ผมคิดว่าตอนนั้นผมน่าจะอยู่ราวๆ เกรด 2 ที่โดนจับได้ว่า วาดหน้าอกของภาพเปลือยรูปหนึ่งของ ไมเคิล แอนเจโล ผมก็โดนส่งตัวไปหาครูใหญ่ในบัดดล และคุณครูใหญ่ของโรงเรียนผม, เธอเป็นแม่ชีที่น่ารัก เธอก็ดูหนังสือของผมแบบหยะแหยง พลิกผ่านไปหน้าแล้วหน้าเล่า, ดูรูปโป๊ทั้งหมดนั่น-- คุณรู้มั้ย, ผมก็เฝ้าดูแม่วาดรูปโป๊ แล้วผมก็ทำตาม-- แล้วแม่ชีก็ตบหน้าผม แล้วก็พูดว่า "พระเยซูที่รักยิ่ง, เด็กคนนี้เริ่มออกอาการแล้ว"
ผมไม่รู้เลยว่าเธอพูดเรื่องอะไร แต่ก็ทำให้ผมเชื่อได้สนิทใจ ว่าผมไม่ควรจะวาดภาพอีก จนผมอยู่เกรด 9 โชคดีที่เจอชั้นเรียนที่แสนจะน่าเบื่อนั่น ผมก็เลยเริ่มวาดภาพล้อเลียนครูที่โรงเรียน แล้ว, คุณรู้มั้ย, ผมดังมากเลยนะ ผมไม่เล่นกีฬา ผมเล่นได้แย่มากล่ะ ผมไม่มีของไฮเทค เท่ๆ ที่บ้าน ผมไม่ได้เรียนเก่งอะไร เพราะฉะนั้น สำหรับผมแล้ว การ์ตูนนี่แหละที่ทำให้ผมรู้สึกว่ามีตัวตน ผมมีชื่อเสียง แต่ผมก็กลัวว่าจะโดนจับได้อีก ผมก็เลยรวบรวม เอาภาพครูทั้งหมดที่ผมวาดไว้ มาปะติดปะต่อกัน ให้เกียรติครูใหญ่กันหน่อยด้วยการแปะรูปท่านไว้บนสุด แล้วให้ท่านเป็นของขวัญ ท่านได้ฮาครั้งใหญ่ ตอนได้ดูรูปของครูคนอื่นๆ แล้วก็แปะมันไว้ที่บอร์ดคำเตือน (หัวเราะ) นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งนะครับ แล้วผมก็กลายเป็นฮีโร่ประจำโรงเรียน พวกรุ่นพี่ยังรู้จักผมเลยนะ ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนพิเศษจริงๆ
ผมคงต้องเล่าเรื่องครอบครัวผมให้ฟังสักหน่อย นั่นคุณแม่ของผม ผมรักเธอทุกเศษเสี้ยวจริงๆ เธอเป็นคนสอนให้ผมวาดรูป และที่สำคัญไปกว่านั้น เธอสอนว่าจะรักอย่างไร เธอก็ออกแนวฮิปปี้หน่อยนะครับ เธอบอกผมว่า "อย่าพูดอย่างนั้น" แต่ผมก็จะพูดอยู่ดี คนอื่นๆ ในครอบครัวผมเป็นแนวนักวิชาการ น่าเบื่อๆ พวกเขาสาละวนกับการเรียนให้เก่งเลิศ จะได้เอามาขึ้นแท่นประจำบ้าน แต่พ่อของผมเป็นพวกที่ต่างออกไป พ่อผมเชื่อในเรื่องการใช้ชีวิตแบบองค์รวม แล้ว, คุณรู้มั้ย, ทุกทีที่ท่านสอนพวกเรา ท่านก็จะพูดว่า "ฉันเกลียดหนังสือพวกนี้ เพราะมันโดนพวกปฏิวัติอุตสาหกรรมจับตัวไปแล้ว"
ระหว่างที่ท่านมีมุมมองต่อโลกในแบบนั้น ตอนนั้นผมอายุ 16 ผมหาทนายที่ดีที่สุดในเมือง, นั่นคือการธิค พี่ชายผมเอง, แล้วผมก็ชวนท่านนั่งลง แล้วก็เริ่มพูด "พ่อครับ, นับจากวันนี้เป็นต้นไป ผมตัดสินใจแล้ว ว่าผมจะเป็นคนมีวินัย, ผมจะเป็นคนช่างสงสัย, ผมจะเรียนรู้สิ่งใหม่ทุกๆ วัน ผมจะทำงานหนักมากๆ, และผมก็จะไม่เอาแต่คอยพึ่งพ่อ ทั้งทางความคิด และทางการเงิน" พ่อประทับใจมากครับ ท่านน้ำตาไหลพราก ทำท่าจะกอดผมอยู่แล้ว แล้วผมก็บอกว่า "เดี๋ยวก่อนครับ" ผมว่า "งั้นผมลาออกจากโรงเรียนได้แล้วยัง?"
เพื่อให้เรื่องยาวนี้สั้นลงนะครับ ผมก็ลาออกจากโรงเรียน เพื่อจะไปทำงานเป็นนักวาดการ์ตูน ผมคงวาดภาพล้อเลียนไปซัก 30,000 ภาพน่าจะได้ ก็ตั้งแต่งานวันเกิด, งานแต่งงาน, การหย่า งานอะไรก็ได้ ที่อยากใช้บริการของผม แต่ที่สำคัญที่สุด, ช่วงที่ผมกำลังเดินทางอยู่นั้น, ผมสอนให้เด็กๆ วาดการ์ตูนไปด้วย ซึ่งผมก็ได้เรียนรู้ว่าจะทำอะไรให้เป็นธรรมชาติได้อย่างไร เป็นการแลกเปลี่ยน แล้วก็ได้ทำอะไรบ้าๆ มันๆ แล้วก็สนุกสุดๆ ตอนที่ผมเริ่มสอนพวกเขา, ผมหมายถึงว่า ให้ผมได้เริ่มแบบมืออาชีพหน่อย ตอนที่ผมอายุ 18 ผมเปิดโรงเรียนของตัวเองครับ แต่ก็นั่นแหละครับ คนอายุ 18 ที่อยากจะเปิดโรงเรียน มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เว้นแต่ว่าคุณจะมีผู้อุปถัมภ์รายใหญ่ หรือมีคนสนับสนุนบิ๊กๆ นะครับ
ผมก็เลยเปิดดูหนังสือพิมพ์ ไทมส์ ออฟ อินเดีย แล้วผมก็เห็นข่าวว่านายกรัฐมนตรี กำลังจะมาที่บ้านเกิดของผมที่เบงกาลอร์ แล้วคุณรู้มั้ย มันก็เหมือนกับที่ นักวาดการ์ตูนทุกคนก็รู้จักบุชนั่นล่ะ และถ้าคุณจะได้พบบุช, มันต้องสนุกมากแน่ เพราะ หน้าตาของเขา เป็นเรื่องน่าสนุกของนักวาดการ์ตูน ดังนั้นผมต้องไปพบนายกฯ ให้ได้ ผมก็ไปที่ที่ เฮลิคอปเตอร์ของท่านกำลังจะลงจอด ผมก็เห็นหน่วยรักษาความปลอดภัยเป็นแผงๆ ผมก็หาทางรอดไปจนได้เข้าถึงชั้นที่ 3 ก็แค่ทำให้เจ้าหน้าที่เค้าประทับใจ แต่ผมก็ไปติดอยู่ตรงชั้นที่ 3 แล้วเรื่องที่เกิดขึ้นก็คือ, โชคเข้าข้างผมแท้ๆ ผมเห็นนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ ที่ผมเคยไปวาดการ์ตูนที่งานของเขา ผมก็วิ่งไปหาเขาทันที แล้วก็ว่า "สวัสดีครับท่าน ท่านสบายดีมั้ยครับ?" เขาก็ตอบว่า "คุณมาทำอะไรที่นี่เนี่ย รากาวา? ผมก็ตอบว่า "ผมมาพบท่านนายกฯ ครับ" เขาก็ว่า "โอ ผมก็เหมือนกัน" แล้วผมก็โดดขึ้นรถเขาไป แล้วเราก็ออกไปด้วยกัน ผ่านแผงของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (ปรบมือ) ขอบคุณครับ ผมให้ท่านนั่งลง แล้วก็วาดภาพล้อเลียนท่าน และตั้งแต่นั้นมา ผมก็ได้วาดภาพล้อเลียนของคนมีชื่อเสียงอีกหลายร้อยคน
ภาพนี้ที่ผมจำได้ติดใจ ซาลมาน รัชดี ผมว่าเขาคงจะเคืองนะ เพราะผมปรับแผนที่นิวยอร์คไปหน่อย, ถ้าคุณสังเกตเห็นนะ (หัวเราะ) แต่ช่างเถอะครับ, ภาพถัดไปนี่ ผมกำลังจะให้คุณดู-- (หัวเราะ) ผมควรปิดมันมั้ย? ภาพถัดไปที่ผมกำลังจะให้ดู ก็ออกจะเครียดกว่านิดหน่อย ผมลังเลนิดหน่อยที่จะใส่มันไว้ในการนำเสนอครั้งนี้ เพราะการ์ตูนชิ้นนี้ได้ลงตีพิมพ์ หลังเกิดเหตุการณ์ 9/11 ไม่นาน และสำหรับผมนะครับ มันเป็นข้อสังเกตุที่แสนจะไร้เดียงสา แต่มันกลายเป็นเรื่องโลกาวินาศ เย็นวันนั้น ผมกลับบ้าน แล้วก็ได้เจอจดหมายว่าผมเป็นร้อยๆ คนเป็นร้อยๆ บอกผมว่าเขาจะอยู่ต่อไป อีกวันได้อย่างไร โดยไม่ต้องเห็นภาพนี้ ผมถูกให้ออกจากงานด้วยครับ, บริษัททำการ์ตูนในอเมริกา ที่ผมคิดว่าจะลงหลักปักฐานไปตลอดชีวิต ตอนนั้นเองที่ผมได้คิด, ก็อย่างที่คุณรู้, ว่าการ์ตูนมันทรงพลังแค่ไหน ศิลปะ มาพร้อมกับความรับผิดชอบ
แต่ก็ช่างเถอะ สิ่งที่ผมทำตอนนั้นก็คือ ตัดสินใจว่า จะพักซักช่วงนึง ผมออกจากงานที่หนังสือพิมพ์, แล้วก็ปิดโรงเรียน แล้วก็ห่อดินสอ แปรง แล้วก็หมึก และออกท่องเที่ยว ตอนที่ผมท่องเที่ยวอยู่นั้นเอง ผมจำได้ว่า ผมได้พบกับชายชราท่านนึง ตอนที่ผมวาดภาพล้อเลียน ผมได้รู้ทีหลังว่าเขาเป็นศิลปินที่อิตาลี เขาเชิญให้ผมไปที่สตูดิโอทำงานของเขา เขาว่า "ลองมาดูสิ" พอผมไปถึง ก็ได้เห็นสิ่งที่น่ากลัวสุดๆ มันเป็นหุ่นจำลองของซากศพเปลือย ของตัวเขาเอง แขวนไว้บนเพดาน ผมว่า "พระเจ้าช่วย นั่นมันอะไรน่ะ?" ผมก็ถามเขา แล้วเขาก็บอกว่า "อ๋อ ไอ้นั่นนะเหรอ พอตกกลางคืน ฉันตาย พอเช้ามา ฉันก็เกิดใหม่อีก" ผมก็นึกว่าเขาแค่บ่นๆ แต่มันมีอะไรบางอย่างติดในหัวผม ผมรักมันแฮะ ผมว่ามันมีอะไรบางอย่างที่สวยงามอยู่ในนั้น ผมเลยบอกเขาว่า "ผมตายแล้ว และผมก็อยากจะเกิดใหม่"
แล้วผมก็กลายเป็นนักวาดอย่างเขา แต่, ผมไม่รู้ว่าจะวาดยังไง ผมก็เลยไปที่ร้านขายอุปกรณ์ ก็อย่างที่รู้ๆ กัน มันมีแปรงเป็นร้อยแบบ ช่างมันเถอะ, เดี๋ยวทำให้คุณงงไปใหญ่ ถึงคุณจะวาดรูปเป็นก็เถอะ ผมก็เลยตัดสินใจว่า "ผมจะหัดวาดด้วยตัวเอง ผมจะเปิดคลิปให้คุณดูอย่างเร็ว ให้ดูว่าผมวาดยังไง แล้วก็มีอีกนิดหน่อย เป็นเรื่อง เกี่ยวกับเมืองของผมที่เบงกาลอร์ (เสียงดนตรี) มันต้องยิ่งใหญ่กว่าชีวิตจริง ทุกอย่างมันต้องใหญ่ ภาพถัดไปยิ่งใหญ่กว่านี้อีก แล้วก็ใหญ่ขึ้นไปอีก และสำหรับผมมันก็... ผมก็ต้องเต้นไปวาดไป มันน่าตื่นเต้นมาก ผมได้วาดภาพนักเต้นรำด้วย อันนี้เป็นตัวอย่างครับ นักเต้นฟลามิงโก แต่มันก็มีปัญหาอยู่อย่างนึง ผมเต้นไม่เป็น ผมก็เลยเริ่มตามๆ เขาไป แล้วก็ได้ตังค์มาด้วย ผมก็ขายภาพ แล้วไป ฝรั่งเศส หรือเสปน ไปทำงานกับพวกเขา คนนั้นคือ เปเป้ ลินาเรส เป็นนักเต้นฟลามิงโก้ที่มีชื่อเสียงมาก
แต่ผมก็ยังมีอีกปัญหานึงก็คือ ภาพของผมมันเต้นไม่ได้ เท่ากับพลังที่ผมใส่เข้าไป ตอนที่ผมวาด ผมไม่ได้เต้น ผมก็เลยตัดสินใจว่า--ผมเกิดความคิดแปลกๆ นี่ขึ้นมาตอนตีสอง แล้วผมก็เรียกเพื่อนมา แล้วก็วาดบนตัวเขา แล้วให้เขาเต้นไปหน้าภาพวาด ทันใดนั้นเอง ภาพวาดของผมก็เกิดมีชีวิตขึ้นมา แล้วผมก็โชคดีมากๆ ที่ได้แสดงงานนี้ที่แคลิฟอร์เนีย กับคณะละครสัตว์ Velocity แล้วผมก็นั่งอยู่ในท่ามกลางผู้ชมแบบคุณๆ นี่ล่ะ และผมก็ได้เห็นงานของผมมีชีวิตขึ้นมา ก็อย่างที่รู้นะครับ ปกติคุณก็ทำงานคนเดียว แล้วก็เอางานไปแสดงที่แกลอรี่ แต่ที่นี่ งานนั้นมันมีชีวิตขึ้นมา แล้วก็มีศิลปินคนอื่นที่ทำงานกับผม
ความร่วมแรงร่วมใจกันนี่มันเยี่ยมยอด ผมหมายถึงว่า ผมจะทำงานกับใครก็ได้ แล้วก็กับทุกๆ คนที่ผมได้พบ ผมได้ทำแฟชั่นด้วย อันนี้ เป็งานแฟชั่นโชว์ที่ลอนดอน แต่การร่วมมือร่วมใจที่ดีที่สุด ก็แน่นอนนะครับ ก็คือการทำงานกับเด็กๆ พวกเขาไม่มียั้ง เขาซื่อสัตย์ แต่ก็เต็มไปด้วยพลัง และความสนุกสนาน นี่เป็นงานชิ้นหนึ่ง เป็นห้องสมุดที่ผมออกแบบให้สถาบัน โรบิน ฮู้ด และผมก็ต้องบอกว่า ผมได้ใช้เวลาที่บรองซ์ ทำงานกับเด็กพวกนี้ และข้อแลกเปลี่ยนที่ผมไปทำงานกับเด็กๆ ก็คือ พวกเขาสอนผมว่าจะ เจ๋ง ได้ไง ผมคิดว่าไม่สำเร็จหรอก แต่เขาก็สอนผม เขาว่า "หยุดพูดว่าขอโทษ พูดว่า เออ กูผิด" (หัวเราะ)
แล้วผมก็คิดว่า เรื่องพวกนี้มันดีทั้งนั้น แต่ผมก็ยังอยากจะวาดให้เหมือนจิตรกรจริงๆ แต่การศึกษาในอเมริกามันแพงมาก ตอนอยู่อินเดีย ตอนเดินไปตามถนน ผมก็เคยเห็นช่างเขียนป้ายโฆษณา แล้วเขาก็กำลังวาดภาพใหญ่มหึมา มันดูสวยมาก และผมก็สงสัยว่าเขาวาดได้ไงจากที่ใกล้ๆ ขนาดนั้น แล้ววันนึง ผมก็ได้ไปเจอเข้าคนนึง ผมก็ถามว่า "คุณวาดรูปแบบนั้นได้ยังไง? ใครสอนเหรอ?" เขาก็ว่า "อ๋อ นี่มันง่ายๆ สอนให้ก็ได้, แต่เรากำลังจะออกจากเมืองนี้แล้ว เพราะคนเขียนป้ายโฆษณากำลังจะหมดไป เป็นการสูญพันธุ์ของศิลปินทั้งโขยง เพราะภาพพิมพ์ดิจิตอลมันเข้ามาแทนที่หมด ผมก็เลยว่า เพื่อแลกเปลี่ยนกับที่สอนผมวาด ผมจะช่วยเขา, แล้วผมก็ตั้งบริษัทขึ้นมา ตั้งแต่นั้นมา ผมก็วาดไปทั่ว อันนี้เป็นรูปที่ผมวาดภรรยา ในที่พักของผม นี่ก็อีกภาพนึง อันที่จริง ผมก็วาดบนอะไรก็ได้ แล้วผมก็ส่งมันไปทั่วเมือง
เพราะผมได้กล่าวถึงภรรยาของผม ความร่วมมือที่สำคัญที่สุด ก็คือกับเธอ, เนตรา เราพบกันตอนที่เธออายุ 18 ตอนนั้นผมคงอายุราว 19 ปีครึ่ง มันเป็นรักแรกพบนะครับ ผมอยู่ที่อินเดีย แล้วเธอก็อยู่ที่อเมริกา เธอก็จะมาหาผมทุกๆ 2 เดือน ผมก็เลยว่า ผมเป็นผู้ชายนะ ผมเป็นผู้ชาย และผมก็ต้องเป็นช้างเท้าหน้า ผมต้องข้ามมหาสมุทรทั้งเจ็ด และผมก็ต้องไปหาเธอ ทำได้สองครั้ง ผมก็ถังแตก ผมเลยถามเธอว่า "เนต ผมจะทำยังไงดี" เธอว่า "ทำไมเธอไม่ส่งภาพวาดของเธอมาให้ฉันล่ะ?" พ่อฉันรู้จักคนรวยๆ อยู่บ้าง เราจะพยายามล่อให้เขาซื้อภาพเธอ แล้ว..." แต่มันกลายเป็นว่า, หลังจากที่ผมส่งงานไปให้เธอ, เพื่อนของพ่อเธอ ก็เหมือนพวกคุณนี่แหละ เขาเป็นเซียน ผมล้อเล่นน่ะ (หัวเราะ) ไม่หรอก พวกเขาเป็นมหาเทพมากกว่า แต่เขาไม่ค่อยรู้เรื่องศิลปะหรอก เนตราก็เลยติดอยู่กับภาพวาดของผมตั้ง 30 ภาพ
เราก็เลยเช่ารถตู้เล็กๆ คันนึง แล้วก็ขับไปทั่วแนวชายฝั่งตะวันออก พยายามจะขายภาพ เธอพยายามติดต่อคนหลายคน ที่ยินดีจะซื้องานของผม แล้วเธอก็ได้เงินมากพอดู, เธอขายได้หมดทั้งคอลเลคชั่นนะครับ แล้วก็ได้เงินมากพอให้ผมทำนั่นทำนี่ไปได้อีกตั้งสี่ปี กับสำนักงานกฎหมาย, บริษัท, ทุกอย่างเลยครับ แล้วเธอก็กลายมาเป็นผู้จัดการส่วนตัวของผม นั่นก็เราตอนอยู่ที่นิวยอร์ค สังเกตเห็นอะไรมั้ยครับ ตอนนั้นเราตัวเท่าๆ กัน มีบางอย่างเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา (เสียงหัวเราะ)
แต่นี่ก็ได้นำผม --โดยมีเนตราเป็นผู้จัดการส่วนตัว-- ผมก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก ผมมีความสุขมาก ผมคิดว่าตัวเองเป็นเหมือนดาราขาร็อค ผมชอบที่มีคนสนใจ นี่เป็นพวกสื่อที่เราได้พบ แล้วเราก็บอกว่า ได้เวลาฉลองกันแล้ว และผมก็บอกว่า การฉลองที่ดีที่สุดก็คือการแต่งงานกับเนตรา ผมพูดว่า "แต่งงานกันเถอะ" และยังบอกว่า "ไม่ใช่แค่แต่งงาน แต่เราน่าจะเชิญทุกคนที่เคยช่วยเหลือเรา, ให้เขามางานของเราให้ครบกันเลย" คุณต้องไม่เชื่อแน่ เรารวบรวมรายชื่อแขกได้ 7000 คน ที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง--ก็เป็นรายชื่อที่น่าขำ แต่ผมก็ตั้งใจที่จะพาพวกเขามาอินเดีย, ดังนั้น-- ก็มีหลายคนที่อยู่ในอินเดีย มีศิลปิน 150 คน ที่อาสาจะช่วยงานแต่งของผม เรามีนักออกแบบแฟชั่น, ศิลปินสาขาจัดวาง, นางแบบ, ช่างแต่งหน้า, นักออกแบบเครื่องประดับ, คนทุกกลุ่มที่เคยทำงานกับผม มาทำให้งานแต่งงานของผม กลายเป็นศิลปะแบบจัดวาง และผมก็มีงานจัดวางชิ้นพิเศษ ที่ทำให้ญาติๆ ฝั่งภรรยาผม มีช่างแกะสลักผักมาทำสิ่งนี้ให้ผม
แต่เรื่องน่าตื่นเต้นทั้งหมดนี่ก็ทำให้ หลายสื่อได้เขียนถึงเรา เราได้ลงหนังสือ และเราก็ยังเป็นข่าวอยู่อีกตั้งสามปีหลังจากนั้น แต่, โชคร้าย, เพราะได้เกิดเรื่องเศร้าหลังจากนั้น แม่ของผมล้มป่วย ผมรักแม่ครับ แล้วก็มีคนบอกผมแบบกระทันหันว่าแม่กำลังจะตาย แล้วเขาก็ให้ผมบอกลาเธอ คุณต้องทำในสิ่งที่คุณต้องทำ แล้วผมก็ใจสลาย ผมมีงานที่รับไว้ล่วงหน้าเป็นปี ผมกำลังอยู่ที่จุดสูงสุดของชีวิต แต่ผมทำไม่ได้ ผมทำไม่ได้
ชีวิตผมมันไม่มีชีวา ผมใช้ชีวิตในคนที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นไม่ได้ ผมเริ่มค้นหาเข้าไปในด้านมืดของจิตใจคน แน่ล่ะ งานของผมกลายเป็นน่าเกลียด แต่ก็มีอย่างอื่นเกิดขึ้น ผู้ชมของผมหายไปหมด ดาราบอลลี่วู้ด ที่ผมเคยไปสังสรรค์ด้วย คนที่เคยซื้องานของผม หายตัวไปหมด นักสะสม เพื่อนๆ พวกสื่อ ใครๆ ก็พากันบอกว่า "สวยดีนะ แต่ไม่ล่ะ" "ไม่ล่ะ ขอบคุณ" ดูจะใช่กว่า แต่ผมอยากให้ผู้คน ได้รับรู้ถึงงานของผมอย่างแท้จริง จากกึ๋นของเขาเอง เพราะผมวาดมันมาจากกึ๋นของผม ถ้าเขาอยากได้รูปสวยๆ ผมก็จะบอกว่า นี่ล่ะ คือความสวยงาม ที่ผมยินดีจะมอบให้ มันเป็นเรื่องการเมือง แน่ล่ะ ไม่มีใครชอบ
งานของผม ก็กลายเป็นอัตชีวประวัติของผม มาถึงตรงนี้ ก็มีบางอย่างเกิดขึ้น เพื่อนที่เป็นที่รักมากๆ ของผม มาจากไหนก็ไม่รู้ และที่อินเดียในช่วงนั้น การเป็นเกย์ เป็นเรื่องผิดกฎหมาย และมันก็เป็นเรื่องน่าขยะแขยง ที่ได้เห็นวิธีที่ผู้คนแสดงออกกับชาวเกย์ ผมโมโหมาก ผมจำได้ถึงตอนที่แม่จับผมแต่งเป็นผู้หญิง เป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ --นั่นล่ะ ผมเอง-- เพราะเธออยากได้ลูกสาว แต่เธอมีแต่ลูกชาย (หัวเราะ) ช่างเถอะ ผมไม่รู้นะว่าเพื่อนๆ ผมจะว่ายังไงหลังจากงานวันนี้ นี่เป็นความลับ
เพราะอย่างนี้ งานของผมหลังจากนี้ก็ออกแนวรุนแรง ผมพูดถึงความเป็นชายที่ไม่ต้องอวดเบ่ง และผมก็พูดถึงความอ่อนแอของพฤติกรรมทางเพศของผู้ชาย ถึงตอนนี้ ไม่ใช่แค่นักสะสมที่หายไป พวกนักเคลื่อนไหวทางการเมืองก็ตัดขาดจากผมด้วย แล้วก็ข่มขู่ผม และห้ามไม่ให้ผมแสดงงาน มันกลายเป็นเรื่องน่าสะอิดสะเอียน และผมก็เป็นพวกขี้ขลาด ผมจัดการกับคำขู่ไม่ได้ นี่มันเป็นเรื่องน่ากลัวมาก
ผมก็เลยตัดสินใจว่า มันได้เวลาแล้ว ที่จะหยุดเรื่องนี้ แล้วก็กลับบ้าน ตอนนี้ ผมก็คิดว่าจะลองทำอะไรที่ต่างออกไป ผมต้องเกิดใหม่ และผมคิดว่า ทางที่ดีที่สุด , ก็เหมือนที่คุณหลายคนที่มีลูกก็จะรู้นะ ว่าวิธีที่ดีที่สุด ที่จะเริ่มชีวิตใหม่ ก็คือการมีลูก ผมก็คิดว่าจะมีลูก และก่อนที่ผมจะทำอะไรลงไป ผมก็ศึกษาว่าจะมีอะไรพลาดได้บ้าง อะไรที่จะทำให้ครอบครัวเสียหาย? แล้วรูดร้าก็เกิดมา นั่นก็ลูกชายตัวน้อยของผม
แล้วก็เกิดสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นสองสิ่ง หลังจากเขาเกิดมา แม่ของผม อาการดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ หลังจากการผ่าตัดสำคัญ แล้วก็ การที่ผู้ชายคนนี้ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดี ของประเทศนี้ คุณรู้มั้ย ผมนั่งอยู่ที่บ้าน แล้วก็ดู ผมน้ำตาไหล คิดว่านั่นล่ะที่ผมอยากเป็น เนตรา และผมก็จัดการชีวิตกันใหม่ ปิดทุกอย่างที่มี, แล้วย้ายไปอยู่นิวยอร์ค นี่ก็เพิ่งแปดเดือนก่อน
ผมย้ายไปนิวยอร์ค งานของผมเปลี่ยนไป ทุกๆ อย่างในงานของผมกลายเป็นแนวเพ้อฝัน ภาพนี้ชื่อ "นี่กูคิดเอี้ยไรว่ะ?" มันพูดเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างลูกพี่ลูกน้อง คุณรู้มั้ย ผมอาจจะดูเป็นคนดี สะอาด แล้วก็ออกแนวหวานๆ แต่ผมปล่าว ผมคิดอะไรก็ได้ แต่การแสดงออกของผมก็มีวัฒนธรรมนะครับ ผมรับรองได้ (หัวเราะ) พวกนี้ก็เป็นการ์ตูนที่แตกต่างออกไป
ก่อนที่ผมจะจากไป, ผมอยากเล่าเรื่องนึงให้คุณฟัง ผมคุยกับพ่อแม่เมื่อเช้า, และพ่อก็บอกว่า "พ่อรู้ว่าแกมีเรื่องอยากเล่ามากมาย, แต่แกต้องพูดเรื่องงานของแก กับเด็กๆ" ผมก็ตอบตกลง
ผมทำงานกับเด็กๆ ทั่วโลก และนั่นก็เป็นอีกเรื่องนึงเลย แต่ผมอยากทิ้งเรื่องนึงไว้ให้คุณคิด เป็นเรื่องที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผมอย่างมาก ผมเจอเบลินดา ตอนอายุ 16 ตอนนั้นผมอายุ 17 ผมไปออสเตรเลีย เบลินดาเป็นมะเร็ง มีคนบอกผมว่าเธอจะอยู่ได้อีกไม่นาน ที่จริง เขาบอกผมว่า สามสัปดาห์ ผมเข้าไปในห้องเธอ ก็มีเด็กผู้หญิงท่าทางอายๆ อยู่คนนึง เธอศีรษะล้าน แล้วก็พยายามจะบังมันเอาไว้ ผมก็หยิบปากกาออกมา แล้วก็วาดไปบนศีรษะของเธอ ผมวาดมงกุฏให้เธอ แล้วผมก็เริ่มคุย แล้วเราก็ใช้เวลาน่ารักๆ ด้วยกัน-- ผมเล่าให้เธอฟังว่ามาที่ออสเตรเลียได้ยังไง ผมแบกกระเป๋ามายังไง หลอกใครมาบ้าง แล้วก็หาตั๋วมาได้ยัง แล้วก็อีกหลายเรื่อง และผมก็วาดภาพให้เธอ แล้วผมก็จากมา เบลินดาเสียชีวิต และหลังจากที่เธอเสียไปได้ไม่นาน เขาก็มีการพิมพ์หนังสือที่ระลึกให้เธอ และเธอก็ใช้รูปของผมบนปก เธอเขียนโน้ตไว้สั้นๆ ด้วยครับว่า "เฮ้ แร้ก, ขอบคุณสำหรับพรมวิเศษที่พาฉันไปทั่วโลก"
สำหรับผมแล้ว ศิลปะของผมก็คือการนั่งพรมวิเศษ ผมหวังว่า คุณๆ จะมากับผม มานั่งพรมวิเศษไปด้วยกัน และไปสัมผัสเด็กๆ แล้วก็มีแต่ความจริงใจ ขอบคุณมากครับ (ปรบมือ)
You can share this video by copying this HTML to your clipboard and pasting into your blog or web page. This video will play with subtitles.
You either have JavaScript turned off or have an old version of the Adobe Flash Player. To view this rating widget you
need to get the latest Flash player.
If your browser allows only "trusted sites" to execute Javascript, you should add the "googleapis.com" domain to your whitelist to allow our Flash detection to work properly.
Got an idea, question, or debate inspired by this talk? Start a TED Conversation.
รากาวา เคเค เล่าเรื่องได้อย่างน่ารัก จริงใจ และสะเทือนใจ ถึงเรื่องที่เต็มไปด้วยสีสัน ว่าศิลปะได้นำเขาไปสู่ที่ใหม่ๆ ได้อย่างไร และเพราะอะไร ประสบการณ์ชีวิตจึงได้ผลักดันให้เขาได้มีชีวิตในฐานะศิลปิน ที่ได้เกิดใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า --จากนักวาดการ์ตูน ไปเป็นจิตกร, เป็นคนโปรดของสื่อ จนถึงคนที่ถูกสังคมทอดทิ้ง และลูกชายไปเป็นพ่อคน
Raghava KK's paintings and drawings use cartoonish shapes and colors to examine the body, society, our world. Full bio »
Translated into Thai by Korawan Kitsommart
Reviewed by Sritala Dhanasarnsombut
Comments? Please email the translators above.
14:51 Posted: Apr 2007
Views 626,161 | Comments 79
Just follow the guidelines outlined under our Creative Commons license.
This comment will be attributed to . Not ? Sign Out.