส่งตัวเข้ารักษาในโรงพยาบาลครั้งแรก ต่อมาถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคจิตเภท และสิ่งที่แย่ที่สุด คือความสิ้นหวังอันแสนทรมาร ความอับอาย หมดหวัง กับตัวเอง และความคาดหวังในชีวิต แต่การได้รับคำแนะนำให้คิดว่าเสียงพูด นั้นเป็นความผิดปกติ ไม่ใช่แค่ประสบการณ์ธรรมดา กลับทำให้ความกลัวและความรู้สึกต่อต้านรุนแรงขึ้น แท้จริงแล้ว นี่เป็นการ แสดงท่าทีคุกคามทำลายจิตใจตัวเอง เหมือนกำลังเกิดสงครามกลางเมืองของจิตใจ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มีเสียงพูดเพิ่มขึ้นมาอีกหลายเสียง และมีท่าทีเป็นศัตรูอันตรายเพิ่มมากขึ้น ด้วยความสิ้นหวัง และยากจะช่วยเหลือ ฉันเริ่มล่าถอย เข้าสู่โลกส่วนตัวที่เหมือนดังฝันร้าย ที่ซึ่งเสียงพูดนั้น กลายเป็นทั้งโจทก์ และเพื่อนคนเดียวที่เข้าถึงตัวฉัน พวกเขาบอกฉันว่า ตัวอย่างเช่น ถ้าฉันสามารถพิสูจน์ได้ว่าตัวเองมีค่า พอกับความช่วยเหลือของพวกเขา เขาจะเปลี่ยนชีวิตฉัน ให้กลับไปเหมือนที่เคยเป็น แล้วภารกิจการแปลกประหลาดมากมายก็ถูกกำหนดขึ้น เหมือนบททดสอบพลังของเฮอร์คิวลิส เริ่มจากสิ่งเล็กน้อย ตัวอย่างเช่น ดึงผมตัวเองสามเส้น แล้วจากนั้นค่อยค่อยๆรุนแรงมากขึ้น ถึงขั้นสั่งให้ฉันทำร้ายตัวเอง หรืออย่างคำสั่งนี้ที่ค่อนข้างรุนแรง: "คุณเห็นครูผู้สอนตรงนั้นไหม? คุณเห็นแก้วน้ำไหม? เดินไปหาเขา แล้วเอาน้ำราดเขาต่อหน้าพวกนักเรียน" และฉันก็ทำอย่างนั้น ซึ่งก็แน่นอนว่า นั่นทำให้ฉันไม่เป็นที่รักนักในหมู่อาจารย์ ผลที่เกิดขึ้น คือวงจรอุบาทว์ของความกลัว การหลีกเลี่ยง การไม่ไว้ใจ การเข้าใจผิด ได้เกิดขึ้น เหมือนอยู่ในสงครามที่ฉันไร้อำนาจต่อสู้ และไม่สามารถพบความสงบสุข หรือประนีประนอมกับมันได้ สองปีหลังจากนั้น ก็ยิ่งแย่ลงกว่าเดิมเป็นอย่างมาก ถึงตอนนี้ ฉันมีเต็มไปด้วยตัวละครอันบ้าคลั่ง เสียงพูดอันน่ากลัว ภาพหลอนที่สยดสยอง อาการประสาทหลอนแปลกประหลาด ที่ยากจะรักษา ภาวะสุขภาพจิตของฉัน เป็นตัวเริ่งปฏิกิริยาให้ ฉันโดนเหยียดหยาม ถูกว่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย ถูกทำร้ายร่างกายและ ถูกล่วงละเมิดทางเพศ จิตแพทย์เคยบอกฉันว่า "เอลีนอร์ เธอน่าจะป่วยเป็นมะเร็งซะจะดีกว่า เพราะมะเร็งรักษาง่ายกว่าโรคจิตเภท" ฉันถูกวินิจฉัย ให้ยา และปล่อยทิ้งไว้ ทนทรมานกับเสียงพูดต่างๆที่เกิดขึ้น เสียจนฉันเคยพยายามจะเจาะรูในหัว เพื่อเอาเสียงพูดนั้นออกมา ถึงตอนนี้ เมื่อมองย้อนกลับไปสู่ ช่วงเวลาหลายปีที่เหลวแหลกและสิ้นหวัง ฉันรู้สึกเหมือนว่า มีใครสักคนตายไป ณ ที่แห่งนั้น และมีใครอีกคนหนึ่งได้รับการช่วยชีวิตเอาไว้ การเดินทางนี้ เริ่มต้นด้วยคนที่สิ้นหวัง และเต็มไปด้วยความกลัว แต่อีกคนที่รอดชีวิตมานั้นเป็นนักต่อสู้ ซึ่งจะเติบโตกลายมาเป็น ตัวฉันในที่สุด ในชีวิตฉัน มีคนทำร้ายฉันมากมาย และฉันจำพวกเขาได้ทุกคน แต่ความทรงจำต่อพวกเขาก็ดูซีดจาง เมื่อเทียบกับความทรงจำต่อผู้คนที่ได้ช่วยฉันไว้ เพื่อนนักต่อสู้ เพื่อนผู้ได้ยินเสียงพูด มิตรสหาย และผู้ร่วมงาน แม่ผู้ไม่เคยสิ้นหวังในตัวฉัน แม่รู้อยู่ตลอดเวลา ว่าวันหนึ่งฉันจะกลับมา และเต็มใจที่จะรอไม่ว่าจะนานเท่าไหร่ คุณหมอที่ได้อยู่กับฉันในช่วงเวลาสั้นๆ ผู้ซึ่งเป็นคนสนับสนุนความเชื่อที่ว่า ไม่ใช่แค่ฉันจะมีโอกาสหาย แต่ฉันต้องหายอย่างแน่นอน และช่วงที่อาการกำเริบรุนแรง เขาเป็นคนที่บอกกับครอบครัวที่กำลังหวาดกลัวว่า "อย่าเพิ่งหมดหวัง ผมเชื่อว่าเอลีนอร์จะผ่านมันไปได้ คุณรู้ว่าบางทีหิมะก็ตกถึงเดือนพฤษภาคม แต่ยังไงฤดูร้อนก็จะมาในที่สุด" เวลา 14 นาทีคงไม่เพียงพอ ให้ฉันเอ่ยถึงผู้คนที่มีเมตตาเหล่านั้น ผู้ที่สู้มากับฉัน และเพื่อฉัน และผู้คนที่รอคอยการกลับมาของฉัน จากสถานที่อันเจ็บปวดและโดดเดี่ยวนั้น ผู้คนเหล่านี้ ได้สร้างความหวัง ความคิดสร้างสรรค์ ความซื่อสัตย์ และความเชื่อมั่นไม่สั่นคล่อน ว่าสภาพจิตใจอันแตกละเอียดของฉัน จะได้รับการเยียวยาและกลับมาเป็นเหมือนเดิม ฉันได้เคยพูดไว้ว่า คนเหล่านั้นช่วยชีวิตฉันไว้ แต่ตอนนี้ฉันได้รู้แล้วว่า พวกเค้าได้ทำอะไรบางอย่าง ที่สำคัญยิ่งกว่า นั่นคือเขาได้ให้พลังแก่ฉัน เพื่อให้ฉันได้รักษาชีวิตตัวเอง ที่สำคัญกว่านั้น พวกเขาทำให้ฉันเข้าใจอะไรบางอย่าง ที่ฉันเคยสงสัยมาตลอด ว่าเสียงพูดเหล่านั้น สะท้อนไปด้วยความหมายต่อชีวิตฉัน ต่อเหตุการณ์ที่เป็นบาดแผลในชีวิต เหตุกาณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นตอนเป็นเด็ก ซึ่งนั้นทำให้เข้าใจว่าพวกเขาไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นแหล่งข้อมูล ถึงปัญหาทางอารมณ์ที่เยียวยาได้ ในทีแรก มันเชื่อได้ยาก เพราะเสียงพูดเกิดขึ้น มีท่าทีเหมือนเป็นปรปักษ์ และเป็นอันตราย ดังนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำคือ คือการเรียนรู้ที่จะแยกแยะความหมายใหม่ จากสิ่งที่ฉันเคยเข้าใจ สู่ความจริงแท้ ตัวอย่างเช่น เสียงพูดที่ทำให้ฉันกลัว ว่าจะมีใครบุกรุกเข้ามาในบ้าน ฉันเรียนรู้ที่จะแปลความว่า ฉันกำลังกลัว และรู้สึกไม่ปลอดภัยต่อโลก แทนที่จะเข้าใจว่ากำลังจะมีคนมาทำอันตรายจริงๆ ถ้าเป็นตอนนั้น ฉันคงเชื่อเสียงพูดนั้นไปแล้ว ฉันจำได้ว่า มีอยู่คืนนึง ฉันนั่งเฝ้านอกบ้านของพ่อแม่ เพื่อรักษาความปลอดภัยพวกเขา จากสิ่งที่ฉันเคยเชื่อจากเสียงพูดว่าเป็นการขู่ทำร้าย และเนื่องจากฉันชอบทำร้ายตัวเอง มีดหั่นเนื้อเลยถูกนำไปซ่อน สุดท้าย ฉันมีเพียงอาวุธป้องกันตัวเป็นส้อมพลาสติก แบบที่เราเอาไปปิกนิค และนั่งรออยู่หน้าห้อง กำมันไว้แนน รอค่อยที่จะต่อสู้ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น เหมือนว่า "อย่ามายุ่งกับฉันนะ ฉันมีซ่อมพลาสติก เห็นไหม?" ช่างเป็นแผนยุทธศาสตร์ที่เยี่ยมยอด แต่วิธีการตอบโต้กับเสียงพูดในภายหลัง ที่มีประโยชน์มากขึ้น คือการพยายามค้นหาข้อความที่แท้จริงในคำพูดเหล่านั้น เช่น เมื่อเสียงพูดเตือนฉันว่าอย่าออกจากบ้าน เมื่อนั้นฉันจะขอบคุณพวกเขาที่ทำให้ฉันเข้าใจว่า ฉันรู้สึกไม่ปลอดภัยขนาดไหน เพราะเมื่อฉันใส่ใจ ฉันก็จะสามารถทำสิ่งที่เป็นด้านดีกับมันได้ ต่อจากนั้น ก็สร้างความมั่นใจให้กับพวกเขาและตัวฉันเอง ว่าพวกเราปลอดภัย และไม่จำเป็นต้องกลัวอีกต่อไป ฉันจะสร้างเส้นแบ่งเขตให้กับเสียงพูด และพยายามปฏิสัมพันธ์ด้วยความแน่วแน่ และให้เกียรติ สื่อสารอย่างค่อยๆเป็นแค่ไป และประสานความร่วมมือกัน เพื่อเราจะได้เรียนรู้ไปด้วยกัน และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จากสิ่งที่ผ่านมานี้ ฉันเข้าใจในที่สุดว่า เสียงพูดแต่ละเสียงที่เกิดขึ้น มีความสัมพันธ์ กับมุมมองต่างๆของฉัน และแต่ละเสียงพูดนั้น สะท้อนไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ถึงปัญหา ที่ฉันเองไม่ได้มีโอกาสเข้าไปแก้ สะท้อนถึงความทรงจำ จากการโดนทำร้าย และคุกคามทางเพศ สะท้อนถึงความโกรธ ความอับอาย ความรู้สึกผิด การลดคุณค่าของตัวเอง เสียงพูดนั้น เข้าไปอยู่ในความเจ็บปวดเหล่านั้น แล้วส่งออกมาเป็นคำพูด และความเป็นไปได้อย่างหนึ่ง ของการเปิดเผยอันยิ่งใหญ่ คือเมื่อฉันได้เข้าใจแล้ว ว่าเสียงพูดที่เป็นศัตรูและรุนแรงร้ายกาจนั้น แท้จริงแล้วก็คือสิ่งที่แสดงถึงส่วนหนึ่งในตัวฉัน ที่เคยถูกทำให้เจ็บปวด และเสียงพูดเหล่านี้ จำเป็นต้องแสดงตัวเพื่อปลอบประโลม และแสดงความห่วงใยอันยิ่งใหญ่ ความรู้แจ้งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ช่วยให้ ฉันรวบรวมจิตใจอันแตกละเอียดของฉันได้ ใจแต่ละชิ้นที่แตกออก เกิดเป็นเสียงพูดเสียงหนึ่ง ฉันค่อยๆเลิกการรักษาโดยให้ยา แล้วกลับไปพบจิตแพทย์ แต่ครั้งนี้ในอีกฐานะหนึ่ง สิบปีหลังจากที่เสียงพูดมาเยือน ฉันก็เรียนจบปริญญา ขึ้นสูงสุดในสาขาจิตวิทยา ที่มหาวิทยลัยไม่เคยมีมาก่อน และหนึ่งปีหลังจากนั้น ฉันก็ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญขั้นสูงสุด ซึ่งคงต้องพูดว่า ทำได้ไม่เลวเลยสำหรับหญิงวิกลจริต จริงๆ แล้ว มีเสียงพูดอยู่เสียงนึงที่ค่อยสั่งให้ฉันตอบ ระหว่างทำข้อสอบ จริงๆจะว่าโกงการสอบก็ได้นะ (เสียงหัวเราะ) พูดจริงๆแล้ว บางครั้งฉันก็ชอบที่ได้รับความสนใจจากพวกเขานะ เหมือนที่ ออสก้า ไวลด์ เคยพูดไว้ว่า สิ่งที่แย่ กว่าการถูกนินทา คือการไม่ได้ถูกพูดถึงเลย แล้วมันยังทำให้คุณแอบฟังคนอื่นเก่งด้วย เพราะคุณสามารถฟังสองบทสนทนาได้ในเวลาเดียวกัน นั่นมันไม่ได้มีแต่เรื่องแย่ๆนะ ฉันทำงานในศูนย์ดูแลสุขภาพจิต ฉันพูดในงานสัมมนา ฉันเขียนหนังสือ และบทความทางการศึกษา และฉันโต้เถียง และยังคงจะทำต่อไป เพื่อความเชื่อที่เกี่ยวกับความเข้าใจ ที่ว่า คำถามที่สำคัญสำหรับจิตเวชศาสตร์ ไม่ควรถามว่า คุณมีความผิดปกติอะไร แต่ควรถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับคุณ และระหว่างที่ฉันได้ฟังเสียงพูดของฉันเหล่านั้น เสียง ซึ่งฉันเรียนรู้ ที่จะอยู่ด้วยอย่างสันติ และเคารพ และเสียงเหล่านี้ ก็สะท้อนถึง ความเห็นอกเห็นใจ การยอมรับ และความเชื่อมั่นต่อตัวฉันเอง ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ฉันจำได้ถึงช่วงเวลาที่แสนพิเศษ เมื่อฉันได้ช่วยเหลือหญิงสาวคนหนึ่ง ที่หวาดกลัวเสียงพูดของเธอ ฉันได้เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว ว่าฉันไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นกับตัวเองอีกต่อไป แต่ฉันสามารถช่วยคนอื่นๆ ที่รู้สึกเช่นนั้นได้ ตอนนี้ฉันภูมิใจมาก ที่ได้เป็นส่วนนึงของอินเตอร์วอยซ์ (Intervoice) องค์กรรณรงค์เพื่อผู้ที่ได้ยินเสียงพูดนานาชาติ (International Hearing Voices Movement) ซึ่งได้รับแรงบรรดาลใจในการก่อตั้งจากงานของ ศาสตราจารย์ มารีอุส โรม (Marius Romme) และ ดอกเตอร์แซนดร้า เอสเชอร์ (Dr. Sandra Escher) ซึ่งชี้ให้เห็นว่า การได้ยินเสียงพูด เป็นยุทธศาสร์ในการเอาชีวิตรอดแบบหนึ่ง เป็นการตอบโต้อย่างมีสติ ต่อสถานการณ์อันขาดสติ ไม่ใช่อาการวิกลจริตของโรคจิตเภท แต่เป็นประสบการณ์อันซับซ้อน สำคัญ และมีความหมาย ที่ต้องการการวิเคราะห์ พวกเราอยากเห็น และช่วยกันสร้างให้สังคม มีความเข้าใจ และเคารพต่อผู้ที่ได้ยินเสียงพูด ช่วยเหลือในสิ่งที่ผู้ได้ยินเสียงพูดต้องการ นั่นคือการมองเขาในฐานะประชาชนคนหนึ่ง สังคมแบบนี้ไม่ใช่แค่เพียงเป็นไปได้ แต่ตอนนี้กำลังไปในทิศทางนั้นแล้ว ฉันขอกล่าวข้อความของชาเวซ (Chavez) ที่ว่า เมื่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเกิดขึ้น, มันจะไม่สามารถเปลี่ยนกลับไปเหมือนเดิมได้อีก คุณไม่สามารถทำให้คนมีเกียรติ รู้สึกอับอาย คุณไม่สามารถกดขี่ คนที่ไม่มีความกลัวอีกต่อไป สำหรับฉัน ความสำเร็จ ขององค์กรเพื่อผู้ที่ได้ยินเสียงพูด คือเครื่องกระตุ้นเตือนว่า ความเห็นอกเห็นใจ มิตรภาพ ความยุติธรรม และความเคารพซึ่งกัน นั้นสำคัญมากกว่าคำพูด มันคือความเชื่อมั่น และความศรัทธาอย่างแรงกล้า และความศรัทธานั้น สามารถเปลี่ยนโลกได้ 20 ปีที่ผ่านมา องค์กรเพื่อผู้ที่ได้ยินเสียงพูด ได้สร้างเครือข่ายสำหรับผู้ได้ยินเสียงพูด ใน 26 ประเทศ ทั่วทั้ง 5 ทวีป เราทำงานร่วมกันเพื่อส่งเสริม การมีศักดิ์ศรี ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และเพิ่มขีดความสามารถให้กับบุคคล ที่กำลังมีความทุกข์ทางจิต เพื่อสร้างภาษาใหม่ และฝึกฝนการสร้างความหวัง จากศรัทธาภายในอันมั่นคง พลังภายในของแต่ละบุคคล เหมือนที่ ปีเตอร์ เลวีน (Peter Levine) เคยพูดไว้ ว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่มีลักษณะเฉพาะ ถูกสร้างให้มีพลังแห่งการเยียวยา และความฉลาดทางจิตวิญญาน ที่จะควบคุมพลังภายในนี้ได้ ในโอกาสนี้ ถึงสมาชิกในสังคมทุกท่าน ไม่มีเกียรติหรือสิทธิพิเศษใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่า การได้ช่วยเหลือ กระบวนการเยียวยาเพื่อใครซักคน คอยให้ความมั่นใจ คอยช่วยเหลือ ได้เข้าไปร่วมทุกข์เมื่อใครสักคนมีความทุกข์ และสร้างความหวัง ให้เขาสามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ นอกจากนั้น สำหรับผู้รอดชีวิตจากความเจ็บปวด และเคราะห์กรรมนั้น ขอให้จำไว้ว่า เราไม่จำเป็นต้องดำเนินชีวิตทั้งชีวิต ในแบบที่ถูกกำหนดโดยสิ่งเลวร้ายที่ได้จบไปแล้ว เราพิเศษ ไม่มีอะไรที่จะมาทดแทนเราได้ สิ่งที่อยู่ภายในเรา ไม่สามารถครอบงำเรา ควบคุมเรา หรือถูกเอาออกไปได้ แสงสว่างไม่เคยจางหายไป อย่างที่คุณหมอแสนวิเศษท่านหนึ่งได้เคยกล่าวไว้กับฉันว่า "ไม่ต้องบอกฉัน ในสิ่งที่คนอื่นบอกเธอว่าเธอเป็นยังไง เล่าเรื่องของตัวเธอเองให้ฉันฟังสิ" ขอบคุณค่ะ (เสียงปรบมือ)