เมื่อไม่กี่นาทีก่อน ผมถ่ายรูปนี้ ห่างจากที่นี่ไปประมาณ 10 ช่วงตึก นี่คือร้าน แกรนด์ คาเฟ ในอ็อกซ์ฟอร์ด ผมถ่ายรูปไว้เพราะมันบังเอิญ เป็นร้านกาแฟแห่งแรก ในอังกฤษ เปิดเมื่อปี 1650 โด่งดังเพราะเป็นแห่งแรก ผมอยากแสดงรูปนี้ให้คุณดู ไม่ใช่เพราะผมอยากนำเที่ยวร้านแบบสตาร์บัคส์ ในเขตเก่าแก่ของอังกฤษ แต่ผมให้ดูเพราะ ร้านกาแฟในอังกฤษเป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้ ของการพัฒนาและแพร่หลาย ของกระแสความเฟื่องฟูทางความคิดในช่วง 500 ปีที่ผ่านมา กระแสที่ตอนนี้เราเรียกว่า ยุครู้แจ้ง
ร้านกาแฟมีบทบาทสูงมาก ในกำเนิดของยุครู้แจ้ง ส่วนหนึ่งเพราะสิ่งที่คนดื่มกินที่นั่น เพราะก่อนที่กาแฟและชา จะแพร่หลายในวัฒนธรรมอังกฤษ สิ่งที่คนดื่ม ทั้งชนชั้นนำและชาวบ้าน ดื่มกันทั้งวันทั้งคืน ตั้งแต่รุ่งสางจนหัวค่ำ คือแอลกอฮอล์ มันเป็นเครื่องดื่มระหว่างวันที่คนชื่นชอบ คุณจะดื่มเบียร์เล็กน้อยกับอาหารเช้า จิบไวน์แกล้มอาหารกลางวัน ดื่มจิน โดยเฉพาะประมาณปี 1650 ตบท้ายด้วยเบียร์และไวน์ตอนเย็น นั่นคือทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพนะครับ เพราะสมัยนั้นน้ำยังไม่ปลอดภัยพอที่จะดื่ม และดังนั้น ก่อนที่กิจการร้านกาแฟจะเกิดขึ้น คุณมีประชากรทั้งประเทศ ที่เมาแป๋ทั้งวัน คุณคงนึกออกว่าถ้าคุณทำแบบนี้จะเป็นยังไง ผมรู้ว่าพวกคุณหลายคนเป็นแบบนี้คือ ถ้าในชีวิตคุณดื่มเหล้าทั้งวัน แล้วเกิดเปลี่ยนจากเหล้าซึ่งมีฤทธิ์กล่อมประสาทไปหายากระตุ้นประสาท คุณจะมีความคิดดีๆ มากกว่าเดิม คุณจะเฉียบแหลมและตื่นตัวกว่าเดิม ดังนั้น จึงไม่ใช่เหตุบังเอิญที่นวัตกรรมจำนวนมหาศาล เฟื่องฟูหลังจากที่อังกฤษนิยมดื่มชาและกาแฟ
แต่อีกอย่างที่ทำให้ร้านกาแฟสำคัญมาก คือโครงสร้างและองค์ประกอบที่อยู่ในนั้น มันเป็นพี้นที่ที่ผู้คนมารวมตัวกัน คนจากภูมิหลังที่แตกต่างกันมากมาย จากสาขาความเชี่ยวชาญต่างกัน มาแบ่งปันกัน มันเป็นพื้นที่ที่ความคิดจะมามีเซ็กซ์กันได้ อย่างที่แม็ท ริดลีย์ว่าไว้ ในแง่นี้ ร้านกาแฟก็เป็นเตียงสมรส ความคิดจะมาพบปะกันที่นั่น และนวัตกรรมจำนวนมากอย่างน่าทึ่งที่เกิดในยุคนั้น มีร้านกาแฟอยู่ตรงไหนสักแห่งในเรื่องราวความเป็นมาของมัน
ผมใช้เวลาครุ่นคิดถึงร้านกาแฟเยอะมาก ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เพราะผมออกผจญภัยทางความคิด เพื่อสำรวจคำถามที่ว่า ความคิดดีๆ นั้นมาจากไหน อะไรคือสภาพแวดล้อม ที่สร้างนวัตกรรมที่เหนือชั้น และความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่ธรรมดา? สภาพแวดล้อมต้องเป็นแบบไหน สถานที่แบบไหนที่บ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์? สิ่งที่ผมทำคือ ไปดูทั้งสภาพแวดล้อมแบบร้านกาแฟ และสภาพแวดล้อมทางสื่อ อย่างเวิร์ลด์ไวด์เว็บ ที่มีนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์มากอย่างน่าทึ่ง ผมกลับไปดูประวัติศาสตร์ของเมืองแรกๆ ในโลก ดูแม้แต่สภาพแวดล้อมทางชีววิทยา อย่างเช่นแนวปะการังและป่าเขตร้อน ที่มีนวัตกรรมทางชีววิทยาในระดับที่โดดเด่น และสิ่งที่ผมค้นหาคือลักษณะร่วม พฤติกรรมหลักๆ ที่ปรากฏให้เห็น ครั้งแล้วครั้งเล่าในสภาพแวดล้อมเหล่านี้ทั้งหมด มีแบบแผนที่เกิดซ้ำๆ ที่เราเรียนรู้จากมันได้หรือเปล่า แบบที่เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตส่วนตัว หรือในองค์กรของเรา หรือสภาพแวดล้อมของเรา เพื่อทำให้มันสร้างสรรค์และมีนวัตกรรมกว่าเดิม? ผมคิดว่าผมเจอแบบแผนบางอย่างที่ว่าแล้ว
แต่สิ่งที่คุณต้องทำ ถ้าจะเข้าใจเรื่องนี้ และเข้าใจหลักการทั้งหมดนี้จริงๆ คือก่อนอื่นต้องกำจัด กรอบของอุปมาอุปไมยและภาษาเดิมๆ ของเรา ที่ชี้นำเราไปสู่ แนวคิดเก่าๆ เกี่ยวกับการสร้างความคิดใหม่ๆ เรามีคลังคำที่รุ่มรวยมาก ที่ใช้อธิบายชั่วขณะของแรงบันดาลใจ เราบอกว่า ความคิด "ปิ๊งแวบ" เข้ามาในหัว มีญาณทัศนะฉับพลัน เรามีชั่วขณะที่ "ใช่เลย!" หรือ "คิดออกแล้ว!" มีช่วงที่หลอดไฟสว่างในหัว ใช่ไหมครับ? แนวคิดทั้งหมดนี้ ถึงแม้ว่ามันจะดูรุ่มร่ามทางภาษา ก็ล้วนมีสมมติฐานร่วมกันว่า ความคิดคือสิ่งที่เกิดขึ้นโดดๆ เป็นสิ่งที่มักเกิดขึ้น ในชั่วขณะของความรู้แจ้งอันสว่างไสวประภัสสร
แต่ในความเป็นจริง ผมว่าคุณต้องเริ่มต้น ด้วยความคิดที่ว่า ความคิดคือเครือข่าย ในระดับที่พื้นฐานที่สุด นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสมองของคุณ ความคิดใหม่คือเครือข่ายเซลล์ประสาท ที่ยิงเข้าจังหวะกันในสมองของคุณ ในตำแหน่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน คำถามคือ คุณจะทำให้สมองอยู่ในสภาพแวดล้อม ที่เครือข่ายใหม่ๆ เหล่านี้จะมีโอกาสเกิดมากขึ้นได้อย่างไร? ปรากฏว่า แบบแผนของเครือข่ายในโลกภายนอก มีส่วนคล้ายกันมากกับแบบแผนของเครือข่าย ในโลกภายในของสมองมนุษย์
ดังนั้น อุปมาที่ผมชอบ ผมเอามาจาก เรื่องราวของความคิดเจ๋งๆ อันหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ใหม่กว่ายุค 1650 มาก ผู้ชายที่น่าทึ่งคนหนึ่งนาม ทิโมธี เพรสเตโร เขามีบริษัทชื่อ ...มีองค์กรชื่อ ดีไซน์ แธท แม็ทเทอร์ส พวกเขาตัดสินใจว่าจะรับมือกับปัญหาเร่งด่วน คืออัตราการตายของทารกแรกเกิดที่สูงมาก ในประเทศกำลังพัฒนา ประเด็นที่น่าหงุดหงิดมากเกี่ยวกับปัญหานี้คือ เรารู้ว่า ถ้าเอาเครื่องอบทารกสมัยใหม่ ไปใช้ในพื้นที่ไหนก็ได้ พูดง่ายๆ คือ ถ้าเราทำให้ทารกที่เกิดก่อนกำหนดอุ่นพอ ซึ่งง่ายมาก เราก็จะสามารถลดอัตราการตายลงถึงครึ่งหนึ่ง ดังนั้น เทคโนโลยีก็มีแล้ว เป็นมาตรฐานในโลกที่พัฒนาแล้ว ปัญหาคือ ถ้าคุณซื้อเครื่องอบราคา 40,000 เหรียญ แล้วส่งเข้าไปใน หมู่บ้านขนาดกลางในแอฟริกา มันก็จะทำงานได้ดีมากหนึ่งปี หรือสองปี หลังจากนั้นอะไรสักอย่างจะเสีย และมันจะพัง เสร็จแล้วก็จะพังตลอดกาล เพราะคุณไม่มีระบบอาไหล่ที่พร้อมมูล และไม่มีผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ ที่จะมาซ่อมเจ้าอุปกรณ์ราคา 40,000 เหรียญนี้ได้ ดังนั้นคุณจึงลงเอยด้วยการหมดเงินเยอะมาก ไปกับการส่งเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ไปตามประเทศต่างๆ แต่แล้วสุดท้ายมันก็ไร้ประโยชน์
ดังนั้นสิ่งที่เพรสเตโรกับทีมของเขาตัดสินใจทำ คือมองไปรอบๆ แล้วดูว่า ทรัพยากรอะไรบ้างที่มีเหลือเฟือ ในบริบทของโลกกำลังพัฒนา? สิ่งที่พวกเขาสังเกตคือ ประเทศเหล่านัั้นไม่ค่อยมีเครื่องเล่นดีวีดี ไม่ค่อยมีเตาอบไมโครเวฟ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะสามารถบำรุงรักษารถยนต์ให้อยู่ในสภาพดี มีรถยี่ห้อโตโยต้า โฟร์รันเนอร์ บนถนนทุกหนแห่ง ผู้คนดูจะมีความเชี่ยวชาญในการซ่อมบำรุงรถ เพรสเตโร กับทีม ก็เลยเริ่มคิดว่า "เราจะสามารถสร้างเครื่องอบทารกแรกเกิด ที่มาจากชิ้นส่วนรถยนต์ล้วนๆ ได้หรือเปล่า?" และนี่คือสิ่งที่พวกเขาประดิษฐ์ได้ มันคือ "เครื่องดูแลทารกก่อนกำหนด" มองจากภายนอก มันดูเหมือนอุปกรณ์ปกติทั่วไป ที่คุณพบเห็นได้ในโรงพยาบาลในประเทศตะวันตก แต่ข้างในของมันใช้ชิ้นส่วนรถยนต์ล้วนๆ มีพัดลม เอาไฟหน้ารถมาให้ความอบอุ่น เอากระดิ่งมาทำเป็นสัญญาณเตือนภัย ทำงานด้วยแบตเตอรี่รถยนต์ ดังนั้นสิ่งที่คุณต้องใช้ก็มีแค่อาไหล่จากรถโตโยต้า กับความสามารถในการซ่อมไฟหน้ารถ แค่นี้ก็ซ่อมเครื่องนี้ได้แล้ว ชัดเจนว่านี่เป็นความคิดที่เยี่ยมมาก แต่สิ่งที่ผมอยากจะพูดคือ มันเป็นการเปรียบเทียบที่ดีว่าความคิดเกิดขึ้นได้อย่างไร เราชอบคิดว่าความคิดที่ก้าวกระโดดของเรา ก็เหมือนกับเครื่องอบใหม่เอี่ยมราคา 40,000 เหรียญ เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด แต่ที่จริง บ่อยครั้งความคิดของเราประกอบกัน จากชิ้นส่วนอะไรก็ตามที่บังเอิญอยู่แถวนั้น
เราเอาความคิดมาจากคนอื่น คนที่เราได้เรียนรู้ คนที่เราเจอโดยบังเอิญในร้านกาแฟ แล้วเราก็ถักร้อยมันขึ้นเป็นรูปแบบใหม่ๆ และสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ นั่นคือพื้นที่ที่นวัตกรรมถือกำเนิด ซึ่งก็แปลว่า เราจะต้องเปลี่ยนโมเดลของเราบางอัน โมเดลที่อธิบายโฉมหน้าของนวัตกรรมกับการใช้ความคิดอย่างลึกซึ้ง นี่คือวิสัยทัศน์หนึ่งเรื่อง อีกเรื่องคือนิวตันกับแอปเปิล ตอนที่นิวตันอยู่เคมบริจ นี่คืออนุสาวรีย์จากอ็อกซ์ฟอร์ด ลองนึกว่าถ้าคุณนั่งอยู่ตรงนี้ กำลังคิดความคิดลึกล้ำอยู่ พอแอปเปิลตกลงมาจากต้นไม้ คุณก็ได้ทฤษฎีแรงโน้มถ่วง อันที่จริง พื้นที่ที่นำไปสู่นวัตกรรมในประวัติศาสตร์ มักจะมีหน้าตาแบบนี้นะครับ นี่คือภาพวาดที่โด่งดังของโฮการ์ธ ภาพอาหารเย็นทางการเมืองที่โรงเหล้า แต่นี่คือหน้าตาของร้านกาแฟในสมัยนั้น นี่คือสภาพแวดล้อมที่สับสนยุ่งเหยิง ที่ที่ความคิดมีแนวโน้มว่าจะมารวมกัน ที่ที่ผู้คนที่มีภูมิหลังที่หลากหลาย มีโอกาสมาปะทะกันในรูปแบบใหม่ น่าสนใจ และคาดการณ์ไม่ได้ ฉะนั้น ถ้าเราจะพยายามสร้างองค์กรที่มีนวัตกรรมกว่าเดิม เราก็จะต้องสร้างพื้นที่ที่มีหน้าตาแบบนี้มากขึ้น แม้มันอาจฟังดูแปลก สำนักงานของคุณควรมีหน้าตาแบบนี้ นี่คือข้อเสนอข้อหนึ่งของผม
ปัญหาหนึ่งของเรื่องนี้คือ เวลาที่คุณทำการวิจัยสาขานี้ คนจำนวนมาก เชื่อถือไม่ได้เลย เวลาที่พวกเขารายงาน ว่าเขาเกิดความคิดดีๆ ขึ้นที่ไหน หรือเล่าประวัติที่มาของความคิดที่ดีที่สุดของเขา เมื่อไม่กี่ปีก่อน สุดยอดนักวิจัยนาม เควิน ดันบาร์ ตัดสินใจว่าจะศึกษาเรื่องนี้ เขาใช้วิธี "พี่เบิ้ม" คอยสอดส่องพฤติกรรม เพื่อค้นหาว่าความคิดมาจากไหน เขาไปที่ห้องทดลองวิทยาศาสตร์รอบโลก ถ่ายวีดีโอทุกคนที่นั่น ขณะที่พวกเขากำลังทำงาน ยิบย่อยแค่ไหนก็ถ่าย เวลาที่พวกเขานั่งอยู่หน้ากล้องจุลทรรศน์ เวลาที่คุยกับเพื่อนร่วมงานหน้าตู้กดน้ำดื่ม และอื่นๆ อีกมากมาย เขาบันทึกการสนทนาทั้งหมดนี้ และพยายามดูว่าความคิดที่สำคัญที่สุด เกิดขึ้นตรงจุดไหน เวลาที่เรานึกภาพคลาสสิกของนักวิทยาศาสตร์ในห้องทดลอง เราก็นึกภาพพวกเขาก้มหน้าก้มตาอยู่ที่กล้องจุลทรรศน์ มองเห็นอะไรสักอย่างในเนื้อเยื่อตัวอย่าง แล้วก็ร้องว่า "ใช่เลย!" ความคิดวาบขึ้นมาแล้ว
แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นเวลาที่ดันบาร์กลับมาดูเทป ก็คือ ความคิดที่ก้าวกระโดดที่สำคัญที่สุดแทบทั้งหมด ไม่ได้เกิดขึ้นโดดๆ ในห้องทดลอง ต่อหน้ากล้องจุลทรรศน์ แต่เกิดขึ้นบนโต๊ะประชุม ที่ประชุมกันรายสัปดาห์ ที่ที่ทุกคนมารวมตัวกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อค้นพบล่าสุด หลายครั้ง เวลาที่คนแลกเปลี่ยนข้อผิดพลาดที่กำลังเจอ ข้อผิดพลาดหรือ "เสียงรบกวน" ในสัญญาณที่พวกเขากำลังค้นพบ และอะไรสักอย่างในสภาพแวดล้อมแบบนั้น ที่ผมเริ่มเรียกมันว่า "เครือข่ายเหลว" ที่ที่ความคิดที่หลากหลายจำนวนมากมารวมตัวกัน ภูมิหลังแตกต่างกัน ความสนใจแตกต่างกัน วิ่งมาปะทะกัน กระเด้งกระดอนใส่กันและกัน ที่จริงสภาพแวดล้อมแบบนั้น คือสภาพแวดล้อมที่นำไปสู่นวัตกรรม
อีกปัญหาหนึ่งที่คนมี คือพวกเขามักจะบีบอัดเรื่องราวของนวัตกรรมลง ในกรอบเวลาที่สั้นกว่าความเป็นจริง พวกเขาอยากเล่าเรื่องของชั่วขณะที่ "คิดออกแล้ว!" อยากพูดว่า "ตอนนั้นผมยืนอยู่ตรงนั้น แล้วทันใดนั้นความคิดก็วาบเข้ามาในหัว" แต่อันที่จริง ถ้าคุณถอยกลับไปดูสถิติในประวัติศาสตร์ คุณจะพบว่าความคิดที่สำคัญๆ จำนวนมาก มีช่วงเวลาฟักตัวที่นานมาก ผมเรียกเรื่องนี้ว่า "การตะหงิดใจอย่างช้าๆ" เมื่อไม่นานนี้เราได้ยินเรื่องราว ของการตะหงิดใจและสัญชาตญาณมามาก ชั่วขณะที่แจ่มชัดในทันทีทันใด แต่แท้ที่จริง ความคิดที่ยอดเยี่ยมจำนวนมาก ลอยอ้อยอิ่ง บางครั้งนานหลายทศวรรษ อยู่ในจิตใต้สำนึกของผู้คน พวกเขารู้สึกว่ามีปัญหาที่น่าสนใจ แต่ยังไม่มีเครื่องมือที่จะค้นมันพบ พวกเขาหมดเวลาไปกับการทำงานแก้ปัญหา แต่มีอะไรบางอย่างที่ตะหงิดๆ อะไรบางอย่างที่น่าสนใจ แต่ยังแก้ไม่ตก
ดาร์วินเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ดีมาก ในอัตชีวประวัติของตัวเอง ดาร์วินเล่าตอนที่เขาคิดทฤษฎี การคัดเลือกตามธรรมชาติออกมาได้ ว่าเป็นห้วงเวลา "ใช่เลย!" แบบคลาสสิก เขาอยู่ในห้องทำงาน ตอนนั้นเป็นเดือนตุลา ปี 1838 เขากำลังอ่านหนังสือของมัลธัสเกี่ยวกับประชากร และทันใดนั้น ขั้นตอนวิธีพื้นฐานของการคัดเลือกตามธรรมชาติก็วาบเข้ามาในหัว และดาร์วินบอกว่า "อา ในที่สุด ผมก็มีทฤษฎีที่จะใช้ทำงานแล้ว" ท่อนนี้อยู่ในหนังสืออัตชีวประวัติครับ ทีนี้ เมื่อประมาณหนึ่งหรือสองทศวรรษก่อน นักวิจัยที่เก่งมากนาม โฮวาร์ด กรูเบอร์ ย้อนไปดู สมุดบันทึกของดาร์วินจากช่วงนั้น ดาร์วินเขียนบันทึกละเอียดลออหลายเล่ม จดความคิดทุกความคิดที่มี รวมทั้งความตะหงิดใจเล็กๆ น้อยๆ สิ่งที่กรูเบอร์ค้นพบคือ ดาร์วินมีทฤษฎีการเลือกตามธรรมชาติที่สมบูรณ์ เป็นเวลานานหลายเดือนมากๆ ก่อนวันที่เขาอ้างว่ามันวาบเข้ามาในหัว วันหนึ่งในเดือนตุลาคม ปี 1838 ขณะที่เขาอ่านงานของมัลธัส คุณกลับไปอ่านบันทึกของดาร์วินได้ และคุณจะรู้สึกว่าคุณกำลังอ่านตำราของเขาเลย ถ้าอ่านบันทึกช่วงก่อนที่เขาจะเกิดวาบความคิด ดังนั้นคุณจะตระหนักว่า ในแง่หนึ่ง ดาร์วิน ก็มีความคิดนั้นแล้ว มีแนวคิดพร้อมแล้ว แต่ยังไม่สามารถคิดถึงมันได้อย่างชัดเจนเต็มที่ และนี่คือวิธีที่ความคิดดีๆ มักจะถือกำเนิด คือมันเลือนรางในความจำเป็นเวลานาน
ทีนี้ความท้าทายสำหรับเราทุกคนคือ คุณจะสร้างสภาพแวดล้อมที่จะ ยอมให้ความคิดดีๆ เหล่านี้มีเวลาฟักตัวนานๆ ได้ยังไง มันยากที่จะเดินไปหาเจ้านายคุณแล้วพูดว่า "ผมมีความคิดที่สุดยอดมากครับสำหรับองค์กรของเรา มันจะเป็นประโยชน์ในปี 2020 นายให้เวลาผมคิดเรื่องนี้นานหน่อยได้ไหม?" โอเค มีบางบริษัท อย่างเช่นกูเกิล พวกเขาเจียดเวลานอกให้กับนวัตกรรม เวลาร้อยละ 20 ในแง่หนึ่ง นโยบายแบบนี้เป็นกลไกบ่มเพาะความตะหงิดใจในองค์กร นั่นเป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่ง หัวใจอีกอย่างคือ การปล่อยให้ความตะหงิดใจเหล่านั้น ได้เชื่อมโยงมีปฏิสัมพันธ์กับความตะหงิดใจของคนอื่น นี่คือสิ่งที่เกิดบ่อย คุณมีความคิดครึ่งนึง อีกคนหนึ่งมีอีกครึ่งนึง และถ้าคุณอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ถูกต้อง ความคิดก็จะประกอบกันเป็นสิ่งใหม่ที่ใหญ่กว่าสองครึ่งประกบกัน ดังนั้นในแง่หนึ่ง เรามักจะพูดกันถึงมูลค่า ของการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา นั่นคือ สร้างป้อมปราการ สร้างห้องแล็บลับ จดสิทธิบัตรทุกอย่างที่เรามี ความคิดเหล่านั้นจะได้มีมูลค่าตลอดไป และคนก็จะมีแรงจูงใจที่จะผลิตความคิดใหม่ๆ และวัฒนธรรมก็จะมีนวัตกรรมมากขึ้น แต่ผมคิดว่า มีเหตุผลดีมากๆ ที่เราจะ ใช้เวลามากพอกัน ถ้าไม่มากกว่านั้น ให้คุณค่ากับการเชื่อมโยงความคิด ไม่ใช่แค่ปกป้องมันอย่างเดียว
ผมอยากจะทิ้งท้ายด้วยเรื่องเรื่องหนึ่ง ที่ผมคิดว่าสะท้อนคุณค่าเหล่านี้ เป็นเรื่องราวความเป็นมาที่น่าทึ่งของนวัตกรรมอันหนึ่ง และประเด็นว่ามันเกิดขึ้นในทางที่เหลือเชื่อ ในเดือนตุลาคม ปี 1957 โซเวียตเพิ่งยิงดาวเทียมสปุตนิก ฝ่ายอเมริกา ในเมืองลอเรล รัฐแมรีแลนด์ ที่ห้องแล็บฟิสิกส์ประยุกต์ ในเครือมหาวิทยาลัย จอห์น ฮอบกินส์ ตอนนั้นเป็นวันจันทร์เช้า ข่าวเพิ่งออกเกี่ยวกับดาวเทียมดวงแรก ที่ขึ้นไปโคจรรอบโลกแล้ว แน่นอน นี่เป็นสวรรค์สำหรับพวกเนิร์ดใช่ไหมครับ มีพวกเด็กคลั่งฟิสิกส์หลายคนเลย ที่กำลังคิดว่า "ให้ตายเถอะ! เรื่องนี้เจ๋งจริงๆ ไม่น่าเชื่อเลยว่ามันจะเกิดได้" สองคนในหมู่เด็กบ้าฟิสิกส์พวกนั้น เป็นนักวิจัยอายุ 20 หน่อยๆ ที่ห้องแล็บเอพีแอล กำลังนั่งกันอยู่ที่โต๊ะในโรงอาหาร พูดคุยสบายๆ กับเพื่อนร่วมงานกลุ่มหนึ่ง สองคนนี้ชื่อ กุยเยอร์ กับ ไวเฟนบาค ขณะที่คุยกัน คนหนึ่งก็พูดขึ้นมาว่า "เฮ้ย มีใครลองฟังเสียงเจ้าดาวเทียมนี่หรือเปล่า? ตอนนี้เรามีดาวเทียมที่มนุษย์ผลิตลอยอยู่ในอวกาศ มันต้องกำลังกระจายสัญญาณอะไรสักอย่างอยู่แน่ๆ เราคงฟังสัญญาณนี้ได้ถ้าเราจูนไปหามัน" พวกเขาถามเพื่อนร่วมงานรอบวง และทุกคนก็บอกว่า "อืม ผมไม่เคยนึกอยากทำอย่างนั้นเลย แต่มันเป็นความคิดที่น่าสนใจนะ"
ปรากฏว่าไวเฟนบาคเป็นผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่ง เรื่องการรับสัญญาณคลื่นไมโครเวฟ เขามีเสาอากาศขนาดเล็ก ต่อกับเครื่องขยายเสียงในห้องทำงาน กุยเยอร์กับไวเฟนบาคก็เลยไปที่ห้องทำงานของไวเฟนบาค เริ่มปรับแต่งอุปกรณ์จับสัญญาณ แบบที่ปัจจุบันเราเรียกว่าการ "แฮ็ค" นั่นแหละครับ หลังจากผ่านไปสองสามชั่วโมง พวกเขาก็เริ่มรับสัญญาณได้จริงๆ เพราะโซเวียตสร้างสปุตนิก ให้ตามร่องรอยได้ง่ายมาก มันส่งสัญญาณที่ 20 เมกะเฮิร์ทซ์ ซึ่งคุณรับได้ง่ายดายมาก เพราะโซเวียตกลัวว่าคนอื่นจะคิดว่าดาวเทียมดวงนี้เป็นเรื่องโกหก พวกเขาก็เลยทำให้มันเป็นดาวเทียมที่หาเจอได้ง่ายมาก
ทีนี้ เด็กเนิร์ดสองคนนี้นั่งฟังสัญญาณอยู่ในห้อง คนอื่นเริ่มทยอยเข้ามาในห้องแล้วพูดว่า "โห สุดยอดไปเลย ผมขอฟังด้วยได้ไหม? เฮ้ย นี่มันเจ๋งจริง" ไม่นานพวกเขาก็คิดว่า "อืม นี่เป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นะ เราอาจเป็นคนกลุ่มแรกในอเมริกาที่กำลังฟังดาวเทียมดวงนี้ เราน่าจะอัดมันไว้" พวกเขาก็เลยขนเอาเครื่องอัดเทปแบบแอนะล็อกขนาดใหญ่เทอะทะ เข้ามาในห้อง เริ่มอัดเสียงบี๊บ บี๊บ บันทึกข้อมูลวันที่และเวลาอย่างละเอียด สำหรับแต่ละบี๊บที่บันทึกไว้ เสร็จแล้วพวกเขาก็เริ่มคิดว่า "เฮ้ย เราสังเกตว่ามี ค่าความแปรผันเล็กน้อยของความถี่ เราน่าจะสามารถคำนวณความเร็ว ที่ดาวเทียมดวงนี้กำลังโคจรได้ ถ้าเราใช้สมการทางคณิตศาสตร์ จากผลกระทบดอพเลอร์ แล้วพวกเขาก็เล่นกับมันอีกหน่อย ไปหารือกับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ที่มีความเชี่ยวชาญด้านอื่น เสร็จแล้วพวกเขาก็บอกว่า "เฮ้ย ที่จริงนะ เราคิดว่าเราสามารถมองดูค่าความชันของผลกระทบดอพเลอร์ เพื่อหาจุดที่ ดาวเทียมเข้ามาใกล้กับเสาอากาศของเราที่สุด และจุดที่มันอยู่ห่างที่สุด ซึ่งก็จะเจ๋งมาก"
สุดท้าย พวกเขาก็ได้รับอนุญาต ให้ทำโครงการเล็กๆ โครงการนี้ โครงการที่ไม่ได้อยู่ในขอบข่ายงานประจำ ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นยูนิแวค ซึ่งกินที่ห้องทั้งห้อง เอพีแอลเพิ่งได้เครื่องนี้มาไม่นาน พวกเขาใช้เครื่องนี้คำนวณ และต่อมาอีกประมาณ 3-4 สัปดาห์ ก็ปรากฏว่าพวกเขาสามารถคำนวณวงโคจร รอบโลกของดาวเทียมดวงนี้ได้เป๊ะๆ แค่จากการฟังสัญญาณเล็กๆ นี้สัญญาณเดียว ทำตามความตะหงิดใจของตัวเองที่มีแรงบันดาลใจจะทำ ระหว่างทานอาหารกลางวันวันหนึ่ง
อีกประมาณสองสัปดาห์ต่อมา แฟรงค์ แม็คคลัวร์ นายของพวกเขา ดึงคนคู่นี้เข้าไปในห้องแล้วบอกว่า "นี่นาย ผมต้องถามอะไรสักหน่อย เกี่ยวกับโครงการที่คุณสองคนทำ คุณคำนวณพิกัดเป๊ะๆ ที่ไม่มีใครรู้ ของดาวเทียมที่โคจรรอบโลก จากพิกัดภาคพื้นดินที่คุณรู้ คุณจะทำอีกทางได้หรือเปล่า? คุณจะคำนวณหาพิกัดบนภาคพื้นที่ไม่มีใครรู้ ถ้าคุณรู้ตำแหน่งของดาวเทียมได้หรือเปล่า?" พวกเขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็บอกว่า "อืม น่าจะทำได้นะ ลองมาคำนวณกันเลย" เสร็จแล้วพวกเขาก็กลับไป ใช้เวลาคิดเพิ่ม แล้วกลับมาบอกว่า "ที่จริงทำอย่างนั้นง่ายกว่าอีก" แม็คคลัวร์ตอบว่า "โอ้ สุดยอดเลย เพราะตอนนี้มีเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์ ที่ผมกำลังออกแบบ และยากมากเลยที่จะคำนวณว่าจะยิงขีปนาวุธยังไง ให้ไปตกในมอสโคว์เป๊ะๆ ถ้าคุณไม่รู้ว่าเรือดำนำลำนี้อยู่ตรงไหนกลางมหาสมุทรแปซิฟิก เราก็เลยคิดว่า เราน่าจะยิงดาวเทียมขึ้นไปชุดหนึ่ง ใช้มันติดตามพิกัดของเรือดำน้ำ และคำนวณหาตำแหน่งของมันกลางทะเล พวกคุณไปช่วยทำโจทย์นี้ได้ไหมครับ?"
และนั่นคือจุดกำเนิดของจีพีเอส 30 ปีต่อมา โรนัลด์ เรแกน เปิดเผยเทคโนโลยีนี้ออกมา ทำให้มันเป็นแพล็ตฟอร์มเปิด ที่ใครก็ตามสามารถต่อยอด ใครๆ ก็สามารถสร้างเทคโนโลยีใหม่ ที่จะสร้างสรรค์และมีนวัตกรรม บนแพล็ตฟอร์มเปิดตัวนี้ ปล่อยทิ้งไว้ให้ใครก็ได้ มาทำอะไรก็ได้กับมัน และตอนนี้ ผมรับประกันได้ว่า พวกคุณอย่างน้อยครึ่งหนึ่งในห้องนี้ เวลานี้มีอุปกรณ์พกพาอยู่ในกระเป๋า ที่กำลังคุยกับดาวเทียมดวงใดดวงหนึ่งในอวกาศ และผมก็พนันได้เลยว่าพวกคุณอย่างน้อยหนึ่งคน ได้เคยใช้อุปกรณ์นั้นและระบบดาวเทียมนั้น หาพิกัดของร้านกาแฟ ในช่วงเวลา - (เสียงหัวเราะ) เมื่อวานหรืออาทิตย์ที่แล้ว ถูกไหมครับ?
ผมคิดว่านั่นเป็น กรณีศึกษาที่สุดยอดมาก เป็นบทเรียนที่ยอดเยี่ยม เกี่ยวกับพลังแบบที่มหัศจรรย์ ไร้การวางแผน พลังที่อุบัติเองและพยากรณ์ไม่ได้ ของระบบนวัตกรรมเปิด เมื่อคุณสร้างมันอย่างถูกต้อง มันก็จะพาเราไปในทิศทางใหม่ๆ ที่ผู้สร้างมันไม่เคยแม้แต่ฝันถึง คือผมหมายความว่า เรื่องนี้เรามีนักฟิสิกส์ ที่คิดว่าพวกเขาแค่ทำตามความตะหงิดใจของตัวเอง เรื่องเล็กๆ ที่พวกเขาอินกับมัน เสร็จแล้วพวกเขาก็คิดว่ากำลังต่อสู้ในสงครามเย็น แต่กลายเป็นว่าพวกเขาแค่กำลังช่วยใครบางคน หากาแฟลาตเต้กิน
นวัตกรรมเกิดขึ้นแบบนี้ครับ ความเป็นไปได้ชอบมาเยือนมันสมองที่เชื่อมโยงกัน
You can share this video by copying this HTML to your clipboard and pasting into your blog or web page. This video will play with subtitles.
You either have JavaScript turned off or have an old version of the Adobe Flash Player. To view this rating widget you
need to get the latest Flash player.
If your browser allows only "trusted sites" to execute Javascript, you should add the "googleapis.com" domain to your whitelist to allow our Flash detection to work properly.
Got an idea, question, or debate inspired by this talk? Start a TED Conversation.
คนมักจะอ้างว่าความคิดของพวกเขา "ปิ๊ง" ขึ้นมาในเสี้ยววินาที แต่สตีเวน จอห์นสัน ชี้ให้เห็นว่า ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์แล้ว มันไม่ใช่อย่างนั้น ทัวร์ที่น่าทึ่งของเขาพาเราเดินทางจาก "เครือข่ายเหลว" ตามร้านกาแฟในลอนดอน ไปสู่ความตะหงิดใจอันยาวนานของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ไปจนถึงเว็บความเร็วสูงของวันนี้
Steven Berlin Johnson is the best-selling author of six books on the intersection of science, technology and personal experience. His forthcoming book examines "Where Good Ideas Come From." Full bio »
Translated into Thai by Sarinee Achavanuntakul
Reviewed by Thipnapa Huansuriya
Comments? Please email the translators above.
10:03 Posted: Jan 2007
Views 316,885 | Comments 24
16:30 Posted: Oct 2008
Views 181,542 | Comments 12
16:26 Posted: Jul 2010
Views 2,211,551 | Comments 441
Just follow the guidelines outlined under our Creative Commons license.
This comment will be attributed to . Not ? Sign Out.