4,290,375 views • 20:06

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็พูดถึงความสุขนะครับ ผมเคยให้คนนับว่ามีหนังสือที่มีคำว่า “ความสุข” อยู่ในชื่อเรื่องตีพิมพ์ออกมากี่เล่มภายในห้าปีที่ผ่านมา พวกเขายอมแพ้หลังจากนับถึง 40 แล้วยังเหลือที่ยังไม่ได้นับอีกเยอะมาก กระแสความสนใจเรื่องความสุขมาแรงมาก ในหมู่นักวิจัย มีโปรแกรมฝึกอบรมเรื่องความสุขออกมามากมาย ทุกคนอยากทำให้ผู้คนมีความสุขมากขึ้น แต่แม้จะมีงานพวกนี้ออกมาเยอะแยะ ก็ยังมีกับดักทางความคิดบางอย่าง ที่ดูเหมือนจะทำให้แทบเป็นไปไม่ได้เลย ที่เราจะมองความสุขโดยไม่สับสน

และวันนี้ เรื่องที่ผมจะพูดก็เกี่ยวกับกับดักทางความคิดพวกนี้แหละครับ ซึ่งเรื่องนี้สำคัญทั้งกับคนทั่วไปที่คิดถึงความสุขของตัวเอง และนักวิชาการที่ศึกษาเรื่องความสุข เพราะปรากฏว่าพวกเราก็สับสนไม่แพ้คนทั่วไป กับดักตัวแรก คือ การไม่ยอมรับความซับซ้อน ตอนนี้กลายเป็นว่าคำว่าความสุข ไม่ใช่คำที่มีประโยชน์แล้ว เพราะเราใช้มันแบบเหมารวมแทนหลายอย่างมากเกินไป ผมคิดว่าเราน่าจะจำกัดการใช้คำว่าความสุขไว้ให้มีความหมายอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่จะทำอย่างนั้นได้ เราต้องทิ้งความหมายอื่นๆ ไป และเราต้องยอมรับมุมมองเกี่ยวกับสุขภาวะ (well-being) ที่ซับซ้อนกว่านี้ กับดักอย่างที่สองคือความสับสนระหว่างประสบการณ์กับความทรงจำ ซึ่งนั่นก็คือ ความสับสนระหว่างการมีความสุข 'ใน' ชีวิต กับการมีความสุข 'เกี่ยวกับ' หรือ 'กับ' ชีวิตของคุณ สองอย่างนี้เป็นแนวคิดที่แตกต่างกันมากนะครับ แต่มันกลับถูกเหมารวมเข้าด้วยกันภายใต้คำว่าความสุข กับดักประการที่สามก็คือภาพลวงตาเมื่อเรามุ่งความสนใจไปยังปัจจัยที่มีผลต่อความสุข โชคร้ายที่มันเป็นข้อเท็จจริงที่เลี่ยงไม่ได้ ที่ว่าเราไม่สามารถคิดถึงเหตุการณ์ ที่มีผลต่อสุขภาวะ (well-being) ของเรา ได้โดยไม่บิดเบือนความสำคัญของมัน ผมขอบอกว่า มันเป็นกับดักทางความคิดจริงๆ ไม่มีทางที่เราจะมองมันอย่างถูกต้องได้

ทีนี้ ผมอยากเริ่มด้วยตัวอย่าง ที่มีใครคนหนึ่งเล่าให้ผมฟังในช่วงถามตอบ หลังเล็กเชอร์ครั้งหนี่งของผม [ ไม่ชัดเจน ] เขาบอกว่าเขาได้ฟังเพลงซิมโฟนีเพลงหนึ่ง ซึ่งไพเราะสุดๆ แต่แล้วตอนท้ายของเพลง ก็มีเสียงเอี๊ยดอ๊าดแสบแก้วดังหูออกมา เขาเล่าต่อแบบใส่อารมณ์ว่า มันทำลายประสบการณ์การฟังเพลงของเขาหมดเลย แต่ที่จริงไม่ใช่หรอกครับ สิ่งที่ถูกทำลายคือความทรงจำเกี่ยวกับประสบการณ์ต่างหาก เขาได้รับประสบการณ์การฟังเพลงนั้นไปครบถ้วนแล้ว เขาได้ฟังเพลงที่เพราะสุดๆ ไปแล้วยี่สิบนาที เพียงแต่มันไม่เหลืออะไรเก็บไว้เลย สิ่งที่เหลืออยู่กับเขามีเพียงแค่ความทรงจำ แล้วความทรงจำนั้นก็ดันมาถูกทำลาย ทั้งๆ ที่ความทรงจำเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เหลือให้เขาเก็บไว้ได้

เรื่องนี้สอนเราว่า ที่จริงแล้ว เราต้องคิดถึงตัวเราเองรวมทั้งคนอื่น ว่ามีตัวตนสองมิติ เรามีตัวตนที่รับรู้ประสบการณ์ ซึ่งมีชีวิตอยู่ในขณะปัจจุบัน และรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มันสามารถเรียกเอาอดีตขึ้นมาสัมผัสได้ใหม่ แต่ก็สัมผัสได้เพียงในขณะปัจจุบันเท่านั้น ตัวตนที่รับประสบการณ์นี่แหละ ที่คุณหมอคุยด้วย ตอนที่หมอถามว่า “คุณเจ็บไหมเวลาผมจับตรงนี้” แล้วเราก็มีตัวตนที่เก็บความทรงจำ ตัวตนที่เก็บความทรงจำนี้ทำหน้าที่นับแต้ม และจดจำเรื่องราวชีวิตของเรา มันคือตัวตนที่คุณหมอคุยด้วย เวลาที่หมอถามว่า “พักหลังมานี้คุณรู้สึกยังไงบ้าง” หรือ “ที่คุณไปอัลเบเนียมา เป็นยังไงบ้างครับ” อะไรทำนองนั้น ตัวตนสองมิตินี้แตกต่างกันมาก ตัวตนที่รับรู้ประสบการณ์กับตัวตนที่เก็บความทรงจำ การเอาตัวตนสองมิตินี้มาปะปนกันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราสับสน กับความหมายของความสุข

ไอ้เจ้าตัวตนที่เก็บความทรงจำนี่ เป็นนักเล่าเรื่อง แล้วมันก็เริ่มตั้งแต่ปฏิกิริยาตอบสนองขั้นพี้นฐานของความทรงจำเลย มันเริ่มทันทีที่เราได้รับประสบการณ์ เราไม่ได้เริ่มเล่าเรื่องเมื่อเราตั้งใจจะเล่าเรื่องเท่านั้น ความทรงจำเล่าเรื่องต่างๆ ให้เราฟัง นั่นหมายความว่า สิ่งที่เราเหลือเก็บไว้จากประสบการณ์ที่เราได้รับ คือเรื่องเล่า ผมขอยกตัวอย่างอันหนึ่ง เป็นงานวิจัยที่เก่าแล้วครับ นี่คือผลวิจัยจากผู้ป่วยที่ผ่านการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ซึ่งเจ็บสุดๆ ผมจะไม่ลงรายละเอียดนะครับ แล้วเดี๋ยวนี้ก็มีวิธีใหม่ที่ไม่เจ็บแล้วล่ะ แต่มันเจ็บมากตอนที่เราทำงานวิจัยชิ้นนี้ในช่วงปี 1990s เราขอให้ผู้ป่วยรายงานระดับความเจ็บทุกๆ 60 วินาที และนี่คือผลจากผู้ป่วยสองคน กราฟพวกนี้คือบันทึกความเจ็บของผู้ป่วยทั้งสองคน ถ้าถามว่า “ใครเจ็บมากกว่า” คงเป็นคำถามที่ตอบง่ายมากเลย เห็นได้ชัดเลยว่าผู้ป่วย B เจ็บมากกว่า การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ของเขาใช้เวลานานกว่า และทุกนาทีของความเจ็บปวดที่ผู้ป่วย A ได้รับ ผู้ป่วย B ก็ได้รับเหมือนกันและมากยิ่งกว่า

แต่ทีนี้มันก็มีอีกคำถามหนึ่งว่า “ผู้ป่วยเหล่านี้คิดว่าเขาเจ็บมากแค่ไหน?” นี่แหละครับที่น่าประหลาดใจ เพราะปรากฏว่าผู้ป่วย A มีความทรงจำเกี่ยวกับการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ ที่เลวร้ายกว่าผู้ป่วย B เรื่องราวการส่องกล้องในความทรงจำมันแตกต่างไปจากประสบการณ์จริง ทีนี้ ส่วนสำคัญที่สุดของเรื่องเล่าคือตอนจบเป็นอย่างไร คือ เรื่องของผู้ป่วยทั้งสองนี้ก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่หรือสร้างแรงบันดาลใจอะไรหรอกนะ แต่เรื่องหนึ่ง... (เสียงหัวเราะ) แต่เรื่องหนึ่งมันเลวร้ายกว่าอีกเรื่องหนึ่งอย่างชัดเจน โดยเรื่องที่เลวร้ายกว่า ก็คือเรื่องที่ความเจ็บปวดเพิ่มขึ้นสูงสุดตอนจบพอดี มันก็เลยเป็นเรื่องที่แย่ เรารู้ได้อย่างไรครับ? เพราะเราถามผู้ป่วยเหล่านี้หลังจากส่องกล้องเสร็จ แล้วก็ถามอีกครั้งหลังจากเวลาผ่านไปนานแล้วด้วย ว่า "โดยรวมแล้ว การส่องกล้องนี่มันแย่แค่ไหน?" ผลคือ ความทรงจำเรื่องการส่องกล้องของผู้ป่วย A แย่กว่าของผู้ป่วย B มากเลย

นี่คือความขัดแย้งโดยตรงเลย ระหว่างตัวตนที่รับรู้ประสบการณ์กับตัวตนที่เก็บความทรงจำ จากมุมมองของตัวตนที่รับรู้ประสบการณ์ เห็นได้ชัดว่าผู้ป่วย B มีประสบการณ์ที่เลวร้ายกว่า ทีนี้ สิ่งที่คุณจะทำได้ เพื่อให้ผู้ป่วย A รู้สึกดีขึ้น ซึ่งเราได้ทำการทดลองแล้ว ลองนำไปใช้จริงแล้ว และมันก็ได้ผล ก็คือ ยืดระยะเวลาการส่องกล้องของผู้ป่วย A ออกไป โดยทิ้งท่อไว้อย่างนั้น แต่อย่าไปขยับมันมาก มันจะทำให้ผู้ป่วย ต้องเจ็บต่อไป แต่ก็แค่นิดหน่อย และน้อยลงกว่าก่อนหน้านี้เยอะเลย ถ้าคุณทำอย่างนี้สักสองสามนาที คุณจะทำให้ตัวตนที่รับรู้ประสบการณ์ ของคนไข้ A รู้สึกแย่ลง แต่ทำให้ตัวตนที่เก็บความทรงจำของเขา รู้สึกดีขึ้นมาก เพราะคุณมอบเรื่องราวใหม่ให้ผู้ป่วย A เป็นเรื่องเล่าเวอร์ชั่นที่ดีกว่าเดิม เกี่ยวกับประสบการณ์ของเขา แล้วอะไรเป็นตัวตัดสินว่าเรื่องเล่านั้นดีหรือร้าย? ทั้งในกรณีเรื่องเล่า ที่ความทรงจำสร้างขึ้นมาให้เรา และเรื่องเล่าที่เราแต่งขึ้นมาเอง สิ่งที่ตัดสินว่าเรื่องเล่านั้นเป็นเรื่องดีหรือร้าย ได้แก่ การเปลี่ยนแปลง เหตุการณ์หรือช่วงเวลาสำคัญ แล้วก็ตอนจบ ตอนจบนี่สำคัญมากๆ สำหรับกรณีนี้ ตอนจบเป็นตัวชี้ขาดเลยครับ

ประเด็นต่อมา คือ ตัวตนที่รับรู้ประสบการณ์เนี่ย มีชีวิตอยู่อย่างต่อเนื่อง มันมีเสี้ยวเวลาของประสบการณ์ ณ ขณะหนึ่งต่อด้วยขณะต่อไปเรื่อยๆ ถ้าคุณถามว่า แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับประสบการณ์ในเสี้ยวเวลาเหล่านั้น คำตอบง่ายๆ ตรงไปตรงมาครับ มันหายไปตลอดกาล ผมหมายถึงช่วงเวลาส่วนใหญ่ในชีวิตของเรานะครับ ผลเคยลองคำนวณนะ คือ ชั่วขณะปัจจุบันที่จิตเรารับรู้เนี่ย มีความยาวเพียงสามวินาที ซึ่งหมายความว่า ในชีวิตคนเรามีเสี้ยวเวลาอย่างนี้ถึงประมาณ 600 ล้านชิ้น ในหนึ่งเดือนก็มี 600,000 ชิ้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่เหลือร่องรอยอะไรไว้ เสี้ยวเวลาของประสบการณ์ส่วนใหญ่ ถูกตัวตนที่เก็บความทรงจำลืมไปโดยสิ้นเชิง แต่ยังไงคุณก็รู้สึกว่า มันน่าจะสำคัญ รู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในเสี้ยวเวลาเหล่านี้ คือชีวิตของเรา มันเป็นทรัพยากรอันจำกัดที่เราใช้จ่ายออกไป ระหว่างที่เรามีชีวิตอยู่บนโลก แล้วเราจะใช้มันอย่างไร ก็ดูเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใส่ใจ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องราว ที่ตัวตนที่เก็บความทรงจำเก็บไว้ให้เรา

เอาล่ะ เรามีตัวตนที่เก็บความทรงจำ และตัวตนที่รับรู้ประสบการณ์ แล้วสองอย่างนี้ก็แตกต่างกันมาก สิ่งที่ตัวตนสองมิตินี้ต่างกันมากที่สุด ก็คือการจัดการเวลา ถ้ามองจากมุมของตัวตนที่รับรู้ประสบการณ์ สมมติว่าคุณไปเที่ยว แล้วสัปดาห์ที่สองก็ดีพอๆ กับสัปดาห์แรก การไปเที่ยวสองสัปดาห์ ก็ย่อมดีกว่าสัปดาห์เดียวถึงสองเท่า แต่สำหรับตัวตนที่เก็บความทรงจำ มันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย สำหรับตัวตนที่เก็บความทรงจำ การท่องเที่ยวสองสัปดาห์แทบไม่ได้ดีไปกว่าหนึ่งสัปดาห์เลย เพราะมันไม่ได้มีความทรงจำใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เรื่องราวมันไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไป เพราะอย่างนี้ เวลาจึงเป็นตัวแปรหลัก ที่ทำให้ตัวตนที่เก็บความทรงจำ แตกต่างจากตัวตนที่รับรู้ประสบการณ์ เพราะเวลามีผลกับเรื่องเล่าน้อยมาก

นอกจากนี้ ตัวตนที่เก็บความทรงจำยังทำหน้าที่ มากกว่าจดจำและเล่าเรื่อง ที่จริงมันคือตัวตนที่ตัดสินใจเรื่องต่างๆ เพราะถ้าคุณมีผู้ป่วยคนหนึ่ง ที่เคยส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่สองครั้งกับหมอสองคน แล้วต่อมาเขาต้องตัดสินใจว่าจะตรวจกับใคร คนที่เขาจะเลือก ก็คือคนที่เขามีความทรงจำแย่ๆ น้อยกว่า หมอคนนั้นก็จะถูกเลือก ตัวตนที่รับรู้ประสบการณ์ ไม่มีสิทธิมีเสียงในการตัดสินใจนี้เลย เราไม่ได้เลือกระหว่างประสบการณ์สองอย่าง แต่เราเลือกระหว่างความทรงจำเกี่ยวกับประสบการณ์สองอย่าง แม้แต่เวลาที่เราคิดถึงอนาคต เราก็ไม่ได้คิดถึงอนาคตของเราในรูปของประสบการณ์ เราคิดถึงอนาคตของเรา ในรูปของความทรงจำที่เราคาดว่าจะเกิดขึ้น คุณอาจจะมองว่า นี่คือ ความเอาแต่ใจอย่างร้ายกาจของตัวตนที่เก็บความทรงจำ และมองว่าตัวตนที่เก็บความทรงจำ คอยแต่จะลากตัวตนที่รับประสบการณ์ เข้าไปสัมผัส สิ่งที่ตัวตนที่รับประสบการณ์ไม่อยากสัมผัส

ผมรู้สึกว่า เวลาเราไปเที่ยว มันเป็นอย่างนี้ประจำเลย จริงๆ นะ คือที่เราไปเที่ยวนี่ ส่วนใหญ่ก็เพื่อ เอาใจตัวตนที่เก็บความทรงจำ ซึ่งผมว่ามันดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่ คือ เราใช้เวลาดื่มด่ำอยู่กับความทรงจำของเรามากแค่ไหนกัน เราถึงใช้มันเป็นข้ออ้าง ที่จะให้อำนาจชี้นำการตัดสินใจ ตกเป็นของตัวตนที่เก็บความทรงจำ เวลาคิดถึงเรื่องนี้ผมนึกถึงตอนที่ผมไปเที่ยว ที่แอนตาร์คติกาเมื่อสองสามปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวพักผ่อนที่ดีที่สุดที่ผมเคยไปมาเลย แล้วผมก็นึกถึงมันค่อนข้างบ่อยนะ เมื่อเทียบกับการไปเที่ยวครั้งอื่นๆ ผมว่าผมใช้เวลาดื่มด่ำ อยู่กับความทรงจำของการไปเที่ยวสามอาทิตย์ครั้งนั้น สัก 25 นาทีภายในสี่ปีที่ผ่านมา ถ้าผมได้เปิดอัลบั้มรูป ที่เต็มไปด้วยรูปถ่าย 600 รูป ผมคงได้ใช้เวลากับมันเพิ่มอีกสักชั่วโมง เที่ยวสามอาทิตย์ กับการคิดถึงมันอย่างมากชั่วโมงครึ่ง ดูแตกต่างกันมากเลยนะครับ คือผมก็อาจจะเป็นตัวอย่างที่สุดโต่งนะ ที่ใช้เวลาดื่มด่ำกับความทรงจำน้อยมาก แต่ถึงคุณใช้เวลากับความทรงจำมากกว่านี้ เราก็ยังมีคำถามอยู่ดีว่า ทำไมเราถึงให้น้ำหนักกับความทรงจำ มากกว่าตัวประสบการณ์จริงมากนัก

ฉะนั้นผมเลยอยากให้คุณลองคิดเล่นๆ มาทำการทดลองทางความคิดกันหน่อย ลองจินตนาการนะว่า ถ้าคุณรู้ว่าหลังกลับจากไปเที่ยวคราวหน้าแล้ว รูปถ่ายทั้งหมดของคุณจะถูกทำลาย และคุณจะต้องกินยาลบความทรงจำ ที่ทำให้จำอะไรไม่ได้เลย คุณจะยังไปเที่ยวที่เดิมไหม (เสียงหัวเราะ) ถ้าคุณเลือกไปเที่ยวที่อื่น ก็จะเกิดความขัดแย้งระหว่างตัวตนทั้งสองมิติของคุณ และคุณก็ต้องคิดว่าจะแก้ปัญหาความขัดแย้งนี้ยังไง ซึ่งไม่ใช่ตัดสินใจได้ง่ายๆ นะครับ เพราะว่า ถ้าคุณคิดในแง่ของเวลา คุณก็จะได้คำตอบหนึ่ง แต่ถ้าคิดในแง่ของความทรงจำ คุณก็อาจจะได้คำตอบที่ต่างออกไป ทำไมเราถึงเลือกไปเที่ยวที่ใดที่หนึ่ง เป็นคำถามที่เราต้องเจอ และต้องเลือกระหว่างตัวตนทั้งสองมิติของเรา

ตัวตนทั้งสองมิตินี้ มองความสุขในสองความหมายที่ต่างกัน ความสุขก็เลยมีสองความหมาย ซึ่งใช้กับตัวตนคนละมิติ คุณอาจจะตั้งคำถามว่า: ตัวตนที่รับรู้ประสบการณ์มีความสุขแค่ไหน? แล้วก็ถามว่า: แต่ละชั่วขณะในชีวิตของตัวตนที่รับประสบการณ์ มีความสุขแค่ไหน? ความสุขในแต่ละชั่วขณะนั้น เป็นกระบวนการที่ซับซ้อน มีอารมณ์ความรู้สึกอะไรบ้างล่ะครับ ที่เราสามารถวัดได้? แล้ว... อ้อ แต่ตอนนี้เราก็สามารถ วัดความสุขของตัวตนที่รับประสบการณ์ ที่เปลี่ยนแปลงข้ามช่วงเวลาได้ดีพอสมควรแล้วนะครับ ทีนี้ ถ้าคุณถามถึงความสุขของตัวตนที่เก็บความทรงจำ มันจะต่างออกไปโดยสิ้นเชิงเลยนะ มันไม่ใช่คำถามว่าคนใช้ชีวิตอย่างมีความสุขแค่ไหน แต่เกี่ยวกับว่าคนมีความพึงพอใจแค่ไหน เมื่อเขาคิดถึงชีวิตของตัวเอง ซึ่งต่างกันมากเลยนะครับ ใครก็ตามที่ไม่แยกแยะสองความหมายนี้ออกจากกัน ก็จะทำให้การศึกษาวิจัยความสุขมันมั่วไปหมด ผมเองก็เป็นหนึ่งในนักศึกษาเรื่องสุขภาวะ (well-being) ที่ทำให้การศึกษาวิจัยเรื่องความสุขวุ่นวายสับสนมานาน มั่วแบบนี้เลยแหละ

ความแตกต่างระหว่าง ความสุขของตัวตนที่รับประสบการณ์ และความพึงพอใจของตัวตนที่เก็บความทรงจำ เพิ่งเป็นที่ตระหนักกันในหมู่นักวิจัยเมื่อไม่นานมานี้เอง และตอนนี้ก็เริ่มมีความพยายามที่จะวัดความสุขสองมิตินี้แยกจากกันแล้ว องค์กรแกลลอปได้ทำการสำรวจทั่วโลก กับกลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งล้านคน ซึ่งตอบคำถามเกี่ยวกับว่า เขาคิดยังไงกับชีวิต และประสบการณ์ของตนเอง และก็มีความพยายามในลักษณะเดียวกันนี้จากหน่วยงานอื่นๆ ด้วย ดังนั้น เดี๋ยวนี้เราก็เลยเริ่มได้เรียนรู้ เกี่ยวกับความสุขของตัวตนสองมิตินี้ และผมคิดว่าบทเรียนสำคัญที่เราได้เรียนรู้ ก็คือ มันแตกต่างกันจริงๆ คุณอาจจะรู้ดีเลยว่าใครคนหนึ่งพึงพอใจกับชีวิตเขาไหม แต่มันจะไม่ได้บอกอะไรคุณมาก ว่าเขามีความสุขมากแค่ไหน ขณะที่เขาใช้ชีวิต ในทางกลับกันก็เหมือนกัน ถ้าพูดในแง่ค่าสหสัมพันธ์ ค่าสหสัมพันธ์ก็อยู่ที่ประมาณ .5 นั่นหมายความว่า ถ้าคุณพบใครคนหนึ่ง แล้วคุณทราบมาว่า พ่อของเขาสูงหกฟุต คุณจะทายความสูงของเขาได้แม่นยำแค่ไหน คือ คุณก็จะพอเดาความสูงของเขาได้นะ แต่มันมีความไม่แน่นอนอยู่เยอะมาก คุณก็ต้องเจอความไม่แน่นอนแบบเดียวกันนี้แหละ ถ้าผมบอกคุณว่า มีใครคนหนึ่งให้คะแนนความสุขในชีวิตตัวเองแปดจากสิบ คุณก็ยังไม่สามารถแน่ใจได้ ว่าเขามีความสุขแค่ไหน กับตัวตนที่รับประสบการณ์ ค่าสหสัมพันธ์ก็เลยต่ำ

เราพอจะรู้อยู่บ้าง ว่าอะไรที่กำหนด ความพึงพอใจของตัวตนที่มีความสุข เรารู้ว่าเงินสำคัญมาก เป้าหมายในชีวิตก็สำคัญมาก เรารู้ว่าความสุขนั้น หลักๆ แล้ว ก็คือการพึงพอใจกับผู้คนที่เราชอบ ได้ใช้เวลากับคนที่เราชอบ อาจจะมีความพึงพอใจอย่างอื่นอีก แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องหลัก ดังนั้น ถ้าคุณต้องการเพิ่มความสุขของตัวตนสองมิตินี้ สุดท้ายคุณต้อง ทำสิ่งที่แตกต่างกันมาก ข้อสรุปสุดท้ายของทั้งหมดที่ผมพูดมาก็คือ เราไม่ควรคิดว่าความสุข คือสิ่งเดียวกับสุขภาวะ (well-being) มันเป็นสองอย่างที่แตกต่างกันมากเลย

ทีนี้ อย่างรวดเร็วนะครับ เหตุผลอีกอย่างที่ทำให้เราไม่สามารถเข้าใจความสุขได้อย่างชัดเจน ก็เพราะเราไม่ได้มุ่งความสนใจไปที่สิ่งเดียวกัน ตอนที่เรามองชีวิต กับตอนที่เราใช้ชีวิตจริงๆ ดังนั้น ถ้าคุณถามคำถามง่ายๆ ว่าคนในแคลิฟอร์เนียมีความสุขแค่ไหน คุณจะไม่ได้คำตอบที่แท้จริงหรอก ตอนที่ถามคำถามนั้น คุณย่อมคิดว่าคนที่อยู่ในแคลิฟอร์เนียต้องมีความสุขมากกว่า ถ้าตัวคุณเองอยู่รัฐอื่น เช่น โอไฮโอ (เสียงหัวเราะ) สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เวลาคุณคิดถึงการใช้ชีวิตในแคลิฟอร์เนีย คุณคิดถึงความแตกต่าง ระหว่างแคลิฟอร์เนียกับที่อื่น เช่น ความแตกต่างเรื่องอากาศ แต่ปรากฏว่าสภาพอากาศ ไม่ได้สำคัญกับตัวตนที่รับประสบการณ์มากนัก แล้วที่จริงก็ไม่ค่อยสำคัญกับตัวตนที่ทำหน้าที่คิด ซึ่งเป็นผู้ตัดสินว่าคนเรามีความสุขแค่ไหนด้วย แต่ทีนี้ เพราะว่าตัวตนที่ทำหน้าที่คิดกำลังเป็นใหญ่อยู่ในขณะนั้น คุณหรือคนบางคนอาจจะลงเอย ด้วยการย้ายมาอยู่แคลิฟอร์เนีย ก็น่าติดตามดูนะครับ ว่าจะเกิดอะไรขึ้น กับคนที่ย้ายมาอยู่แคลิฟอร์เนียเพราะหวังว่าจะมีความสุขมากขึ้น คือ ตัวตนที่รับประสบการณ์น่ะ มันจะไม่ได้มีความสุขมากขึ้นหรอกครับ เรารู้อยู่แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นคือ คนพวกนี้จะคิดว่าเขามีความสุขมากขึ้น เพราะเวลาเขาคิดถึงชีวิตในแคลิฟอร์เนีย เขาก็จะนึกเปรียบเทียบว่าเมื่อก่อนเคยอยู่โอไฮโออากาศมันแย่ขนาดไหน แล้วเขาก็จะรู้สึกว่าตัดสินใจถูกแล้วที่ย้ายมา

มันยากจริงๆ นะครับ ที่จะคิดเรื่องความอยู่ดีมีสุขโดยไม่สับสน และผมคิดว่าผมแสดงให้คุณเห็นแล้ว ว่ามันยากยังไง

ขอบคุณครับ

(เสียงปรบมือ)

คริส แอนเดอร์สัน: ขอบคุณครับ ผมมีคำถามหน่อยครับ ขอบคุณมากครับ คือ ตอนที่เราคุยโทรศัพท์กันสองสามอาทิตย์ก่อน คุณเล่าให้ฟังว่ามีข้อมูลที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง จากการสำรวจของแกลลอปที่คุณพูดถึง ช่วยเล่าให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหมครับ เพราะคุณยังมีเวลาเหลืออีกนิดหน่อย

แดเนียล คานีแมน: ได้ครับ ผมว่าผลที่น่าสนใจที่สุดที่เราเจอในการสำรวจของแกลลอป คือตัวเลขตัวหนึ่ง ซึ่งเราไม่คาดคิดเลยว่าจะพบ เราพบว่า เมื่อพูดถึงความสุข ของตัวตนที่รับประสบการณ์ พอเราวิเคราะห์ว่าความรู้สึกเป็นสุข มันแปรผันไปกับรายได้หรือเปล่า ปรากฏว่า คนที่มีรายได้ต่ำกว่า หกหมื่นดอลลาร์ต่อปี สำหรับคนอเมริกัน ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างชาวอเมริกันขนาดใหญ่มาก ก็สักหกแสนคน แต่ก็ถือว่าเป็นตัวแทนที่ดีของประชากร เราพบว่า คนที่มีรายได้ต่ำกว่าหกแสนดอลลาร์ต่อปี

คริส แอนเดอร์สัน: หกหมื่นครับ

แดเนียล คานีแมน: อ่า ใช่ หกหมื่น (เสียงหัวเราะ) หกหมื่นดอลล่าร์ต่อปี คนพวกนี้ไม่มีความสุขครับ ยิ่งรายได้น้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งไม่มีความสุขเท่านั้น แต่กับคนที่รายได้มากกว่านั้น เส้นความสัมพันธ์กับความสุขเป็นแนวราบเลย ผมไม่เคยเห็นเส้นราบขนาดนี้มาก่อนเลยนะ ผลมันบอกชัดเจนเลยว่า เงินไม่สามารถซื้อประสบการณ์ความสุขได้ แต่การไม่มีเงินทำให้เราทุกข์ แล้วเราก็สามารถวัดความทุกข์พวกนี้ ได้ชัดเจนมากๆ เลย แต่พอเราพูดถึงตัวตนที่เก็บความทรงจำ ผลกลับกลายเป็นอีกเรื่องไปเลย ยิ่งคุณมีเงินมากเท่าไหร่ คุณจะพึงพอใจมากขึ้นเท่านั้น แต่มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นในกรณีของอารมณ์ความรู้สึกในแต่ละขณะ

คริส: แต่แดนนี่ครับ ความมานะอุตสาหะของสังคมอเมริกันทั้งหมด ล้วนเป็นไปเพื่อชีวิต เสรีภาพ และการแสวงหาความสุข ถ้าผู้คนเชื่อผลวิจัยนี้จริงๆ คือ มันดูเหมือนจะล้มล้าง ทุกอย่างที่เราเชื่อกันมา ตัวอย่างเช่น นโยบายภาษีและเรื่องอื่นๆ มันจะเป็นไปได้หรือครับ ที่นักการเมือง และประเทศสหรัฐอเมริกา จะเชื่อในผลการวิจัยนี้ และดำเนินนโยบายสาธารณะบนพี้นฐานของผลวิจัยนี้

แดเนียล: ผมว่าตอนนี้คนตื่นตัวเรื่องนี้กันมากขึ้นนะ เรื่องบทบาทของงานวิจัยความสุขในนโยบายสาธารณะเนี่ย ความตื่นตัวเรื่องนี้ในอเมริกาก็คงจะช้าล่ะครับ ไม่ต้องสงสัย แต่ในอังกฤษ มันเกิดขึ้นแล้ว ในประเทศอื่นก็เกิดขึ้นแล้วเช่นกัน ผู้คนกำลังตระหนักแล้วว่า เขาควรคิดถึงความสุขด้วย เวลาคิดถึงนโยบายสาธารณะ มันคงใช้เวลาสักพัก แล้วเราก็ต้องอภิปรายกันด้วย ว่าเราอยากศึกษาประสบการณ์ความสุข หรือการประเมินความพึงพอใจในชีวิต เราคงต้องมาถกเรื่องนี้กันในไม่ช้า วิธีการเสริมสร้างความสุข ก็ทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับว่าคุณมองมันอย่างไร และคุณคิดถึงตัวตนที่เก็บความทรงจำ หรือตัวตนที่รับประสบการณ์ ผมเชื่อว่าเรื่องนี้จะมีอิทธิพลต่อนโยบายของประเทศในอนาคต ในสหรัฐอเมริกาก็เริ่มมีความพยายาม ที่จะวัดประสบการณ์ความสุขของประชากรแล้ว ผมว่าอีกหนึ่งหรือสองทศวรรษข้างหน้า จะต้องมีการเก็บข้อมูลความสุขเป็นสถิติแห่งชาติ

คริส: ครับ ผมเชื่อว่าประเด็นเรื่องความสุขนี้จะเป็น หรืออย่างน้อยก็ควรจะเป็น ประเด็นการอภิปรายทางนโยบายที่น่าสนใจที่สุด ที่เราต้องติดตามในอีกสองสามปีข้างหน้า ขอบคุณมากครับ ที่สรรค์สร้างวิชาเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมขึ้นมา ขอบคุณครับ แดนนี่ คานีแมน