สิ่งที่ผมอยากคุยกับคุณวันนี้ มาจากปัญหาที่เหล่าทหารในโลกตะวันตก ทั้งออสเตรเลีย อเมริกา อังกฤษ และอื่นๆ ต้องเผชิญในการลงพื้นที่บางจุด ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องรับมือ ในโลกปัจจุบันทุกวันนี้ ถ้าคุณคิดถึงเรื่องที่ว่า เมื่อไม่กี่ปีมานี้ เราได้ส่งบุคลากร ทางทหารของออสเตรเลีย ไปยังประเทศที่รู้จักกันดี เช่นอิรักและอัฟกานิสถาน แต่ก็ยังมีประเทศอย่างติมอร์ตะวันออก หมู่เกาะโซโลมอน และอื่นๆ
และการประจำการหลายจุด ที่เราส่งกำลังทหารไปลงพื้นที่ในขณะนี้ ไม่ใช่สงครามตามแบบแผน อันที่จริงแล้ว ภารกิจเป็นจำนวนมาก ที่เราขอให้ทหารลงไปทำ เป็นภารกิจที่ ถ้าเกิดขึ้นในประเทศของตัวเอง ในออสเตรเลีย อเมริกา และอื่นๆ คนที่ทำภารกิจจริงๆ จะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็เลยทำให้มีปัญหาหลายอย่างปรากฎขึ้นมา จากการใช้ทหารในสถานการณ์เหล่านั้น เนื่องจากพวกเขากำลังปฎิบัติภารกิจที่ไม่ได้ฝึกมา และยังปฎิบัติ แตกต่างจากผู้ปฎิบัติในประเทศของพวกเขาเอง ทั้งในแง่ของการฝึกแตกต่างกัน และอุปกรณ์ที่ใช้ก็แตกต่างกัน
มีเหตุผลสองสามข้อว่าทำไม เราถึงส่งทหาร แทนที่จะส่งตำรวจไปทำงานพวกนี้ ยกตัวอย่าง ถ้าออสเตรเลียต้องส่งคนพันคน ไปที่ปาปัวตะวันตกวันพรุ่งนี้ เราไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจพันคนที่ว่าง ที่จะไปได้ง่ายๆ พรุ่งนี้ แต่เรามีทหารพันนายที่ไปได้ ฉะนั้นเวลาเราต้องส่งใครไป เราก็จะส่งทหารไป เพราะพวกเขาว่างที่จะไป และ ให้ตาย พวกเขาชินกับการออกไปทำสิ่งเหล่านี้ และอยู่ได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องมีการสนับสนุนมากเป็นพิเศษ ดังนั้นในแง่นี้ พวกเขาจึงสามารถทำได้ แต่พวกเขาไม่ได้รับการฝึกเหมือนที่ตำรวจได้รับ และที่แน่ๆ พวกเขาไม่ได้มีอุปกรณ์เหมือนตำรวจ
ซึ่งนี่จะทำให้พวกเขาประสบปัญหา เวลาที่ต้องรับมือกับปัญหาประเภทนี้ โดยเฉพาะสิ่งที่เป็นประเด็นขึ้นมา แล้วผมสนใจเป็นพิเศษ คือคำถามที่ว่า เวลาที่เราส่งทหารไปทำงานพวกนี้ เราควรที่จะมีอุปกรณ์ที่แตกต่างออกไปหรือไม่ ซึ่งถ้าจะให้เฉพาะเจาะจงแล้ว ก็คือเราควรที่จะให้พวกเขาได้ใช้ อาวุธไม่สังหารบางชนิดที่ตำรวจใช้ หรือไม่ เพราะในเมื่อพวกเขาทำงานแบบเดียวกัน พวกเขาอาจจะต้องการอุปกรณ์แบบนั้นเหมือนกัน
และแน่นอน มีสถานที่หลายแห่ง ที่คุณคงคิดว่าอุปกรณ์พวกนี้จะมีประโยชน์มาก อย่างเช่น เมื่อคุณตั้งด่านตรวจทางทหาร ถ้ามีคนต้องผ่านด่านเหล่านี้ โดยที่ทหารไม่แน่ใจว่า คนที่ผ่านเข้ามา เป็นศัตรูหรือไม่ เอาเป็นว่า ถ้ามีคนเดินเข้ามาตรงนี้ แล้วพวกเขาถามว่า "คนนี้เป็นมือระเบิดพลีชีพรึเปล่า พวกเขามีอะไรซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าไหม จะเกิดอะไรขึ้น" พวกเขาไม่รู้ว่าคนๆ นี้มีท่าทีเป็นศัตรูหรือไม่ ถ้าคนๆ นี้ไม่ทำตามคำสั่ง พวกเขาอาจจะต้องยิง และค่อยมาค้นพบภายหลังว่า ใช่ เรายิงถูกคน หรือจะพบว่า ไม่ใช่ นี่เป็นเพียงผู้บริสุทธิ์ ที่ไม่เข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ดังนั้น ถ้าพวกเขามีอาวุธไม่สังหาร พวกเขาก็จะพูดว่า "เราสามารถใช้มันในสถานการณ์แบบนั้นได้ ถ้าเรายิงคนที่ไม่ได้เป็นศัตรู อย่างน้อยเราก็ไม่ได้ฆ่าเขา"
ในอีกสถานการณ์หนึ่ง รูปถ่ายนี้มาจากหนึ่งในภารกิจจริงๆ ในคาบสมุทรบอลข่าน สมัยปลายทศวรรษที่ 1990 สถานการณ์ค่อนข้างต่างออกไป ที่ซึ่งพวกเขารู้ว่าใครเป็นศัตรู รู้ว่ามีคนกำลังยิงใส่พวกเขา หรือทำสิ่งใดก็ตาม ที่ประกาศท่าทีเป็นศัตรูอย่างชัดเจน ปาหิน หรืออะไรประมาณนี้ แต่ถ้าพวกเขาตอบโต้ ก็จะมีคนอื่นๆ ที่อยู่บริเวณนั้นด้วย ซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ที่อาจจะโดนลูกหลง กลายเป็นความเสียหายข้างเคียง ที่กองทัพไม่อยากจะพูดถึง ดังนั้น พวกเขาก็จะพูดแบบนี้อีกครั้งว่า "ถ้าเราสามารถเข้าถึงอาวุธไม่สังหารได้ล่ะ ถ้าเราเจอคนที่เรารู้ว่าเป็นศัตรู เราสามารถทำอะไรบางอย่าง เพื่อจัดการพวกเขาได้ และรู้ว่า ถ้าพวกเขายิงโดนใครก็ตามที่อยู่แถวนั้น อย่างน้อย เราก็พูดได้ว่า เราไม่ได้จะฆ่าพวกเขา"
มีอีกคำแนะนำหนึ่ง เนื่องจากเราให้หุ่นยนต์ลงภาคสนามเป็นจำนวนมาก เราจะได้เห็นตอนที่ พวกเขาส่งหุ่นยนต์ไปลงพื้นที่จริงๆ โดยที่ไม่มีใครควบคุม พวกมันจะตัดสินใจด้วยตนเอง ว่าจะยิงหรือไม่ยิงใคร โดยที่ไม่มีมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง และคำแนะนำก็คือ เฮ้ ถ้าเราจะส่งหุ่นยนต์ออกไป แล้วอนุญาตให้มันทำอย่างนี้ อาจจะเป็นความคิดที่ดี อีกแล้ว ว่าควรใช้อุปกรณ์เหล่านี้ ถ้าพวกมันติดอาวุธไม่สังหาร เวลาที่พวกมันตัดสินใจผิดพลาด และยิงผิดคน อีกครั้งที่เราสามารถพูดได้ว่า พวกมันไม่ได้ฆ่าพวกเขาสักหน่อย
อาวุธไม่สังหาร มีแตกต่างกัน มากมายหลายชนิด อาวุธบางชนิดมีให้ใช้แล้ว อย่างที่เห็นๆกันอยู่ ในขณะที่บางชนิดก็กำลังพัฒนาอยู่ คุณมีอาวุธดั้งเดิมอย่างสเปรย์พริกไทย สเปรย์โอซีที่อยู่ด้านบนนี้ หรือเครื่องช็อตไฟฟ้าที่อยู่ตรงนี้ ตัวที่อยู่บนขวานี้คือเลเซอร์แสบตา ที่มีไว้เพื่อทำให้คนตาบอดชั่วคราว และทำให้พวกเขาสับสน คุณมีกระสุนลูกซองแบบไม่สังหาร ที่บรรจุเม็ดยาง แทนที่เม็ดเหล็กที่มีอยู่ดั้งเดิม และอันที่อยู่ตรงกลางนี้ ที่เป็นรถบรรทุกคันใหญ่ ที่จริงคือระบบ Active Denial System ซึ่งเป็นสิ่งที่กองทัพสหรัฐฯ กำลังพัฒนาอยู่ในขณะนี้
ว่ากันง่ายๆ มันคือเครื่องยิงรังสีไมโครเวฟอันใหญ่ ซึ่งโดยหลักการแล้ว มันก็คือรังสีความร้อนนั่นเอง มันสามารถยิงออกไปได้ไกลมาก เมื่อเปรียบเทียบกับอาวุธประเภทนี้ ชนิดอื่นๆ และใครก็ตามที่ถูกสิ่งนี้ยิงใส่ จะรู้สึกถึงความร้อนที่ปะทุขึ้นมาอย่างฉับพลัน ทำให้อยากออกไปให้พ้นทาง มันมีความซับซ้อนกว่าเตาไมโครเวฟมาก แต่โดยพื้นฐานแล้วมันจะทำการต้มโมเลกุลน้ำ ที่อยู่บริเวณผิวนอกของผิวหนังของคุณ ทำให้คุณรู้สึกถึงความร้อนแผดเผารุนแรง จนทำให้คุณพูดว่า "ฉันอยากจะไปให้พ้นทาง" และพวกเขาคิดว่า สิ่งนี้จะต้องมีประโยชน์มากๆ ในสถานที่ ที่เราต้องการสลายฝูงชนออกจากบริเวณหนึ่งๆ ถ้าฝูงชนเหล่านั้น มีท่าทีเป็นศัตรู ถ้าเราต้องการกันผู้คนออกจากสถานที่ใดๆ เราสามารถทำได้โดยใช้อาวุธเหล่านี้
ดังนั้นจึงเห็นได้ชัดว่ามี อาวุธไม่สังหารที่แตกต่างกันมากมายหลายชนิด ที่เราสามารถให้ทหารใช้ และมีสถานการณ์ต่างๆ นานา ที่เราจะมองพวกมันแล้วบอกว่า "เฮ้ สิ่งเหล่านี้น่าจะมีประโยชน์จริงๆ" แต่อย่างที่ผมบอก ทหารและตำรวจ มีความแตกต่างกันมาก ใช่ คุณไม่ต้องคิดมากเลย เพื่อจะทราบความจริงที่ว่า พวกเขาอาจจะแตกต่างกันมากๆ โดยเฉพาะในแง่ของ ทัศนคติในด้านการใช้กำลัง และวิธีที่พวกเขาได้รับการฝึกให้ใช้กำลัง นั้นแตกต่างมากเป็นพิเศษ
ตำรวจ... และผมทราบดี เพราะผมเคยช่วยฝึกตำรวจมาก่อน... ตำรวจ โดยเฉพาะในท้องที่ของประเทศตะวันตก ได้รับการฝึกเพื่อลดระดับการใช้กำลัง เพื่อพยายามและหลีกเลี่ยงการใช้กำลัง ในทุกที่เท่าที่จะเป็นไปได้ และให้ใช้กำลังสังหาร เป็นทางเลือกสุดท้ายเท่านั้น ทหารถูกฝึกมาเพื่อทำสงคราม ถูกฝึกเพื่อที่ว่า เมื่อเกิดสถานการณ์เลวร้าย การตอบโต้แรกของพวกเขา จะเป็นการใช้กำลังสังหาร เมื่อถึงเวลาที่งานเข้า คุณจะได้สามารถยิงใส่คนอื่นได้ ดังนั้นทัศนคติของพวกเขา ในเรื่องของการใช้กำลังสังหาร จึงมีความแตกต่างกันอย่างมาก และผมคิดว่า มันเห็นได้ชัดอยู่ว่า ทัศนคติของพวกเขาในด้านการใช้อาวุธไม่สังหาร ก็คงจะแตกต่างจากตำรวจมากเช่นกัน
และเนื่องจากในขณะนี้ เราก็มีปัญหามากพออยู่แล้ว กับการที่ตำรวจใช้อาวุธไม่สังหาร ในหลายๆ วิธี ผมคิดว่าคงจะเป็นความคิดที่ดี ที่จะดูสิ่งเหล่านี้ แล้วพยายามนำมันเข้าไปผูกกับแนวคิดทางทหาร และผมแปลกใจจริงๆ เมื่อเริ่มทำสิ่งนี้ ที่ได้พบว่า ที่จริงแล้ว แม้แต่คนที่สนับสนุนการใช้อาวุธไม่สังหารโดยทหาร ยังไม่ได้คิดถึงสิ่งนั้น พวกเขามักจะคิดว่า "เราจะไปสนใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับตำรวจทำไม เรากำลังมองอะไรที่มันแตกต่าง" และดูจะไม่ยอมรับว่า ที่จริงแล้ว พวกเขากำลังมองสิ่งที่เป็นเรื่องประมาณเดียวกัน
ดังนั้นผมจึงเริ่มสืบสวนประเด็นเหล่านี้บางประเด็น และพิจารณา วิธีที่ตำรวจใช้อาวุธไม่สังหาร เมื่ออาวุธเหล่านี้เข้ามา และมีปัญหาบางอย่างที่อาจเกิดขึ้น จากอาวุธเหล่านี้ เวลาที่พวกเขานำพวกมันมาใช้จริงๆ และแน่นอน เพราะเป็นคนออสเตรเลีย ผมก็เลยเริ่มมองสิ่งที่เกิดขึ้นในออสเตรเลีย โดยรู้จากประสบการณ์ของผมเองอีกครั้ง ในหลายๆ คราว ที่อาวุธไม่สังหารถูกนำมาใช้ในออสเตรเลีย
หนึ่งในสิ่งที่ผมจับตาดูเป็นพิเศษ คือการใช้สเปรย์โอซี, สเปรย์โอลีโอเรซิน แคปซิคัม หรือสเปรย์พริกไทย โดยตำรวจออสเตรเลีย และเห็นอาวุธที่ถูกนำมาใช้, สิ่งที่เกิดขึ้น และปัญหาต่างๆ มากมาย จากการศึกษาฉบับหนึ่งที่ผมพบ ซึ่งน่าสนใจเป็นพิเศษ เกิดขึ้นในควีนส์แลนด์นี่เอง เพราะพวกเขามีระยะทดสอบการใช้สเปรย์พริกไทย ก่อนที่จะนำไปใช้อย่างกว้างขวางจริงๆ และผมก็ไปดูตัวเลขเหล่านี้ ตอนนี้ เมื่อพวกเขานำสเปรย์โอซีมาใช้ในควีนส์แลนด์ พวกเขาใช้มันอย่างโจ่งแจ้ง ผู้บัญชาการตำรวจมีแถลงการณ์สู่สาธารณะเกี่ยวกับเรื่องนี้มากมาย พวกเขาบอกว่า "สิ่งนี้มีจุดประสงค์อย่างชัดเจนเพื่อ ให้ทางเลือกกับตำรวจ ที่อยู่ตรงกลางระหว่างการเตือน และการยิง เป็นสิ่งที่พวกเขาสามารถใช้แทนอาวุธปืนได้ ในสถานการณ์เดียวกับที่ ถ้าเป็นเมื่อก่อน พวกเขาต้องยิง"
ผมก็เลยไปดูสถิติการยิงของตำรวจ และคุณหาสิ่งนี้เจอไม่ได้ง่ายๆ ในบรรดารัฐในออสเตรเลียต่างๆ ผมสามารถหามาได้แค่ฉบับเดียว นี่มาจากรายงานของสถาบันอาชญวิทยาออสเตรเลีย ดังที่คุณเห็นในตัวหนังสือ ถ้าคุณอ่านจากด้านบนสุด ระบุว่า "การตายจากการยิงของตำรวจ" ไม่ได้จำกัดแค่คนที่ถูกตำรวจยิง แต่ยังรวมไปถึงคนที่ยิงตัวเองต่อหน้าตำรวจ แต่นี่เป็นสถิติจากทั่วประเทศ และลูกศรแดงนี้ชี้ไปที่จุด ที่ควีนส์แลนด์บอกว่า "ใช่ ตรงนี้แหละ ที่เราจะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วทั้งรัฐ ได้ใช้สเปรย์โอซี คุณจะเห็นว่า กราฟแสดงให้เห็นว่ามีการตายโดยเฉลี่ยหกครั้ง ทุกๆ ปี เป็นเวลาหลายปีแล้ว มีจุดที่กราฟพุ่งเป็นยอดขึ้น เมื่อไม่กี่ปีมานี้ แต่จุดนั้นไม่ได้เกิดขึ้นที่ควีนส์แลนด์ มีใครรู้ไหมว่ามาจากไหน ไม่ใช่พอร์ท อาเธอร์ครับ วิคตอเรีย ใช่ครับ ถูกต้อง จุดที่กราฟพุ่งขึ้นมาจากวิคตอเรียหมดเลย ดังนั้น ไม่ใช่ควีนส์แลนด์ที่มีปัญหา กับการตายที่เกิดขึ้นจากการยิงของตำรวจ และจากสาเหตุอื่นๆ มีการยิงหกครั้ง ทั่วทั้งประเทศ อย่างสม่ำเสมอ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ในอีกสองปีต่อมา คือปีที่เราทำการศึกษากัน ปี 2001 และ 2002 มีใครอยากทายจำนวนการใช้ ตามเหตุผลที่เขาบอก ไหมครับ ว่าจำนวนการใช้สเปรย์โอซีของตำรวจในควีนส์แลนด์ในช่วงนั้นเป็นเท่าไร หลักร้อยเหรอ หนึ่ง สาม หลักพันค่อยใกล้เข้ามาหน่อย ถูกนำมาใช้อย่างโจ่งแจ้ง เพื่อเป็นทางเลือกกับการใช้กำลังสังหาร เป็นทางเลือกตรงกลางระหว่างการเตือนและการยิง ผมจะบอกชัดๆ เลยแล้วกัน ถ้าเกิดว่าตำรวจควีนส์แลนด์ไม่มีสเปรย์โอซี พวกเขาคงไม่ยิงคน 2,226 คน ในเวลาสองปีเหล่านั้นหรอกครับ ที่จริงแล้ว ลองดู การศึกษา ที่พวกเขามองหา วัตถุที่พวกเขาเก็บเพื่อนำไปตรวจสอบ คุณจะพบว่าผู้ต้องสงสัยทีติดอาวุธ มีประมาณ 15 เปอร์เซนต์เท่านั้น จากกรณี ที่สเปรย์โอซีถูกใช้
มันถูกใช้เป็นประจำในช่วงเวลานั้น และแน่นอนว่า ก็ยังถูกใช้อยู่เป็นประจำ เพราะว่าไม่มีใครร้องเรียนเรื่องนี้ ถึงจะนอกประเด็นของการศึกษานี้ แต่มันถูกใช้เป็นประจำ เพื่อรับมือกับคนที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว คนที่มีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมก้าวร้าว และยังถูกใช้อยู่บ่อยๆ กับคนที่แค่มีพฤติกรรม ขัดขืนแบบไม่ตอบโต้ คนแบบนี้ไม่ได้ทำอะไรที่รุนแรง เพียงแต่พวกเขาไม่ยอมทำตาม ในสิ่งที่เราต้องการให้พวกเขาทำ พวกเขาไม่ทำตามคำสั่งที่พวกเขาได้รับ เราก็เลยฉีดสเปรย์โอซีใส่พวกเขา มันจะทำให้ทุกอย่างเร็วขึ้น อย่างนี้ทุกอย่างจะออกมาดีกว่า นี่คือสิ่งที่ถูกนำมาใช้อย่างโจ่งแจ้ง เพื่อเป็นทางเลือกของการใช้อาวุธปืน แต่มันกำลังถูกใช้เป็นประจำ เพื่อจัดการกับปัญหา ปัญหามากมายหลายประเภท
ตอนนี้มีประเด็นหนึ่งเกี่ยวกับ การใช้อาวุธไม่สังหารในทางทหาร และคนที่พูดว่า "เฮ้ นี่อาจเป็นปัญหา" มีปัญหาอยู่สองสามข้อที่เราควรเน้น หนึ่งในปัญหาเหล่านี้ คือการใช้อาวุธไม่สังหารอย่างไม่แยกแยะ หนึ่งในหลักการพื้นฐานของการใช้กำลังทางทหาร นั่นก็คือคุณจะต้องพิจารณาเป้าหมาย คุณต้องระมัดระวังว่าคุณกำลังจะยิงไปที่ใคร ดังนั้นหนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้นกับอาวุธไม่สังหารก็คือ มันอาจถูกนำไปใช้อย่างไม่แยกแยะ ในระดับที่คุณใช้มันกับกลุ่มคนหลากหลาย เพราะคุณไม่ต้องกังวลอีกต่อไปแล้ว
และอันที่จริง มีกรณีหนึ่งโดยเฉพาะ ที่ผมคิดว่าปัญหานี้เกิดขึ้นจริง คือการปิดล้อมโรงละครดูบรอฟกาในมอสโคเมื่อปี 2002 ซึ่งพวกคุณหลายๆ คน ต่างจากนักเรียนของผมส่วนใหญ่ที่สถาบันป้องกันตนเองฯ มีอายุมากพอที่จะจำได้ เมื่อชาวเชชเนียเข้ามายึดโรงละคร พวกเขาจับคนประมาณ 700 คนเป็นตัวประกัน พวกเขาปล่อยบางคนออกมา แต่ก็ยังมีตัวประกันประมาณ 700 คน แล้วสารวัตรทหารพิเศษของรัสเซีย, กองกำลังพิเศษ, สเปตนาซ เข้ามา แล้วทำการจู่โจมโรงละคร และวิธีที่พวกเขาทำ คือการปั๊มแก๊สยาสลบเข้าไปในอาคารทั้งหลัง แล้วปรากฎว่า มีตัวประกันตายเป็นจำนวนมาก เนื่องจากสูดแก๊สเข้าไป มันถูกใช้อย่างไม่แยกแยะ พวกเขาปั๊มแก๊สเข้าไปเต็มทั้งโรงละคร
ไม่แปลกเลยที่คนพวกนั้นตาย เพราะคุณไม่รู้ว่าแต่ละคน สูดแก๊สเข้าไปมากเท่าไร พวกเขากำลังอยู่ในสถานการณ์แบบไหน เวลาที่พวกเขาหมดสติไป และอื่นๆ ในความจริง มีคนเพียงแค่สองคนที่ถูกยิง ในเหตุการณ์ครั้งนี้ ดังนั้นเมื่อเรามองกลับไป มีเพียงแค่คนสองคนเท่านั้น ที่ถูกคนที่จับตัวประกันยิง หรือถูกยิงโดยตำรวจ ที่พยายามเข้ามาแก้สถานการณ์ แทบทุกคนถูกฆ่า เนื่องจากสูดดมแก๊สเข้าไป ยอดสูญเสียของตัวประกันท้ายที่สุดแล้ว ระบุไว้ไม่แน่ชัด แต่แน่นอนว่า มีการสูญเสียมากกว่านี้ เพราะยังมีคนอื่นที่ตาย ในอีกไม่กี่วันต่อมา นี่แหละคือปัญหาที่พวกเขาพูดถึง ว่ามันอาจจะถูกใช้ไม่เลือกหน้า
ปัญหาที่สองก็คือสิ่งที่ผู้คนพูดเกี่ยวกับ การใช้อาวุธไม่สังหารในทางทหาร และนี่คือเหตุผลที่ในข้อตกลงการใช้อาวุธเคมี ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ห้ามใช้สารควบคุมฝูงชน เป็นอาวุธสงคราม ปัญหาก็คือบางครั้ง อาวุธไม่สังหารอาจถูกใช้ ไม่ใช้ในฐานะทางเลือกของกำลังสังหาร แต่เป็นตัวเพิ่มอำนาจการสังหาร โดยที่คุณใช้อาวุธไม่สังหารก่อน แล้วการใช้อาวุธสังหารก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น คนที่คุณกำลังจะยิงเข้าใส่ จะได้หนีไปไม่ได้ พวกเขาจะไม่รู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้คุณสามารถฆ่าพวกเขาได้ง่ายขึ้น และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ คนจับตัวประกันที่ถูกทำให้หมดสติโดยแก๊ส ไม่ได้ถูกจับกุม แต่ถูกยิงหัว ง่ายๆ แค่นั้น ดังนั้นอาวุธไม่สังหาร ในกรณีนี้ ถูกใช้เป็น ตัวเพิ่มอำนาจการสังหาร ที่ทำให้ฆ่าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในสถานการณ์นี้
อีกปัญหาหนึ่งที่ผมอย่างจะกล่าวถึงคร่าวๆ คือ มีปัญหาอยู่มากมายก่ายกอง เกี่ยวกับวิธีที่คนถูกสอน ให้ใช้อาวุธไม่สังหาร และได้รับการฝึกฝนเกี่ยวกับอาวุธชนิดนี้ ได้ลองทดสอบมัน และอื่นๆ เพราะว่าพวกเขาทดสอบมันในสภาวะแวดล้อมที่ดีและปลอดภัย และคุณถูกสอนให้ใช้มันในสภาวะแวดล้อมที่ดีและปลอดภัย แบบนี้ ที่ๆ คุณเห็นชัดเจนว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น คนที่พ่นสเปรย์โอซีสวมถุงมือยาง เพื่อให้แน่ใจว่าตัวเขาเองจะไม่เปื้อนสาร และอื่นๆ แต่พวกมันไม่ได้ถูกใช้แบบนั้น
พวกมันถูกใช้ในโลกจริงๆ อย่างในเท็กซัส แบบนี้ ผมยอมรับว่า กรณีนี้โดยเฉพาะ เป็นกรณีหนึ่งที่กระตุ้นให้ผมเกิดความสนใจเรื่องนี้ขึ้นมา มันเกิดขึ้นตอนที่ผมกำลังทำงานเป็นนักวิจัยที่โรงเรียนนายเรือสหรัฐฯ แล้วเริ่มมีรายงานข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ เมื่อผู้หญิงคนนี้โต้เถียงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เธอไม่ได้มีพฤติกรรมก้าวร้าว ที่จริง เขาน่าจะสูงกว่าผมประมาณหกนิ้ว และเธอสูงแค่เท่านี้ และในตอนสุดท้าย เธอก็พูดกับเขาว่า "ฉันจะกลับไปขึ้นรถของฉันล่ะนะ" แล้วเขาก็พูดว่า "ถ้าคุณกลับเข้าไปในรถ ผมจะช็อตคุณ" แล้วเธอก็บอกว่า "เอาสิ ช็อตฉันเลย" เขาก็เลยทำอย่างนั้น ทั้งหมดนี้ถูกบันทึกไว้ในกล้องวีดีโอ ที่อยู่หน้ารถตำรวจ เธออายุ 72 แล้ว และดูเหมือนว่านี่คือวิธีที่เหมาะสมที่สุดที่จะจัดการกับเธอ
ยังมีตัวอย่างอื่นๆ ที่มีลักษณะประมาณนี้ ที่เกิดกับคนอื่นๆ แล้วทำให้คุณคิดว่า "นี่คือวิธีที่เหมาะสมจริงๆ แล้วหรือในการใช้อาวุธไม่สังหาร" "สารวัตรตำรวจใช้เครื่องช็อตไฟฟ้ากับหัวเด็กสาวอายุ 14" "ก็เธอกำลังวิ่งหนี จะให้ผมทำยังไงล่ะ" (เสียงหัวเราะ) หรือที่ฟลอริดา "ตำรวจช็อตเด็กหกขวบที่โรงเรียนประถม" และเห็นๆ กันอยู่ว่าพวกเขาเรียนรู้จากมัน เพราะว่าในท้องที่เดียวกัน "ตำรวจทบทวนนโยบายหลังเด็กๆ ช็อค เด็กคนที่สองถูกช็อตหลังจากไม่กี่สัปดาห์" ในท้องที่ตำรวจเดียวกัน เด็กอีกคนถูกช็อต หลังจากเด็กหกขวบถูกช็อต ห่างออกไปไม่กี่สัปดาห์
และในกรณีที่คุณคิดว่า สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นแค่ในสหรัฐฯ แต่มันเกิดขึ้นในแคนาดาเช่นกัน และเพื่อนร่วมงานของผม ส่งข่าวนี้มาให้ผมจากลอนดอน แต่ก็ต้องยอมรับว่า กรณีที่ผมชอบเป็นพิเศษ มาจากสหรัฐฯ จริงๆ "ตำรวจช็อตผู้หญิงพิการอายุ 86 ปีบนเตียงของเธอ" ผมตรวจสอบรายงานหลายฉบับเรื่องนี้ ผมดูมัน แล้วผมก็ประหลาดใจจริงๆ เพราะปรากฎว่า สาเหตุคือเธอทำท่าทีคุกคามกว่าเดิมบนเตียงของเธอ (เสียงหัวเราะ) ผมไม่ได้ล้อคุณเล่น มันเขียนไว้อย่างนี้จริงๆ "เธอทำท่าทีคุกคามกว่าเดิมบนเตียงของเธอ" โอเค
แต่ผมขอบอกคุณอีกครั้ง ว่าผมกำลังพูดเรื่องอะไร ผมกำลังพูดเรื่องการใช้อาวุธไม่สังหารในทางทหาร แล้วนี่มันเกี่ยวกันยังไง เพราะตำรวจถูกจำกัด ในด้านการใช้กำลัง มากกว่าทหาร พวกเขาถูกฝึกมาให้จำกัดการใช้กำลังมากกว่าทหาร พวกเขาถูกฝึกให้คิดมากกว่า ให้พยายามที่จะลดระดับความรุนแรง ถ้าคุณมีปัญหาเหล่านี้กับตำรวจที่ใช้อาวุธไม่สังหาร แล้วอะไรในโลกนี้ที่ทำให้คุณคิดว่า สิ่งนี้จะดีกว่ากับทหาร
สิ่งสุดท้ายที่ผมอยากจะพูดก็คือ เวลาที่ผมคุยกับตำรวจ เกี่ยวกับลักษณะของอาวุธไม่สังหารที่สมบูรณ์แบบ พวกเขาจะต้องพูดแบบนี้แน่นอน พวกเขาจะบอกว่า "มันจะต้องเป็นอะไรที่ร้ายกาจพอ ที่คนจะไม่อยากถูกอาวุธนี้ยิงใส่ ถ้าคุณขู่ที่จะใช้มัน คนจะยอมทำตาม แต่มันควรจะเป็นอะไร ที่ไม่มีผลกระทบถาวรด้วย" หรือพูดในอีกนัยหนึ่ง อาวุธไม่สังหารที่สมบูรณ์แบบของคุณ จะต้องเป็นอะไรที่เหมาะแก่การข่มเหงมากที่สุด จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคนพวกนี้ สามารถเข้าถึงการใช้เครื่องช็อตไฟฟ้า หรือเครื่องเวอร์ชั่นพกพา ของระบบ Active Denial System รังสีความร้อนเล็กๆ ที่คุณสามารถใช้กับคน โดยที่ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับมัน
ผมก็เลยคิดว่า ใช่ น่าจะมีวิธี ที่อาวุธไม่สังหารจะเหมาะกับสถานการณ์เหล่านี้เป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ยังมีปัญหามากมาย ที่เราต้องพิจารณาเช่นกัน
You can share this video by copying this HTML to your clipboard and pasting into your blog or web page. This video will play with subtitles.
You either have JavaScript turned off or have an old version of the Adobe Flash Player. To view this rating widget you
need to get the latest Flash player.
If your browser allows only "trusted sites" to execute Javascript, you should add the "googleapis.com" domain to your whitelist to allow our Flash detection to work properly.
Got an idea, question, or debate inspired by this talk? Start a TED Conversation.
มีการใช้สเปรย์พริกไทย และเครื่องช็อตไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นทั้งในหมู่ตำรวจและทหาร และยังมีอาวุธไม่สังหารพิสดารอย่างเช่น รังสีความร้อน ที่กำลังได้รับการพัฒนา ที่ TEDxCanberra นักจริยศาสตร์ สตีเฟน โคลแมนสำรวจผลกระทบที่ไม่ได้คาดคิดของการใช้อาวุธเหล่านี้ และตั้งคำถามที่ยากที่จะตอบ
Stephen Coleman studies applied ethics, particularly the ethics of military and police force, and their application to human rights. Full bio »
Translated into Thai by Kanop Soponvijit
Reviewed by Pana-Ek Warawit
Comments? Please email the translators above.
17:10 Posted: Jan 2012
Views 865,894 | Comments 561
09:51 Posted: Mar 2011
Views 412,462 | Comments 163
20:27 Posted: Apr 2011
Views 848,782 | Comments 244
Just follow the guidelines outlined under our Creative Commons license.
This comment will be attributed to . Not ? Sign Out.