พวกคุณทุกคนรู้ดีครับว่าสิ่งที่ผมกำลังจะพูดนั้นคือความจริง ผมคิดว่าความรู้สึกที่ว่าความเหลื่อมล้ำทำให้คนแตกสามัคคีและบั่นทอนสังคม เป็นความรู้สึกที่มีมานานมาก ตั้งแต่ก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศสเสียอีก ตอนนี้สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือ เราศึกษาข้อมูลหลักฐานได้ เราเปรียบเทียบระหว่างสังคมต่างๆ ได้ ระหว่างสังคมที่เท่าเทียมกันมากกว่าและน้อยกว่า และดูว่าความเหลื่อมล้ำส่งผลอะไรบ้าง ผมจะพาคุณไปทัวร์ข้อมูลที่ว่านี้นะครับ แล้วจะอธิบายว่าทำไม ความเชื่อมโยงที่ผมจะชี้ให้เห็นถึงได้มีอยู่จริง
แต่ก่อนอื่น ดูสิครับว่าพวกเราน่าสมเพชขนาดไหน (เสียงหัวเราะ) แต่ผมอยากจะเริ่มต้น ที่ความย้อนแย้งเรื่องหนึ่ง ภาพนี้แสดงอายุขัยของมนุษย์ เทียบกับรายได้ประชาชาติรวม -- แสดงค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศร่ำรวย เห็นนะครับว่าประเทศทางขวามือ อย่างเช่นนอร์เวย์ และสหรัฐอเมริกา รวยกว่าอิสราเอล กรีซ และโปรตุเกสทางด้านซ้ายถึงสองเท่า แต่ความร่ำรวยที่แตกต่างนี้ไม่มีนัยยะอะไรเลยต่ออายุขัย เรามองไม่เห็นความสัมพันธ์ใดๆ เลย แต่ถ้าเรามองลึกลงไปในแต่ละสังคม ก็จะพบความแตกต่างอันพิสดารด้านสุขภาพ ตลอดทั้งสังคมเลยครับ ทีนี้ นี่คืออายุขัยอีกครั้ง
นี่คือบริเวณเล็กๆ ของอังกฤษและเวลส์ คนที่จนที่สุดอยู่ทางขวา คนที่รวยที่สุดอยู่ทางซ้าย มีความแตกต่างมากมายระหว่างคนจนกับพวกเราที่เหลือ แม้แต่คนที่อยู่เกือบถึงชั้นบนสุด ก็มีสุขภาพแย่กว่า คนที่อยู่ชั้นบนสุด ดังนั้นรายได้จึงมีความหมายมาก ภายในสังคมของเรา แต่ไม่มีความหมายระหว่างสังคม คำอธิบายความย้อนแย้งเรื่องนี้คือ ภายในสังคมแต่ละสังคม เรามองดูรายได้เชิงเปรียบเทียบ หรือสถานะทางสังคม -- เปรียบเทียบระหว่างคนในสังคม และขนาดของช่องว่างระหว่างเรา และทันทีที่คุณมองอย่างนั้น คุณก็ควรสงสัยด้วยว่า เกิดอะไรขึ้นถ้าเราเกิดถ่างช่องว่างนี้ให้กว้างกว่าเดิม หรือหดมันให้แคบลง ทำให้ความแตกต่างทางรายได้ใหญ่ขึ้นหรือเล็กลง?
และนี่คือสิ่งที่ผมกำลังจะแสดงให้คุณเห็นครับ ผมไม่ได้ใช้สมมุติข้อมูลขึ้นเอง ผมใช้ข้อมูลจากสหประชาชาติ -- ข้อมูลชุดเดียวกันกับที่ธนาคารโลกใช้ -- ตัวที่บอกขนาดความแตกต่างทางรายได้ ในประเทศประชาธิปไตยที่ร่ำรวยและพัฒนาแล้ว ตัวชี้วัดที่เราใช้ เป็นตัวที่เข้าใจง่ายและทุกคนก็ดาวน์โหลดได้ คือ คนที่รวยที่สุด 20 เปอร์เซ็นต์ รวยกว่าคนที่จนที่สุด 20 เปอร์เซ็นต์เท่าไหร่ ในแต่ละประเทศ เห็นนะครับว่า ในประเทศที่เท่าเทียมกันมากกว่า ทางด้านซ้าย -- ญี่ปุ่น ฟินแลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน -- คนที่รวยที่สุด 20 เปอร์เซ็นต์ รวยกว่าคนที่จนที่สุด 20 เปอร์เซ็นต์ ประมาณสามเท่าครึ่งถึงสี่เท่า แต่บนด้านที่เท่าเทียมกันน้อยกว่า -- อังกฤษ โปรตุเกส สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ -- ความแตกต่างมากกว่ากันถึงสองเท่า ตัววัดนี้บอกว่า เรา(อเมริกา)เหลื่อมล้ำ เป็นสองเท่าของประเทศประชาธิปไตยระบบตลาดที่ร่ำรวยประเทศอื่น
ทีนี้ ผมจะแสดงให้เห็นว่าความเหลื่อมล้ำนั้นส่งผลต่อสังคมของเราอย่างไร เรารวบรวมข้อมูลด้านปัญหาสังคมต่างๆ ปัญหาที่พบได้มากกว่า ในกลุ่มผู้ที่อยู่ล่างสุดของสังคม เราเปรียบเทียบข้อมูลอายุขัยระหว่างประเทศ คะแนนสอบคณิตศาสตร์และการรู้หนังสือของเด็กๆ อัตราการตายของทารกแรกเกิด อัตราการเกิดอาชญากรรม สัดส่วนของประชากรที่อยู่ในเรือนจำ อัตราการตั้งครรภ์ของแม่วัยรุ่น ระดับความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ภาวะน้ำหนักเกิน อาการป่วยทางจิต -- ซึ่งในมาตรฐานการวินิจฉัยทั่วไป รวมการติดยาเสพติดและติดเหล้าด้วย -- และดูการเลื่อนชั้นทางสังคม เราประมวลข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นดัชนีหนึ่งตัว โดยให้น้ำหนักเท่าๆ กัน ดัชนีของแต่ละประเทศคือคะแนนเฉลี่ยของปัจจัยทั้งหมด ผลลัพธ์อยู่ตรงนี้ครับ เมื่อเทียบกับตัววัดความเหลื่อมล้ำที่ผมเพิ่งให้ดู ซึ่งผมจะใช้แล้วใช้อีกกับข้อมูล เราพบว่าประเทศที่ไม่เท่าเทียมกันมากกว่า กำลังแย่กว่า ในเรื่องของปัญหาสังคมเหล่านี้ทั้งหมด ความสัมพันธ์ (ระหว่างความเหลื่อมล้ำกับดัชนีตัวนี้) สูงมากอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ถ้าคุณเอาดัชนีตัวเดียวกันนี้ ดัชนีที่สะท้อนปัญหาสุขภาพและสังคม ไปเปรียบเทียบกับผลผลิตมวลรวมประชาชาติต่อหัว หรือรายได้ประชาชาติ คุณจะไม่พบอะไรครับ ความสัมพันธ์หายไปเลย
เราเป็นห่วงนิดหน่อยว่า บางคนอาจจะคิดว่าเรา ตั้งใจเลือกปัญหามาให้ตรงกับธงที่ตั้งไว้ แล้วก็สร้างหลักฐานขึ้นเอง เราก็เลยเขียนรายงานส่งวารสารการแพทย์อังกฤษ เกี่ยวกับดัชนีความอยู่ดีมีสุขของเด็ก ของยูนิเซฟ ดัชนีตัวนี้มีองค์ประกอบ 40 ตัวครับ ซึ่งหลายคนช่วยกันวัด มันรวมตัวบ่งชี้ว่า เด็กๆ พูดคุยกับพ่อแม่ได้หรือเปล่า มีหนังสือที่บ้านหรือเปล่า อัตราการฉีดวัคซีนเป็นอย่างไร ถูกเพื่อนรังแกที่โรงเรียนไหม ทุกอย่างอยู่ในดัชนีตัวนี้ และนี่ก็คือดัชนีตัวนี้ เทียบกับดัชนีความเหลื่อมล้ำตัวเดิม เห็นชัดเลยว่าเด็กๆ แย่กว่าในสังคมที่ความเหลื่อมล้ำสูงกว่า ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมาก แต่ก็เหมือนกัน ถ้าคุณเอาดัชนีความอยู่ดีมีสุขของเด็ก ไปเทียบกับรายได้ประชาชาติต่อหัว คุณจะไม่พบความสัมพันธ์ใดๆ เลย ไม่มีเค้าของความสัมพันธ์เลย
ข้อมูลทั้งหมดที่ผมแสดงให้ดูนั้น บอกเรื่องเดียวกันครับ มันบอกว่าความอยู่ดีมีสุขเฉลี่ยของสังคมเรา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ รายได้ประชาชาติและการเติบโตทางเศรษฐกิจอีกต่อไปแล้ว ทั้งสองสิ่งสำคัญมากในประเทศยากจน แต่ไม่สำคัญในโลกพัฒนาแล้วที่ร่ำรวย แต่ความแตกต่างระหว่างทั้งสองกลุ่ม และที่ที่เราอยู่โดยเปรียบเทียบ ตอนนี้สำคัญมากๆ ต่อไปผมจะชี้ให้เห็นองค์ประกอบบางตัวของดัชนีเรานะครับ ยกตัวอย่างเช่น นี่คือความไว้วางใจ มันคือสัดส่วนประชากร ที่เห็นด้วยกับประโยค "คนส่วนใหญ่ไว้ใจได้" ข้อมูลนี้มาจากแบบสำรวจคุณค่าโลก เห็นไหมครับ ในประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงสุด ประชากรประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ รู้สึกว่าพวกเขาไว้ใจคนอื่นได้ แต่ในสังคมที่เท่าเทียมกันมากกว่า สัดส่วนนี้สูงขึ้นเป็น 60 หรือ 65 เปอร์เซ็นต์ และถ้าคุณดูตัววัดการมีส่วนร่วมในสังคม หรือทุนทางสังคม คุณก็จะพบความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมาก ระหว่างตัวมันกับความเหลื่อมล้ำ
ผมพูดได้ว่า เราทำงานทั้งหมดนี้สองครั้ง ครั้งแรกเราวิเคราะห์ประเทศร่ำรวยในโลกพัฒนาแล้ว ต่อมาก็ทำการทดสอบครั้งที่สอง ทำซ้ำอีกครั้งกับมลรัฐ 50 แห่งในอเมริกา -- ถามคำถามเดียวกันเลยคือ มลรัฐที่มีความเหลื่อมล้ำสูงกว่า ตัววัดเหล่านี้จะแย่กว่าตามไปด้วยหรือเปล่า ทีนี้ นี่คือข้อมูลความไว้วางใจจากแบบสำรวจทางสังคมของรัฐบาลกลาง เปรียบเทียบกับความเหลื่อมล้ำ ข้อมูลกระจายตัวใกล้เคียงมาก ตลอดระดับความไว้วางใจ ปรากฏการณ์เดียวกันครับ สรุปคือเราพบว่า แทบทุกอย่างที่สัมพันธ์กับความไว้วางใจในระดับนานาชาติ ก็สัมพันธ์กับความไว้วางใจใน 50 มลรัฐ แต่ละรัฐ ในการทดสอบต่างวาระกัน เราไม่ได้พูดถึงแต่เรื่องฟลุ้คด้วย
นี่คือข้อมูลอาการป่วยทางจิต องค์การอนามัยโลกรวบรวมข้อมูล โดยใช้วิธีสัมภาษณ์เชิงวินิจฉัย สุ่มสัมภาษณ์จากประชากรทั้งหมด เราจึงสามารถเปรียบเทียบอัตราการป่วยทางจิต ในสังคมแต่ละสังคม นี่คือสัดส่วนของประชากร ที่มีอาการป่วยทางจิตในปีก่อน ตัวเลขนี้มีตั้งแต่ 8 เปอร์เซ็นต์ ไปจนถึงมากกว่านั้นสามเท่า -- สังคมทั้งสังคม ที่มีอาการป่วยทางจิตสามเท่าของสังคมอื่น อีกแล้วครับ ข้อมูลนี้สัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับความเหลื่อมล้ำ
นี่คือความรุนแรง จุดสีแดงคือรัฐในอเมริกา สามเหลี่ยมสีฟ้าคือจังหวัดในแคนาดา แต่ดูขนาดของความแตกต่างสิครับ ตั้งแต่ฆาตกรรม 15 คน ต่อประชากร 1 ล้านคน ไปจนถึง 150 ในล้าน นี่คือสัดส่วนของประชากรที่อยู่ในคุก ความแตกต่างตรงนี้ประมาณสิบเท่า แสดงผลเป็นลอการิทึมทางด้านข้าง มีตั้งแต่ 40 ถึง 400 คนที่อยู่ในเรือนจำ ความสัมพันธ์นี้ หลักๆ ไม่ได้ถูกผลักดันด้วยการก่ออาชญากรรมเพิ่มขึ้น ในบางพื้นที่มันก็มีส่วน แต่หลักๆ ถูกขับดันด้วยโทษที่รุนแรงกว่าเดิม คำพิพากษาที่รุนแรงกว่าเดิม และสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูงกว่า ก็มีแนวโน้มที่จะเก็บโทษประหารชีวิตเอาไว้มากกว่า เรามีอัตราการเลิกไปโรงเรียนของเด็กๆ อีกแล้วครับ แตกต่างกันมาก เสียหายมากมายมหาศาล ถ้าคุณกำลังพูดถึงการใช้พรสวรรค์ของคน
นี่คืออัตราการเลื่อนชั้นทางสังคม ที่จริงมันวัดการเลื่อนฐานะ บนฐานรายได้ พูดให้ง่ายคือมันถามว่า ลูกของพ่อที่ร่ำรวยนั้นรวยด้วยหรือเปล่า และลูกของพ่อที่ยากจนจะยากจนด้วยไหม หรือว่าไม่มีความสัมพันธ์นี้ระหว่างพ่อกับลูก ในสังคมที่เหลื่อมล้ำมากกว่า รายได้ของพ่อก็สำคัญมากกว่ามาก -- ในอังกฤษ อเมริกา และประเทศแถบสแกนดิเนเวีย รายได้ของพ่อสำคัญน้อยกว่ามาก การเลื่อนชั้นทางสังคมดีกว่ามาก หรือที่เราชอบพูดว่า -- และผมรู้ว่ามีคนอเมริกันเยอะมากในห้องนี้นะครับ -- ถ้าหากชาวอเมริกันอยากใช้ชีวิตแบบความฝันอเมริกัน พวกเขาก็ควรไปเดนมาร์ก
ผมแสดงข้อมูลเพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้นให้เห็น ผมแสดงปัญหาอื่นให้ดูด้วยก็ได้ ปัญหาที่มักจะพบเห็นได้ทั่วไป ในกลุ่มที่อยู่ล่างสุดของฐานะทางสังคม แต่มีปัญหาไม่รู้จบกับฐานะทางสังคม ที่แย่กว่าในประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงกว่า -- ไม่ใช่แค่แย่กว่านิดเดียวนะครับ แต่แย่กว่า 2 เท่า หรือบางที 10 เท่า ลองนึกถึงต้นทุนที่เสียไป ทุนมนุษย์ที่หายไป
ผมอยากย้อนกลับไปที่กราฟซึ่งผมให้ดูก่อนหน้านี้ กราฟที่เราเอาข้อมูลทั้งหมด มาแสดงสองประเด็น ประเด็นแรกคือ ในกราฟอันแล้วอันเล่า เราพบว่าประเทศที่แย่กว่า ไม่ว่าจะวัดด้วยอะไร มักจะเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงกว่า และประเทศที่ไปได้ดี ดูจะเป็นประเทศแถบสแกนดิเนเวียและญี่ปุ่น ฉะนั้นสิ่งที่เรามองเห็น คือการสูญเสียทางสังคมโดยทั่วไป ซึ่งสัมพันธ์กับความเหลื่อมล้ำ ไม่ใช่แค่แย่กว่าสองสามอย่าง แต่ส่วนใหญ่แย่กว่า
อีกประเด็นที่สำคัญมากที่ผมอยากชี้จากกราฟนี้ ก็คือ ถ้าคุณดูที่ตรงล่างสุด สวีเดนกับญี่ปุ่น จะเห็นว่าพวกเขาแตกต่างกันมากในหลายแง่มุม ทั้งเรื่องสถานะของสตรี ความใกล้ชิดกันของครอบครัวเดี่ยว อยู่มุมตรงข้ามกันเลย ในบริบทของโลกพัฒนาแล้ว แต่ความแตกต่างที่สำคัญมากตัวหนึ่ง คือวิถีที่ทำให้พวกเขาเท่าเทียมมากกว่าสังคมอื่น สวีเดนมีความแตกต่างทางรายได้สูงมาก ลดช่องว่างนี้ลงด้วยระบบภาษี ระบบรัฐสวัสดิการ ให้สิทธิประโยชน์เยอะๆ และยังมีอื่นๆ อีก ญี่ปุ่นแตกต่างไปมากครับ ญี่ปุ่นเริ่มจากการมีความแตกต่างทางรายได้ก่อนหักภาษีค่อนข้างต่ำ มีภาษีต่ำกว่า รัฐสวัสดิการเล็กกว่า และในการวิเคราะห์มลรัฐต่างๆ ในอเมริกาของเรา เราก็พบความแตกต่างแบบนี้เหมือนกัน บางมลรัฐทำการกระจายรายได้ได้ดี ส่วนบางรัฐเท่าเทียมค่อนข้างดี เพราะมีความแตกต่างทางรายได้ก่อนภาษีค่อนข้างต่ำ ดังนั้นเราจึงสรุปว่า ไม่สำคัญเท่าไรว่าคุณจะเท่าเทียมกันมากกว่าเดิมได้อย่างไร ตราบใดที่คุณไปถึงจุดนั้น ยังไงก็ได้
ผมไม่ได้หมายถึงความเท่าเทียมกันสมบูรณ์แบบ ผมหมายถึงสิ่งที่มีอยู่แล้วในระบอบประชาธิปไตยตลาดของประเทศร่ำรวย ข้อค้นพบอีกอันหนึ่งที่น่าแปลกใจมากจากภาพนี้ คือว่า ไม่ได้มีแต่คนจนเท่านั้น ที่ได้รับผลกระทบจากความเหลื่อมล้ำ ดูเหมือนจะมีสัจธรรมอยู่ในประโยคของ จอห์น ดันน์ "ไม่มีใครเป็นเกาะกลางทะเล" ในงานวิจัยหลายชิ้น เป็นไปได้ที่เราจะเปรียบเทียบ ความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคมที่เท่าเทียมกันมากกว่า และเท่าเทียมกันน้อยกว่า ในแต่ละระดับของฐานะทางสังคม นี่เป็นแค่ตัวอย่างเดียวครับ คืออัตราการตายของทารกแรกเกิด ชาวสวีเดนบางคนใจดีมาก จัดหมวดหมู่การตายของทารกแรกเกิด ตามกลุ่มเศรษฐสังคมที่ใช้ในระบบอังกฤษ และดังนั้นมันจึงเป็นเอกเทศจากวันเดือนปี จัดหมวดหมู่ของอาชีพบิดา ผู้ปกครองตัวคนเดียวแยกมาอีกพวกหนึ่ง แต่เสร็จแล้วตรงจุดที่บอกว่า "ชนชั้นทางสังคมต่ำ" นั่นหมายถึงอาชีพแรงงานไร้ฝีมือ มันก็ตัดผ่านตรงไปที่อาชีพแรงงานมีฝีมือตรงกลาง แล้วก็อาชีพไม่ใช้แรงงาน ระดับเสมียน ขึ้นไปเรื่อยๆ ถึงอาชีพของวิชาชีพต่างๆ -- แพทย์ ทนาย กรรมการบริษัทขนาดใหญ่
เห็นนะครับว่าสวีเดนดีกว่าอังกฤษ ตลอดบันไดลำดับชั้นทางสังคม ความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดอยู่ข้างล่างสุดของสังคม แต่แม้แต่คนชั้นบนสุด ก็ดูเหมือนจะได้ประโยชน์ จากการอยู่ในสังคมที่มีความเท่าเทียมกันมากกว่า เราชี้ว่าจากชุดข้อมูลที่แตกต่างกันห้าชุด ครอบคลุมผลลัพธ์ของการศึกษา และสุขภาพในสหรัฐอเมริกาและนานาชาติ นี่ดูเหมือนจะเป็นภาพทั่วไปครับ -- ความเท่าเทียมกันที่ดีกว่า กำหนดความแตกต่างมากกว่าในระดับล่างสุด แต่ก็มีประโยชน์แม้แต่ในระดับบนสุด
แต่ผมควรจะพูดอะไรหน่อยเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้ ผมคิดว่าผมกำลังมองดูและพูด เกี่ยวกับผลกระทบด้านจิตวิทยาสังคมของความเหลื่อมล้ำ เป็นเรื่องของความรู้สึกว่าเหนือกว่าหรือต่ำต้อย ที่ถูกให้ค่าหรือลดทอนคุณค่า ได้รับความนับถือหรือไม่นับถือ และก็แน่นอน ความรู้สึกเหล่านี้ ของการแข่งขันเรื่องฐานะทางสังคมที่เกิดขึ้น ก็เป็นตัวผลักดันบริโภคนิยมในสังคมของเรา นอกจากนี้มันยังทำให้เกิดความไม่มั่นคงทางจิตใจเกี่ยวกับฐานะ เราเป็นกังวลมากขึ้นว่าคนอื่นจะตัดสินและมองเราอย่างไร เราจะถูกมองว่ามีเสน่ห์ ฉลาด อะไรแบบนี้ไหม การตัดสินผู้คนทางสังคมนี้ เพิ่มความกลัวว่าจะถูกตัดสินแบบนี้
ที่น่าสนใจคือ งานวิจัยคล้ายกันที่ดำเนินไปในสาขาจิตวิทยาสังคม นักวิจัยบางคนทบทวนผลการวิจัย 208 ฉบับ ที่เชิญอาสาสมัคร มาทำการทดลองทางจิตวิทยา ยอมให้วัดฮอร์โมนความเครียด ปฏิกิริยาของพวกเขาต่อการทำงานที่เครียด ในการทบทวนนั้น นักวิจัยอยากรู้ว่า ความเครียดแบบไหน ที่เพิ่มระดับคอร์ติซอลอย่างสม่ำเสมอ คอร์ติซอลคือฮอร์โมนเครียดตัวหลัก และบทสรุปก็คือ งานที่่ต้องถูกประเมินทางสังคม สุ่มเสี่ยงว่าจะเสียความเชื่อมั่นในตัวเอง หรือฐานะทางสังคม งานที่คนอื่นอาจตัดสินผลงานคุณในทางลบ ความเครียดชนิดนี้ มีผลกระทบที่เฉพาะทางมากๆ ต่อกลไกชีวภาพของความเครียด
เอาล่ะครับ เราถูกวิพากษ์วิจารณ์เหมือนกัน แน่นอนว่ามีคนที่ไม่ชอบเรื่องพรรค์นี้ และคนที่พบว่าบทสรุปน่าแปลกใจมาก แต่ผมควรบอกคุณว่า เวลาที่พวกเราถูกวิจารณ์ว่าเลือกข้อมูลตามธงที่ตั้งเอง ที่จริงเราไม่เคยเลือกข้อมูลเลยครับ เรามีกฎที่เคร่งครัดมาก ว่า ถ้าหากแหล่งข้อมูลของเรามีข้อมูลสำหรับประเทศใดประเทศหนึ่ง มันก็จะเข้ามาอยู่ในการวิเคราะห์ แหล่งข้อมูลของเราเป็นคนตัดสินใจ ว่าข้อมูลนี้เชื่อถือได้หรือไม่ เราไม่ใช่คนตัดสินใจ ไม่อย่างนั้นงานของเราก็จะมีอคติ
แล้วประเทศอื่นล่ะ? มีงานวิจัย 200 ชิ้น ที่ศึกษาสุขภาพเปรียบเทียบกับรายได้และความเท่าเทียม ในวารสารวิชาการที่ผ่านการทบทวนจากนักวิชาการด้วยกัน ปรากฏการณ์ที่ผมเล่าไม่ได้พบแค่ประเทศเหล่านี้ สาธิตให้เห็นได้ง่ายมาก ประเทศเดียวกัน ตัววัดความเหลื่อมล้ำตัวเดียวกัน ปัญหาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำไมเราถึงไม่กันผลกระทบจากปัจจัยอื่น? เราได้แสดงให้เห็นแล้วว่า รายได้ต่อหัว ไม่ทำให้อะไรๆ เปลี่ยนไปเลย และแน่นอน นักวิจัยคนอื่นที่ใช้ระเบียบวิธีที่ก้าวหน้ากว่า ก็ได้กันความจนและการศึกษาออกไป และปัจจัยอื่นๆ
แล้วเรื่องเหตุและผลล่ะ? ความสัมพันธ์ในตัวมันเองพิสูจน์ไม่ได้ว่าอะไรเป็นเหตุเป็นผล เราใช้เวลาเยอะมากครับ และแน่นอน หลายคนก็รู้ดีว่ามีเหตุและผล ในผลลัพธ์เหล่านี้บางตัว ความเปลี่ยนแปลงประการสำคัญในความเข้าใจของเรา เกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลให้สุขภาพไม่ดี ในโลกพัฒนาแล้ว ก็คือ ความสำคัญของความเครียดจากบ่อเกิดทางสังคม มันส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกัน ระบบหัวใจหลอดเลือด หรือยกตัวอย่างเช่น สาเหตุที่ความรุนแรง เกิดขึ้นบ่อยครั้งกว่าในสังคมที่เหลื่อมล้ำมากกว่า สาเหตุคือคนเราอ่อนไหวต่อการถูกดูแคลน
ผมควรพูดว่าการจัดการกับเรื่องนี้ แปลว่าเราต้องจัดการกับเรื่องที่เกิดหลังเก็บภาษี และก่อนเก็บภาษี เราจะต้องควบคุมรายได้ วัฒนธรรมโบนัสมหาศาลในชั้นบนสุด ผมคิดว่าเราจะต้องให้เจ้านายของพวกเรารับผิดต่อพนักงานของพวกเขา ทุกทางที่เราทำได้ แต่ผมคิดว่าสารที่ควรติดตัวกลับบ้าน ก็คือ เราสามารถปรับปรุงคุณภาพชีวิตจริงๆ ของมนุษย์ได้ ด้วยการลดความแตกต่างทางรายได้ระหว่างเรา ทันใดนั้นเราก็มีคานงัด เพื่อพลิกความอยู่ดีมีสุขทางจิตวิทยาสังคม ของสังคมทั้งสังคม นั่นคือสิ่งที่น่าตื่นเต้นครับ
You can share this video by copying this HTML to your clipboard and pasting into your blog or web page. This video will play with subtitles.
You either have JavaScript turned off or have an old version of the Adobe Flash Player. To view this rating widget you
need to get the latest Flash player.
If your browser allows only "trusted sites" to execute Javascript, you should add the "googleapis.com" domain to your whitelist to allow our Flash detection to work properly.
Got an idea, question, or debate inspired by this talk? Start a TED Conversation.
เรารู้สึกโดยสัญชาตญาณว่าสังคมที่ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ถ่างกว้างกำลังแย่ ริชาร์ด วิลกินสัน ยกข้อมูลด้านความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมาชี้ให้เห็นสิ่งที่แย่ลงเมื่อคนรวยกับคนจนอยู่ห่างจากกันเกินไป: ผลกระทบที่แท้จริงต่อสุขภาพ อายุขัย กระทั่งคุณค่าพื้นฐานอย่างเช่นความไว้เนื้อเชื่อใจกัน
In "The Spirit Level," Richard Wilkinson charts data that proves societies that are more equal are healthier, happier societies. Full bio »
Translated into Thai by Sarinee Achavanuntakul
Reviewed by Thanee Chaiwat
Comments? Please email the translators above.
09:15 Posted: Mar 2011
Views 1,226,646 | Comments 236
16:49 Posted: Aug 2010
Views 721,496 | Comments 381
17:56 Posted: Aug 2010
Views 1,370,848 | Comments 249
Just follow the guidelines outlined under our Creative Commons license.
This comment will be attributed to . Not ? Sign Out.