ผมจะมาพูดให้ทุกคนฟัง เกี่ยวกับเรื่องว่าเรา ไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มๆจากข้อมูลทางด้านสุขภาพ ซึ่งเราในที่นี้คือผู้ป่วย หรือ--ที่ผมชอบใช้ศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ว่า-- ประชาชน เพราะว่าทุกคนก็คือผู้ป่วย ทุกคนก็คือประชาชน แม้แต่แพทย์เองบางครั้งก็ยังกลายมาเป็นผู้ป่วย ดังนั้นผมจึงอยากจะพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในแง่ที่ว่ามันเป็นโอกาส ซึ่งจริงๆแล้วถือประเทศเราล้มเหลวในเรื่องการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่านี้ พูดกันจริงๆแล้ว ถือว่าล้มเหลวกันทั่วโลกเลย ถ้าคุณอยากจะเข้าใจในภาพใหญ่-- ซึ่งผมหมายถึงงานสาธารณสุข สาขาของผม เรามองถึงเรื่องปัญหาทางพฤติกรรม เรากำลังมองว่าแท้จริงแล้วประชาชนได้รับข้อมูลอะไร และทำไมพวกเขาไม่สามารถทำตามข้อมูลนั้นได้ทั้งหมด ปัญหานี้เราเห็นได้จากโรคเบาหวาน โรคอ้วนและโรคหลอดเลือดหัวใจต่างๆ หรือแม้แต่โรคมะเร็ง เมื่อเรานึกถึงการสูบบุหรี่ พฤติกรรมต่างๆที่เราก็รู้กันอยู่แล้วว่าเราควรจะทำอะไร เรารู้ว่าเราควรจะทำอะไร แต่เราก็ยังไม่ทำอยู่ดี
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นอะไรที่-- มีมานานแล้วในทางการแพทย์ ย้อนนานไปจนถึงยุคของอริสโตเติล และพวกแพทย์ก็ไม่ชอบเลย ใช่ไหมครับ พวกแพทย์ก็บ่นกันตลอดเวลา เมื่อเราพูดถึงเรื่องของให้ความมีส่วนร่วม หรือการไม่ให้ความร่วมมือในการรักษา เมื่อพูดถึงที่คนไม่กินยาที่ได้รับ เมื่อพวกเราไม่ทำตามคำสั่งของแพทย์ ซึ่งล้วนเป็นปัญหาทางด้านพฤติกรรม แต่ไม่ว่าการแพทย์จะบ่นเรื่อง เกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ไม่ได้ความก้าวหน้าทางนี้มากนัก ในเรื่องของการพยายามจะแก้ปัญหา ดังนั้นเรื่องสำคัญก็คือ กลับมาให้ความสำคัญกับการตัดสินใจ-- การให้ข้อมูลแก่ประชาชนในรูปแบบใหม่ ซึ่งไม่ใช่แค่การให้ความรู้กับพวกเขา หรือแค่ให้ข้อมูล แต่ควรให้ข้อมูลที่จะนำไปสู่การตัดสินใจได้ดีขึ้น ทางเลือกที่ดีขึ้นสำหรับชีวิตของพวกเขา
มีสาขาทางการแพทย์หนึ่ง ซึ่งแก้ปัญหาการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ดี และนั่นก็คือทันตกรรม ทันตกรรมอาจจะดูเหมือน--ผมคิดว่าดูเหมือนนะ ว่าทันตแพทย์จะต้องยอมรับนะว่า ไม่ได้มีอะไรพิเศษในแผนกทันตกรรม ไม่ได้มีอะไรที่ดูเจริญหูเจริญตาในแผนกทันตกรรมเลย แต่พวกเขาก็มีปัญหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนพฤติกรรม และสามารถแก้ปัญหาได้ ซึ่งเป็นวิธีป้องกันกับเกี่ยวกับสุขภาพที่ประสบความสำเร็จอันหนึ่ง ในระบบสุขภาพของเรา นั่นคือการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟัน พวกเราไม่ได้พยายามทำมันให้มากเท่าที่ควรจะทำ แต่ก็ยังทำอยู่
ผมจะพูดถึงเรื่องการทดลองอันหนึ่ง ซึ่งเกิดจากกลุ่มทันตแพทย์ในคอนเนคติคัต เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 30ปีที่ผ่านมา ดังนั้นจึงเป็นการทดลองที่ค่อนข้างเก่า แต่เป็นตัวอย่างที่ดีอันหนึ่ง เพราะว่ามันเป็นอะไรที่ง่ายๆ และเป็นเรื่องที่สามารถมาเล่าสู่กันฟังได้อย่างง่ายๆ ทันตแพทย์ในคอนเนติคัตกลุ่มนี้ได้ตัดสินใจว่า พวกเขาอยากให้ประชาชนหันมาแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันกันให้มากขึ้น พวกเขาจะใช้ตัวแปรหนึ่งในการทดลองนี้ ซึ่งคือ: การทำให้ประชาชนรู้สึกกลัว พวกเขาต้องการจะทำให้ประชาชนรู้ว่ามันแย่แค่ไหน ถ้าไม่แปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟัน เขาได้ทดลองในผู้ป่วยกลุ่มใหญ่ โดยแบ่งออกเป็นผู้ป่วยเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มที่มีความกลัวน้อย ซึ่งกลุ่มนี้จะถูกจัดให้ดูการนำเสนอทั้งหมด 13 นาที ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์ แต่จะสื่อสารกับกลุ่มนี้ว่า ถ้าพวกเขาไม่แปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันแล้ว พวกเขาอาจจะเกิดโรคเหงือก และถ้าเป็นโรคเหงือก พวกเขาก็จะเสียฟันไป แต่ก็จะได้ใช้ฟันปลอม ซึ่งก็อาจจะไม่เลวร้ายขนาดนั้นก็ได้ นั่นเป็นกลุ่มที่มีความกลัวน้อย ส่วนกลุ่มที่มีความกลัวมาก เขาจะเข้มงวดมากกว่า จะโชว์ให้เห็นรูปเหงือกที่เต็มไปด้วยเลือด โชว์รูปเลือดไหลซึมออกมาระหว่างฟัน บอกว่าถ้าไม่ดูแลฟันให้ดีท้ายที่สุดฟันจะร่วงหมด เขาบอกกลุ่มนี้ว่าอาจเกิดการติดเชื้อได้ เชื้อนี้อาจจะกระจายจากขากรรไกรไปยังทั่วร่างกายได้ และท้ายที่สุด พวกเขาก็ต้องเสียฟันไป พวกเขาต้องใช้ฟันปลอม และถ้าพวกเขาต้องใช้ฟันปลอม เขาก็จะไม่สามารถกินข้าวโพดจากฝักได้ เขาจะไม่สามารถกินแอปเปิ้ลได้ เขาจะไม่สามารถกินสเต๊คได้ พวกเขาต้องกินอาหารเหลวไปตลอดชีวิต ดังนั้นไปแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันกันเถอะ นั่นเป็นสารที่ส่งให้ นั่นเป็นการทดลอง
ตอนนี้พวกเขาจะวัดตัวแปรอีกตัวหนึ่ง พวกเขาอยากวัดตัวแปรอีกตัวหนึ่ง นั่นคือความเชื่อมั่นว่าจะเปลี่ยนพฤติกรรม ความคิดที่ว่าผู้ป่วยจะรู้สึกอย่างไร พวกเขาจะแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันจริงๆไหม เขาก็เลยถามผู้ป่วยตั้งแต่เริ่มต้นเลยว่า “คุณคิดว่าคุณสามารถจะจริงจังกันโปรแกรมนี้ได้หรือไม่” กลุ่มที่ตอบว่า “ได้ ได้ สามารถทำได้” จะจัดเป็นกลุ่มที่มีความเชื่อมั่นสูง ส่วนกลุ่มที่บอกว่า “เออ ไม่แน่ใจ ว่าจะทำได้มากเท่าที่ควรทำหรือเปล่า” จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีความเชื่อมั่นต่ำ ซึ่งผลสรุปก็คือ ผลสรุปของการทดลองนี้คือ ความกลัวไม่ใช่แรงขับเคลื่อนอันดับแรก ของเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม กลุ่มที่แปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันมากขึ้น ไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนที่ คนที่กลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเขาไม่แปรงฟัน กลุ่มที่มีความเชื่อมั่นว่าเขามีความสามารถ ที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเขาต่างหากที่เปลี่ยน ดังนั้นความกลัวจึงไม่ใช่แรงขับเคลื่อนที่สำคัญ แต่เป็นความรู้สึกว่าความเชื่อมั่นที่จะทำได้ต่างหาก
ผมอยากจะแยกให้เห็นนะครับ เพราะว่ามันการสังเกตที่น่าสนใจมาก ว่าเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา...30 ปีเลยนะครับ และนี่เป็นผลจากงานวิจัย มันเป็นความคิดที่ออกมาจาก งานของคุณอัลเบิรต แบนดูร่า ผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับ คนที่รู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจในตัวเอง ความคิดเรื่องความเชื่อมั่นในตัวเองนั้นจริงๆแล้วสรุปได้ว่า ถ้าเรามีความเชื่อมั่นเราก็จะสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้ และในทางการแพทย์ เราสามารถระบุได้ว่า ว่าคนนี้มีความเชื่อมั่นหรือไม่เชื่อมั่น ว่าเขาสามารถเห็นทางที่จะทำให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น ถ้าเขาสามารถเห็นทางที่จะทำให้มีสุขภาพที่ดีขึ้นจริงๆ และนั่นเป็นความคิดที่สำคัญมาก เป็นความคิดที่อัศจรรย์มาก เรายังไม่ทราบอย่างแน่ชัดว่าอะไรอยู่เบื้องหลังความคิดนี้ แต่บางครั้ง...เราก็รู้
ซึ่งความกลัวไม่ได้ผล ใช่ไหมครับ..ความกลัวไม่ใช้เหตุผลแน่นอน และนี่เป็นตัวอย่างที่ดีมาก ที่แสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้เรียนรู้อะไรจากบทเรียนนั้นเลย นี่เป็นการรณรงค์จากสมาคมโรคเบาหวานของประเทศอเมริกา นี่ยังคงเป็นวิธีที่เราใช้ส่งสารเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ เมื่อคืนนี้ผมโชว์ให้ลูกวัยสามขวบของผมดู เขาก็ถามผมว่า “พ่อครับ ทำไมรถฉุกเฉินถึงเข้าไปอยู่ในบ้านคนได้ล่ะครับ” ผมต้องอธิบายว่า “พวกเขาต้องการจะทำให้ผู้คนกลัวน่ะลูก” แต่ผมไม่รู้นะครับว่า ว่ามันจะได้ผลหรือเปล่า
ส่่่วนนี่คือสิ่งที่ทำแล้วได้ผลจริง นั่นคือข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งคุณแบนดูร่า รู้เรื่องนี้ หลายปีมาแล้ว หลายสิบปีมาแล้ว เมื่อเราให้ข้อมูลที่จำเพาะเจาะจงกับประชาชน เกี่ยวกับสุขภาพของเขา ว่าเป็นอย่างไรบ้าง อะไรที่เขาอยากให้เกิด อะไรที่อาจเกิดขึ้นกับเขา เส้นทางนั้น ความคิดเกี่ยวกับเส้นทางนั้น มีแนวโน้มว่าทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้ ผมจะอธิบายให้เห็นภาพสักนิดนะครับ เมื่อเราเร่ิมต้นด้วยข้อมูลส่วนตัว ซึ่งมาจากข้อมูลส่วนตัวของแต่ละคน จากนั้นเราต้องทำให้มันเชื่อมต่อกับชีวิตของเขา เราจำเป็นต้องให้มันเชื่อมต่อกับชีวิตของเขา โดยไม่ใช้เรื่องความกลัวเป็นหลัก แต่ใช้ความเข้าใจ ให้รู้ว่าเขาอยู่ในตำแหน่งไหน สุขภาพของเขาเป็นอย่างไร และไม่ใช่แสดงให้เห็นในรูปตัวเลขเท่านั้น นั่นเป็นข้อมูลทางสุขภาพที่มากเกินไป มันมากเกินไป แต่มันค่อนข้างตรงประเด็น มันไม่ได้แค่ทำให้เรารู้สึกที่สมองแต่ทำให้เรารู้สึกที่หัวใจ มันมีความอารมณ์รู้สึกซึ่งเชื่อมต่อกับข้อมูลเหล่านั้น เพราะว่ามันเป็นข้อมูลจากพวกเราเอง ข้อมูลเหล่านี้จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับหลายๆทางเลือก จำเป็นต้องเชื่อมกับหลายๆหนทาง ทิศทางที่เราอาจจะเลือกเดินไป การแลกเปลี่ยน ประโยชน์ที่จะได้รับ สุดท้ายเราจำเป็นที่ต้องแสดงให้เห็นด้วยการกระทำที่ชัดเจน เราจำเป็นที่ต้องเชื่อมต่อข้อมูลเหล่านี้ ควบคู่กับการกระทำตลอดเวลา และต้องมีการกระทำสะท้อนกลับ ในข้อมูลที่แตกต่างกันออกไป และมันจะช่วยสร้างผลสะท้อนกลับของการกระทำ
นี่เป็นการสังเกตการณ์ที่ดีและเป็นความคิดที่ดี สำหรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม แต่ปัญหาก็คือสิ่งที่อยู่มุมบนขวาตรงนั้น นั่นคือข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งถือว่าเป็นส่วนที่ยากที่จะได้มา มันเป็นส่วนที่ยากและมีค่าใช้จ่ายสูง จนถึงเดี๋ยวนี้ ผมจะยกตัวอย่างให้ดูนะครับ เป็นตัวอย่างง่ายๆที่แสดงให้เห็นว่าทำงานยังไง พวกเราเคยเห็นนี่กันหมดแล้วนะครับ นี่คือ “ป้ายจำกัดความเร็ว” เราเห็นมันได้ทั่วไปนะครับ โดยเฉพาะเดี๋ยวนี้เรดาห์ราคาถูกลงมาก นี่จะแสดงให้เห็นว่าผลสะท้อนกลับของการกระทำทำงานยังไง เราเริ่มต้นจากข้อมูลส่วนตัว ป้ายจำกัดความเร็วบนถนนก็คือที่ที่เราอยู่ตอนนั้น คือไม่เกิน 25 ไมล์ต่อชั่วโมง และแน่นอนว่าเราขับกันมาเร็วกว่านั้น ที่เราก็ทำๆกันอยู่ก็คือเรามักจะขับรถเร็วกว่าป้ายจำกัดความเร็ว ทางเลือกในกรณีนี้ ง่ายๆก็คือ จะขับเร็วเรื่อยๆอย่างนั้นหรือลดความเร็วลง ซึ่งเราก็อาจจะลดความเร็วลง ซึ่งเราลงมือทำในตอนนั้นเลย เราควรจะยกเท้าออกมาจากคันเร่งตอนนั้นเลย ซึ่งทั่วไปแล้วเราก็ทำกัน จากเหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าวิธีนี้ได้ผลดี ในกรณีที่ทำให้ทุกคนลดความเร็ว พวกเขาก็จะลดความเร็วลงประมาณ 5-10% แล้วก็จะทำต่อไปอีกประมาณ 5 ไมล์ แล้วก็จะกลับมาเหยียบคันเร่งเหมือนเดิม แต่มันก็ยังได้ผล และยังมีผลทางสุขภาพด้วย ความดันโลหิตของคุณอาจจะลดลงนิดหน่อย บางทีอาจะอุบัติเหตุน้อยลง แปลว่าได้ประโยชน์ทางสุขภาพส่วนรวม
แต่ถ้ามองภาพรวมแล้ว นี่เป็นผลสะท้อนกลับของการกระทำ ซึ่งเป็นอะไรที่ดี และพบได้น้อย เพราะส่วนใหญ่ในทางการแพทย์แล้ว ข้อมูลมักจะถูกแยกออกจากการลงมือทำ มันเป็นการยากที่จะทำให้ข้อมูลทุกอย่างดูเรียบร้อย แต่เราก็มีโอกาสที่จะทำได้ ดังนั้นผมถึงอยากจะพูดถึงเรื่องนี้ เรื่องการเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับ การส่งต่อข้อมูลเรื่องสุขภาพในประเทศนี้ การที่เราจะได้รับข้อมูลนั้นกันอย่างไร นี่เป็นตัวอย่างโฆษณายา จริงๆแล้วมันเป็นตัวเลียนแบบ ไม่ใช่ตัวจริงโฆษณาจริง คงยังไม่มีใครที่จะมีความคิดดีๆแบบนี้ แบบที่ตั้งชื่อยาของเขาว่า “ฮาวิดอล” แต่ว่ามันดูเหมือนจริงๆ มันเหมือนกันข้อมูลจริงที่เราได้รับ ทั้งข้อมูลสุขภาพและข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องยา และมันฟังดูสมบูรณ์แบบมากๆ และเมื่อเราพลิกไปยังหน้าถัดไป และเราก็จะเห็นนี่ ใช่ไหมครับ หน้านี้เป็นข้อมูลที่องค์การอาหารและยาระบุว่าต้องมี แนบไปกับในโฆษณา หรือตามหลังโฆษณายา สำหรับผมแล้วนี่คือการเหยียดหยามครั้งใหญ่มากๆ เพราะเราต่างก็รู้กันอยู่ มีใครที่นี้จะพูดว่าคนอ่านข้อมูลเหล่านี้ ใครล่ะครับที่จะบอก ว่าจริงแล้วคนที่พยายามจะอ่าน เข้าใจอะไรด้วย นี่ถือว่าเป็นการพยายามล้มเหลว ในการให้ข้อมูลด้านสุขภาพ ไม่มีความเชื่อที่ดีในที่นี้เลย
ส่วนนี่เป็นอีกวิธีที่แตกต่าง เป็นอีกวิธีหนึ่งที่พัฒนาโดย กลุ่มนักวิจัยที่โรงเรียนแพทย์ดาร์เมาทธ์ คุณลิซา สวาทซ์และคุณสตีเวน โวโลชิน พวกเขาสร้างสิ่งนี้ขึ้นมาเรียกว่าข้อเท็จจริงของยา พวกเขาได้แรงบัลดาลใจมาจาก ซีเรียลที่ชื่อว่าแคปแอนด์ครันช์ โดยพวกเขาศึกษาจากตารางแสดงคุณค่าทางอาหาร และเห็นว่ามันได้ผลดีทั้งกับซีเรียลและอาหาร มันช่วยให้พวกเราเข้าใจส่วนประกอบในอาหารได้ดีขึ้น จะเป็นยังไง ถ้าเราก็น่าจะใช้มาตรฐานอาหาร ที่เราใช้กับแคปแอนด์ครันช์ ไปใช้กับบริษัทยาดู ผมจะพูดเรื่องนี้ให้ฟังอย่างรวดเร็วนะครับ ข้อมูลนี้จะบอกอย่างชัดเจนว่ายาตัวนี้ใช้สำหรับรักษาโรคอะไร และใครที่ควรใช้ยา ดังนั้นคุณจะสามารถเริ่มทำความเข้าใจด้วยตัวคุณเอง ว่าข้อมูลไหนที่สำคัญกับคุณบ้าง หรือเข้าใจว่ายานี้สำคัญกับคุณยังไง คุณจะเข้าใจถึงประโยชน์ของยานี้ มันไม่ใช่อะไรที่คลุมเครืออีกต่อไป แต่คุณจะทราบข้อมูลทางสถิติถึงประสิทธิภาพของมัน และท้ายที่สุดคุณจะเข้าใจว่าคุณมีทางเลือกอะไรบ้าง คุณสามารถเร่ิ่มศึกษาทางเลือกอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เพราะอาการข้างเคียงจากการใช้ยา ทุกครั้งที่กินยา คุณก็มีโอกาสเกิดจะอาการข้างเคียงนั้น ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้คุณเข้าใจโดยใช้ภาษาที่ง่ายขึ้น และมันได้ผลด้วยครับ
ผมชอบมากเลย ผมชอบข้อเท็จจริงของยานี้ และผมก็คิดถึงเรื่องนี้ โอกาสอะไรที่ผมควรจะมี เพื่อช่วยให้ทุกคนเข้าใจในข้อมูลสุขภาพมากขึ้น ยังมีข้อมูลอะไรอีกบ้างที่ยังคลุมเครือ ข้อมูลอะไรที่พวกเรายังไม่ได้ใช้ประโยชน์ ดังนั้นผมจึงอยากให้เห็นถึงผลการตรวจค่าแลป ผลการตรวจเลือดซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลที่ดีมาก มันเต็มแน่นไปด้วยข้อมูล แต่ไม่ใช่สำหรับเรา ไม่ใช่สำหรับประชาชนอย่างเรา ไม่ใช่สำหรับผู้ป่วย แต่มีไว้สำหรับแพทย์เท่านั้น และผมคิดว่าถ้าเราถามแพทย์หลายๆคน ถามกันจริงๆเลยนะครับ พวกเขาเองก็คงไม่เข้าใจในทุกส่วนเหมือนกัน นี่เป็นการแสดงข้อมูลที่แย่มาก ถ้าเราถามคุณทัฟตี้เขาก็คงบอกเหมือนกันว่า “ใช่ นี่เป็นนำเสนอข้อมูลที่แย่ที่สุด”
ส่ิงที่เราทำที่นิตยสาร Wired ก็คือ เรานำข้อมูลนี้ไปยังแผนกกราฟฟิคดีไซน์ ให้ออกแบบการนำเสนอผลแลปให้ใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมอยากแสดงให้ทุกท่านได้เห็นกันในวันนี้ นี่เป็นผลการตรวจเลือดแบบเดิมครับ และนี่ข้อมูลหลังจากที่เราได้ออกแบบใหม่ ตอนแรกมีความยาวถึงสี่หน้ากระดาษ ซึ่งสไลด์แรกนั้นจริงๆแล้ว เป็นแผ่นแรกจากข้อมูลทั้งสี่แผ่น นั้นเป็นเพียงผลการตรวจเลือดทั่วไป มันเต็มไปด้วยตัวเลข ค่าแลปต่างๆ ซึ่งเราเองไม่เข้าใจ ส่่วนนี่เป็นข้อมูลสรุปในหนึ่งหน้ากระดาษ เราใช้ความคิดเกี่ยวกับเรื่องของสี เรานำความคิดเกี่ยวกับเรื่องสีมาใช้เพื่อให้ดูง่าย ซึ่งข้างบนสุดคุณจะเห็นภาพรวมของผลทั้งหมด สิ่งที่ทำให้เห็นได้ชัดขึ้นจากในรายละเอียดย่อยๆ ให้คุณสามารถเข้าใจได้ และเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่าคุณเทียบกับคนอื่นแล้วเป็นอย่างไร และเราใช้สีเพื่อแสดงให้เห็น ว่าค่าผลเลือดของคุณอยู่ในระดับไหน ในกรณีนี้ ผู้ป่วยคนนี้เริ่มมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคเบาหวาน เพราะระดับน้ำตาลในเลือดของเขา
ซึ่งคุณสามารถดูข้อมูลระดับไขมันในเลือดได้แบบเดียวกันนี้ และทำความเข้าใจว่าระดับโคเลสเตอรอลของคุณ คุณยังสามารถดูละเอียดลงถึงค่าไขมันที่ดี (HDL) และไขมันไม่ดี (LDL) ซึ่งเราก็ใช้เทคนิคเรื่องสีอีกครั้ง และให้ข้อมูลเปรียบเทียบกับส่วนรวม ลงไปในข้อมูลเหล่านั้น ค่าผลตรวจต่างๆ หลายแผ่นๆนั้น เต็มไปไปด้วยข้อมูลที่ไม่มีความหมายอะไร เราจึงสรุปได้ เราบอกได้ว่าคุณโอเคนะ คุณปกติ แต่คุณไม่จำเป็นต้องไปดูทั้งหมด คุณไม่ต้องอ่านสิ่งที่ไม่จำเป็นเหล่านั้น จากนั้นเราจะทำสองอย่างที่มีความสำคัญ ซึ่งช่วยเติมเต็มวงผลสะท้อนกลับของเราได้ เราช่วยให้ทุกคนเข้าใจในรายละเอียดเล็กน้อยๆ ว่าค่าแลปเหล่านี้คืออะไรและชี้ให้เห็นถึงอะไร แล้วเราก็ก้าวไปอีกขั้น คือบอกเขาว่าเขาจะทำอะไรได้บ้าง เราให้ข้อมูลให้เขาเข้าใจมากขึ้น ว่าเขามีทางเลือกอะไรบ้าง อะไรบ้างที่เขาควรจะทำ และนั้นคือข้อมูลผลการตรวจเลือด
เราไปดูผลการตรวจการอักเสบต่างๆในร่างกายบ้างนะครับ ตัวอย่างนี้ เป็นอะไรที่น่าเสียดายมาก เห็นไหมครับว่ามีที่เหลือว่างตรงนี้อีกเยอะเลย พวกเขาก็ปล่อยให้ว่างอย่างนั้น ดังนั้นเราเลยใช้พื้นที่ซะเลย การตรวจการอักเสบนี้มักจะทำ หลังจากเราตรวจระดับโคเลสเตอรอล หรือทำไปพร้อมๆกับการตรวจโคเลสเตอรอล เราจะประหยัดขั้นตอนเลยโดย ใส่ผลตรวจโคเลสเตอรอลไว้ในหน้าเดียวกัน เพื่อให้แพทย์สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้เลยทันที ซึ่งเราคิดว่าผู้ป่วยเองก็คงอยากทราบข้อมูลเหล่านี้เหมือนกัน มันเป็นค่าโปรตีนที่จะแสดงผล เมื่อเกิดการอักเสบที่หลอดเลือด ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ เราจะวัด แล้วแสดงผลโดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย แล้วใช้ข้อมูลที่มีอยู่ ซึ่งอยู่ในรายงานผลแลปอยู่แล้ว เราจะใช้ข้อมูลอายุและเพศของแต่ละคน เพื่อประเมินถึงความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจของแต่ละคน เราเริ่มใช้ข้อมูลที่เรามีอยู่ แล้วคำนวณด้วยวิธีง่ายๆ ใช้มีแหล่งคำนวณให้ทางออนไลน์ด้วย เพื่อดูว่าความเสี่ยงนั้นคืออะไร
และท้ายนี้ผมจะโชว์ให้ดูผลการตรวจค่าPSA นี่เป็นข้อมูลก่อน และนี่คือหลัง นี่เป็นความพยายามอย่างมากของพวกเรา ซึ่งหลายๆคนอาจจะรู้นะครับ ว่าการตรวจPSAนั้นข้อมูลยังคงขัดแย้งกันอยู่ ปกติใช้กันเพื่อตรวจหาการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่จริงๆแล้วมีหลายเหตุผล ว่าทำไมต่อมลูกหมากถึงใหญ่ขึ้นได้ ดังนั้นเราได้ใช้เวลาของเรา เพื่อแสดงให้เห็น แล้วเราก็ประเมินความเสี่ยงของแต่ละคนอีกครั้ง ผู้ป่วยรายนี้อายุ 50 ปี เราสามารถจะให้ข้อมูลที่ค่อนข้างแม่นยำกับเขา ว่าความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากของเขาเป็นอย่างไร ซึ่งผู้่ป่วยรายนี้มีความเสี่ยงอยู่ที่ประมาณ 25 เปอร์เซนต์ และเราก็ทำตามขั้นตอนเดิมอีกครั้ง
ซึ่งค่าใช้จ่ายทั้งหมดน้อยกว่าหนึ่งหมื่นดอลลาห์ นี่ค่าใช้จ่ายที่นิตยสารWiredใช้ไป แล้วทำไมนิตยสารWirdถึงทำนี่ล่ะครับ (หัวเราะ) บริษัทเควสไดแอกโนสติกและแลปคอร์ป สองบริษัทยักษ์ใหญ่ในเรื่องของการตรวจผลแลป ปีที่แล้วพวกเขาทำกำไรไปกว่า 700 ล้านดอลลาห์ และกว่า 500 ล้านตามลำดับ นี่ไม่ใช่ปัญหาของทรัพยากรแล้วครับ นี่เป็นปัญหาของแรงบันดาลใจ เราควรตระหนักว่าเป้าหมายของข้อมูลนี้ ไม่ใช่ให้เพียงแต่แพทย์หรือบริษัทประกันเท่านั้น แต่ควรจะเป็นผู้ป่วยด้วย ซึ่งจริงๆแล้วเป็นคนที่สุดท้าย เป็นคนที่กำลังจะเปลี่ยนชีวิตเขาเอง และเริ่มต้นปรับพฤติกรรมใหม่ๆ
นี้เป็นข้อมูลที่มีพลังอย่างมาก เป็นตัวเร่งที่มีพลังอย่างสูงที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่เราไม่เคยใช่มันเลย ปล่อยให้มันอยู่เฉยๆ อย่างนั้น และสูญหายไปในที่สุด ผมอยากจะเสนอเพียงแค่ 4 คำถาม ที่ผู้ป่วยทุกคนควรจะถาม เพราะผมไม่ได้คาดหวังให้พวกเรา ลุกขึ้นมาเปลี่ยนการนำเสนอผลแลปเหล่านี้ แต่เราสามารถสร้างวงจรผลสะท้อนกลับของเราเองได้ ใครๆก็สามารถสร้างวงจรสะท้อนกลับของตัวเองได้โดยด้วยคำถามง่ายๆเหล่านี้ ฉันขอทราบผลแลปของฉันได้ไหม และคำตอบเดียวที่ยอมรับได้ก็คือ (ผู้ชม : ได้) ได้ ข้อมูลเหล่านี้หมายความว่ายังไง คุณช่วยให้อธิบายเข้าใจหน่อยได้ไหม ฉันมีทางเลือกอะไรบ้าง และตอนนี้ทางเลือกนั้นคืออะไร และ อะไรคือขั้นตอนต่อไป ฉันจะนำข้อมูลเหล่านี้ มาปรับใช้ในชีวิตของฉันได้อย่างไร
ผมจะสรุปโดยแสดงให้เห็นนะครับ ว่าทุกคนมีความสามารถที่จะเข้าใจข้อมูลเหล่านี้ มันไม่ใช่เรื่องยากเกินไปสำหรับคนธรรมดาอย่างเราๆที่จะเข้าใจ ไม่จำเป็นต้องเป็นแต่คนที่มีศึกษาเท่านั้นที่จะเข้าใจได้ คนธรรมดาสามัญชนก็มีความสามารถที่จะเข้าใจข้อมูลเหล่านี้ได้ ถ้าเราพยายามที่จะอธิบายข้อมูลให้พวกเขา ในรูปแบบที่ทำให้เขาสามารถมีส่วนร่วมได้ การมีส่วนร่วม ณ จุดนี้ถือว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะนี่-ไม่ใช่แค่ข้อมูลเท่านั้น แต่เป็นโอกาสที่จะทำให้พวกเขาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้วย นั้นคือการมีส่วนร่วมซึ่งแตกต่างการทำตามแพทย์สั่งอย่างเดียว ซึ่งให้ผลต่างกันอย่างมากในแง่ของพฤติกรรม ในวงการแพทย์วันนี้ และข้อมูลก็อยู่ตรงนั้น
วันนี้ผมได้พูดเกี่ยวกับข้อมูลต่างๆที่คลุมเครือ ข้อมูลทั้งหลายที่มีอยู่ในทางการแพทย์ ซึ่งเราไม่ได้นำมาใช้กันให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่เราก็มีแหล่งข้อมูลอื่นๆอีกมากมาย มีที่ออนไลน์ เราจำเป็นที่ต้องตระหนักถึงประโยชน์ของข้อมูลเหล่านี้ เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วม เพื่อช่วยเหลือพวกเรา ให้เกิดเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขา
You can share this video by copying this HTML to your clipboard and pasting into your blog or web page. This video will play with subtitles.
You either have JavaScript turned off or have an old version of the Adobe Flash Player. To view this rating widget you
need to get the latest Flash player.
If your browser allows only "trusted sites" to execute Javascript, you should add the "googleapis.com" domain to your whitelist to allow our Flash detection to work properly.
Got an idea, question, or debate inspired by this talk? Start a TED Conversation.
เป็นเรื่องยากมากที่จะเข้าถึงข้อมูลทางการแพทย์ของคุณเอง และยังเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะอ่านและทำความเข้าใจข้อมูลทั้งหมด ทั้งๆที่ข้อมูลเหล่านี้ สามารถช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดีขึ้นถ้ารู้จักวิธีใช้ประโยชน์จากมัน โทมัส โกเอทซ์จะแสดงให้เห็น การเปลี่ยนวิธีการนำเสนอข้อมูลทางการแพทย์เหล่านั้น เพื่อให้ทุกคนเกิดความเข้าใจจากมันได้มากขึ้น
Thomas Goetz is the executive editor of Wired and author of "The Decision Tree: Taking Control of Your Health in the New Era of Personalized Medicine." Full bio »
Translated into Thai by Cheeratikarn Phithakham
Reviewed by Paninya Masrangsan
Comments? Please email the translators above.
05:10 Posted: Sep 2010
Views 365,111 | Comments 128
Just follow the guidelines outlined under our Creative Commons license.
This comment will be attributed to . Not ? Sign Out.