นี่คือคำพูดของผม แต่มันไม่ใช่เสียงของผม แต่เป็นของอเล็กซ์ ที่เป็นเสียงจากคอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุด ที่ผมสามารถจะหาได้ ที่ติดมากับเครื่องแม็คอินทอร์ชทุกเครื่อง ตลอดชีวิตของผม ผมไม่เคยนึกถึงเรื่องความสามารถในการพูดเลย มันเหมือนกับการหายใจ ในช่วงเวลานั้น เหมือนผมอยู่ในโลกแห่งความฝันโง่ๆ หลังจากผ่าตัดรักษาโรคมะเร็ง ที่ขโมยความสามารถในการพูด กิน และดื่มของผมไป ยัดเยียดให้ผมต้องเข้าสู่โลกเสมือนจริงนี้ ที่คอมพิวเตอร์มีส่วนช่วยในการดำเนินชีวิตของผม
เป็นเวลาหลายวันแล้ว ที่เราเพลิดเพลินไปกับนักพูดชั้นนำที่TED ผมเองก็เคยพูดได้แบบนั้น บางทีผมอาจจะไม่ฉลาดเท่า แต่อย่างน้อยก็ช่างพูดไม่แพ้ใคร ผมอยากอุทิศการบรรยายในวันนี้ ให้กับ'การพูด'เอง และแสดงถึงว่าการพูดหรือไม่พูดนั้น เชื่อมโยงลึกซึ้งกับตัวตนของแต่ละคน คนๆนั้นจะกลายเป็นคนอื่นไปเลย เมื่อความสามารถนั้นถูกชิงไป อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าการฟังเสียงคอมพิวเตอร์ เป็นเวลานานๆ คงจะน่าเบื่อน่าดู ดังนั้นผมเลยชวนเพื่อนจากTED มาช่วยอ่านบทพูดให้ผมด้วย เริ่มจากภรรยาของผม แชส
แชส อีเบิร์ท: "แชสเป็นคนที่อยู่ข้างผม ตลอดการผ่าตัด3ครั้งเพื่อสร้างขากรรไกรใหม่ และฟื้นฟูการพูดของผม การผ่าตัดครั้งแรก มาจากการกำเริบของมะเร็งในต่อมน้ำลาย ปี2006 ผมคาดว่าจะได้ออกจากโรงพยาบาล ทันเวลากลับไปทำรายการวิจารณ์หนัง อีเบิร์ทและโรเปอร์กับหนังดัง ผมอัดเทปรายการเผื่อไว้ พอสำหรับช่วง6สัปดาห์ของการผ่าตัด และการพักฟื้น หมอเอากระดูกส่วนน่องของผม และเนื้อเยื่อบางส่วนจากไหล่ มาสร้างขากรรไกรใหม่ให้ ลิ้น กล่องเสียงและเส้นเสียงของผม ยังใช้การได้ดีไม่มีปัญหา
ผมมองโลกในแง่ดี ว่าทุกอย่างจะเป็นไปได้ด้วยดี การผ่าตัดครั้งแรกประสบผลลำเร็จ ผมมองดูตัวเองในกระจก แล้วคิดว่าตัวเองดูดีเลยแหละ หลังจากนั้นสองสัปดาห์ ผมพร้อมที่จะกลับบ้าน ขณะที่ผมเปิดiPod เล่นเพลงของลีโอนาร์ด โคเฮน เพลง 'I'm Your Man' ให้เหล่าหมอและพยาบาลฟัง อยู่ๆผมก็เลือดไหลเต็มไปหมด เส้นเลือดแดงใหญ่ที่ชื่อคาโรติคแตก ขอบคุณพระเจ้าที่ผมยังอยู่ในห้องของโรงพยาบาล แล้วหมอก็อยู่ตรงนั้นเอง แชสบอกผมว่า ถ้าฟังเพลงนั้นไม่ยาวขนาดนี้ ผมอาจจะอยู่ในรถ กำลังกลับบ้าน แล้วอาจจะตายไปแล้วในรถก็ได้ ก็ขอบคุณ เรโอนาร์ด โคเฮนไว้ด้วย ที่ช่วยชีวิตผม
การผ่าตัดครั้งที่สอง กินเวลา5-6วัน แล้วก็ไม่ประสบความสำเร็จ ต่อด้วยความพยายามครั้งที่3 ซึ่งผลออกมา ผมก็ยังดูดีพอสมควร จนกระทั่งมันล้มเหลวอีก หมอชาวบราซิลพูดว่า เขาไม่เคยเห็นใครรอด จากอาการเส้นเลือดแดงคาโรติคแตกเลย และก่อนผมออกจากโรงพยาบาล หลังจากหนึ่งปีที่อยู่โรงพยาบาล เส้นเลือดแดงผมแตก ไป7ครั้ง
ตลอดเวลา ไม่มีวันไหน ที่มีคนมาบอกผม ว่าผมจะพูดไม่ได้อีก แต่มันค่อยๆเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ การพูดของมนุษย์ คือการบังคับลมหายใจอย่างแยบยล ภายในพื้นที่สร้างเสียงในปาก และระบบทางเดินหายใจ เราจำเป็นต้องกั้นและควบคุมลมหายใจนั้น เพื่อสร้างเสียง ดังนั้นระบบ จะต้องปิดสนิท เพื่อเก็บลม เนื่องจากผมสูญเสียขากรรไกรไป ผมผนึกลมหายใจไว้ในปากไม่ได้ ดังนั้น ลิ้น กับอวัยวะสร้างเสียงอื่นๆของผม ก็ไม่สามารถที่จะสร้างเสียงได้
ดีน เออร์นิช: ทีแรก เป็นเวลานาน ผมเขียนข้อความลงบนสมุด หลังจากนั้นก็ลองพิมพ์ลงในแลปท๊อป แล้วใช้เสียงของคอมพิวเตอร์อ่าน นี่เป็นวิธีที่เร็วกว่า และไม่ต้องให้ใครมาอ่านลายมือผมด้วย ผมลองฟังเสียงคอมพิวเตอร์หลายแบบจากออนไลน์ ผมมีสำเนียงอังกฤษไปหลายเดือน ที่แชสเรียกมันว่าเสียง เซอร์ ลอร์เรนซฺ์ (หัวเราะ) มันเป็นเสียงที่ชัดเจนที่สุดที่ผมหาได้ จากนั้น Apple ก็สร้างเสียงอเล็กซ์ ซึ่งเป็นเสียงที่ดีที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา มันรู้ความแตกต่างระหว่าง เครื่องหมายตกใจกับเครื่องหมายคำถาม เมื่อมันเห็นจุด ก็รู้ว่าจะต้องออกเสียงให้ประโยค ฟังดูว่าจบ ไม่ใช่ลอยค้างอยู่อย่างนั้น มันมีโค้ดhtmlต่างๆที่คุณสามารถใช้ ควบคุมเวลาและการออกเสียงของคอมพิวเตอร์ และผมก็ได้ทดลองใช้แล้ว สำหรับผมปัญหาพื้นฐานที่เจอคือ มันช้าเกินไป พอถึงเวลาที่ผมต้องสนทนากับคนอื่น ผมต้องรีบพิมพ์เพื่อคุย คนส่วนใหญ่ไม่มีเวลาหรือความอดทน ที่จะรอให้ผมใส่โค้ดต่างๆ สำหรับทุกๆคำหรือวลีหรอก
แต่เราให้คุณค่ากับเสียงของเรามากแค่ไหน มันแสดงถึงความเป็นตัวคุณแค่ไหน เวลาที่คนได้ยินคำพูดผมเป็นเสียงอเล็กซ์ พวกเขารู้สึกถึงความตัดขาดไหม มันสร้างความแตกต่างหรือทำให้ดูห่างเหิน จากคนๆนั้นหรือเปล่า ผมรู้สึกอย่างไรที่ไม่สามารถพูดได้ ผมเคยรู้สึก จนตอนนี้ก็ยังรู้สึก ว่าผมห่างเหินจากผู้คนทั่วไป ผมรู้สึกไม่สบายใจเวลาที่ผมอยู่ห่างจากแลปท๊อป แม้ว่าอย่างนั้น ผมพบว่าคนส่วนใหญ่มีความอดทนน้อยนิด ต่อการรอผมพูดคุย
ดังนั้นแชสเลยแนะนำให้ผมหาบริษัทที่สามารถสร้างเสียง โดยใช้เสียงจากรายการทีวีของผม ตลอดเวลา30ปีของรายการ ทีแรกผมไม่เห็นด้วย ผมคิดว่ามันคงสยองๆ ที่ได้ยินเสียงผมเองออกมาจากคอมพิวเตอร์ มันมีบางอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกโอเคกับเสียงที่ไม่ใช่ของผม แต่ผมก็ตัดสินใจที่จะลองอยู่ดี ดังนั้นผมเลยติดต่อกับบริษัทในสก๊อตแลนด์ ที่ผลิตเสียงคนในคอมพิวเตอร์ พวกเขาไม่เคยสร้างเสียงจากเสียงบันทึกมาก่อน เสียงต่างๆที่เขาเคยสร้างมาจากคนพูด อัดเสียงคำต่างๆในห้องควบคุมเสียง แต่พวกเขาก็ตั้งใจอยากจะลองทำดู
ผมก็เลยส่งเทปบันทึกเสียงผมยาวหลายชั่วโมง รวมทั้งเสียงวิจารณ์จำนวนสองสามชิ้น เกี่ยวกับหนังลงในแผ่นดีวีดีด้วย แล้วมันก็เหมือนเสียงผม มากๆเลย เหตุผลก็คือ มันเป็นเสียงผมเอง แต่มันไม่ได้ง่ายแบบนั้น เทปบันทึกจากรายการผมมันใช้ไม่ได้เท่าไหร่ เพราะว่าในนั้นมีเสียงอื่นแทรกเยอะเกินไป ทั้งเสียงเพลงประกอบหนัง หรือเสียง จีน ซิสเคิล เถียงกับผม (หัวเราะ) และแต่ละคำของผม ก็มักจะมีการเน้นบางพยางค์ ที่ไม่สามารถนำเข้ามารวมเป็นประโยคได้
เดี๋ยวผมจะให้ฟังตัวอย่างเสียงนั้น นี่คือส่วนหนึ่งของเสียงที่ผมทำไว่ใช้ ตอนที่แชสกับผมร่วมรายการของโอปราห์ วินฟรี และนี่เป็นเสียงที่พวกเราเรียกว่า โรเจอร์ จูเนียร์ หรือ โรเจอร์ 2.0
โรเจอร์ 2.0: โอปราห์ ผมไม่รู้ว่าจะบอกคุณว่าผม รู้สึกดีแค่ไหนที่ได้กลับมารายการคุณ พวกเรารู้จักกันมาตั้งนาน แล้วตอนนี้เราก็ได้เจอกันอีกครั้ง นี่เป็นเสียงรุ่นแรกของผมจากคอมพิวเตอร์ มันยังต้องพัฒนาอีกมาก แต่อย่างน้อยมันก็ฟังดูเหมือนเสียงผม และก็ไม่ใช่เหมือน HAL 9000 ครั้งแรกที่ผมได้ยิน ผมรู้สึกเสียวสันหลังเลยแหละ เวลาที่ผมพิมพ์อะไรไป เสียงก็จะพูดตามที่ผมพิมพ์ เวลาที่ผมอ่านอะไร มันจะอ่านในเสียงของผม ผมพิมพ์คำเหล่านี้ล่วงหน้า เพราะผมคิดว่ามันคงไม่สนุกแน่ ที่จะนั่งดูผมพิมพ์ดีด
เสียงนี้สร้างโดยบริษัทในสก๊อตแลนด์ ชื่อ CereProc มันทำให้ผมรู้สึกดี ที่คำพูดเหล่านี้ถูกพูดออกมาครั้งแรก ขณะที่ผมวิจารณ์หนังเรื่อง 'Casablanca' และ'Citizen Kane' นี่เป็นเสียงแรกที่พวกเขาได้สร้างขึ้นเฉพาะบุคคล ยังมีอีกหลายๆเสียงในคอมพิวเตอร์ให้ใช้ แต่ยังไงก็เป็นเสียงคนอื่น แต่เสียงนี้คือผม ผมคิดจะใช้ทางโทรทัศน์ ทางวิทยุ และทางอินเตอร์เน็ต คนที่ต้องการเสียงควรรู้ ว่าคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่มีระบบเสียงติดมาด้วยอยู่แล้ว คนตาบอดหลายคนใช้มัน เวลาพวกเขาอ่านหน้าจอต่างๆบนเวปให้ตัวเองฟัง แต่ผมอยากบอกว่า สมัยป.1 พวกเขาบอกว่าผมพูดมากเกินไป และตอนนี้ผมก็ยังเป็นอยู่
โรเจอร์ อีเบิร์ท: อย่างที่คุณได้ยิน มันเสียงเหมือนผม แต่คำมันกระโดดไปมา ไม่ค่อยไหลลื่นเป็นธรรมชาติเท่าไหร่ เหล่าคนเก่งในสก๊อตแลนด์ยังคงพัฒนาเสียงของผมต่อไป และผมก็ยังมีหวังในเรื่องนี้อยู่ แต่จนถึงตอนนี้ เสียงอเล็กซ์ของApple เป็นเสียงที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยิน ผมเขียนบล็อคเกี่ยวกับเรื่องนี้ และก็ได้รับความคิดเห็นจากนักแสดงที่เล่นบทอเล็กซ์ เขาบอกผมว่าเขาใช้เวลาอัดเสียงสูงต่ำหลายๆแบบอยู่เป็นเวลาหลายชั่วโมง เพื่อนำมาใช้งาน จำเป็นต้องใช้ข้อมูลจำนวนมาก
จอห์น ฮันเตอร์: ตลอดชีวิตผมพูดไม่หยุด แต่ตอนนี้ ผมได้พูดคำสุดท้ายไปแล้ว ซ้ำยังจำไม่ได้อีก ว่าผมพูดว่าอะไรไป ผมรู้สึกเหมือนกับตัวเอกในเรื่องของฮาร์เลน เอลิสัน ชื่อว่า "ฉันไม่มีปากและฉันต้องกรีดร้อง" ในวันพุธ เดวิด คริสเตียน อธิบายให้พวกเราฟัง ว่าในช่วงเวลาของจักรวาล มนุษยชาติเข้ามาในระยะสั้นๆเท่านั้น กว่าพันๆล้านๆปีของจักรวาลนั้น ไม่มีสิ่งมีชีวิตอะไรในโลกใบนี้เลย เวลาส่วนใหญ่ของสิ่งมีชีวิตบนโลกนั้น ไม่มีสัตว์ประเสริฐใดๆ แค่หลังจากที่เราเรียนรู้การส่งต่อความรู้ จากรุ่นไปสู่รุ่น ที่ทำให้อารยธรรมเป็นไปได้ ในแง่ของจักรวาลแล้ว มันก็แค่10นาทีที่แล้วเท่านั้น ในที่สุด สิ่งประดิษฐ์อันลึกลับและล้ำเลิศของมนุษย์ถือกำเนิด นั่นก็คือคอมพิวเตอร์ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตของผม
คอมพิวเตอร์ดังๆรุ่นแรกๆ สร้างขึ้นในบ้านเกิดผม เมืองเออร์บาน่า ที่เป็นบ้านเกิดของHAL 9000ด้วย ตอนที่ผมได้ฟังการบรรยายอันน่าทึ่ง จาก ซาลแมน คาห์น ในวันพุธ เกี่ยวกับเว็บไซต์Khan Academy ที่มีวิชาเป็นร้อยๆสอนให้กับนักเรียนทั่วโลก ผมได้รำลึกความหลัง ในปี1960 ตอนที่ผมเป็นผู้สื่อข่าวท้องถิ่น สมัยมัธยมปลาย ผมถูกส่งไปที่ห้องคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ให้ไปสัมภาษณ์เหล่าผู้สร้าง อะไรบางอย่างที่เรียกว่าPLATO ซึ่งย่อมาจากProgrammed Logic for Automated Teaching Operations นี่เป็นระบบการเรียนการสอนผ่านคอมพิวเตอร์ ซึ่งในเวลานั้นดำเนินการในคอมพิวเตอร์ที่มีชื่อ ILLIAC โดยเหล่าโปรแกรมเมอร์บอกว่ามันจะช่วยนักเรียนในการเรียนรู้
ผมไม่คิดว่า เมื่อ50ปีที่แล้ว พวกเขาจะจินตนาการว่าซาลแมน คาห์นจะมาได้ถึงขั้นนี้ แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือPLATOเกิดขึ้นเมื่อแค่50ปีที่แล้ว เวลาพริบตาเดียว มันกว้างหน้าและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในหลายๆรูปแบบ บนระบบคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อ5ปีที่แล้ว ผมได้ข้อมูลจากWikipedia ว่าจากการเริ่มต้นเล็กๆ PLATOได้สร้างฟอร์รัม กระดานข่าว แบบทดสอบออนไลน์ อีเมลล์ แชทรูม ภาษาภาพ โปรแกรมเมสเซนเจอร์ การสื่อสารทางไกลผ่านจอ และเกมที่เล่นได้หลายคน
ตั้งแต่เบราเซอร์อันแรกได้พัฒนาขึ้นในเออร์บาน่า ดูเหมือนว่าบ้านเกิดของผม ทางใต้ของรัฐอิลลินอยส์ เป็นต้นกำเนิด ของจักรวาลออนไลน์ที่เราใช้อยู่จนทุกวันนี้ แต่ผมไม่ได้มานี่เพื่อเป็นตัวแทนกระทรวงสื่อสารมวลชนนะครับ (หัวเราะ) ผมมาที่นี่ในฐานะคนนึงที่ต้องการจะสื่อสาร
สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงชีวิตผม ผมเริ่มเขียนลงคอมพิวเตอร์ราวปี1970 ในช่วงเวลาที่ระบบแรกของAtechถูกติดตั้ง ที่Chicago Sun Times ผมก็ไปต่อแถวที่ร้านRadio Shack เพื่อซื้อโมเดล100รุ่นแรก และตอนที่ผมบอกคนในแถลงข่าวที่งานAcademy Awards ว่าพวกเขาควรที่จะติดตั้งสายโทรศัพท์เพื่อเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต พวกเขาไม่รู้ว่าผมพูดเรื่องอะไร ตอนที่ผมซื้อเดสท็อปอันแรก มันคือDEC Rainbow มีใครจำได้บ้างไหมครับ (ปรบมือ) หนังสือพิมพ์Sun Timesส่งผมไปที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ พ่วงด้วยคอมพิวเตอร์พกพาขนาดเท่ากระเป๋าเดินทาง ชื่อว่าPorteram Telebubble ผมเข้าร่วมกับCompuserve ตั้งแต่ตอนที่ยังมีสมาชิกน้อย กว่าจำนวนผู้ตามผมในTwitterตอนนี้อีก
แชส: ทั้งหมดนี้เกิดขึ้น ในชั่วพริบตา เป็นเรื่องเหนือจินตนาการ ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น มันทำให้ผมรู้สึกโชคดีอย่างเหลือเชื่อ ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงประวัติศาสตร์นี้ แน่นอนว่า ผมโชคดีที่เป็นส่วนนึงของประวัติศาสตร์ เพราะถ้าไม่มีความฉลาด และการจดจำ ก็จะไม่มีประวัติศาสตร์ไปด้วย กว่าพันล้านปี จักรวาลค่อยๆเปลี่ยนแปลง โดยไม่มีใครสังเกต ปัจจุบันนี้พวกเราอยู่ในยุคของอินเตอร์เน็ต ซึ่งดูเหมือนจะกระตุ้นระบบที่เชื่อมทั่วโลก และเพราะอินเตอร์เน็ตเนี่ยแหละ ทำให้ผมสามารถสื่อสารกับคนอื่นได้ อย่างที่ผมเคยทำมาก่อน พวกเราเกิดในกล่อง แห่งเวลาและสถานที่ พวกเราใช้คำต่างๆและการสื่อสาร เพื่อที่จะหลุดออกจากมัน และเอื้อมให้ถึงคนอื่น
สำหรับผม อินเตอร์เน็ตเริ่มต้นจาก การเป็นสิ่งมีประโยชน์ในตอนต้น แล้วค่อยกลายเป็นบางสิ่งที่ผมพึ่งพา ในชีวิตประจำวันที่เป็นอยู่ ผมพูดไม่ได้ ความเร็วในการพิมพ์ก็จำกัด เสียงคอมพิวเตอร์ บางครั้งไม่ค่อยดีนัก แต่เมื่อมีคอมพิวเตอร์ ผมสามารถสื่อสารได้กว้างขวาง กว่าเมื่อก่อน ผมรู้สึกเหมือนว่าบล็อคของผม อีเมลล์ ทวิตเตอร์ และเฟสบุ๊ค เป็นส่วนทดแทน การสนทนาในทุกวัน มันไม่ใช่การพัฒนา แต่เป็นสิ่งที่ผมทำได้ดีที่สุด สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมมีทางได้พูด ไม่ใช่ทุกคนที่จะอดทน เหมือนกับภรรยาผม แชส แต่ออนไลน์ ทุกคนพูดคุยในความเร็วเท่ากัน
ตลอดการผจญภัยนี้ เป็นประสบการณ์การเรียนรู้ ทุกครั้งที่การผ่าตัดล้มเหลว ผมก็เหลือเนื้อและกระดูกน้อยลง และในตอนนี้ผมไม่มีขากรรไกรเหลือเลย การผ่าตัดปลูกถ่ายเนื้อเยื่อจากไหล่ทั้ง2ของผม ทำให้ผมมีอาการปวดหลัง ทำให้เดินลำบาก น่าประหลาดที่ขาทั้งคู่ของผมไม่เป็นไร แต่เป็นไหล่ของผมที่ถ่วงการเดินให้ช้าลง เมื่อพวกคุณเห็นผมวันนี้ ผมเหมือนกับPhantom of the Opera
มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะมองคนอย่างผม และคิดว่าผมได้สูญเสียสมองบางส่วนไป ผู้คน... (ปรบมือ) ผู้คนพูดเสียงดัง...
คนอื่นพูดกับผมเสียงดังๆและช้าๆ บางครั้งพวกเขาคิดว่าผมหูหนวก และบางคนก็ไม่อยากจ้องตาผมด้วยซ้ำ
เชื่อฉันเถอะ เขาไม่ได้ตั้งใจจะ... เอาเป็นว่า ฉันตั้งใจอ่านต่อดีกว่า (ปรบมือ) พวกคุณไม่ควรให้ภรรยาอ่านอะไรแบบนี้นะคะ
มันเป็นธรรมชาติของคน ที่จะพยายามไม่มองคนป่วย พวกเราไม่ชอบการย้ำเตือน ว่าเราเป็นสิ่งเปราะบาง ไม่ยั่งยืน นี่เป็นสาเหตุที่การเขียนบนอินเตอร์เน็ต กลายเป็นสิ่งช่วยชีวิตผม ความสามารถในการคิดและเขียนของผม ไม่ได้หายไป ในเว็บ เสียงของผมจริงๆได้แสดงออก ผมยังได้เจอกับคนพิการหลายๆคน ที่สื่อสารกันด้วยวิธีนี้ เพื่อนทางทวิตเตอร์คนนึงของผม ใช้นิ้วเท้าพิมพ์คุย หนึ่งในบล๊อคที่ฮาที่สุด เขียนโดยเพื่อนของผมคนนึง ชื่อว่าSmartass Cripple (หัวเราะ) ลองกูเกิลเขาดู แล้วเขาจะทำให้คุณขำ บุคคลเหล่านี้พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สิ่งที่คุณเห็น ไม่ใช่ทั้งหมดที่คุณได้
ดังนั้นผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อบ่น มีเรื่องอีกมากที่ผมมีความสุขและรู้สึกดี ตอนนี้ผม ไม่มีอาการจากโรคมะเร็ง ผมเขียนได้ดีเหมือนเมื่อก่อน ผมมีประสิทธิภาพ ถ้าเกิดผมเป็นแบบนี้ ก่อนช่วงเวลาจักรวาลนี้สักนิดนึง ผมคงโดดเดี่ยวน่าดู เหมือนถูกคุมขังไว้ในหัวตัวเอง เพราะการเติบโตทางความรู้ของมนุษย์ เพราะวิวัฒนาการดิจิตอล ทำให้ผมมีเสียง และไม่ต้องกรีดร้อง
โรเจอร์: เดี๋ยวครับ ผมมีอีกเรื่องที่อยากจะพูด ชายคนนึงไปหาจิตแพทย์ จิตแพทย์พูดว่า "คุณมันบ้า" ผู้ชายคนนั้นพูดว่า "ผมต้องการความเห็นเพิ่มเติม" จิตแพทย์ตอบว่า "ตกลง คุณมันน่าเกลียด"
พวกคุณรู้เกี่ยวกับเรื่องการทดสอบปัญญาประดิษฐ์ -- การทดสอบของทัวริง ที่ผู้ตัดสินต้องคุย กับคนและคอมพิวเตอร์ ถ้าคนตัดสินไม่สามารถบอกได้ว่าอันไหนคน อันไหนหุ่น หุ่นจะผ่านการทดสอบ ผมอยากเสนอการทดสอบเสียงคอมพิวเตอร์ -- การทดสอบของอีเบิร์ท ถ้าเสียงคอมพิวเตอร์สามารถเล่าเรื่องตลกสำเร็จ มีจังหวะ และการเล่าเรื่องที่ดีเท่ากับ เฮนนี่ ยังแมน นั่นคงเป็นเสียงที่ผมอยากได้
You can share this video by copying this HTML to your clipboard and pasting into your blog or web page. This video will play with subtitles.
You either have JavaScript turned off or have an old version of the Adobe Flash Player. To view this rating widget you
need to get the latest Flash player.
If your browser allows only "trusted sites" to execute Javascript, you should add the "googleapis.com" domain to your whitelist to allow our Flash detection to work properly.
Got an idea, question, or debate inspired by this talk? Start a TED Conversation.
เมื่อนักวิจารณ์หนังอย่างโรเจอร์ อีเบิร์ทสูญเสียขากรรไกรล่างให้กับมะเร็ง ทำให้เขาเสียการควบคุมความสามารถในการกินและพูดไปด้วย แต่เขาไม่ได้เสียเสียงไป อีเบิร์ทและภรรยา แชส ร่วมกับเพื่อนอย่าง ดีน ออร์นิชและ จอห์น ฮันเตอร์เล่าเรื่องราวอันน่าทึ่งในงานTED2011
After losing the power to speak, legendary film critic Roger Ebert went on to write about creativity, race, politics and culture -- and film, just as brilliantly as ever. Full bio »
Translated into Thai by Sritala Dhanasarnsombut
Reviewed by Paninya Masrangsan
Comments? Please email the translators above.
Just follow the guidelines outlined under our Creative Commons license.
This comment will be attributed to . Not ? Sign Out.