ผมเป็นศิลปินแนวร่วมสมัย ที่มีพื้นฐานที่ค่อนข้างคาดไม่ถึง กว่าผมจะเคยเข้าหอศิลป์ก็อายุราวๆ20เห็นจะได้ ผมเติบโตในที่ไกลปืนเที่ยง บนถนนฝุ่นตลบของชนบทรัฐอาคันซอส์ โรงหนังที่ใกล้ที่สุดห่างไปประมาณราวชั่วโมงได้ และในความคิดของผมมันเป็นสถานที่ที่ดีมากสำหรับการเติบโตเป็นศิลปิน เพราะผมได้เติบโตท่ามกลางเหล่าผู้คนที่มีสีสันหลากหลายแปลกตา เป็นผู้คนที่เก่งในงานฝีมือ และในวัยเด็กผมมีความบ้านนอก มากจนผมไม่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับพวกคุณได้เลย และยังจะเฉลียวฉลาดมากกว่าที่คุณคาดไว้แน่ๆ ยกตัวอย่างสั้นๆนะครับ ผมกับพี่สาวเมื่อตอนยังเล็ก พวกเราจะแข่งกันว่าใครกินสมองกระรอกได้เยอะที่สุด (เสียงหัวเราะ) แต่ในอีกด้านนึง พวกเราก็เป็นนักอ่านตัวยงประจำบ้านด้วย แต่ถ้าเปิดทีวี พวกเราก็จะดูสารคดีกันครับ ส่วนพ่อผมเป็นหนอนหนังสือที่ตะกละที่สุดเท่าที่ผมรู้จัก เขาสามารถอ่านนิยายเล่มหรือสองเล่มในวันเดียว
แต่ เมื่อตอนผมเป็นเด็ก ผมจำได้ว่า พ่อสามารถสอยแมลงวันในบ้านได้ด้วยปืน บีบี กันของผม และสิ่งที่มหัศจรรย์มากสำหรับผมเกี่ยวกับเรื่องนี้คือ พ่อจะนอนเอนกาย ตะโกนเรียกผมให้ไปหยิบปืน บีบีกันมาให้ แล้วผมก็จะไปหยิบมาให้ และสิ่งมหัศจรรย์สำหรับผมคือ เออ มันเจ๋งมากครับ ที่พ่อฆ่าแมลงวันในบ้านด้วยปืน แต่ที่น่าประหลาดใจ คือพ่อรู้ว่าจะปั๊มลมแค่ไหน แล้วพ่อก็ยิงในระยะห่างออกไปสองห้องได้ โดยไม่ทำลายของที่แมลงวันเกาะอยู่ เพราะพ่อรู้ว่าจะปั๊มลมแค่ไหนสำหรับการฆ่าแมลงวันโดยเฉพาะ โดยไม่ทำลายของที่มันเกาะอยู่
เออ ผมควรจะพูดเรื่องศิลปะซินะ (เสียงหัวเราะ) ไม่งั้นพวกเราคงอยู่กับเรื่องราววัยเด็กของผมทั้งวันแน่ ผมรักศิลปะร่วมสมัยครับ แต่ผมก็มักจะหงุดหงิดกับโลกของศิลปะร่วมสมัย และเวทีแสดงงานศิลปะร่วมสมัยพวกนี้อยู่บ่อยๆ เมื่อสองสามปีก่อน ผมใช้เวลาหลายเดือนในยุโรป เพื่อชมงานแสดงศิลปะระดับโลกใหญ่ๆ ซึ่งมีจังหวะ ของสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นในโลกศิลปะนี้ และผมก็หลงติดใจ โดยไปชมหลายๆที่ ที่แล้วที่เล่า ด้วยความกระจ่างว่ามันคือสิ่ง ที่ผมเสาะหามานาน ผมพยายามเสาะแสวงหาหลายอย่าง แต่ก็ยังไม่ได้ หรืออาจจะได้ไม่มากพอ แต่มีสองสิ่งหลักๆ คือ อย่างแรก ผมแสวงหางานศิลปะมากกว่านี้ ที่เป็นที่สนใจในวงกว้าง ที่ผู้คนเข้าถึงได้ และอย่างที่สองที่ผมตามหา คือ งานที่มีฝีมือวิจิตรประณีต และเทคนิคชั้นสูง
ดังนั้นผมจึงเริ่มคิดและทำรายการ สิ่งที่ผมคิดน่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้งานแสดงทุกๆสองปีสมบูรณ์แบบ ผมจึงตัดสินใจ ว่าผมจะเริ่มจัดงานแสดงทุกๆสองปีของตัวเอง ผมจะเป็นคนจัดแจงและควบคุมงานเอง แล้วนำเสนอสู่โลก ผมก็เริ่มคิดว่า โอเค ผมต้องมีเกณฑ์การเลือกงาน ในบรรดาเกณฑ์ต่างๆที่ผมมี มีอยู่สองสิ่งหลักคือ อย่างแรก ผมเรียกว่า Mimaw's Test มันก็คือ ผมสมมุติว่ากำลังอธิบายงานศิลปะชิ้นหนึ่ง ให้คุณยายของผมเข้าใจได้ในเวลาห้านาที และถ้าผมสามารถอธิบายได้ภายในห้านาที ก็เท่ากับมันทื่อเกินไป หรือซับซ้อนเกินไป และก็ยังไม่ประณีตพอ มันต้องได้รับการพัฒนา จนมันสามารถพูดด้วยตัวมันเองได้ และในกฎข้อที่สองคือ ผมไม่ชอบใช้คำว่า"กฎ"เลย เพราะมันเป็นงานศิลปะ เกณฑ์ของผมคือ สาม "ห" นั่นก็คือ หัว หัวใจ หัตถ์ งานศิลปะที่ดีควรมี หัว: คือมันควรมีความคิดทางปัญญา และแนวคิดที่น่าสนใจ มันควรมีหัวใจซึ่งก็คือแรงบันดาลใจ หัวใจและจิตวิญญาณ และมีหัตถ์คือมีการใช้ฝีมือชั้นยอด
ดังนั้นผมจึงเริ่มคิดว่า ผมจะทำงานแสดงทุกๆสองปีนี้ให้สำเร็จได้ยังไง ผมจะเดินทางไปทั่วโลก เพื่อตามหาศิลปินเหล่านี้ได้ยังไง และในวันนึง ผมก็พบกับคำตอบที่ง่ายกว่าของเรื่องนี้ ว่า งั้นผมก็จะทำทุกอย่างเองก็หมดเรื่อง (เสียงหัวเราะ) และนั้นก็เป็นสิ่งที่ผมทำครับ โอเค ผมก็เริ่มคิดว่า งานแสดงทุกสองปีนี้ต้องการเหล่าศิลปิน แล้วผมก็อยากทำงานนี้ในระดับอินเตอร์ด้วย ดังนั้นผมต้องการศิลปินจากทั่วโลก สิ่งที่ผมทำคือ ผมสร้างศิลปินกว่าร้อยคนจากทั่วโลกเอง คิดสร้างประวัติและความชอบบันดาลใจในชีวิตของพวกเขา แล้วก็แนวศิลปะของพวกเขา แล้วผมก็เริ่มสร้างผลงานของพวกเขา
ผมรู้สึกว่า โอ้ นี่เหมือนกับโปรเจคที่ผมคงต้องใช้เวลาทั้งชีวิตทำแน่เลย ดังนั้นผมตัดสินใจว่า ผมจะทำให้มันเป็นงานแสดงทุกสองปีจริงๆ มันจะเป็นงานในสตูดิโอสองปี และผมจะทำงานเหล่านี้ในเวลาสองปี และผมก็ทำ งั้น ผมขอเริ่มพูดเกี่ยวกับบุคคลเหล่านี้ รูปแบบของงานก็ไม่ใช่น้อยเลย และผมก็เป็นพวกบ้าเทคนิค ชอบโปรเจค แล้วก็ชอบเล่นกับเทคนิคต่างๆเสียด้วย ตัวอย่างเช่น ในภาพวาดเสมือนจริง มีรูปแบบตั้งแต่เท่านี้ ซึ่งเป็นลักษณะของเหล่าศิลปินชั้นครูรุ่นเก่า ไปจนกระทั่งรูปแบบภาพนิ่งเสมือนจริง จนถึงภาพวาดแบบนี้ที่ผมต้องระบายด้วยแปรงเส้นเดียว และสุดมุมของอีกด้านนึง มีงานการแสดงและหนังสั้น และงานประติมากรรมในอาคาร เหมือนกับงานประติมากรรมในอาคารชิ้นนี้ และนี่ ส่วนงานประติมากรรมกลางแจ้งเช่นอันนี้ และอันนี้ ผมรู้ว่าผมควรบอกว่า ผมทำพวกนี้เองทั้งหมด ไม่ได้ใช้ โฟโต้ช๊อป ผมดำในแม่น้ำกับปลาพวกนั้นจริงๆ
ตอนนี้ผมขอเล่าเรื่องเหล่าศิลปินสมมติต่างๆของผมให้คุณฟังแหล่ะกัน นี่คือ เนลล์ เรมเมิล เนลล์สนใจในกระบวนการทางเกษตรกรรม และงานของเธอมีพื้นฐานมาจากหลักปฎิบัติเหล่านั้น งานชิ้นนี้ เรียกว่า "โลกพลิกกลับ" เธอสนใจที่จะถ่ายถอดภาพท้องฟ้า แล้วใช้มันทำความสะอาดพื้นดินอันแห้งแล้ง และโดยการใช้กระจกยักษ์ -- (เสียงปรบมือ) และนี่เธอเอากระจกขนาดยักษ์ใหญ่มา และดึงท้องฟ้าลงสู่พื้นดิน นี่ยาวประมาณ22ฟุตได้ครับ และสิ่งที่ผมชอบในงานเธอ คือ ขณะที่ผมเดินไปรอบๆมัน แล้วมองลงไปยังท้องฟ้า มองท้องฟ้าด้านล่างนั่น มันเหมือนเปิดมุมมองใหม่ และสิ่งที่น่าจะเป็นความเจ๋งที่สุดในงานชิ้นนี้ คือตอนยามค่ำและยามรุ่งสาง เมื่อแสงยามโพล้เพล้มืดลงและพื้นเริ่มเป็นสีดำ แต่ยังคงมีแสงอยู่ด้านบน สว่างเหนืออยู่บนนั้น ดังนั้น คุณก็จะยืนอยู่ตรงนั้น เพียงแต่รอบๆมืดมิดหมด มันมีเหมือนประตูอะไรสักอย่างที่คุณอยากจะกระโดดเข้าไป งานชิ้นนี้เยี่ยมมาก นี่เป็นสวนหลังบ้านพ่อแม่ผมในอาคันซอส์ครับ และผมก็ชอบขุดรู ดังนั้นงานชิ้นนี้สนุกมากครับ เพราะใช้เวลาสองวันกับการขุดดินนุ่มๆ
ศิลปินคนถัดไปคือ เคย์ โอเวอร์สเตรย์ เธอสนใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงและความไม่จีรังยั่งยืน และในงานชิ้นล่าสุดของเธอ เรียกว่า "อากาศ ฉันสร้าง" เธอสร้างอากาศเองครับ โดยใช้ขนาดร่างกายของเธอ และงานนี้เรียกว่า "ไอเย็น" และสิ่งที่เธอทำคือออกไปข้างนอกในคืนที่หนาวแห้ง หายใจเข้าออกหลายครั้งที่สนามหญ้า เพื่อทิ้ง -- ทิ้งสัญลักษณ์ของชีวิตของเธอไว้ สัญลักษณ์ของชีวิตเธอ (เสียงปรบมือ) เป็นไอเย็นขนาดประมาณห้าฟุต ห้านิ้วได้ครับ ที่เธอทิ้งไว้ พอพระอาทิตย์ขึ้น มันก็ละลายหายไป และนั่นก็แสดงโดยแม่ของผมเอง
ถัดไป เป็นกลุ่มศิลปินชาวญี่ปุ่น เป็นการรวมตัวของเหล่าศิลปินญี่ปุ่นครับ (เสียงหัวเราะ) ในโตเกียว พวกเขาสนใจพัฒนาทางเลือกและพื้นที่ศิลปะใหม่ๆ และพวกเขาก็ต้องการเงินสนับสนุน พวกเขาัจึงตัดสินใจจะทำโปรเจคระดมทุนที่น่าสนใจ หนึ่งในนั้นคือ ฉีกผลงานชิ้นเอก (เสียงหัวเราะ) และสิ่งที่พวกเขาทำคือ ศิลปินแต่ละคนกับการ์ดขนาด เก้า คูณ เจ็ดนิ้ว ที่พวกเขาขายในราคาสิบเหรียญ พวกเขาวาดงานชิ้นเอกเหล่านี้ เวลาคุณซื้อชิ้นหนึ่ง คุณอาจจะได้งานจริงบ้างหรือไม่จริงบ้าง ซึ่งนี่เป็นอะไรที่ฮืิอฮาในญี่ปุ่นมากครับ เพราะทุกคนอยากได้ผลงานระดับครูกัน ภาพที่ถูกตามล่ามากที่สุด เห็นจะเป็นภาพที่ไม่ได้ถูกฉีกซักเท่าไร และงานต่างๆทั้งหมดนี้ ในแง่หนึ่ง ได้กล่าวถึงโชคลาภหรือชะตาหรือโอกาส สองภาพแรกนั้น เป็นภาพหน้าตรงของผู้ชนะรางวัลใหญ่ที่สุดในปีก่อนและหลังชัยชนะ
ส่วนภาพนี้คือ "ภาพวาดไม้สั้น" (เสียงหัวเราะ) ผมรักงานชิ้นนี้เพราะผมมีญาติตัวน้อยที่บ้าน ซึ่งแนะนำผม ซึ่งผมคิดว่าเป็นการแนะนำตัวผมที่เจ๋งมาก ให้กับเพื่อนในวันนึงว่า "นี่คือญาติผม เชียร์ เขาวาดภาพไม้พวกนี้ได้เยี่ยมมากเลย" (เสียงหัวเราะ) ซึ่งเป็นหนึ่งในคำชมที่ดีที่สุดเลยก็ว่าได้
ศิลปินคนนี้คือ กุส ไวน์มูลเลอร์ เขาทำโปรเจค ชิ้่นโต เรียกว่า "ศิลปะแห่งมวลมนุษย์" และในงานชิ้นนี้ เขาทำโปรเจคเล็กอีกอัน เรียกว่า "เหล่าศิลปินในที่พัก" สิ่งที่เขาทำคือ (เสียงหัวเราะ) เขาใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์ต่อครั้งกับครอบครัวหนึ่ง เขาโผล่ไปตามระเบียงบ้าง บันไดบ้าง พร้อมกับแปรงสีฟัน และชุดนอน เขาก็พร้อมสำหรับหนึ่งสัปดาห์กับครอบครัวนั้นแล้ว เขาใช้สิ่งของที่มีอยู่ในปัจจุบัน เขาเข้าไปอยู่้และสร้างสตูดิโอเล็กๆเพื่อนทำงานชิ้นนี้ และใช้เวลาทั้งสัปดาห์นั้นคุยกับครอบครัวนั้น ถกกันว่าอะไรที่เรียกว่างานศิลปะชั้นยอด เขาคุยถกเรื่องเหล่านี้กับครอบครัวนั้นๆ เขาล้วงลึกในทุกสิ่งที่พวกเขามี เพื่อที่จะเอาสิ่งเหล่านั้นมาสร้างงาน และเขาก็สร้างงาน ที่เป็นคำตอบว่าอะไรที่พวกเขาคิดว่าคือศิลปะชั้นยอด สำหรับครอบครัวนี้ เขาได้วาดภาพนิ่งนี้ ไม่่ว่าเขาจะสร้างอะไรก็ตาม มันได้อ้างอิงถึงถิ่นที่อยู่ และพื้นที่ และทรัพย์สินส่วนบุคคล
โปรเจคต่อมา นี่สร้างโดย โจคิม ปาริสเวกา เขาสนใจใน เขาเชื่อว่าศิลปะรอคอยอยู่ทุกหนแห่ง ต้องการแค่แรงผลักดันเล็กน้อยเพื่อให้เกิดขึ้น เขาได้นำเสนอแรงผลักดันด้วยการควบคุมพลังของธรรมชาติ เหมือนกับชุดงานนี้ที่เขาใช้ฝนวาดภาพ ส่วนโปรเจคนี้เรียกว่า "รังรัก" สิ่งที่เขาทำคือให้นกป่าสร้างผลงานศิลปะให้เขา ดังนั้นเขาจึงเอาวัสดุไปวางในที่ที่นกจะไปเก็บ และพวกมันก็เอาไปสร้างรังให้เขา และอันนี้เรียกว่า "รังล็อครัก" ส่วนอันนี้เรียกว่า "รังรักเทปเพลงรัก" (เสียงหัวเราะ) และอันนี้เรียกว่า "รังร่วมรัก" (เสียงหัวเราะ)
คนต่อไปคือ ซิวเวีย สเลเตอร์ ซิลเวียมีความสนใจเรื่องฝึกหัดศิลปะ เธอเป็นศิลปินชาวสวิสที่ค่ำเคร่ง (เสียงหัวเราะ) และเธอก็คิดถึงเพื่อนๆและครอบครัว ที่ทำงานในที่ที่พยายามกำจัดเรื่องวุ่นวายออกไปและประเทศกำลังพัฒนา และเธอก็คิดว่า เธอจะทำอะไรที่มีคุณค่าต่อคนเหล่านั้นได้ ถ้าหากเกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้น และพวกเขาต้องซื้อหาใบผ่านทางข้ามเขตแดน หรือจ่ายค่ามือปืน เธอจึงได้ไอเดียสร้าง ผลงานศิลปะขนาดพกพานี้ขึ้น เป็นภาพคนซึ่งจะพกพางานชิ้นนี้ไปกับตัว และคุณก็จะพกพางานชิ้นนี้ไปไหนมาไหนด้วย เมื่อถึงยามคับขัน ก็ใชัจ่าย เพื่อแลกชีวิตได้ ดังนั้นราคาของชีวิตชิ้นนี้ มีไว้สำหรับผู้อำนวยการชลประทานที่ไม่แสวงหาผลประโยชน์ จึงหวังว่าไม่ว่าอะไรก็ตาม คุณจะไม่ต้องใช้มัน และเป็นมรดกตกทอดต่อไป เธอจึงได้สร้างสิ่งนี้ขึ้นเพื่อให้พวกเขาหักเป็นค่าใช้จ่าย หรืออาจจะไว้แบบนี้ คือเป็นใบไม้ที่สามารถใช้เป็นค่าใช้จ่าย และมันก็มีค่า นี่เป็นโลหะมีค่าและหินพลอย และอันนี้ต้องถูกทำให้หักแตก เขาต้องหักออกมาชิ้นหนึ่งเพื่อออกจากอียิปต์เมื่อเร็วๆนี้
งานนี้ทำสองคน มิเคิล อาเบอร์นาที และ บั๊ด ฮอร์แลนด์ พวกเขาสนในการสร้างวัฒนธรรมครับ แค่ประเพณี ดังนั้นสิ่งที่พวกเขาทำ คือ พวกเขาย้ายไปในที่หนึ่ง และพยายามสร้างประเพณีใหม่ในภูมิลำเนาเล็กๆนั้น นี่คือ เทนเนสซี่ตะวันออก สิ่งที่พวกเขาตกลงใจทำคือ พวกเราต้องการประเพณีด้านบวก ที่ไปด้วยกันกับความตาย พวกเขาคิด ดิ๊ก จิ๊ก ขึ้นมา และดิ๊ก จิ๊ก ดิ๊ก จิ๊ก คือสถานที่ สำหรับการรำลึกวันครบรอบหรือวันเกิด เหล่าเพื่อนๆและครอบครัวคุณมารวมกัน แล้วก็เต้นรำในที่ที่ร่างคุณจะโดนฝัง (เสียงหัวเราะ) แล้วเราได้รับความสนใจมากตอนที่เราทำผลงานชิ้นนี้ ผมโน้มน้าวให้ครอบครัวมาร่วมงานนี้ แล้วพวกเขาก็ไม่รู้เลยว่าผมกำลังทำอะไร ผมก็แค่ "เฮ้ แต่งตัวสำหรับไปงานศพนะ พวกเราจะไปทำงานบางอย่างกัน" และเราก็มาที่สุสานเพื่อทำงานนี้ ซึ่งตลกมากครับ กับความสนใจที่พวกเราได้รับ สิ่งที่เกิดขึ้นคือคุณเต้นบนหลุมศพ และหลังจากที่คุณเต้นเสร็จ ทุกคนก็ดื่มฉลองและกล่าวสรรเสริญว่าคุณเป็นคนดีแค่ไหน และสาระสำคัญ คือ คุณมีงานศพของคุณ ที่คุณมีโอกาสได้เข้าร่วม นั่นพ่อกับแม่ผมครับ
นี่เป็นผลงานของ เจสัน เบิร์ดซอง เขาสนใจว่าพวกเรามองเห็นอย่างไรในฐานะสัตว์ คนเรามีความสนใจเรื่องเลียนแบบและพรางตัวอย่างไร คุณรู้ไหม เวลาพวกเรามองไปยังตรอกมืด หรือทางเดินแถบป่าทึบ พยายามมองให้เห็นหน้าหรือสิ่งมีชีวิต พวกเรามีการมองเห็นโดยธรรมชาติแบบนั้น และเขาก็เล่นกับความคิดนี้ และผลงานชิ้นนี้ นั่นไม่ใช่ใบไม้จริง เป็นเหล่าฝูงผีเสื้อพันธุ์หนึ่งที่มีความสามารถพลางตัวโดยธรรมชาติ เขาเลยจับคู่มันซะ นี่เป็นกองใบไ้ม้อีกกอง นั่นเป็นผีเสื้อจริงๆ แล้วเขาก็เอามาเทียบกับภาพวาด นี่เป็นภาพวาดงูในกล่อง พอคุณเปิดกล่องก็จะคิดว่า "เอ้ย มีงูอยู่ในนี้ด้วย" แต่ความจริงแล้วมันแค่ภาพวาด ดังนั้นเขาจึงได้สร้างบทสนทนาอันน่าสนใจ เกี่ยวกับความจริงและการลอกเลียนแบบ และแรงผลักดันของเราที่จะถูกหลอกโดยการอำพราง
ศิลปินคนถัดมาคือ ฮาเซล เคลาเซน ฮาเซล เคลาเซน เป็นนักมนุษยวิทยาที่หยุดพักผ่อนยาว แล้วตัดสินใจว่า "รู้ไหม ฉันจะได้เรียนรู้อีกมากเกี่ยวกับวัฒนธรรม ถ้าฉันสร้างวัฒนธรรมสักอย่างที่ยังไม่มีขึ้นมาเองตั้งแต่ต้น" และนั่นเป็นสิ่งที่เธอทำ เธอสร้างคนสวิสขึ้นมา เรียกว่า เดอะ อูวูไลทส์ และพวกเขามีเพลงลูกทุ่งที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งพวกเขาให้อูวูลาเพื่อการนี้ และพวกเขาได้อ้างอิงถึงอูวูลา -- ทุกสิ่งที่พวกเขาพูดจะตกลงมา เพราะว่าผลไม้ต้องห้าม ซึ่งนั่นเป็นสัญลักษณ์วัฒนธรรมของพวกเขา และนี่มาจากสารคดี ชื่อ "การกระทำทางเพศและการควบคุมประชากร ของชาวอูวูไลทส์" นี่เป็นการเย็บปักทักถอขนสัตว์แบบทั่วไปของพวกเขา นี่เป็นผู้ค้นพบ เกิร์ท เชาเฟอร์ (เสียงหัวเราะ) และความจริงแล้วนี่คือคุณป้าไอรีนของผมเอง มันเป็นอะไรที่ตลกมากที่มีคนปลอมๆ ที่สร้างของปลอมๆ และผมก็ได้ไอเดียงานนี้ เพราะตอนที่ผมได้เห็นมัน ผมรู้ว่ามันคือขนแกะฝรั่งเศส ริบบิ้นเยอรมันโบราณ และขนสัตว์ที่ผมได้มาจากโรงสีในรัฐเนบลาสกา แล้วก็หอบไปมากว่า10ปี และกระโปรงจีนโบราณนี่ด้วย
ต่อมาเป็นกลุ่มศิลปิน ที่ชื่อว่า ดอบเบอร์แมนเงิน และคติประจำใจของพวกเขาคือ กระจายความยุ่ง ครั้งละคน (เสียงหัวเราะ) แล้วพวกเขาสนใจมาก เกี่ยวกับว่าเราถูกประคบประหงมมากเกินไปได้อย่างไร ดังนั้นนี้เป็นหนึ่งในความเห็นของพวกเขาเกี่ยวกับว่าเราถูกประคบประหงมมากเกินไปได้อย่างไร และสิ่งที่พวกเขาทำคือ พวกเขาเอาป้ายเตือนไปแปะไว้กับทุกๆขมวดของรั้วลวดหนามนี้ (เสียงหัวเราะ) (เสียงปรบมือ) และผลงานนี้เรียกว่า "ม้ารู้ซึ้งรสชาติรั้ว"
ศิลปินคนถัดมาคือ เค เอ็ม ยูน เป็นศิลปินชาวเกาหลีใต้ที่น่าสนใจมากครับ แล้วเขาได้สร้างงานขึ้นมาใหม่เกี่ยวกับขนบศิลปะขงจื้อดั้งเดิม จากศิลาจารึก ต่อมาคือ เมนาร์ด ไซเพส ผมรักเมนาร์ด ไซเพส แต่เขาออกจะอยู่ในโลกส่วนตัว และก็ อวยพรให้เขาเถอะ เขาช่างตื่นตระหนกจริงๆ ต่อมาคือ รอย เพนิค ศิลปินชาวเคนทัคกีที่น่าสนใจมาก และเขาก็เป็นคนที่น่ารักที่สุด ครั้งหนึ่งเขาเคยทำแม้กระทั่งแลกผลงานศิลปะเพื่อชีสของรัฐบาลก้อนหนึ่ง เพราะเจ้าตัวอยากได้มันมาก
ถัดมาคือศิลปินชาวออสเตรเลีย เจนีน แจ๊คสัน และนี่มาจากโปรเจคของเธอ ชื่อว่า "งานศิลปะทำอะไรตอนพวกเราไม่มอง" (เสียงหัวเราะ) ถัดมาเป็นหมอดูชาวลิทูเนีย เจอร์กิ เพ็ทเทราคัซ ต่อมาคือ จิงเจอร์ เชสเชียร์ อันนี้มาจากหนังสั้นของเธอ ชื่อว่า "บุคคลสุดท้าย" และนั้นเป็นญาติของผมกับสุนัขของพี่สาวผม แก็บบี้ ต่อมาเป็นผลงานโดย แซม แซนดี เขาเป็นผู้อาวุโสเผ่าอะบอริจินในออสเตรเลีย และเขาก็เป็นศิลปินด้วย ผลงานนี้เป็นโปรเจคเดินสายงานปั้นชิ้นโต ที่เขาทำอยู่
อันนี้มาจาก เอสเทลล์ วิลลัฟส์บี เธอรักษาด้วยสี และเธอก็มีลูกดกที่สุดในบรรดาเหล่าศิลปินร้อยคนด้วย ถึงแม้ว่าเธอจะอายุ90ปีในปีหน้าก็ตาม (เสียงหัวเราะ) นี่คือ ซี เซา เขาสนใจเรื่องการหยุดนิ่ง ผลงานต่อมาโดย ฮิลดา ซิงค์ และเธอทำโปรเจคทั้งหมดที่มีชื่อว่า "ชุดสวมสังคม"
ต่อมาโดย เวรา โซโคโลวา ผมต้องบอกว่า เวราทำผมกลัวครับ คุณไม่สามารถจ้องตาเธอจังๆได้ เพราะเธอค่อนข้างน่ากลัวทีเดียว และดีที่เธอไม่มีตัวตนจริง เธอต้องโกรธผมมากแน่ที่ผมพูดแบบนี้ (เสียงหัวเราะ) และเธอก็เป็นผู้เชี่ยวชาญทางสายตาใน เซนท์ ปีเตอร์สเบิร์ก และเธอก็เล่นกับสายตา ต่อมา ผลงานโดย โทมัส สวิฟทอน มาจากหนังสั้น "การผจญภัยของไอ้เก้งก้าง" (เสียงหัวเราะ) และนี่เป็นฝีมือของ ซิซิลี เบนเน็ท เป็นผลงานจากชุดหนังสั้น
หลังจากอันนี้ไปเป็นเหล่าศิลปินอีก77ท่าน และรวมทั้งหมดของ77คนที่คุณยังไม่ได้ดูนั้น คือผลงานศิลป์ของผมครับ ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณครับ (เสียงปรบมือ) ขอบคุณครับ ขอบคุณ (เสียงปรบมือ)
You can share this video by copying this HTML to your clipboard and pasting into your blog or web page. This video will play with subtitles.
You either have JavaScript turned off or have an old version of the Adobe Flash Player. To view this rating widget you
need to get the latest Flash player.
If your browser allows only "trusted sites" to execute Javascript, you should add the "googleapis.com" domain to your whitelist to allow our Flash detection to work properly.
Got an idea, question, or debate inspired by this talk? Start a TED Conversation.
คุณจะจัดงานแสดงศิลปะระดับนานาชาติที่มีงานของศิลปินกว่าร้อยแนวได้ยังไง ถ้าคุณเป็นเชียร์ เฮมเบรย์ คุณก็จะเนรมิตสร้างศิลปินและงานทั้งหมดขึ้นมาด้วยตนเอง ตั้งแต่งานประติมากรรมใหญ่ยักษ์นอกอาคารไปจนถึงภาพวาดจิ๋วที่วาดด้วยแปรงขนเส้นเดียว เชิญรับชมความสนุก ระเบิดไอเดียและความสามารถหลากหลายที่ศิลปินคนนี้ทำได้กัน
Shea Hembrey explores patterns from nature and myth. A childhood love of nature, and especially birdlife, informs his vision. Full bio »
Translated into Thai by Sritala Dhanasarnsombut
Reviewed by Wanvipa Phanumat
Comments? Please email the translators above.
14:51 Posted: Apr 2007
Views 619,618 | Comments 79
13:21 Posted: Feb 2010
Views 226,889 | Comments 27
Just follow the guidelines outlined under our Creative Commons license.
This comment will be attributed to . Not ? Sign Out.