เมื่อไม่นานมานี้ ลูกสาวของฉัน รีเบคก้าส่งข้อความอวยพรมาหาฉัน ข้อความของเธอมีอยู่ว่า "คุณแม่คะ คุณแม่จะทำได้เจ๋งไปเลยค่ะ ฉันชอบมันมาก การได้รับข้อความนั้น เหมือนได้รับการกอดจากลูกสาว และคุณก็ได้รับมัน ชั้นทำการสำรวจ สิ่งที่ผิดสังเกต ชั้นเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ชอบการได้รับความข้อความจากคนอื่นๆ ที่จะบอกพวกคุณว่า การได้รับข้อความมากมายก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง
ที่จริงแล้วข้อความที่ชั้นได้รับจากลูกสาว เป็นที่มาของเรื่องที่ชั้นจะพูดในวันนี้ ในปี ค.ศ. 1996 ครั้งแรกที่ชั้นมาพูดใน TEDTalk รีเบคก้าอายุ 5 ขวบ และเธอเคยนั่งอยู่ตรงนี้ แถวหน้าสุด ฉันเพิ่งจะเขียนหนังสือ ที่ยกย่องชีวิตในอินเตอร์เนตของพวกเรา และฉันกำลังจะไปอยู่บนปก นิตยสาร Wired ในวันที่สับสนวุ่นวายนั้น พวกเราก็ทำการทดลอง ในห้องสนทนาและสังคมออนไลน์ พวกเรากำลังสำรวจอีกด้านหนึ่งของตัวเรา แล้วเราเหมือนโดนตัดขาด ชั้นตื่นเต้นมาก และในฐานะนักจิตวิทยา สิ่งที่ทำให้ชั้นตื่นเต้นมากที่สุด คือ ความคิด ว่าจะนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ในโลกออนไลน์ เกี่ยวกับกับตัวเรา เอกลักษณ์ของเรา เพื่อจะใช้ชีวิตได้ดีขึ้นในโลกของความเป็นจริง
มาถึงตอนนี้ปี ค.ศ. 2012 ชั้นกลับมายืนที่นี่บนเวที TED อีกครั้ง ลูกสาวชั้นอายุ 20 ตอนนี้เธอเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย เธอเข้านอนกับโทรศัพท์มือถือของเธอ ชั้นก็เช่นเดียวกัน และชั้นเพิ่งเขียนหนังสือเล่มใหม่ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่หนังสือที่ จะทำให้ชั้นไปอยู่บนปก นิตยสาร Wired ถามว่า เกิดอะไรขึ้น? ชั้นยังคงตื่นเต้นกับเทคโนโลยี แต่ชั้นเชื่อ และมาอยู่ที่นี่เพื่อจะบอกว่า เทคโนโลยีกำลังจะนำพวกเราไปยังที่ ที่พวกเราไม่ได้อยากจะไป
ในช่วงเวลา 15 ปีที่ผ่านมา ชั้นได้ทำการศึกษาเทคโนโลยีของการสื่อสารผ่านทางมือถือ ชั้นสัมภาษณ์และพูดคุยกับคนมากมาย ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เกี่ยวกับตัวตนของพวกเขา และสิ่งที่ชั้นค้นพบ คือว่าอุปกรณ์เล็กๆ อุปกรณ์ชิ้นเล็กในกระเป๋าของพวกเรานั้น มีอิทธิพลทางจิตวิทยาอย่างมาก โทรศัพท์มือถือไม่ได้เพียงแค่เปลี่ยนแปลงสิ่งที่เราทำ แต่เปลี่ยนตัวตนของเราด้วย บางอย่างที่เราทำตอนนี้ คืออะไรที่ ถ้าเป็นเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา พวกเราคงคิดว่าเป็นสิ่งที่แปลกประหลาด หรือ น่ารำคาญ แต่ตอนนี้ทุกอย่างคล้ายคลึงกันไปหมด แค่วิธีปฏิบัติ
ชั้นขอยกตัวอย่างง่ายๆ หลายคนส่งข้อความหรืออีเมลล์ ในการประชุมสำคัญ หลายคนส่งข้อความ ซื้อสินค้า หรือเล่นเฟซบุ้ค ในห้องเรียน ระหว่างการนำเสนองผลงาน จริงๆ แล้วในทุกๆ การประชุม หลายคนคุยกับชั้นเรื่องทักษะสำคัญ ในการสบตา มองตาผู้อื่น ขณะที่คุณส่งข้อความหาคนอื่น (หัวเราะ) หลายคนอธิบายให้ชั้นฟังว่า เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก แต่เราสามารถทำได้ พ่อแม่ส่งข้อความและอีเมลล์ ระหว่างอาหารเช้า และอาหารเย็น ขณะที่เด็กๆ บ่น ว่าไม่ได้รับความสนใจอย่างเต็มที่จากพ่อแม่ แต่เด็กกลุ่มเดียวกันนี้ ก็ไม่ได้สนใจซึ่งกันและกันอย่างเต็มที่ ภาพนี้ถูกถ่ายไม่นานมานี้ เป็นภาพของลูกสาวชั้นและเพื่อนๆ ของเธอ ที่นั่งอยู่ด้วยกัน แต่เหมือนไม่ได้อยู่ด้วยกัน และเราส่งข้อความที่แม้กระทั่งในงานศพ ชั้นศึกษาพฤติกรรมเหล่านี้ และพบว่าเราดึงตัวเองออกมา จากความเศร้า หรือจากโลกส่วนตัวของเรา และพวกเราเข้าไปหาโทรศัพท์
ทำไมเรื่องนี้ถึงเป็นประเด็นขึ้นมา? เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญสำหรับชั้น เพราะชั้นคิดว่า นี่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องแย่ๆ แน่นอน ในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างเราและคนอื่น และในเรื่อง ของความสัมพันธ์กับตัวเอง กับความสามารถในการเข้าในตัวเอง พวกเรากำลังชินกับวิถีใหม่ ที่จะอยู่อย่างตัวคนเดียวด้วยกัน พวกเราอยากจะอยู่ด้วยกัน แต่ก็อยากไปอยู่ที่อื่นด้วย ไปอยู่ในหลายๆ ที่ที่อยากไปอยู่ คนเราอยากจะปรับแต่งชีวิตตัวเอง อยากจะไป อยากจะเข้าไปอยู่และออกจากที่ๆตนอยู่ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเค้า คือการควบคุมสิ่งที่สนใจ ดังนั้น เมื่อคุณอยากจะเข้าไปประชุม แต่คุณต้องการเพียงแค่ให้ความสนใจ เฉพาะส่วนที่คุณสนใจ และบางคนคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ดี แต่คุณอาจจะลงเอยด้วยการ หลบกันไปหลบกันมา ถึงแม้ว่าเราจะติดต่อกันอยู่เสมอ
นักธุรกิจอายุ 50 คนหนึ่ง บ่นกับชั้นว่า ผมรู้สึกว่าผมไม่มีเพื่อนร่วมงานเลยซักคนที่ทำงาน เมื่อผู้ชายคนนี้ไปทำงาน เขาไม่เคยโทรศัพท์ไปหาใคร และเขาบอกว่าเขาไม่อยากรบกวนเพื่อนร่วมงามของเขา เพราะ เขาบอกว่า "พวกเค้ายุ่งกับการตอบอีเมลล์ของตน" แต่เมื่อเขาหยุดตัวเอง และเขาบอกว่า "คุณรู้มั๊ย ผมไม่ได้พูดความจริง" "จริงๆ แล้วผมคือคนที่ไม่อยากโดนกวน" "ผมคิดว่าผมควรจะอยาก" "แต่จริงๆ แล้วผมอยากจะใช้แบล็คเบอร์รี่ของผมมากว่า"
ในแต่ละยุคสมัย ชั้นเห็นว่าคนหลายๆ คนจะไม่เบื่อกัน ถ้าเพียงแต่ พวกเค้าสามารถอยู่ด้วยกันอย่างห่างๆ ในระยะที่สามารถควบคุมได้ ชั้นเรียกสิ่งนี้ว่า "ปรากฏการณ์ Goldilocks" คือ ไม่ใกล้เกินไป ไม่ไกลเกินไป พอดีๆ แต่สิ่งที่อาจจะรู้สึกว่าเหมาะ สำหรับนักธุรกิจวัยกลางคน อาจจะเป็นปัญหาสำหรับเด็กรุ่นใหม่ ที่จำเป็นจะต้องเรียนรู้การสร้างความสัมพันธ์กันต่อหน้า เด็กผู้ชายอายุ 18 ที่ใช้การส่งข้อความสำหรับเกือบทุกอย่างในชีวิตเขา บอกกับชั้นอย่างฉลาดว่า "ซักวัน ซักวันหนึ่ง" "แต่ยังไม่ใช่ในวันนี้" "ผมอยากจะเรียนรู้วิธีการสนทนา"
เมื่อชั้นถามคนอื่นๆ "การพูดคุยกับคนอื่นไม่ดีตรงไหนหรือ?" คนอื่นบอกว่า "ความจริงก็คือการสนทนา" "จะเกิดขึ้นในเวลาจริงๆ" "และคุณไม่สามารถควบคุมว่าจะพูดอะไรได้" และนั่นคือข้อสรุป การส่งข้อความ อีเมลล์ เขียนความเห็น ทั้งหมดนี้ ทำให้เราแสดงออกในสิ่งที่เราอยากจะเป็น พวกเราสามารถแก้ไขได้ และนั่นก็หมายความว่าเราลบมันได้ และหมายความว่าเราสามารถปรับปรุงมันได้ หน้าตา เสียง ผิว ร่างกาย ไม่น้อยเกินไป ไม่เยอะเกินไป พอดีๆ
ความสัมพันธ์ของมนุษย์ ซับซ้อนและสับสน และพวกเราเอาแต่ใจตัวเอง และพวกเราเปลี่ยนแปลงมันด้วยเทคโนโลยี และเมื่อพวกเราทำ สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้น คือพวกเราสนทนา เพื่อการสร้างความสัมพันธ์เท่านั้น พวกเราเปลี่ยนตัวเอง และเมื่อเวลาผ่านไป ทุกคนดูเหมือนว่าจะลืมไป หรือเลิกสนใจ
ชั้นรู้สึกตกใจ เมื่อ สตีเฟน คอลเบิร์ต ถามคำถามชั้นข้อนึง เป็นคำถามที่ลึกซึ้ง เขาบอกว่า "คุณไม่คิดว่าหรือว่า สิ่งที่ทวีต" "สิ่งเล็กๆ พวกนี้" "ในการสนทนาออนไลน์" "จะรวมกันเป็นหนึ่งความคิดใหญ่" "ของการสนทนาจริงๆ?" คำตอบของชั้นคือ ไม่ สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถนำมารวมกัน การเชื่อมต่อกันอาจจะทำได้ การเชื่อมต่อของข้อความเล็กๆ ที่อาจจะสื่อถึงว่า "ฉันคิดถึงคุณ" หรือแม้กระทั่งว่า "ฉันรักคุณ" ชั้นหมายถึง เช่นลองดูว่าชั้นรู้สึกอย่างไร เมื่อได้รับข้อความจากลูกสาวของชั้น แต่มันไม่ได้ทำให้ เราเรียนรู้เกี่ยวกับกันและกัน เข้าใจกัน และเราใช้การสนทนากับผู้อื่น เพื่อเรียนรู้วิธีการสนทนา กับตัวเอง การโต้เถียงครั้งนึง มีผลมาก เพราะมันทำให้เกิดการประนีประนอม ความสามารถในการเข้าใจตัวตนของตัวเอง สำหรับเด็กที่จะโตเป้นผู้ใหญ่ สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพัฒนาตัวเอง
หลายๆ ครั้งที่ชั้นได้ยินว่า "ผมอยากจะส่งข้อความมากว่าคุย" และสิ่งที่ชั้นเห็นคือ คนเราเคยชินกับการเปลี่ยนบทสนทนา ของบทสนทนาในชีวิตจริง เคยชินกับการได้รับข้อมูลที่น้อยลง ซึ่งทำให้พวกเขากลายเป็นว่าเกือบจะเต็มใจ ที่จะตัดขาดจากผู้อื่นด้วย ตัวอย่างเช่น หลายๆ คนเห็นด้วยกับชั้นว่า ซักวันหนึ่งการพัฒนาไปมากของ Siri เลขาดิจิตอลส่วนตัวบน ไอโฟน จากแอปเปิ้ล จะกลายเป็นเหมือนกับเพื่อนที่ดีที่สุด เพื่อนที่จะรับฟัง เมื่อคนอื่นไม่ฟัง ชั้นเชื่อว่า สิ่งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความจริงที่โหดร้าย ที่ชั้นเรียนรู้ว่าในช่วงเวลา 15 ปีที่ผ่านมา ความรู้สึกที่ว่าไม่มีใครรับฟังฉัน สำคัญมาก ในความสัมพันธ์ของเรากับเทคโนโลยี และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ การมีเฟซบุ้คเป็นสิ่งที่น่าสนใจ หรือทวิตเตอร์ มีคนมารับฟังหลายๆ คน และความรู้สึกที่ว่าไม่มีใครรับฟัง ทำให้พวกเราอยากจะใช้เวลา กับอุปกรณ์เครื่องมือเหล่านี้ที่ดูเหมือนว่าจะสนใจเรา
พวกเราพัฒนาหุ่นยนต์ เรียกพวกมันว่า หุ่นยนต์สังคม ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นเพื่อน สำหรับผู้สูงอายุ เด็ก และพวกเรา เกิดอะไรขึ้น? พวกเราสูญเสียความมั่นใจ ว่าเราอยู่เพื่อกันและกัน? ระหว่างการศึกษาของดิฉัน ชั้นทำงานที่สถานพยาบาล และชั้นนำหุ่นยนต์ที่ว่า ออกแบบมาเพื่อผู้สูงอายุ เพื่อให้ความสำคัญว่าพวกเขามีคนที่เข้าใจ และวันหนึ่งชั้นได้เข้าไป ได้ทราบว่าผู้หญิงคนหนึ่งเพิ่งจะสูญเสียลูก กำลังคุยกับหุ่นยนต์ตัวหนึ่ง ซึ่งมีรูปร่างหน้าตาเหมือนเด็ก ที่สบตาเธอ แสดงเหมือนว่าเข้าใจสิ่งที่เธอพูด สิ่งนี้ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้น หลายๆ คนคิดว่านี่เป็นสิ่งที่ดีมาก
แต่ผู้หญิงคนนี้พยายามที่จะทำความเข้าใจชีวิตของเธอ กับหุ่นยนต์ที่ไม่มีประสบการณ์ ชีวิตเหมือนกับมนุษย์ หุ่นยนต์ตัวนั้นแสดงได้เก่งมาก และพวกเราอ่อนแอ เราพบเจอกับการแสดงความสงสารเข้าอกเข้าใจอย่างเสแสร้ง ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องจริง ดังนั้นในขณะนั้น เมื่อผู้หญิงคนนั้น พบเจอกับการแสดงความสงสารเช่นนั้น ชั้นคิดในใจว่า "หุ่นยนต์ไม่สงสารใครหรอก" มันไม่ตาย มันไม่รู้จักชีวิต
และขณะที่ผู้หญิงคนนั้นได้รับการปลอบใจ จากหุ่นยนต์ของเธอ ชั้นไม่ได้คิดว่ามันเป็นเรื่องที่น่ายินดี ชั้นคิดว่ามันเป็นช่วงเวลาที่น่าเศร้า และสับสนมากครั้งหนึ่งในชีวิต การทำงาน 15 ปีของชั้น แต่เมื่อชั้นกลับไปคิด ชั้นรู้สึกว่าตัวเอง เป็นจุดยืนที่เยือกเย็นและเข้มแข็ง ของพายุที่ยิ่งใหญ่ พวกเราคาดหวังจากเทคโนโลยีมากขึ้น และน้อยลงจากกันและกัน และชั้นถามตัวเองว่า "ทำไมทุกอย่างถึงกลายมาเป็นแบบนี้?"
และชั้นเชื่อว่ามันเป็นเพราะว่า เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่สุด เมื่อพวกเราอ่อนแอที่สุด และเมื่อเราอ่อนแอ พวกเราจะเหงา แต่พวกเรากลัวที่จะเปิดเผยและความใกล้ชิด ดังนั้นจากสังคมออนไลน์ไปถึงหุ่นยนต์สังคม พวกเราออกแบบเทคโนโลยี ที่จะสร้างเพื่อนในจินตนาการ ที่ไม่มีความต้องการอะไรตอบแทน พวกเราเปลี่ยนให้เทคโนโลยีช่วยเราติดต่อกับผู้อื่น ในแบบที่เราสามารถควบคุมได้ แต่เราก็ยังไม่รู้สึกพอดี พวกเราไม่ได้ควบคุมมัน
ทุกวันนี้ โทรศัพท์ในกระเป๋าเรา กำลังเปลี่ยนความคิดและจิตใจของเรา เพราะมันสร้าง สิ่งที่ดึงดูดใจ 3 อย่างคือ 1. พวกเราสามารถสนใจ ในเรื่องหรืออะไรที่เราต้องการได้ 2. พวกเราจะมีที่รับฟังเสมอ และ 3 พวกเราจะไม่มีทางอยู่คนเดียว และสำหรับข้อ 3 ที่ว่าเราจะไม่มีทางอยู่คนเดียว คือจุดที่จะเปลี่ยนความคิดของเรา เพราะเมื่อเราอยู่คนเดียว ถึงแม้จะเป็นเวลาไม่กี่วินาที เราจะกังวล ตื่นกลัว และทำอะไรไม่ถูก เราจะหันไปหาโทรศัพท์ของเรา ลองคิดถึงคนที่รอคิวจ่ายเงิน หรือรอไฟแดง การอยู่คนเดียวดูเหมือนเป็นปัญหาใหญ่ที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข ดังนั้นหลายๆ คนจึงตัดสินใจแก้ปัญหาโดยการติดต่อกับคนอื่น แต่ในที่นี้ ความสัมพันธ์กับคนอื่น เหมือนเป็นแสดงออก มากกว่าการแก้ไข มันมองเห็นได้ แต่ไม่ได้แก้ ปัญหาจริงๆ ที่เกิดขึ้น แต่เป็นเหมือนกับการแสดงออกอย่างนึง การติดต่อสร้างความสัมพันธ์ของเราเปลี่ยนไป วิธีที่เราคิดถึงตัวเอง มันเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิต
การอธิบายเรื่องนี้ได้ดีที่สุดคือ "ฉันเป็น ในสิ่งที่ฉันแชร์" - I share therefore I am พวกเราใช้เทคโนโลยีในการนิยามตัวตนของเรา โดนการแสดงความคิดเห็น ความรู้สึก เหมือนว่าเราคิดอย่างนั้นจริงๆ ดังนั้น ก่อนหน้านี้เป็น: ฉันมีความรู้สึก ฉันอยากจะโทรศัพท์ ตอนนี้ กลายเป็นว่า: ฉันอยากจะมีความรู้สึก ฉันจำเป็นจะต้องส่งข้อความ ปัญหาของวิถี "ฉันเป็น ในสิ่งที่ฉันแชร์" คือ ถ้าพวกเราไม่มีเครือข่าย พวกเรารู้สึกเหมือนไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง เรารู้สึกเหมือนกับว่าไม่มีตัวตน แล้วพวกเราทำอย่างไร? พวกเรา แต่ไม่ระหว่างนั้น พวกเราเหมือนกับสร้างตัวเองให้อยู่ตัวคนเดียว
แล้วเราจะสร้างเครือข่ายจากการอยู่คนเดียวได้อย่างไร? คุณอยู่คนเดียว อยู่กับตัวเอง เมื่อคุณไม่สามารถเพิ่มความสามารถในการอยู่กับตัวเอง ความสามารถที่จะแยกตัวเอง เพื่ออยู่กับตัวเอง การอยู่คนเดียวคือการทำให้คุณสามารถค้นหาตัวเอง เพื่อให้คุณสามารถก้าวออกไปหาคนอื่น และสร้างความสัมพันธ์จริงๆ ขึ้น เมื่อเราไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ เราเข้าไปหาคนอื่นเพื่อจะรู้สึกกังวลน้อยลง หรือเพื่อจะทำให้เรารู้สึกมีค่า และเมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น เราจะไม่สามารถทราบซึ้งคุณค่าของพวกเขาได้ และถึงแม้อาจดูเหมือนว่าเราใช้พวกเขา แค่ส่วนเล็กๆ ในการสนับสนุนส่วนที่อ่อนแอของเรา เราหลงไปคิดว่า การติดต่อกับคนอื่นตลอดเวลา จะทำให้เรารู้สึกเหงาน้อยลง แต่เราอยู่ในจุดที่เสี่ยง เพราะในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่ ถ้าเราไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ เราจะเหงามากขึ้น และถ้าเราไม่สอนให้ลูกหลานอยู่คนเดียว พวกเขาจะเรียนรู้ วิธีการอยู่คนเดียว
เมื่อชั้นพูดที่ TED ในปี ค.ศ. 1996 เพื่อรายการผลการศึกษา ของชุมชนเครือข่ายในยุคเบี้ยงต้น ชั้นได้พูดได้ "คนที่ใช้ชีวิต "หน้าจอคอมพิวเตอร์เยอะที่สุด" "อยู่ในจุดที่เข้าใจเปิดเผยตัวตน" และสิ่งที่ชั้นอยากให้ทุกคนรู้ในตอนนี้คือ การเปิดเผย และยิ่งไปกว่านั้น การสนทนา เกี่ยวกับวิธึการใช้เทคโนโลยีของพวกเราในปัจจุบัน อาจจะนำเราไปสู่ สิ่งที่จะสร้างปัญหาให้กับเรา พวกเรายอมแพ้ให้กับเทคโนโลยี และพวกเรากลัว เหมือนกับคู่รักคู่ใหม่ ที่กลัวว่าการพูดคุยเยอะเกินไปจะทำให้ความโรแมนติกของคู่รักลดลง แต่มันถึงเวลาที่จะคุยกันแล้ว พวกเราเติบโตมาด้วยเทคโนโลยีดิจิตอล และเราเห็นมันเติบโตขึ้น แต่มันไม่ใช่ มันเป็นแค่จุดเริ่มต้น ตอนนี้ยังมีเวลาอีกเยอะ ที่พวกเราจะคิดกันใหม่ว่าจะใช้มันอย่างไร จะสร้างมันอย่างไร ชั้นไม่ได้มาเพื่อบอก ให้เราเลิกใช้อุปกรณ์สื่อสารต่างๆ แค่เราควรสร้างความสัมพันธ์ที่เราเข้าถึงมากกว่าเดิม กับเทคโนโลยี ซึ่งกันและกัน และกับตัวเราเอง
ชั้นเห็นจุดเริ่มต้นหลายๆ จุด การเริ่มต้นคิดว่าความสันโดษ เป็นสิ่งที่ดี เพื่อช่องว่างให้กับมัน หาวิธีที่แสดงออก สร้างให้เป็นคุณค่ากับลูกหลานของคุณ สร้างพื้นที่สำคัญที่บ้าน ในครัว ในห้องรับประทานอาหาร และเริ่มต้นบทสนทนา ทำเช่นเดียวกันในที่ทำงาน ที่ทำงาน เราอาจจะยุ่งติดต่อกับคนมากมาย หลายๆ ครั้งเราไม่มีเวลาที่ตะคิด ไม่มีเวลาจะพูดคุย เกี่ยวกับสิ่งที่สำคัญจริงๆ เปลี่ยนสิ่งนั้นเถอะค่ะ สิ่งที่สำคัญที่สุด พวกเราจะต้องตั้งใจฟังซึ่งกันและกัน รวมไปถึงเรื่องที่น่าเบื่อ เพราะเมื่อเราไม่เย่อหยิ่ง หรือลังเล หรือหลง ไปกับสิ่งที่เราเปิดเผยต่อกัน
เทคโนโลยีกำลังท้าทาย ในการเปลี่ยนนิยามความสัมพันธ์ของมนุษย์ วิถีที่เราดูแลซึ่งกันและกัน วิถีที่เราดูแลตัวเอง แต่เทคโนโลยีก็ให้โอกาสเรา ที่จะยืนยันความมีคุณค่า และทิศทางการใช้ชีวิตของเรา ชั้นมองโลกในแง่ดี พวกเรามีทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับการเริ่มต้น พวกเรามีกันและกัน พวกเรามีโอกาสจะสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ถ้าเราตระหนักถึงความอ่อนแอของเรา ถ้าเราตั้งใจฟัง เมื่อเทคโนโลยีบอกว่า จะใช้สิ่งที่ซับซ้อน และตอบแทนด้วยสิ่งที่ง่ายๆ
ดังนั้นในงานของชั้น ชั้นได้ยินว่า ชีวิตนั้นยาก ความสัมพันธ์เต็มไปด้วยความเสี่ยง และเมื่อมีเทคโนโลยี ง่ายกว่า มีความหวัง ดูดี และไม่เสื่อมอายุ มันเหมือนเป็นการเรียกกองทหารม้า แคมเปญโฆษณาสัญญาว่า "ออนไลน์และอวตาร์ (สัญลักษณ์ออนไลน์)" ในที่สุด คุณก็สามารถ รักเพื่อน รักร่างกายของคุณ รักชีวิตตัวเอง ออนไลน์และอวตาร พวกเราถูกดึงดูดให้เข้าไปอยู่ในความโรแมนติกออนไลน์ ในคอมพิวเตอร์เกมที่เป็นเหมือนอีกโลก ในความคิดที่ว่า หุ่นยนต์ จะกลายมาเป็นเพื่อนที่แท้จริงของเราสักวันหนึ่ง พวกเราใช้เวลาตอนเย็นในสังคมออนไลน์ แทนที่จะไปผับกับเพื่อนฝูง
แต่ความสวยหรูของสิ่งที่มาแทน นั้นส่งผล ตอนนี้พวกเราจะต้องโฟกัส ในหลายๆ วิธี ที่เทคโนโลยีจะสามารถนำพวกเรากลับไป ยังชีวิตจริง ตัวตนจริง สังคมจริงๆ การเมืองของเรา โลกของเรา พวกเขาต้องการเรา เรามาคุยกันถึง ว่าเราจะสามารถใช้เทคโนโลยี เทคโนโลยีของความฝันของเรา เพื่อสร้างชีวิต ชีวิตที่เรารัก
You can share this video by copying this HTML to your clipboard and pasting into your blog or web page. This video will play with subtitles.
You either have JavaScript turned off or have an old version of the Adobe Flash Player. To view this rating widget you
need to get the latest Flash player.
If your browser allows only "trusted sites" to execute Javascript, you should add the "googleapis.com" domain to your whitelist to allow our Flash detection to work properly.
Got an idea, question, or debate inspired by this talk? Start a TED Conversation.
ขณะที่เราคาดหวังมากขึ้นจากเทคโนโลยี เราคาดหวังจากคนอื่นน้อยลงหรือไม่? เชอร์รี่ เทิคเคิล ศึกษาว่าอุปกรณ์การสื่อสารและเครือข่ายสังคมออนไลน์มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์และการสื่อสารของมนุษย์อย่างไร และเรียกร้องให้เราลองคิดให้รอบคอบว่าเราต้องการความสัมพันธ์แบบไหน
Sherry Turkle studies how technology is shaping our modern relationships: with others, with ourselves, with it. Full bio »
Translated into Thai by Pim Arkkarayut
Reviewed by Bank Pohtirak Saengsawang
Comments? Please email the translators above.
07:53 Posted: Jan 2011
Views 689,433 | Comments 221
05:29 Posted: Aug 2011
Views 790,035 | Comments 168
19:45 Posted: Jul 2010
Views 388,990 | Comments 130
Just follow the guidelines outlined under our Creative Commons license.
This comment will be attributed to . Not ? Sign Out.