แดเนียล ฟินเบอร์ก (Danielle Feinberg)
2,776,753 views • 12:04

เมื่อฉันอายุเจ็ดขวบ ผู้ใหญ่ถามฉันด้วยความปรารถนาดี ว่าฉันอยากเป็นอะไรเมื่อโตขึ้น ฉันตอบไปอย่างภูมิใจว่า "เป็นศิลปินค่ะ" "ไม่นะ เธอไม่อยากเป็นหรอก" เขาบอก "เธอไม่สามารถเลี้ยงตัวเอง ด้วยการเป็นศิลปินได้หรอก"

ฝันของปิกัสโซ่น้อยอายุเจ็ดขวบของฉัน เป็นอันต้องสลาย แต่ฉันก็รวบรวมความกล้า เดินหน้าไปตามหาความฝันใหม่ ในที่สุดแล้วฉันหมายมั่นว่า จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ เป็นไอสไตน์คนต่อไป อะไรแบบนั้น

(เสียงหัวเราะ)

ฉันชอบคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มาตลอด ต่อมาก็การเขียนโค๊ดโปรแกรม และฉันจึงตัดสินใจเรียนการเขียนโปรแกรม คอมพิวเตอร์ในมหาวิทยาลัย ในตอนชั้นปีที่สาม อาจารย์สอนกราฟฟิกคอมพิวเตอร์ของฉัน ฉายภาพยนต์สั้นที่แสนจะยอดเยี่ยมให้เราชม มันคือคอมพิวเตอร์แอนิเมชันแรก ที่พวกเราเคยเห็น ฉันชมภาพยนต์เหล่านั้น ด้วยความฉงน ตะลึงงัน พลุประทัดระเบิดลั่นในสมอง ฉันคิดว่า "นี่แหละ คือสิ่งที่ฉันอยากจะทำ" ความคิดที่ว่าคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และรหัส ทั้งหมดที่ฉันได้ร่ำเรียนมา จะถูกนำมาใช้ร่วมกันเพื่อสร้าง โลกและตัวละครเหล่านี้ และเรื่องราวที่ฉันมีความผูกพันธ์กับมัน เป็นดั่งเวทย์มนต์สำหรับฉัน

เพียงสองปีต่อมา ฉันเริ่มทำงาน ณ สถานที่ซึ่งผลิตภาพยนต์เหล่านั้น พิกซาร์ แอนิเมชัน สตูดิโอ มันเป็นที่ซึ่งฉันเรียนรู้ว่า เราจะจัดการภาพยนต์พวกนั้นอย่างไร เพื่อสร้างภาพยนต์ของเรา เราสร้างโลกสามมิติในคอมพิวเตอร์ เราเริ่มด้วยจุด ที่จะถูกลากเป็นเส้น เพื่อที่จะวาดเป็นหน้า ที่จะถูกสร้างเป็นตัวละคร หรือต้นไม้ หรือก้อนหิน ที่สุดท้ายแล้วจะกลายเป็นป่า และเพราะว่ามันเป็นโลกสามมิติ เราสามารถเคลื่อนกล้อง ในโลกนั้นไปรอบ ๆ ได้ ฉันหลงใหลในทุกสิ่งเหล่านี้ แต่เมื่อฉันได้ลองทดสอบ การให้แสงเป็นครั้งแรก

การให้แสงในทางปฏิบัติคือ การวางแสงเข้าไปในโลกสามมิติ ฉันมีไอคอนสำหรับแสง ที่ฉันย้ายมันไปมาได้ คุณจะเห็นว่าฉันเติมแสงเข้าไป ฉันเปิดรูปแบบหยาบ ๆ ของการให้แสง ในซอฟแวร์ของเรา เปิดเงา และวางแสงลงไป เมื่อฉันวางมันลงไป ฉันคิดดูว่าในความเป็นจริง มันน่าจะเป็นอย่างไร แต่ทำให้มันสมดุลด้วยสิ่งที่เราต้องการ เพื่อศิลปะและเรื่องราว ฉะนั้น ตอนแรกมันอาจดูเป็นแบบนี้ แต่เมื่อเราปรับตรงนี้ และเลื่อนตรงนั้น ซึ่งต้องทำกันเป็นสัปดาห์ มันจะออกมามีหน้าตาแบบนี้ ในรูปแบบหยาบ ๆ และรูปแบบสุดท้าย มีหน้าตาแบบนี้

มันมีตอนหนึ่งในการให้แสง ที่ทำให้ฉันตกหลุมรักมันเข้าอย่างจัง มันเป็นตอนที่เราทำสิ่งนี้ ให้กลายเป็นสิ่งนี้ มันเป็นตอนที่ทุกสิ่งทุกอย่าง เข้ามาประกอบรวมกัน และทันใดนั้นเอง โลกใบนั้นก็มีชีวิตชีวา ราวกับว่ามันมีสถานที่นั่นอยู่จริง ๆ วินาทีนั้นไม่เคยเลือนลางไปตามกาลเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กน้อยเจ็ดขวบ ที่อยากจะเป็นศิลปิน

เมื่อฉันได้เรียนรู้เรื่องการให้แสง ฉันได้เรียนรู้เกี่ยวกับการใช้แสง เพื่อบอกเล่าเรื่องราว เพื่อกำหนดเวลาของวัน เพื่อสร้างบรรยากาศ เพื่อชักจูงสายตาของผู้ชม ทำอย่างไรให้ตัวละครดูน่าสนใจ หรือโดดเด่นขึ้นมาจากฉากที่ยุ่งเหยิง

คุณเห็น วอลล์-อี ไหมคะ

(เสียงหัวเราะ)

นั่นไง เขาอยู่นั่น

อย่างที่คุณเห็น เราสามารถสร้างโลกใด ๆ ก็ได้ที่เราต้องการ ภายในคอมพิวเตอร์ เราสามารถสร้างโลกที่มีตัวประหลาด มีหุ่นยนต์ที่ตกหลุมรัก เราสร้างหมูบินได้ก็ยังไหว

(เสียงหัวเราะ)

ในขณะที่มันเป็นสิ่งที่น่าประทับใจ อิสระทางศิลปะที่ไร้ขีดจำกัดนี้ สามารถสร้างความโกลาหลได้ มันสามารถสร้างโลกที่น่าเหลือเชื่อ การเคลื่อนไหวที่น่าทึ่ง สิ่งที่ทำให้ผู้ชมตะลึงงัน

เพื่อที่จะรับมือกับสิ่งนี้ เราตีกรอบตัวเราด้วยวิทยาศาสตร์ เราใช้วิทยาศาสตร์และโลกที่เรารู้จัก เป็นแกนหลัก เพื่อยึดเราไว้กับบางสิ่ง ที่เรามีความเชื่อมโยงและจดจำได้ "ไฟน์ดิ้ง นีโม" เป็นตัวอย่างที่ดีมาก ฉากส่วนใหญ่ของภาพยนตร์นี้ เกิดขึ้นใต้น้ำ แต่คุณจะทำให้มันเหมือนกับใต้น้ำได้อย่างไร

ในการวิจัยและพัฒนาในตอนแรก เราถ่ายคลิปใต้น้ำ และสร้างมันขึ้นใหม่ในคอมพิวเตอร์ จากนั้นเราแยกมันออก เพื่อดูว่าส่วนไหน ที่ทำให้มันดูเหมือนอยู่ใต้น้ำ ส่วนหนึ่งที่สำคัญที่สุด คือวิธีการที่แสงเดินทางผ่านน้ำ ฉะนั้นเราจึงเขียนโค๊ดแสง ที่เลียนแบบกายภาพของมัน — อย่างแรก การมองเห็นในน้ำ และหลังจากนั้นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับสี สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้ตา มีสีของมันอย่างสมบูรณ์ สดใส เมื่อแสงเดินทางลึกลงไปในน้ำ เราสูญเสียคลื่นความยาวแสงสีแดง จากนั้นก็คลื่นความยาวแสงสีเขียว ทำให้เราเหลือแต่สีฟ้าที่ความลึกมาก ๆ

ในคลิปนี้ คุณสามารถเห็น ส่วนสำคัญอีกสองอย่าง อย่างแรกคือระลอก และการกระเพื่อมขึ้นลง หรือกระแสใต้น้ำที่เรามองไม่เห็น ที่ดันอนุภาคต่าง ๆ ไปในน้ำ อย่างที่สองคือการสะท้อน มันมีแถบแสง อย่างที่คุณเห็นที่ก้นสระ ที่เกิดขึ้นเมื่อแสงอาทิตย์ ถูกหักเหผ่านสันคลื่น ของระลอกและคลื่น ของผิวมหาสมุทร ตรงนี้ เรามีลำแสงในหมอก มันให้แนวความลึกของสีกับเรา และยังบอกว่าทิศทางใดคือด้านบน ในฉากที่เรามองไม่เห็นผิวน้ำ อีกสิ่งที่เจ๋งจริง ๆ ที่คุณเห็นได้ตรงนี้ คือเราให้แสงจำเพาะแค่บางจุด ด้วยการสะท้อน ฉะนั้น เมื่อมันเข้าและออกจากแถบแสง มันปรากฏขึ้นและหายไป ทำให้เกิดภาพใต้น้ำที่น่าทึ่ง ระยิบระยับอย่างมหัศจรรย์

คุณคงเห็นแล้วว่า เราใช้วิทยาศาสตร์ — กายภาพของน้ำ แสง และการเคลื่อนไหว เพื่อจำกัดอิสระทางศิลปะ แต่เราก็ไม่ได้ยึดติดกับมัน เราพิจารณาแต่ละส่วนเหล่านี้ ว่าส่วนไหน ที่ควรมีความสมจริงทางวิทยาศาสตร์ และส่วนไหนที่เราควรดึงและยืด ให้เหมาะกับเรื่องราวและอารมณ์

เราตระหนักตั้งแต่แรกว่า สีเป็นสิ่งหนึ่งที่เราต้องทำให้มันสอดคล้อง ฉะนั้น นี่คือฉากใต้น้ำที่ให้สีแบบดั้งเดิม แต่นี่ เราสามารถนำอ่าวซิดนีย์มา แล้วทำให้มันมีสีค่อนข้างเขียว เพื่อให้เหมาะกับอารมณ์เศร้าในตอนนั้น ในฉากนี้ มันสำคัญมาก ๆ ที่เราจะเห็นความลึกในใต้น้ำ เพื่อที่เราจะเข้าใจว่า กระแสน้ำออสเตรเลียตะวันออก ที่เต่าทะเลดำลงไปและพุ่งทะยานไปกับมัน มีหน้าตาอย่างไร ฉะนั้น เราจึงทำให้การมองเห็นน้ำ ดูชัดเจนกว่าในความเป็นจริง เพราะที่สุดแล้ว เราไม่ได้พยายามจะสร้างโลกจริง ที่มีความถูกต้องตามวิทยาศาสตร์ เรากำลังพยายามสร้างโลกที่สมจริง โลกที่ผู้ชมสามารถดำดิ่งลงไป เพื่อสัมผัสประสบการณ์จากเรื่องราว

เราใช้วิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างอะไรบางอย่างที่น่าทึ่ง เราใช้เรื่องราวและสัมผัสของศิลปิน เพื่อนำเราไปยังสถานที่ที่น่าทึ่ง นายคนนี้ วอลล์-อี เป็นตัวอย่างที่ดี เขาพบกับความงามในสิ่งที่เรียบง่าย แต่เมื่อมาถึงเรื่องการให้แสง เรารู้ว่าเรากำลังเจอปัญหาใหญ่ เราหมกมุ่นกันอย่างมาก ในการทำให้ วอลล์-อี ดูสมจริง จนเราทำให้กล้องสองตาของเขา มีแสงสะท้อนแบบนัยตา

(เสียงหัวเราะ)

กล้องสองตาของเขาเป็นอุปกรณ์การแสดงออก อย่างหนึ่งที่สำคัญที่สุดของเขา เขาไม่มีหน้าหรือแม้กระทั่งบทพูด ฉะนั้น นักสร้างแอนิเมชันจะต้องพึ่งพา กล้องสองตานี้ เพื่อชูโรงการแสดงและอารมณ์ของเขา

เราเริ่มให้แสงและเราก็ได้รู้ว่า เลนส์สามอันที่อยู่ในกล้องสองตา สร้างความยุ่งยากในเรื่องการสะท้อนแสงมาก เขาเริ่มที่จะดูตาเยิ้ม ๆ

(เสียงหัวเราะ)

ค่ะ ตากระจกเป็นสิ่งที่ยากมาก ๆ เมื่อคุณพยายามจะโน้มน้าวผู้ชม ว่าหุ่นยนต์มีบุคลิก และสามารถที่จะตกหลุมรักได้ เราลองทำงานกับกล้องสองตาสะท้อนแสงนี้ พยายามหาทางออก ที่จะคงความเป็นหุ่นยนต์ของเขาไว้ แต่แก้ปัญหาเรื่องการสะท้อนแสง

เราเริ่มจากเลนส์เหล่านี้ นี่คือเลนส์หน้า เรามีเลนส์เว้า และเลนส์นูน และนี่คือตอนที่คุณเห็นมันทั้งสามพร้อมกัน และเห็นการสะท้อนจากพวกมันทั้งหมด เราลบมันออก เราพยายามกันมัน ไม่มีอะไรได้ผลเลย คุณจะเห็นได้ว่า บางครั้งเราต้องการอะไรบางอย่าง ในตาของเขา — โดยปกติแล้วจะเป็น อีวา เราไม่อาจใช้ภาพหลอก ๆ ในเลนส์ได้ ฉะนั้น ตรงนี้ เรามีอีวาในเลนส์แรก เรานำอีวาไว้ในเลนส์ที่สอง มันไม่ได้ผล เราเอามันออก มันก็ยังไม่ได้ผล

และ ณ วินาทีแห่งการค้นพบ เราเติมแสงที่บังเอิญเล็ดลอดเข้าไปในตา ให้กับวอลล์-อี คุณสามารถเห็นได้ว่า มันทำให้แผ่นช่องรับแสงสีเทาสว่างขึ้น ทันใดนั้นเอง แผ่นช่องรับแสง ก็โผล่ทะลุการสะท้อนนั่น ในแบบที่ไม่มีอะไรเหมือน ตอนนี้ เรามองว่า วอลล์-อี มีตา เหมือนกับที่มนุษย์มีตาขาว ม่านตาที่มีสี และรูม่านตาสีดำ ตอนนี้ วอลล์-อี มีตาสีดำ มีแผ่นช่องรับแสงสีเทา และรูม่านตาสีดำ ทันใดนั้นเอง วอลล์-อี ให้ความรู้สึก ว่าเขามีหัวใจ เหมือนกับตัวละครที่มีอารมณ์อยู่ภายใน ต่อมาในช่วงท้ายของภาพยนต์ วอลล์-อี เสียบุคลิกไป และกำลังจะตาย นี่เป็นเวลาที่เหมาะเจาะ ที่เราจะนำตาเยิ้ม ๆ เหมือนกระจกนั้นกลับมา ในฉากต่อไป วอลล์-อี กลับมามีชีวิต เรานำแสงกลับเข้ามา เพื่อทำให้เห็นแผ่นช่องรับแสงนั้นอีกครั้ง และเขาก็กลับมาเป็นหุ่นยนต์ที่เต็มไปด้วย จิตวิญญาณที่เราหลงรัก

(วีดีโอ) วอลล์-อี: อีวา

แดเนียล: มันมีความงาม ในวินาทีที่เราไม่คาดคิด — เมื่อคุณพบกับกุญแจ ที่ไขเปิดหัวใจของหุ่นยนต์ วินาทีที่คุณค้นพบ ว่าคุณต้องการทำอะไรในชีวิต แมงกะพรุนใน "ไฟน์ดิ้ง นีโม" คือวินาทีที่ว่านั่นสำหรับฉัน

มีหลายฉากในภาพยนต์ทุกเรื่องที่ต้อง พยายามเพื่อให้มันไปในทางเดียวกัน นี่เป็นหนึ่งในฉากเหล่านั้น ผู้กำกับวาดภาพฉากนี้เอาไว้ ตามภาพถ่ายที่สวยงามของแมงกะพรุน ในแปซิฟิกทางตอนใต้ เมื่อเราทำงานกันไปเรื่อย ๆ เราก็เจออุปสรรคเข้าให้ การตรวจทานกับผู้กำกับ จากแต่เดิมที่เป็นการพูดคุย เกี่ยวกับเรื่องรูปลักษณ์และความรู้สึก กลายไปเป็นคำถามมากมาย เกี่ยวกับจำนวนและเปอร์เซ็นต์ บางที เพราะว่านี่มันต่างไปจากปกติ เราสร้างมันขึ้นมาโดยอ้างอิงจากความจริง หรือบางที มันก็แค่เพราะว่าเราหลงทิศหลงทาง แต่มันกลายเป็นการใช้สมองโดยไม่ใช้ตา วิทยาศาสตร์ที่ไร้ซึ่งศิลปะ การจำกัดของเขตด้วยวิทยาศาสตร์ ทำให้การทำฉากนี้เจอกับอุปสรรค

แต่ถึงเราจะหงุดหงิดใจกันแค่ไหน ฉันก็ยังเชื่อว่ามันสามารถที่จะสวยงามได้ เมื่อมันมีถึงเรื่องการให้แสง ฉันเจาะลึกลงไป ในขณะที่ฉันทำงาน เพื่อปรับสมดุลสีฟ้าและชมพู การสะท้อนที่เต้นรำ อยู่บนพวงสายของแมงกะพรุน ลำแสงผ่านหมอกที่เป็นลูกคลื่น บางอย่างที่น่าจะเป็นความหวังก็ปรากฏขึ้น ฉันเข้ามาในเช้าวันหนึ่ง และตรวจงานของคืนเมื่อวาน และฉันก็ตื่นเต้นมาก จากนั้น ฉันเสนอมันต่อผู้กำกับด้านแสง และเธอก็ตื่นเต้น ต่อมา ฉันเสนอมันต่อผู้กำกับ ในห้องมืดที่มีคน 50 คน

ในการตรวจจากผู้กำกับ โดยทั่วไป คุณหวังว่าจะได้ยินคำชมบ้าง จากนั้นคุณก็จะได้จดข้อคิดเห็นกลับไป และนำไปปรับปรุงต่อ และจากนั้น คุณก็หวังว่าจะได้ร่างสุดท้าย ที่ส่งสัญญาณว่าเราจะได้ทำงานในขั้นต่อไป ฉันเกริ่นนำและแสดงฉากแมงกะพรุนนั้น และผู้กำกับก็นิ่งเงียบไปเป็นเวลานาน จนทำให้มันน่าอึดอัด นานพอที่จะทำให้ฉันคิดว่า "ไอ้หยา ตายแน่แล้ว" และจากนั้น เขาก็เริ่มปรบมือ และผู้ออกแบบการสร้างก็เริ่มปรบมือ และจากนั้นทั้งห้องก็ปรบมันกันกราว นี่คือวินาทีที่ฉันรอคอย สำหรับการให้แสง วินาทีที่ทุกอย่างเข้ามาประกอบเข้าด้วยกัน และเราได้โลกที่เราคิดว่าสมจริง

เราใช้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และรหัส ในการสร้างสรรค์โลกที่น่าทึ่งนี้ เราใช้การร้อยเรียงเรื่องราว และศิลปะ ในการให้ชีวิตกับมัน การสอดผสาน ของศิลปะและวิทยาศาสตร์นี้เอง ที่ยกระดับโลกนี้ ไปยังดินแดนแห่งความพิศวง ที่ซึ่งเต็มไปด้วยจิตวิญญาณ ที่ซึ่งเราให้คุณค่า ที่ซึ่งสิ่งต่าง ๆ ที่คุณจินตนาการ สามารถเป็นจริงได้ — และโลกที่ซึ่งเด็กหญิงได้ตระหนักว่า เธอไม่ได้เป็นเพียงแค่นักวิทยาศาสตร์ แต่ยังเป็นศิลปินอีกด้วย

ขอบคุณค่ะ

(เสียงปรบมือ)