วันนี้ผมจะพูดเรื่อง ความพอใจในชีวิตประจำวัน แต่ผมอยากเริ่มด้วยเรื่องของ คนชั่วร้ายและไม่ธรรมดาคนหนึ่ง นี่คือ เฮอร์มาน เกอริ่ง เกอริ่งได้รับมอบหมายเป็นผู้สืบทอดบัลลังก์ของฮิตเลอร์ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และเช่นเดียวกับฮิตเลอร์ เกอริ่งชอบสะสมงานศิลป์ เขาไปทั่วยุปโรป ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ขโมย รีดไถและบางครั้งก็ซื้อ ภาพวาดหลากหลายมาเก็บสะสม และสิ่งที่เขาอยากได้มากคือผลงานของแวร์เมีย ฮิตเลอร์มีผลงานเขาสองภาพ แต่เขากลับไม่มีสักชิ้น ในที่สุด เขาก็เจอพ่อค้าภาพศิลป์ พ่อค้าภาพศิลป์ชาวดัชชื่อ ฮาน วาน เมเกอเรน ผู้ขายภาพผลงานแวเมียร์แก่เขา ซึ่งตอนนี้ราคาคงประมาณ 10 ล้านดอลล่าร์แล้ว และเป็นภาพศิลป์ชิ้นโปรดที่สุดของเขาด้วย
สงครามโลกครั้งที่ 2 มาถึงจุดจบ และเกอริ่งถูกจับและตัดสินที่นูเรมเบิร์ก และในที่สุดถูกศาลสั่งประหารชีวิต ฝ่ายพันธมิตรเข้าค้นดูของสะสมของเขา พบภาพวาดต่างๆ และตามล่าคนที่ขายให้แก่เขา จนถึง ณ จุดหนึ่งที่ตำรวจชาวดัชมาถึงเมืองอัมสเตอร์ดัม เข้าจับกุม วาน เมเกอร์เรนไว้ วาน เมเกอร์เรนถูกจับกุมข้อหาก่อการกบฎ ซึ่งบทลงโทษของข้อหานี้คือประหารชีวิต หลังถูกขังในคุก 6 สัปดาห์ วาน เมเกอร์เรน สารภาพ แต่เขาไม่ได้สารภาพในเรื่องก่อกบฎ เขาพูดว่า "ผมไม่ได้ขายผลงานชิ้นเอก ให้กับนาซี ผมวาดมันเอง ผมเป็นนักปลอมแปลง" ขณะนั้นไม่มีใครเชื่อเขา เขาจึงพูดว่า "ผมจะพิสูจน์ให้ดู เอาผ้าใบกับสีมาให้ผม แล้วผมจะวาดภาพของแวเมียร์ให้ดี กว่าที่ผมขายให้กับพวกนาซีที่น่าขยะแขยงเสียอีก ผมขอเหล้ากับมอร์ฟีนด้วย เพราะมันคือสิ่งที่ทำให้ผมทำงานได้" (หัวเราะ) พวกเขาเลยเอาของมาให้ เขาวาดรูปแวเมียร์แสนวิจิตร และข้อหาก่อกบฎก็ตกไป เขาเลยได้ข้อหานักต้มตุ๋นแทน ซึ่งถูกจำคุกหนึ่งปี และตายอย่างฮีโร่ในสายตาชาวดัช ความจริงมีเรื่องอีกมากเกี่ยวกับ วาน เมเกอร์เรน แต่ตอนนี้ผมอยากพูดถึงเกอริ่ง ที่ถูกสอบปากคำที่เมืองนูเรมเบิร์ก
ไม่ว่าจะมองในมุมไหน เกอริ่งถือเป็นคนเลวร้ายมาก แม้แต่นาซีด้วยกัน เขาเป็นคนที่แย่มาก ปรัศนีชาวอเมริกันอธิบายเกี่ยวกับเขาว่า เป็นสหายโรคจิตคนหนึ่ง แต่คุณอาจรู้สึกสงสาร ถ้าเห็นอาการของเขา เมื่อรู้ว่าภาพวาดสุดโปรดของเขานั้น จริงๆแล้วเป็นของเก๊ ผู้เขียนประวัติของเกอริ่งบอกว่า "ตอนนั้นเหมือนเป็นครั้งแรกที่เขา ได้ค้นพบว่าโลกนี้ช่างโหดร้ายเหลือเกิน" (เสียงหัวเราะ) แล้วเขาก็ฆ่าตัวตายหลังจากนั้น เขาได้ค้นพบว่าที่ผ่านมา ภาพวาดที่เขาคิดว่าเป็นภาพนี้ จริงๆ แล้วเป็นอันนี้ต่างหาก มันดูเหมือนกันอยู่ดี เพียงแต่มันมีต้นกำเนิดที่ต่างกัน มันเป็นงานศิลปะคนละอันกัน
ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้นที่ต้องอึ้ง ครั้งหนึ่งเมื่อ วาน เมเกอร์เรนอยู่ในช่วงสอบสวน เขาหยุดพูดไม่ได้ เขาโอ้อวดผลงานชิ้นเอกทั้งหมด ที่เป็นของศิลปินของคนอื่น แต่เขานำมาวาดเป็นของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "เดอะ ซัปเปอร์ แอท เอ็มมาอุซ" ที่ได้รับคำชมว่าเป็นผลงานชิ้นเอกที่ดีและเยี่ยมที่สุดของแวเมียร์ ผู้คนบินจากทั่วทุกมุมโลกเพื่อมาดูภาพนี้ ซึ่งความจริงแล้วเป็นของปลอม มันไม่ใช่ภาพนี้ แต่เป็นภาพนี้ แล้วเมื่อความจริงเปิดเผย ภาพนั้นก็หมดค่าและถูกปลดออกจากพิพิธภัณฑ์
แล้วเรื่องนี้สำคัญยังไงละ? ผมอยากถามนักจิตวิทยาอย่างพวกคุณ ทำไมที่มาที่ไปถึงสำคัญหนักหนา? ทำไมพวกเราถึงใส่ใจ ว่าสิ่งของว่ามันมาจากที่ไหน? เรื่องนี้มีคำตอบมากมาย นักสังคมวิทยาหลายคนอย่าง เวเบลนและโวฟฟ์ ได้ให้เหตุผลว่าที่เราจริงจังกับที่มาที่ไปนั้น ก็เพราะพวกเราเสแสร้ง เพราะพวกเรายึดติดกับสถานะ และเหนือสิ่งอื่นใด ถ้าคุณอยากจะโชว์ว่าตัวเองรวยแค่ไหน มีอำนาจมากแค่ไหน การมีของแท้ย่อมดูดีกว่าของปลอมเสมอ เพราะว่ายังไงซะ ของแท้ย่อมมีน้อยชิ้นกว่าของปลอมอยู่แล้ว ผมไม่สงสัยเลยว่าสิ่งเหล่านี้มีผลต่อความคิดอยู่บ้าง แต่สิ่งที่ผมอยากให้คุณรู้ในวันนี้ คือมีอีกหลายสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ผมอยากให้คุณรู้ว่า มนุษย์เรานั้น ในส่วนหนึ่ง เกิดมาเป็นสารัตถนิยม นั่นก็คือ พวกเราตอบสนองกับสิ่งต่างๆอย่างที่พวกเราเห็น ที่เรารู้สึก หรือได้รู้เกี่ยวกับสิ่งนั้นๆ การตอบสนองของพวกเราขึ้นอยู่กับความเชื่อที่เรามี แต่ความเชื่อเหล่านั้นคืออะไร มาจากไหน เกิดขึ้นมาจากอะไร แล้วอะไรคือธรรมชาติที่ซ่อนอยู่ละ ผมอยากบอกว่านี่คือเรื่องจริง ไม่ใช่แค่ว่าเราคิดอย่างไรกับสิ่งต่างๆ แต่รวมถึงการตอบสนองกับสิ่งต่างๆด้วย
ผมอยากบอกว่า ความพึงพอใจมันอยู่ลึกข้างใน และไม่ใช่แค่เฉพาะ ความพึงพอใจต่องานศิลปะ แม้แต่ความพอใจธรรมดาๆ ก็ได้รับอิทธิพลจากความเชื่อของเราที่อยู่ลึกในใจ อย่างการกิน คุณจะกินสิ่งนี้ไหม? คำตอบที่ดีคือ "ขึ้นอยู่กับว่ามันคืออะไร?" บางคนคงกินถ้ามันเป็นเนื้อหมู ไม่ใช่เนื้อวัว บางคนกินเพราะเป็นเนื้อวัวแต่ไม่ใช่หมู และน้อยคนที่จะกินถ้าเป็นเนื้อหนู หรือเนื้อคน และพวกคุณบางคนจะกินถ้ามันเป็นเต้าหู้สีประหลาดๆ ก็ไม่ค่อยน่าแปลกใจอะไร
แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่า คือรสชาติของสิ่งที่กิน ขึ้นอยู่กับว่าคุณคิดว่าสิ่งที่คุณกินคืออะไร การทดลองหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ถูกทดสอบกับกลุ่มเด็กๆ เราจะทำยังไงให้เด็กๆ ไม่ใช่แค่รู้สึกอยากกินแครอทและดื่มนมมากขึ้น แต่ทำให้พวกเขารู้สึกพอใจ มีความสุขกับการกินแครอทและดื่มนม ทำให้พวกเขาคิดว่ามันรสชาติดี? มันง่ายมากครับ คุณแค่บอกพวกเด็กๆว่าของพวกนี้มาจากแมคโดนัล พวกเด็กๆเชื่อว่าอาหารที่มาจากแมคโดนัลนั้นอร่อยกว่า และจะทำให้พวกเขารู้สึกว่าของที่กินรสชาติดีไปด้วย
คุณจะทำยังไงให้ผู้ใหญ่รู้สึกเพลินกับการจิบไวน์? ง่ายมากครับ เทออกจากขวดที่แพงๆไงครับ มีการวิจัยออกมาเป็นสิบเป็นร้อยที่บอกว่า ถ้าคุณเชื่อว่าคุณดื่มของแพง คุณจะรู้สึกว่ามันรสชาติดี การทดลองนี้ใช้การวิเคราะห์ทางสมอง พวกเขาให้คนนอนในเครื่องสแกน dMRI และในคณะที่พวกเขานอนอยู่ในอุโมงค์นั้น พวกเขาก็จิบไวน์ไปด้วย และที่หน้าจอจะมีข้อมูลเกี่ยวกับไวน์ที่พวกเขาดื่ม แน่นอนว่า ทุกคน ดื่มไวน์แบบเดียวกันหมด แต่ถ้าคุณเชื่อว่าคุณดื่มไวน์แพง ส่วนหนึ่งของสมองจะทำงานร่วมกับความรู้สึกเกิดความพอใจ เหมือนกับต้นคริสมาสเปิดไฟเลยแหละ คุณไม่บอกแค่ว่าพอใจกับไวน์ตัวนั้นมากกว่า แต่คุณจะบอกว่าคุณชอบมากกว่า คุณรู้สึกว่ามันไม่เหมือนกันจริงๆ
หรือการมีเซ็กส์ นี่เป็นสิ่งเร้าที่ผมใช้ในการทดลองของผม ถ้าคุณโชว์รูปภาพให้คนดู พวกเขาจะพูดว่า คนในรูปพวกนี้หน้าตาดีใช้ได้เลย แต่หน้าตาดีแค่ไหน เร้าอารมณ์หรือโรแมนติกแค่ไหนสำหรับพวกเขานั้น ขึ้นอยู่กับว่าคุณคิดว่าคนในรูปคือใคร คุณอาจจะคิดว่าคนทางซ้ายคือผู้ชาย แล้วคนที่อยู่ทางขวาคือผู้หญิง แต่ถ้าสิ่งที่เชื่อกลายเป็นเรื่องผิด มันจะให้ผลที่ต่างกัน (เสียงหัวเราะ) มันจะให้ผลที่ต่างกันถ้าในความจริงพวกเขา เด็กกว่าหรือแก่กว่าที่คุณคิดว่าพวกเขาเป็น จะรู้สึกต่างไปถ้าคุณค้นพบว่า คนที่คุณมองด้วยความหลงไหล จริงๆแล้วคือลูกชาย หรือลูกสาว หรือแม่ หรือพ่อ ที่ปลอมตัวมาหลอกคุณ การรู้ว่าคนๆนั้นเป็นญาติคุณทำให้ตัณหาหายไป บางทีการเจอที่มีชีวิตชีวาที่สุด จากจิตวิทยาของการพอใจคือ สิ่งเหล่านี้ดูดีกว่ารูปร่างของคุณ หากคุณชอบใครบาคน พวกเขาจะดูดีสำหรับคุณ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คู่สมรสที่หวานชื่น คิดว่าสามีหรือภรรยาของตัวเองนั้น ดูดีกว่าคนอื่น ยิ่งกว่าที่คนอื่นคิดว่าพวกเขาดูดีเสียอีก
ตัวอย่างที่น่าทึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ มาจากโรคความผิดปกติทางประสาท ที่เรียกว่า อาการแคปกราส์ (Capgras) ดังนั้นอาการแคปกราส์ (Capgras) คือความผิดปกติ ที่ทำให้คุณเห็นภาพหลอน ผู้ที่มีอาการแคปกราส์นี้ เชื่อว่าคนที่เขารักมากที่สุดในโลก ถูกแทนที่ด้วยอีกคนที่มีความสมบูรณ์แบบเท่าๆกัน ในหลายๆครั้ง ผลของอาการแคปกราส์เป็นเรื่องน่าเศร้า คนเหล่านี้ฆ่าคนที่พวกเขารัก เพราะคิดว่าพวกเขาคือตัวปลอม แต่อย่างน้อยก็มีหนึ่งตัวอย่าง ที่อาการแคปกราส์จบอย่างมีความสุข นั่นคือบันทึกเมื่อปี 1931 "รายงานกล่าวว่าผู้หญิงคนนึงที่มีอาการแคปกราส์ ที่คิดว่าคู่รักของเขาไม่มีความรักให้แก่กันมากพอ แต่นั่นเป็นอาการก่อนที่เธอจะมีอาการแคปกราส์ หลังจากมีอาการนั้นแล้ว "เธอเล่าอย่างมีความสุขว่า เธอพบคู่ครองตัวปลอม ที่ทั้งรวย หล่อ ร่างกำยำและมีฐานะ" แน่นอนว่านั่นเป็นคนๆเดียวกัน แต่เธอเห็นเขาต่างออกไป
ตัวอย่างที่สาม ในกรณีของผู้บริโภค เหตุผลหนึ่งที่คุณจะชอบบางอย่างนั้นคือด้วยประโยชน์ของมัน คุณสามารถสวมรองเท้า คุณสามารถเล่นกอล์ฟในสโมสร และเคี้ยวหมากฝรั่งก็ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้กับคุณสักนิด แต่สิ่งเหล่านี้ต่างมีคุณค่า สำหรับคุณเหนือสิ่งอื่นใด ขึ้นอยู่กับประวัติของมัน สโมสรกอล์ฟที่มี จอห์น เอฟ เคนเนดี เป็นเจ้าของ ถูกประมูลขายในราคาเกือบหนึ่งล้านดอลล่าร์ หมายฝรั่งอันนี้เคี้ยวโดยดาราเพลงป๊อป บริทนีย์ สเปียร์ ถูกขายในราคาหลายร้อยดอลล่าร์ ในความเป็นจริงแล้ว มีหลายคนที่พร้อมซื้อ อาหารเหลือจากคนที่เขาชื่นชอบ (เสียงหัวเราะ) รองเท้าคู่นี้อาจจะมีค่ามากที่สุดเท่าที่ผมพูดมา จากการรายงาน เศรษฐีชาวซาอุดิยอมจ่ายกว่า สิบล้านดอลลาร์ เพื่อรองเท้าคู่นี้ เพราะมันเป็นคู่ที่ถูกโยนใส่หน้าจอร์จ บุช ที่งานแถลงข่าวที่อิรัก ประมาณสองสามปีที่แล้ว
สิ่งของที่ดึงดูดใจเหล่านี้ ไม่ได้มาจากคนดังๆเท่านั้น พวกเราเกือบทุกคน มีบางสิ่งบางอย่างในชีวิตเราที่ไม่มีอะไรแทนที่ได้ และนั่นทำให้สิ่งนั้นมีค่าเพราะประวัติของมัน อาจจะเป็นแหวนแต่งงาน อาจจะเป็นรองเท้าของลูกตอนเด็กๆ สิ่งที่เมื่อมันหายไป คุณไม่สามารถเอามันกลับคืนได้ คุณสามารถหาของที่หน้าตาเหมือนกันได้ แต่คุณไม่สามารถเอาของชิ้นเดิมกลับมาได้ เพื่อนร่วมงานของผม จอร์จ นิวแมน และ กิล ดีเซนดรุค พวกเราชอบสังเกตดูว่าอะไรเป็นปัจจัย หรือต้นตอ ที่สำคัญ ในการเป็นสิ่งของที่คนเราชอบ หนึ่งในการทดลองของเรา เราให้คนบอกชื่อคนดังที่เขาชื่นชอบ คนที่เขาชื่นชอบและยังมีชีวิตอยู่
หนึ่งในคำตอบคือ จอร์จ คลูนีย์ แล้วเราก็ถามเขา "คุณยอมจ่ายเสื้อสเว็ตเตอร์ของจอร์จ คลูนีย์ในราคาเท่าไหร่" คำตอบก็ค่อนข้างหลายตังค์ มากกว่าราคาที่คุณซื้อเสื้อสเว็ตเตอร์ตัวใหม่ หรือสเว็ตเตอร์ที่เจ้าของไม่ใช่คนที่คุณชื่นชอบเสียอีก จากนั้นเราก็ถามอีกคน กับสิ่งของอีกอย่างหนึ่ง เราให้ข้อกำหนดที่ต่างกัน และสภาพต่างกัน เช่น เราบอกคนกลุ่มนี้ว่า "นี่ คุณสามารถซื้อเสื้อสเว็ตเตอร์ แต่คุณไม่สามารถบอกใครได้ว่าคุณเป็นเจ้าของมัน และห้ามขายต่อด้วย" นั่นทำให้มูลค่าของตกลง เป็นข้อสังเกตอีกอย่าง ว่าทำไมเราชอบของสิ่งนั้น แต่สิ่งที่มีผลกระทบมากจริงๆ คือคุณบอกคนพวกนี้ว่า "นี่ คุณขายต่อได้ แล้วโม้เกี่ยวกับมันได้ แต่ก่อนที่คุณจะได้มันไป เราซักมาให้อย่างดี" นั่นทำให้ราคาตกลงอย่างมาก อย่างที่ภรรยาผมบอก "คุณล้างความเป็นคลูนีย์ไปแล้วหนิ"
โอเค กลับมาเรื่องศิลปะกัน ผมอยากได้งานของชาร์เกาล์ ผมชอบผลงานเขา ถ้าคุณอยากให้อะไรผมหลังงานสัมมนา คุณควรซื้อผลงานชาร์กาลล์ให้ผม แต่ผมไม่อยากได้ของก๊อปปี้ ถึงแม้ว่าผมจะแยกไม่ออกก็ตาม นั่นไม่ใช่เพราะว่า ผมเสแสร้งและอยากโม้ว่าได้ของแท้มา แต่เป็นเพราะผมอยากได้บางสิ่งที่มีประวัติในตัวมันนั่นเอง ในกรณีผลงานศิลปะ ประวัติของตัวผลงานสำคัญมาก นักปรัชญา เดนิซ ดูตอง กล่าวในหนังสือ "สัญชาตญาณศิลป์" ไว้ว่า "คุณค่าของงานศิลป์ ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรารู้ ว่ามันยากลำบากแค่ไหนที่จะสร้างชิ้นงานขึ้นมา" และนั่นเป็นตัวอธิบายความแตกต่าง ระหว่างของแท้กับของเก๊ ทั้งสองอาจดูเหมือนกัน แต่มันมีต้นกำเนิดไม่เหมือนกัน ของแท้นั้นคือผลงานจากการสร้างสรรค์ แต่ของเก๊ไม่ใช่ ผมว่าเรื่องนี้จะอธิบายความแตกต่างในเรื่อง รสนิยมงานศิลป์ของคนเราได้
นี่คือผลงานของ แจ๊คสัน โพลลอค มีใครในที่นี้ชอบงานของแจ๊คสัน โพลลอคบ้างครับ โอเค แล้วใครบ้างที่รู้สึกเฉยๆ แค่ไม่ชอบมันนะครับ ผมจะไม่มาเถียงว่าใครถูกใครผิด แต่ผมอยากทำให้เห็นประจักษ์ เกี่ยวกับความรู้สึกนึกคิดของคนเรา ที่ว่า เมื่อเราชอบงานของแจ๊คสัน โพลลอคแล้ว คุณจะคิดว่าผลงานเหล่านี้ เป็นผลงานที่ทำได้ยาก มากกว่าคนที่ไม่ชอบมัน ผลงานเหล่านี้ใช้เวลา ใช้กำลัง และแรงสร้างสรรค์มาก ผมใช้งานของแจ๊คสัน โพลลอค เป็นตัวอย่าง เพราะว่ามีศิลปินตัวน้อยชาวอเมริกัน ที่วาดภาพสไตล์คล้ายกับแจ๊คสัน โพลลอคมาก และงานของเธอกลายเป็นมีค่า หลายสิบ หลายพัน ดอลลาร์ ส่วนใหญ่เพราะเธอเป็นศิลปินที่อายุน้อยมาก
นี่คือ มาร์ล่า โอม์สเตด ที่ผลงานส่วนใหญ่ของเธอทำตอนเธออายุได้สามขวบ สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับ มาร์ล่า โอม์สเตด คือครอบครัวของเธอทำพลาด โดยการเชิญรายการทีวี 60 วินาที ภาคสอง (60 Minutes II) มาที่บ้าน เพื่อถ่ายทำเด็กน้อยชณะวาดภาพ และพวกนักข่าวก็รายงานว่าพ่อของเธอเป็นโค้ชให้เธอ เมื่อรายการนี้ออกอากาศ มูลค่าผลงานของเธอตกถึงขั้นไม่มีค่า มันคือผลงานชิ้นเดียวกันเลย แ่ต่ประวัติได้ถูกเปลี่ยนไป
ผมเน้นเรื่องงานศิลป์ที่จับต้องได้ แต่ผมอยากยกตัวอย่างสองตัวอย่างจากดนตรี นี่คือ โจชัว เบลล์ นักไวโอลินชื่อดัง และนักข่าววอชิงตันโพสต์ ชื่อ จีน ไวน์การ์เทน ผู้ซึ่งตัดสินใจจะทำงานทดลองที่บ้าบิ่นชิ้นหนึ่ง โดยตั้งคำถามว่า มีคนชอบโจชัว เบลล์มากน้อยแค่ไหน ชอบเสียงดนตรีของเขามากแค่ไหน ถ้าพวกเขาไม่รู้ตัวว่าเขาฟังโจชัว เบลล์เล่นอยู่ เขาจึงพาโจชัว เบลล์กับไวโอลินราคาหลักล้านของเขา ไปที่สถานีรถไฟใต้ดินวอร์ชิงตัน ดีซี ลองให้เขายืนเล่นอยู่ที่มุมหนึ่ง ดูว่าเขาจะได้เงินมากแค่ไหน และนี่เป็นคลิปสั้นๆ (เสียงไวโอลิน) หลังจากยืนอยู่ตรงนั้นได้ราวสี่สิบห้านาที เขาทำเงินได้ 32 ดอลล่าร์ ก็ไม่เลว แต่ก็ไม่ได้ดีเ่ท่าไหร่ เห็นได้ชัดว่า การที่จะเพลินไปกับดนตรีของโจชัว เบลล์ นั้นคุณจะต้องรู้ว่าคุณฟังโจชัวร์ เบลล์เล่นอยู่ จริงๆเขาทำเงินได้มากกว่านั้น 20 ดอลล่าร์ แต่เขาไม่ได้นับ เพราะผู้หญิงคนที่เดินมาหาเขา ตรงมุมวิดีโอนั่น เธอเดินเข้ามา เธอฟังเขาเล่นดนตรีที่ห้องสมุดรัฐสภาเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ในชุดมาดเท่ ผูกไทสีดำ เธอจึงแปลกใจมากที่เห็นเขาเล่นอยู่ที่สถานีรถไฟใต้ดิน เธอรู้สึกสงสารเขา เลยยื่นเงินจากกระเป๋าตังค์ให้เขาไป 20 เหรียญ
ตัวอย่างที่สองจากดนตรี คือ จอห์น เคจ นักประพันธ์เพลงสมัยใหม่ "4 นาที 33 วินาที" ที่หลายๆคนรู้จัก นี่เป็นส่วนหนึ่งของบทประพันธ์ ที่นักเปียโนนั่งที่ม้านั่ง เปิดเปียโน แล้วนั่งอยู่เฉยๆเป็นเวลา 4 นาที 33 วินาที ในช่วงเวลาแห่งความเงียบสงบ ผู้คนมีความเห็นที่ต่างกันออกไปกับเรื่องนี้ แต่สิ่งที่ผมอยากบอกคือ คุณสามารถซื้อเพลงนี้ผ่าน ไอจูนส์ (iTunes) ได้ครับ (เสียงหัวเราะ) ด้วยราคาหนึ่งดอลลาร์ เก้าสิบเก้า คุณสามารถรับฟังความเงียบนั่นได้ ซึ่งมันแตกต่างจากเสียงเงียบรูปแบบอื่น
ผมได้พูดเรื่องเกี่ยวกับความพอใจ แต่สิ่งที่ผมอยากบอก คือทุกเรื่องที่ผมพูด เอาไปใช้กับความเจ็บปวดได้เช่นกัน และความคิดที่คุณมีต่อสิ่งที่คุณประสบ ความเชื่อเกี่ยวกับสาระของสิ่งนั้น มีผลทำให้รู้สึกเจ็บปวดแตกต่างกันได้ การทดลองที่ดีอันหนึ่ง ทดลองโดย เคิร์ท เกรย์และ แดน เวกเนอร์ สิ่งที่พวกเขาทำคือใช้นักศึกษาปริญญาตรีฮาร์เวิร์ด มาโดนช๊อตด้วยไฟฟ้า แล้วให้พวกเขาลองรับความรู้สึกเจ็บจากการช็อตหลายระดับ พวกเขาใช้ไฟห้าระดับ เราบอกครึ่งหนึ่งว่า คนที่ช๊อตคุณ อยู่ห้องข้างๆนี้ แต่คนที่อยู่ห้องข้างๆไม่รู้เรื่องเลยว่าพวกเขาช๊อตคนเหล่านี้อยู่ พวกเขาไม่ได้ประสงค์ร้าย พวกเขาแค่กดปุ่มเท่านั้น การช๊อตครั้งแรกถูกบันทึกว่าเจ็บมากๆ การช๊อตครั้งถัดมาเจ็บน้อยลง เพราะคุณเริ่มชินกับมัน การช๊อตครั้งที่สาม สี่ และห้า ความเจ็บจะค่อยๆลดลง ในอีกกรณีนึง พวกเขาได้รับข้อมูลว่าคนในอีกห้องหนึ่ง กำลังช๊อตพวกเขา ทั้งๆที่รู้ว่าทำอะไรอยู่ การช๊อตครั้งแรกเจ็บเจียนตาย การช๊อตครั้งที่สองก็เจ็บไม่แพ้กัน และครั้งที่สาม สี่ และห้า เจ็บมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าคุณเชื่อว่าใครบางคนทำบางอย่างกับคุณโดยมีจุดมุ่งหมาย
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของเรื่องนี้คือ ในบางกรณี ความเจ็บปวดในบางสถานการณ์ สามารถเปลี่ยนเป็นความพอใจได้ มนุษย์เรานั้นมีความน่าสนใจมาก ที่จะมีความรู้สึกเจ็บน้อยกว่า ในสถานการณ์ที่ควบคุมไว้ และเพลิดเพลินไปกับสิ่งนั้น เหมือนกับการกินพริกเผ็ดๆ และเล่นรถไฟเหาะตีลังกา บทสรุปที่น่าสนใจ โดยนักแต่งกลอน จอห์น มิลตัน ที่เขียนเรื่อง "จิตนั้นมีที่ของมัน มันสามารถสร้างวิมานในนรก และนรกในวิมารได้"
You can share this video by copying this HTML to your clipboard and pasting into your blog or web page. This video will play with subtitles.
You either have JavaScript turned off or have an old version of the Adobe Flash Player. To view this rating widget you
need to get the latest Flash player.
If your browser allows only "trusted sites" to execute Javascript, you should add the "googleapis.com" domain to your whitelist to allow our Flash detection to work properly.
Got an idea, question, or debate inspired by this talk? Start a TED Conversation.
ทำไมเราถึงชอบภาพจริงมากกว่าของปลอม? นักจิตวิทยา พอล บลูม กล่าวว่ามนุษย์เราเป็นพวกสารัตถนิยม ที่ความเชื่อของเราเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของสิ่งต่างๆเปลี่ยนไปตามประสบการณ์ นี่ไม่ใช่แค่ภาพลวงตา แต่มันคือส่วนสำคัญที่ประกอบเป็นความรู้สึกพอใจ(และความเจ็บปวด)ด้วย
Paul Bloom studies our common-sense understanding of the world -- how we know what we know, why we like what we like. Full bio »
Translated into Thai by Sritala Dhanasarnsombut
Reviewed by Unnawut Leepaisalsuwanna
Comments? Please email the translators above.
15:33 Posted: Nov 2010
Views 968,954 | Comments 362
17:33 Posted: Jan 2011
Views 1,640,138 | Comments 478
15:38 Posted: Mar 2009
Views 1,205,371 | Comments 99
Just follow the guidelines outlined under our Creative Commons license.
This comment will be attributed to . Not ? Sign Out.