เราอยู่ในยุคที่น่าทึ่ง ยุคแห่งจีโนมิก จีโนมของคุณ คือรหัสทั้งหมดของ ดีเอ็นเอ ของคุณ รหัสของคุณ กับของผม ต่างกันนิดหน่อย นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราดูต่างกัน ตาของผม สีน้ำตาล ของคุณอาจเป็นสีฟ้า หรือเทา แต่มันไม่ใช่อะไรผิวเผินแค่นั้น หัวข้อข่าว บอกเรา ว่า พันธุกรรม อาจเป็นเหตุของโรคร้าย อาจ แม้กระทั่ง มีอิทธิพลต่อบุคลิกของเรา หรือ ทำให้เรามีสภาพผิดปกติทางจิต ราวกับว่า พันธุกรรมของเรา จะมีอำนาจเหนือชะตาของเรา ถึงอย่างนั้น ผมก็อยากจะคิดว่า ผมเอง เป็นมากกว่า ยีนของผม พวกคุณคิดยังไงครับ พวกคุณเป็นมากกว่า ยีนของคุณหรือเปล่า (ผู้ฟัง: ใช่) ใช่หรอครับ ผมว่ามีคนเห็นด้วยกับผม ผมว่า เรามาประกาศกันเลยดีไหมครับ ผมว่าเราควรพูดพร้อมๆกัน เอาหล่ะ "ฉันเป็นมากกว่ายีนของฉัน" พร้อมกันครับ (ทุกคน: ฉันเป็นมากกว่ายีนของฉัน) (เสียงเฮ) เซบาสเตียน: แล้วผมเป็นอะไรหล่ะ (หัวเราะ) ผมเป็นคอนเนกโตมของผม เนื่องจากพวกคุณเจ๋งจริงๆเลย บางทีพวกคุณอาจทำให้ผมอารมณ์ดี และพูดพร้อมๆกันด้วยครับ (หัวเราะ) เอ้า พร้อมกันเลย ทุกคน: ฉันคือคอนเนกโตมของฉัน เซบาสเตียน: เยี่ยมเลยครับ นี่ พวกคุณเจ๋งมากเลย นี่ขนาดพวกคุณยังไม่รู้เลยนะเนี่ย ว่าคอนเนกโตมคืออะไร แล้วยังมารับมุกผมอีก ผมว่า ผมกลับบ้านดีกว่า
จนถึงบัดนี้ เรารู้จักแค่คอนเนกโตมเดียว คือ คอนเนกโตมของหนอนตัวเล็กๆ ระบบประสาทอันเรียบง่ายของมัน ประกอบไปด้วยเซลล์ประสาทเพียง 300 เซลล์ และในช่วงปี 1970 ถึง 80 นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่ง ได้ระบุจุดเชื่อมต่อทั้งหมด 7,000 แห่ง ระหว่างเซลล์ประสาท ในแผนภาพนี้ ทุกปมคือเซลล์ประสาท และทุกเส้น คือ ความเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างเซลล์ นี่คือ คอนเนกโตม ของหนอนที่เรียกว่า ซี เอลิแกน คอนเนกโตมของคุณซับซ้อนกว่านี่มาก เพราะว่าสมอง มีเซลล์ประสาท เป็น แสนล้าน และมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์ มากเป็นหมื่นๆเท่า มันมีนะครับ แผนภาพในลักษณะนี้สำหรับสมองคุณ แต่ว่ามันใหญ่เกินกว่าจะขึ้นบนสไลด์นี้ได้ คอนเนกโตมของคุณ มีการเชื่อมต่อมากกว่าเป็นล้านเท่า เทียบกับรหัสในจีโนมของคุณ ข้อมูลมากมายมหาศาลทีเดียว
แล้ว มันคือข้อมูลอะไรกันหล่ะ พวกเราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่มันมีทฤษฎีครับ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 นักประสาทวิทยาได้คาดไว้ว่า บางที ความทรงจำ ข้อมูลที่ทำให้คุณเป็นคุณ บางที ความทรงจำของคุณถูกเก็บไว้ ในจุดเชื่อมโยงระหว่างเซลล์ประสาทสมองของคุณ และเป็นไปได้ว่า มุมมองความเป็นตัวคุณ บุคลิก และ สติปัญญาของคุณ บางทีสิ่งเหล่านี้อาจถูกสร้างขึ้น ในจุดเชื่อมต่อ ระหว่างเซลล์ประสาทของคุณ และทีนี้ คุณคงเข้าใจแล้วว่า ทำไมผมถึงเสนอสมมติฐาน: ฉัน คือ คอนเนกโตม ของฉัน ผมไม่ได้ขอให้คุณกล่าวพร้อมกันเพราะว่ามันจริง ผมแค่อยากให้คุณจำได้ ความจริงแล้ว เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสมมติฐานนี้ถูกต้อง เพราะเราไม่เคยมีวิทยาการใดๆ ที่จะสามารถทดสอบมันได้ การหาคอนเนกโตมของหนอน กินเวลาเนิ่นนานกว่า 12 ปี และการจะหาคอนเนกโตมของสมองอย่างของพวกเรา เราต้องการวิทยาการที่ก้าวล้ำกว่านั้น และที่เป็นเครื่องอัตโนมัติ ซึ่งจะทำให้กระบวนการหาคอนเนกโตมรวดเร็วยิ่งขึ้น ในอีกอึดใจ ผมกำลังจะเล่าให้คุณฟัง ถึงวิทยาการเหล่านี้ ซึ่งขณะนี้กำลังได้รับการพัฒนา ในห้องทดลองของผม และ ของผู้ร่วมวิจัย
เอาหล่ะ พวกคุณคงเคยเห็นภาพเซลล์ประสาทมาแล้ว พวกคุณจำมันได้ในทันที ด้วยรูปร่างอันมหัศจรรย์ของมัน พวกมันยืดยาว และ แตกกิ่งก้านละเอียด กล่าวง่ายๆ พวกมันดูเหมือนต้นไม้ แต่นี่แค่เซลล์ประสาทเซลล์เดียว ในการจะค้นหาคอนเนกโตม เราต้องดูเซลล์ประสาททั้งหมดในเวลาเดียวกัน นี่คือ บ๊อบบี้ คาสทูรี่ ผู้ซึ่งทำงนอยู่ที่ห้องทดลองของ เจฟ ลิทช์แมน ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด บ๊อบบี้กำลังถือแผนสไลด์บางๆ จากสมองของหนู และเรากำลังขยายเข้าไปด้วยกำลังขยาย 1 แสนเท่า เพื่อที่จะได้ความคมชัด และเพื่อที่เราจะได้เห็นกิ่งก้านของเซลล์ประสาททั้งหมด ในเวลาเดียวกัน พวกคุณอาจจะยังนึกไม่ออก และนั่นก็เป็นเพราะว่า เราต้องทำงานในเชิง 3 มิติ
เราถ่ายรูปแผนสไลด์จากสมองจำนวนมาก แล้ววางทับกัน เราก็จะได้ภาพ 3มิติ และคุณอาจจะยังไม่เห็นกิ่งก้าน ฉะนั้นเราเริ่มจากด้านบน และเราก็ให้ภาพตัดขวางของก้านหนึ่งเป็นสีแดง แล้วก็ทำแบบเดียวกันกับสไลด์ถัดไป และถัดไป และก็ทำไปเรื่อยๆ ทีละอัน ทีละอัน ถ้าเราทำแบบนี้ไปจนหมดทั้งตั้ง เราก็สามารถประกอบกลับมาเป็นรูป 3มิติ ที่เป็นชิ้นส่วนเล็กๆของก้านเซลล์ประสาทได้ และเราก็ทำเช่นนี้กับเซลล์ประสาทอีกอัน ให้เป็นสีเขียว และคุณจะเห็นว่า เส้นประสาทสีเขียวแตะกับเส้นสีแดง สองตำแหน่ง นึ่คือสิ่งที่เราเรียกว่า ไซแนป
ลองขยายเข้าไปที่ไซแนปนึง จ้องไปที่ภายในของเส้นประสาทสีเขียว คุณจะเห็นวงกลมเล็กๆ ที่เรียกว่า เวสซิเคิล ภายในพวกมันมีโมเลกุลที่เรียกว่า สารสื่อประสาท เมื่อเซลล์ประสาทสีเขียวต้องการสื่อสาร กับเซลล์ประสาทสีแดง มันจะปล่อยสารสื่อประสาท ที่ไซแนป เซลล์ประสาททั้งสอง เรียกได้ว่า มีการติดต่อกัน เหมือนเพื่อนสองคนคุยกันผ่านโทรศัพท์
ทีนี้คุณรู้แล้วว่า เราหาไซแนปได้อย่างไร แล้วเราจะหาคอนเนกโตมทั้งหมดยังไงหล่ะ เราก็เอารูป 3 มิติของเซลล์ประสาททั้งตั้ง ระบายสีลงไปยังทุกๆเซลล์ โดยใช้สีต่างๆกัน แล้วเราก็มองไปยังทุกภาพ หาไซแนป แล้วจดสี ของเซลล์ประสาทสองเซลล์ที่เกี่ยวข้องกันในแต่ละไซแนป ถ้าเราทำเช่นนี้กับภาพทั้งหมด เราก็จะได้คอนเนกโตม
เอาหล่ะถึงตรงนี้ พวกคุณได้เรียนเกี่ยวกับพื้นฐานของเซลล์ประสาทและไซแนปแล้ว ได้เวลามาบริหารกันหน่อย คำถามสำคัญอันหนึ่งของวิชาประสาทวิทยา คือสมองของผู้ชายกับผู้หญิงต่างกันอย่างไร (หัวเราะ) ตามคำกล่าวของหนังสือคู่มือ สมองผู้ชายเหมือนขนมวัฟเฟิล พวกเขาแบ่งชีวิตของเขาออกเป็นส่วนๆจัดเก็บในกล่อง สมองผู้หญิงเหมือนเส้นสปาเก็ตตี้ ทุกสิ่งในชีวิตพวกเขาเกี่ยวพันไปกับทุกอย่าง (หัวเราะ) พวกคุณอาจหัวเราะ แต่ทราบไหมครับ หนังสือเล่มนี้เปลี่ยนชีวิตผมเลยนะ (หัวเราะ) แต่จริงๆนะ พวกคุณ มันผิดตรงไหน พวกคุณรู้มากพอที่จะบอกผมได้แล้ว ว่าข้อความนี้มันผิดตรงไหน มันไม่สำคัญเลยว่า คุณเป็นชายหรือหญิง สมองของทุกคนเหมือนสปาเก็ตตี้ หรือจริงๆแล้ว เหมือนเส้นบะหมี่บางๆที่มีกิ่งก้าน เหมือนกับเส้นสปาเก็ตตี้เส้นเดียว สัมผัสกับอีกหลายๆเส้นในจาน เซลล์ประสาทหนึ่งเซลล์ ก็แตะกับอีกหลายๆเซลล์ ด้วยก้านอันยืดยาวของมัน เซลล์ประสาทเซลล์เดียว สามารถติดต่อกับเซลล์ประสาทอื่นได้อีกมากมาย เพราะว่ามันสามารถมีไซแนป ที่จุดสัมผัสเหล่านี้ ตอนนี้ คุณอาจงงๆแล้วว่า เนื้อเยีื่อสมองที่ตัดเป็นลูกบาศก์นี้มันขนาดแค่ไหน
งั้นเพื่อให้คุณเห็นภาพ เราได้ทำการเปรียบเทียบเป็นลำดับ ผมยืนยันได้ว่า มันเล็กมากๆ แต่ละด้านแค่ 6 ไมครอน และนี่ เมื่อทั้งก้อนเทียบกับทั้งเซลล์ และคุณก็บอกได้ว่า มันมีแค่เพียงเสี้ยวเล็กๆของกิ่งก้าน ที่อยู่ในลูกบาศก์ และเซลล์ประสาท ก็เล็กกว่าสมองมาก และนี่ก็แค่สมองของหนู มันเล็กกว่าสมองของคนมากๆ บางครั้งพอผมเอาสิ่งนี้ให้เพื่อนดู บางครั้ง พวกเขาบอกผมว่า "เซบาสเตียน คุณยอมแพ้เหอะ ประสาทวิทยามันน่าสิ้นหวัง" เพราะถ้าคุณมองสมองด้วยตาเปล่าของคุณ คุณไม่เห็นจริงๆหรอกว่า มันซับซ้อนขนาดไหน แต่เมื่อคุณใช้กล้องจุลทรรศน์ ในทึ่สุด ความซับซ้อนก็ได้ถูกเปิดเผย
ในศตวรรษที่ 17 นักคณิตศาสร์และนักปรัชญา เบลส ปาสกาล เขียนถึงความกลัวของเขา ต่อสิ่งที่เป็นอนันต์ ความรู้สึกว่าเขาจะไม่ได้รับความสำคัญ ที่เขาได้ทำงานเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่อาจเอื้อมถึงได้ และด้วยความที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ ผมไม่ควรที่จะพูดถึงความรู้สึกของผม พูดมากไปแล้ว ศาสตราจารย์ (หัวเราะ) แต่ผมขอได้ไหมครับ (หัวเราะ) (เสียงปรบมือ) ผมอยากรู้ ผมสงสัย แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็รู้สึกสิ้นหวัง ทำไม ผมถึงได้เลือกที่จะศึกษา อวัยวะที่แสนมหัศจรรย์ในความซับซ้อนของมัน ซึ่งความซับซ้อนนี้อาจไม่มีที่สิ้นสุด ช่างน่าขัน เรากล้าดีอย่างไร ที่คิดว่า เราจะสามารถเข้าใจมันได้
ถึงกระนั้น ผมก็ยืนหยัดในความมานะอันเพ้อฝัน และในวันนี้ ผมก็ได้ให้ที่พักพิงกับความหวัง สักวันหนึ่ง เหล่ากล้องจุลทรรศน์จะจับภาพ ของเซลล์ประสาททุกเซลล์ ทุกไซแนป ในฐานข้อมูลรูปภาพขนาดใหญ่ และสักวันหนึ่ง จักรกลอัฉริยะ ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ จะวิเคราะห์รูปภาพโดยไม่ต้องมีมนุษย์กำกับ เพื่อที่จะสรุปมันออกมาเป็นคอนเนกโตม ตอนนี้ผมไม่รู้ แต่ผมหวัง ว่าผมจะอยู่เพื่อเห็นวันนั้น เพราะว่าการค้นหาคอนเนกโตมของมนุษย์ เป็นหนึ่งในความท้าทายทางวิทยาการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล ต้องอาศัยผลงานจากหลายชั่วอายุคนถึงจะสำเร็จ ณ ปัจจุบัน ผมและผู้ร่วมงาน สิ่งที่พวกเรามุ่งหวังนั้นเรียบง่ายกว่า คือการหาคอนเนกโตมบางส่วน ในชิ้นส่วนเล็กๆของสมองหนูและคน แค่นี้ ก็เพียงพอสำหรับก้าวแรกของการพิสูจน์สมมติฐานนี้ ว่า ฉันคือคอนเนกโตมของฉัน สำหรับตอนนี้ ให้ผมได้พยายามโน้มน้าวคุณด้วยความน่าเชื่อถือของสมมติฐาน ว่า จริงๆแล้ว มันคุ้มค่า ที่จะเอาจริงเอาจังกับมัน
ขณะที่คุณเติบโตช่วยวัยเด็ก และแก่ตัวขึ้นช่วงเป็นผู้ใหญ่ บุคลิกของคุณเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ เช่นกัน ทุกๆคอนเนกโตม เปลี่ยนไปตามกาลเวลา เปลี่ยนไปอย่างไรหน่ะหรอ เซลล์ประสาทก็เหมือนต้นไม้ สามารถแตกกิ่งก้านใหม่ และสามารถสูญเสียอันเก่าไป ไซแนปสามารถสร้างได้ ก็สามารถเอาลบออกได้ และไซแนปสามารถมีขนาดใหญ่ขึ้น และก็สามารถหดเล็กลง คำถามที่สอง อะไรทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ มันก็จริงอยู่ ว่าในบางส่วน มันถูกควบคุมโดยพันธุกรรมของคุณ แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมด เพราะว่าพวกมันเป็นสัญญาณไฟฟ้า ที่เดินทางไปตามกิ่งก้านของเซลล์ประสาท และสัญญาณทางเคมี ที่กระโดดข้ามไปมาระหว่างกิ่งก้าน สัญญาณเหล่านี้ เรียกว่า กิจกรรมของระบบประสาท มีหลักฐานมากมาย ที่แสดงให้เห็น ว่ากิจกรรมของระบบประสาท มีผลกับความคิด ความรู้สึก และความเข้าใจ ถึงประสบการณ์ทางความคิดของเรา และก็มีหลักฐานจำนวนมาก ที่แสดงว่า กิจกรรมของระบบประสาท สามารถทำให้การเชื่อมต่อเหล่านี้ เปลี่ยนไป ถ้าคุณเอาข้อเท็จจริงสองนี้มารวมกัน มันหมายความว่า ประสบการณ์ของคุณ สามารถเปลี่ยนคอนเนกโตมของคุณได้ และนั่นเป็นเหตุว่าทำไม ทุกคอนเนกโตมถึงได้มีเอกลักษณ์ แม้ในแฝดแท้ คอนเนกโตม เป็นที่ๆพันธุกรรม มาบรรจบกับ สิ่งแวดล้อม และมันก็อาจจะจริง ว่าเพียงแค่การคิด ก็สามารถเปลี่ยนคอนเนกโตมของคุณได้ ความคิดที่ทำให้คุณอาจรู้สึกว่า เป็นตัวของตัวเอง
อะไรอยู่ในภาพนี้ครับ คุณบอกว่า สายน้ำเย็นชื่นใจ มีอะไรในภาพนี้อีกครับ อย่าลืมว่า ร่องที่อยู่บนโลก ที่เรียกว่า แอ่งลำธาร ปราศจากมันแล้ว น้ำคงไม่รู้ว่าต้องไหลไปทางไหน และผมอยากใช้ลำธารนี้ ยกตัวอย่างเปรียบเปรย ถึงความสัมพันธ์ระหว่าง กิจกรรมของระบบประสาท กับการเชื่อมต่อ กิจกรรมของระบบประสาทเปลี่ยนอยู่เป็นนิจ เหมือนกันน้ำในลำธาร ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง การเชื่อมต่อ ของเครือข่ายระบบประสาทในสมอง กำหนดวิถีทาง ตามทิศทางที่ กิจกรรมของระบบประสาท วิ่งไป และ ดังนั้น คอนเนกโตม ก็เหมือนกับแอ่งลำธาร แต่อุปมานี้เข้มข้นกว่านั้น เพราะว่า จริงอยู่ แอ่งลำธาร ได้ชี้นำการไหลของน้ำ แต่ในระยะยาวแล้ว น้ำเอง ก็เปลี่ยนแปลงรูปทรงของแอ่งลำธาร และในขณะที่ผมบอกคุณอยู่นี้ กิจกรรมของระบบประสาทก็สามารถเปลี่ยนคอนเนกโตม และถ้าคุณจะอนุญาตให้ผม ไปถึงจุดสูงสุดของอุปมานี้ ผมจะย้ำคุณว่า กิจกรรมของระบบประสาท เป็นสิ่งที่นักประสาทวิทยาคิดว่า เป็นกายภาพพื้นฐาน ของความคิด ความรู้สึก ความเข้าใจ ดังนั้น เราอาจพูดถึง ลำธารแห่งสติสัมปชัญญะ กิจกรรมของระบบประสาทเป็นน้ำของมัน และคอนเนกโตมเป็นแอ่งน้ำ
ทีนี้ จากจุดสูงสุดของการเปรียบเทียบนี้ กลับไปยังวิทยาศาสตร์ สมมติว่า วิทยาการสำหรับการค้นหาคอนเนกโตม สามารถใช้งานได้จริง เราจะทดสองสมมติฐานยังไง ว่า "ผมเป็นคอนเนกโตมของผม" ผมของเสนอการทดสอบแบบตรงไปตรงมา ลองพยายามดู เรียกความทรงจำจากคอนเนกโตม พิจารณาถึงความทรงจำ ของลำดับการเคลื่อนไหว คล้ายกับนักเปียโนเล่นโซนาต้าของบีโทเฟน ตามทฤษฎีที่เสนอเมื่อศตวรรษที่ 19 ความทรงจำเช่นนี้ได้ถูกเก็บไว้ ในรูปของลูกโซ่ของไซแนป ภายในสมองของคุณ เพราะว่า ถ้าเซลล์ประสาทแรกถูกกระตุ้น มันจะส่งสัญญาณออกไปยังเซลล์ที่สองผ่านไซแนป เซลล์นั้นก็จะถูกกระตุ้น แล้วก็ส่งต่อกันไป เหมือนโดมิโน่ที่ล้มตามๆกัน และลำดับกิจกรรมของระบบประสาทนี้ ได้ถูกตั้งสมมตฐานว่าเป็นพื้นฐาน ของอันดับการเคลื่อนไหวดังกล่าว
ดังนั้น ทางหนึ่งที่จะทดสอบทฤษฎีนี้ คือมองหาลูกโซ่ ภายในคอนเนกโตม แต่มันก็คงจะไม่ง่าย เพราะว่า มันคงไม่เหมือนในรูปนี้ มันจะพันกันยุ่งเหยิง ดังนั้นเราจึงต้องใช้คอมพิวเตอร์ พยายามแก้มันออกจากกัน และถ้าเราทำเช่นนั้น ลำดับของเซลล์ประสาทที่เราได้ จะเป็นผลการคาดคะเนรูปแบบของกิจกรรมของระบบประสาท ที่ถูกเล่นซ้ำเมื่อสมองทำการรือฟื้นความจำ และถ้ามันสำเร็จ นี่จะเป็นตัวอย่างแรกของการอ่านความทรงจำจากคอนเนกโตม
ยุ่งอะไรอย่างนี้ พวกคุณเคยต่อสายเข้าระบบ ที่ซับซ้อนแบบนี้ไหมครับ หวังว่าไม่นะครับ แต่ถ้าคุณเคย คุณทราบดีว่า มันเกิดการผิดพลาดง่ายมาก กิ่งก้านของเซลล์ประสาทก็เหมือนกับสายไฟของสมอง มีใครเดาได้บ้างครับ ว่าสายในสมองพวกนี้ยาวเท่าไร ใบ้ให้ครับ ยาวมาก (หัวเราะ) ผมประมาณนะ เป็นล้านๆไมล์ ทั้งหมด อัดอยู่ในกระโหลก แล้วถ้าคุณซาบซึ้งกับตัวเลขนี้นะครับ ก็จะเข้าใจว่า มันมีโอกาสมากมายที่สายในสมองเหล่านี้จะต่อผิดที่ และแน่นอน สำนักข่าวแนวหน้าจะชอบพาดหัวข่าว เช่น เส้นสายในสมองคนเป็นอะโนเร็คเซียผิดปกติ หรือ เส้นสายในสมองคนเป็นออทิสติกผิดปกติ ก็เป็นการอ้างที่น่าเชื่อถือ แต่ในความจริง เราไม่สามารถเห็นการเรียงของเส้นสายในสมองได้ชัดเจนพอ ที่จะบอกได้ว่าข้ออ้างเหล่านี้เป็นจริง และ วิทยาการที่จะให้สำรวจคอนเนกโตม ในที่สุดแล้ว จะให้โอกาสเรา อ่านเส้นสายในสมองที่ผิดปกติ เพื่อจะเห็นบกพร่องทางจิตในคอนเนกโตม
บางที ทางที่ดีที่สุดในการทดสอบสมมติฐาน คือการพิจารณาผลลัพธ์สุดยอดของมัน นักปรัชญารู้จักเกมส์นี้ดีครับ ถ้าคุณเชื่อว่า ฉันคือคอนเนกโตมของฉัน ผมคิดว่า คุณคงยอมรับความคิดที่ว่า ความตายคือจุดสิ้นสุด ของคอนเนกโตมของคุณ ผมพูดขึ้นมาเพราะตอนนี้มีผู้ทำนาย ซึ่งอ้างว่าวิทยาการ จะเปลี่ยนพื้นฐานข้อกำหนดของมนุษย์ และบางที อาจเปลี่ยนแปรพันธ์มนุษย์ หนึ่งในความฝันอันแสนหวาน คือการโกงความตาย โดยวิธีที่เรียกว่า ไครโอนิก ถ้าคุณจ่ายเงิน แสนดอลล่าร์ คุณสามารถแช่แข็งร่างกายของคุณหลังจากตายแล้ว เก็บไว้ในไนโตรเจนเหลว ถังหนึ่งในถังเหล่านี้ในโกดังที่อริโซน่า รอคอยอารยธรรมแห่งอนาคต ที่จะก้าวหน้าพอที่จะฟื้นคืนชีพให้คุณ
เราควรหัวเราะผู้แสวงหาความเป็นอมตะยุคใหม่นี้ ว่าเป็นพวกโง่หรือเปล่า หรือสักวันหนึ่ง พวกเขาจะแอบขำ อยู่บนหลุมศพเรา ผมไม่ทราบ ผมอยากจะทดสอบความเชื่อของพวกเขา อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ผมเสนอว่า เราลองมาหาคอนเนกโตม ของสมองแช่แข็ง เรารู้ว่าความเสียงหายที่เกิดกับสมอง เกิดหลังจากความตายและระหว่างการแช่เย็น คำถามคือ ความเสียหายนี้ทำลายคอนเนกโตมหรือเปล่า ถ้าใช่ มันก็ไม่มีทางที่อรยธรรมไหนในอนาคต จะสามารถกู้ความทรงจำจากสมองแช่แข็งเหล่านี้ การคืนชีพอาจสำเร็จสำหรับร่างกาย แต่คงไม่สำหรับจิตใจ ในทางกลับกัน หากคอนเนกโตมยังอยู่ดี เราก็ไม่ง่ายนักที่เราจะเห็นว่า ไครโนอิก เป็นเรื่องน่าขัน
ผมได้บรรยายถึงการสำรวจ ซึ่งเริ่มต้นในโลกเล็กๆ และเคลื่อนเราไปสู่โลกแห่งอนาคตอันแสนไกล คอนเนกโตมจะกำหนดจุดเปลี่ยนในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ขณะที่เราวิวัฒนาการ จากบรรพบุรุษคล้ายวานร บนทวีปแอฟริกัน ซาวันนา สิ่งที่ทำให้เราแตกต่างคือสมองขนาดใหญ่ เราได้ใช้สมองของเราเพื่อออกแบบ วิทยาการที่ดูตื่นตาตื่นใจยิ่งกว่า ในที่สุด เทคโนโลยีเหล่านี้ จะทรงพลังมากๆ แล้วเราจะได้ใช้มัน เพื่อที่จะรู้จักตัวเราเอง และด้วยการวิเคราะห์ และ สังเคราะห์ สมองของเรา ผมเชื่อว่า การเดินทางเพื่อค้นหาตัวเองนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อนักวิทยาศาสตร์ แต่เพื่อเราทุกคน ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง สำหรับโอกาสที่ได้แบ่งปันการเดินทางนี้กับคุณ ในวันนี้
You can share this video by copying this HTML to your clipboard and pasting into your blog or web page. This video will play with subtitles.
You either have JavaScript turned off or have an old version of the Adobe Flash Player. To view this rating widget you
need to get the latest Flash player.
If your browser allows only "trusted sites" to execute Javascript, you should add the "googleapis.com" domain to your whitelist to allow our Flash detection to work properly.
Got an idea, question, or debate inspired by this talk? Start a TED Conversation.
เซบาสเตียน ซาง กับความทะเยอทะยานของเขา ในการสร้างแผนที่จำลองของสมอง ซึ่งให้ความสำคัญกับการคิดต่อเชื่อมโยงระหว่าเซลล์ประสาท เขาเรียกมันว่า "คอนเนกโตม" ซึ่งมันมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะบุคคล ไม่ต่างอะไรกับ จีโนม ของเรา และความเข้าใจต่อสิ่งนี้อาจเปิดประตูให้เราเข้าใจสมองของเรา และ ความคิดของเรา
Sebastian Seung is a leader in the new field of connectomics, currently the hottest space in neuroscience, which studies, in once-impossible detail, the wiring of the brain. Full bio »
Translated into Thai by Kelwalin Dhanasarnsombut
Reviewed by Unnawut Leepaisalsuwanna
Comments? Please email the translators above.
14:50 Posted: Oct 2009
Views 512,699 | Comments 309
Just follow the guidelines outlined under our Creative Commons license.
This comment will be attributed to . Not ? Sign Out.