ในฐานะสถาปนิก คุณออกแบบเพื่อความเป็นปัจจุบัน ด้วยการตระหนักถึงความเป็นอดีต เพื่อความเป็นอยู่ในอนาคต ซึ่งแท้จริงแล้วก็ไ่ม่มีใครหยั่งรู้ ความคิดด้านความเป็นสีเขียว Green Agenda นี้ ถือป็นวาระที่สำคัญที่สุด และเป็นประเด็นหลักในทุกวันนี้ และผมอยากที่แบ่งปันประสบการณ์ที่ผมมี ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา -- ที่เราพึ่งจะฉลองครบรอบ 40 ปี ในปีนี้ -- และเพื่อเสาะหาและไถ่ถึง การสังเกตการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพื้นฐานของความคิดเพื่อความยั่งยีน ที่ว่า พวกคุณควรจะคาดหวังได้แค่ไหน มีอะไรเป็นผลตามมา อะไรคือสิ่งที่จะเป็นภัยคุกคาม อะไรคือความเป็นไปได้ ความท้าทายและโอกาสต่างๆ ผมเคยได้กล่าวมาแล้วในอดีต ซึ่งก็หลายปีอย่างมาก ก่อนที่จะมีคนค้นคิดแนวความคิด ในเรื่องความเป็นสีเขียว Green Agenda นี้เสียอีก นั่น ไม่ใช่เพราะมันเป็นสิ่งที่เป็นแฟชั่น แต่มันเป็นความอยู่รอด
แต่สิ่งที่ผมไม่เคยได้กล่าวไว้นั้น และผมอยากจะเจาะประเด็นลงไปก็คือ ความเป็นสีเขียวเนี่ย เป็นสิ่งที่เจ๋งนะจริงๆแล้ว ซึ่งผมหมายถึง ในทุกๆโครงการที่ได้รับแรงบันดาลใจอย่างหนึ่งอย่างใด โดยแนวความคิดหลักๆนั้นก็คือ การเฉลิมฉลองแห่งการเป็นอยู่นั่นเอง หรือก็คือการเฉลิมฉลองต่อสถานที่และที่ว่างต่างๆ ที่ถือเป็นการกำหนดคุณภาพของชีวิต จริงๆแล้วผม แทบจะไม่ยกคำพูดของคนอื่นมากล่าวอ้าง แต่ผมจะลองดูเสียหน่อย และถ้าผมหาเศษกระดาษเจอนะ ซึ่งมันเป็นการระดมความคิดไว้ ของคนบางคนเมื่อปลายปีที่แล้ว เกี่ยวกับความเป็นปัจเจกชน ในฐานะผู้สังเกตการณ์ที่สำคัญคนหนึ่ง เค้าเป็นทั้งนักวิเคราะห์และนักเขียนที่ชื่อ Thomas Friedman ซึ่งเขียนไว้ในหนังสือพิมพ์ Herald Tribune ประมาณปี 2006 เขากล่าวไว้ว่า "ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะเกิดขึ้นในปี 2006 ก็คือแนวคิดอย่างสีเขียวและความเป็นอยู่นี้นั้น จะวิ่งเข้าถึงถนนสายหลัก เราเข้าถึงจุดสูงสุดแล้วในปีนี้ ทั้งที่อยู่อาศัย พฤติกรรม การออกแบบ การลงทุน และการผลิตสีเขียว มาถูกผนวกเข้ากันเป็นที่เข้าใจกันของมวลชนหมู่มาก ทั้ง ประชาชน เจ้าของกิจการและเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะในฐานะที่มีความรักชาติอย่างที่สุด ระบบบทุนนิยม ภูมิศาสตร์ทางการเมือง และการแข่งขันใดๆที่สามารถทำได้ นั่นก็คือที่มาของคำพูดที่ว่า สีเขียวคือ สีแดง สีขาว และสีน้ำเงินอันใหม่"
แต่ถ้าผมถามตัวผมเองและการมองย้อนกลับไป "ความรู้สึกรับผิดชอบต่อโลกใบนี้และเรารู้สึกถึงความบอบบางของโลกนั้น เริ่มมีมาปรากฎตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ? และผมว่าน่าจะเป็นวันที่ 20 เดือนกรกฎาคม ปีคศ. 1969 ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรก ที่มนุษย์เราว่ามารถมองย้อนกลับมาที่ดาวเคราะห์ที่โลกของเรา ในอันที่จริง มันเป็นสิ่งที่ Buckminster Fuller ได้เรียกชื่อนั้นไว้ และก็ก่อนที่มันจะทรุดพังทลาย ไปกับระบบคอมมิวนิสต์นั้น กระผมนั้นโชคดีที่มีโอกาสได้พบปะกับนักอวกาศหลายๆท่าน ที่ Space City และที่เมืองอื่นๆในประเทศรัสเซีย และที่น่าสนใจมากที่พอผมนึกย้อนไป ก็คือพวกเขานักอวกาศเหล่านี้ ก็คือนักสิ่งแวดล้อมตัวจริงรุ่นแรกๆ พวกเขานั้น เต็มไปด้วยความรักในการบุกเบิก ที่จุดฉนวนความสนใจเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ของทะเล Aral Sea ที่เป็นปัญหามีอยู่ในขณะนั้น และก็มีสิ่งต่างๆมากมายที่เกิดขึ้นพร้อมๆกัน และน่าจะถือว่า Buckminster Fuller เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความเป็นสีเขียว แต่ก็อีกแหละ คำๆนี้ก็ไม่ได้ประดิษฐ์ขึ้นมา เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ออกแบบ หรือนักประพันธ์ แต่เขามองการไกล ถึงสิ่งต่างๆ ที่กำลังเกิดอยู่ใน ณ ขณะนี้ แต่นั้นก็เป็นเรื่องราวอันอื่น ที่พูดคุยกันได้อีกอันหนึ่ง คุณสามารถกลับไปดูที่งานเขียนของเขา มันพิเศษเอามากๆ มันเป็นช่วงเวลานั้น ที่ความตระหนักด้านสีเขียว ที่ถูกจุดประกายโดยการทำนาย และความเป็นห่วงของเขา ในฐานะพลเมืองและประชากรคนหนึ่งของโลก ดาวเคราะห์แห่งนี้ และที่มีอิทธิพลต่อความคิดอ่านของผม ทั้งเป็นสิ่งที่พวกเราทำในขณะนั้นด้วย
และมีตัวอย่างโครงการหลายๆโครงการ ผมเลือกโครงการนี้ ก็เพราะมันเป็นปี 1973 และเป็นการออกแบบผังบริเวณ สำหรับหนึ่งในเกาะ Canary Islands และอาจจะต้องถือว่า เป็นสิ่งบังเอิญด้วยเวลา ที่ช่วงนั้นเรามีแหล่งข้อมูลของโลกเรา และอยู่ในช่วงที่เป็นการเคลื่อนไหวของฮิปปี้ และซึ่งแสดงออกให้เห็นคุณลักษณะดังกล่าว ในงานเขียนแบบนี้ ที่เปรียบเสมือนบทสรุปของแนวทางและข้อแนะนำ และมีการผนวกรวม ส่วนประกอบต่างๆที่ซึ่งมีความเป็นปัจจุบัน ในการพูดจาทั่วๆไป ทั้งในความหมายและคำศัพท์ อย่างที่คุณทราบ นี้ก็ 30 ปีผ่านไป พลังงานลม การเอากลับมาใช้ใหม่ ชีวภาพ แผงโซล่าเซลล์ และที่เกิดขึ้นขนานกันไปในขณะนั้น และที่มี กลุ่มการออกแบบเฉพาะเจาะจงในด้านนี้ กลุ่มคนที่ให้การตระหนักถึงการออกแบบอย่างสูง ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานของ Dieter Rams และจาก objects ที่เข้าสร้างขึ้นมา เพื่อบริษัทที่เรียกส่า Braun นี่เป็นการย้อนไปถึงช่วงกลางศตวรรษที่ 1950 และ 1960 และแม้ว่าการคาดการณ์ของ Bucky ที่ทุกๆสิ่งควรจะถูกทำให้เล็กลง และเทคโนโลยีควรจะทำให้เกิดรูปแบบแปลกใหม่คาดไม่ถึง การเข้าถึงความสะดวกสบายและสิ่งเอื้อรองรับต่างๆ ถือว่าเป็นสิ่งที่ยากที่จะคิดจินตนาการ ที่สิ่งต่างๆ ที่เราเห็นในภาพนี้ สามารถแสดงออกถึงความทันสมัยอย่างมาก และนั้นถ้าจะให้เปรียบก็เหมือนสิ่งที่อยู่ในฝ่ามือของคุณนั่นและ
และนั่นทำผมคิดว่า เป็นปฎิว้ติทางด้านดิจิตอล ที่นี้ ขอกลับมาเข้าสู่ประเด็น ถ้าที่นี่คือการเป็นโลกแห่งความเสมือนจริง ที่นำพาผู้คนมากมายมารวมตัวกันได้ที่นี่ และสุดท้าย เราสามารถประติดประต่อให้เข้ากับโลกแห่งความเป็นจริงได้ มีความเป็นจริงอยู่อย่างหนึ่งที่ กลายเป็นความเป็นมนุษย์ ที่แม้โลกแห่งดิจิตอล ก็มีความเป็นมิตรอย่างมาก มีความใกล้ชิด ที่สามารถเข้าใจได้ในโลกที่ต่อเนื่อง ถ้าจะให้สรุปได้ก็ต้อง ด้วยเพราะความล้ำสมัยและที่มีแนวทางเลือกอื่นๆ ที่เราได้รับมาอย่างมากมายเมื่อตอนอาหารกลางวัน โดย Maxin ซึ่งเป็นการพัฒนาออกไปในรูปแบบหนึ่ง ที่ได้รับแรงบันดาลใจโดยที่ทำให้เกิดความรู้สึกสัมผ้สได้ เป็นวัตถุที่สวยงามมากๆ เป็นสิ่งที่ในช่วง 1950 และ 1960 ถือเห็นสิ่งเฉพาะกลุ่ม ซึ่งกลับกลายเป็นที่พบเห็นได้ทั่วไปได้อย่างน่าสนใจ และดังตัวอย่างอย่าง iPod ที่เป็นสัญลักษณ์ และกระตุ้นให้เกิดการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ การนำส่ง และที่น่าสนใจ ก็เมื่อช่วงต้นๆปี 2007 Financial Times ได้ออกความเห็นว่าบริษัทต่างๆใน Detroit ต่างก็อิจฉา ผลบุญบารมีที่ Toyota ได้รับนิยมชมชอบมากขึ้น จากรถยนต์รุ่น Prius ที่เป็น Hybrid ที่ถือเป็นยานพาหนะที่คำนึงถึงการใช้พลังงาน ซึ่งเทียบได้เท่าเทียมกับ iPod ในฐานะที่เป็นผลิตภัณฑ์เชิงสัญลักษณ์
และผมคิดว่ามันเป็นความทะเยอทะยานที่เย้ายวนใจพวกเรา และในฐานะสถาปนิก หรือใครก็ตามที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนและกระบวนการออกแบบ ที่ต้องตอบปัญหาที่มากับอาคารสิ่งก่อสร้าง อาคารสิ่งก่อสร้างเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ มันก็เป็นแค่เพียงองค์ประกอบของส่วนรวมใหญ่เท่านั้นเอง หรือในอีกทางหนึ่ง ที่จะให้ผมพยายามจะอธิบาย คือถ้าคุณสามารถทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้สำเร็จ เทียบเท่ากับการเคลื่อนไหวอย่างที่ไม่มีวันหยุด หรืออย่างตัวอย่างเช่น คุณสามารถออกแบบบ้าน ที่ไม่มีสารคาร์บอนไดออกไซด์ และคิดว่านั้นคือคำตอบ เสียใจด้วยนะครับ มันไม่ใช่แค่นั้น มันเป็นแค่เพียงจุดเริ่มต้นของปัญหาเอง คุณไม่สามารถแยกอาคารต่างๆเนี่ยให้ออกไป จากระบบสาธารณูปโภคต่างๆของเมือง และการใช้ระบบการขนส่งมวลชน ตัวอย่างเช่น ถ้าเราหวนกลับไปคิด ถึงสิ่งที่ Bucky ให้แรงบันดาลใจไว้ และกลับไปมองที่ โลกดาวเคราะห์แห่งนี้ และเราก็ถือว่ามันเป็นเรื่องปรกติของระบบสังคมยุคอุตสาหกรรม ที่พลังงานที่ถูกบริโภคถูกแยกออกเป็นส่วนต่างๆ ในส่วนของอาคาร 44 เปอร์เซ็นต์ การคมนาคม 34 เปอร์เซ็นต์ และที่เหลือเป็นอุตสาหกรรม แต่ก็นั่นอีกแหละครับ นี่เป็นแค่การแสดงแค่บางส่วนของภาพรวม ถ้าคุณดูไปที่อาคารต่างๆ และเอาไปบวกด้วยระบบการขนส่ง หรือก็คือว่าเป็นการขนส่งประชากรผู้คน ซึ่งก็คืออีก 26 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นโดยรวมการบริโภคพลังงานทั้งหมดเป็น 70 เปอร์เซ็นต์ ที่มีอิทธิพลมาจาก การที่เมืองและระบบสาธารณูปโภคทำงานร่วมกัน
ดังนั้นปัญหาต่างๆของ ระบบความยั่งยืนนี้ จึงไม่สามารถแยกออกจากลักษณะของความเป็นเมืองได้ ซึ่งมีแค่อาคารเป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งเท่านั้น ขอยกอีกตัวอย่าง เช่นถ้าคุณนำการเปรียบเทียบ ของแต่ละเมืองในทุกวันนี้เข้าด้วยกัน ที่ผมเรียกว่าอย่างง่ายๆ ว่าเมืองแบบภูมิภาคอเมริกาเหนือ เช่น Detroit ก็ไม่ใช่ตัวอย่างที่เลวนัก โดยเฉพาะที่ต้องการพึ่งพาอาศัยรถยนต์เป็นหลัก เป็นเมืองที่ขยายออกไปในรูปแบบของชั้นวงแหวน ซึ่งบริโภคพื้นที่สีเขียวมากขึ้นอยู่เรื่อยๆ และก็ต้องมีถนนมารองรับมากขึ้น พลังงานที่ใช้ก็มากขึ้น เพื่อที่จะขนส่งประชากรไปมาระหว่างศูนย์กลางของเมือง แต่ก็นั่นอีกล่ะครับ เมื่อความเป็นศูนย์กลางของเมืองที่ถดถอยลง ทั้งในการอยู่อาศัยและกลายเป็นแค่ส่วนการค้า และก็ตายไปในที่สุด ถ้าคุณเปรียบเทียบเมือง Detroit กับเมืองในทางตอนเหนือของยุโรป ดังเช่นเมือง Munich ที่เป็นตัวอย่างที่ไม่เลวนักเช่นกัน ด้วยความที่เมืองเป็นอิสระด้วยการเดินและการใช้จักรยานขับขี่ และเมืองก็ยังมีความหนาแน่นกว่าอีกถึงสองเท่า แต่การใชัพลังงานกับมีเพียงแค่ 1 ใน 10 (เมื่อเทียบกับเมือง Detroit) หรือว่า ถ้าคุณเอาการเปรียบเทียบแบบนี้มาดู และจะเห็นว่าความแตกต่าง มันก้าวกระโดดอย่างมหาศาล
โดยพื้นฐานแล้วถ้าต้องการจะกล่าวอย่างกว้างๆ คุณสามารถลองเอา เพิ่มความหนาแน่นให้มากขึ้นในส่วนตอนล่างนี้ การใช้พลังงานก็จะถูกลดลงอย่างน่าเหลือเชื่อ และแน่นอน คุณไม่สามารถแยกสิ่งเหล่านี้ออกจากปัญหาอื่นๆ อย่าง ความหลากหลายทางสังคม ระบบการขนส่ง ศักยภาพในการเดินทางเท้า ระยะเดินที่ทำได้สะดวกสบาย หรือคุณภาพของพื้นที่สาธารณะของเขตเทศบาล แต่ก็นั่นอีกล่ะครับ คุณเห็นว่าเมือง Detroit ที่เป็นในแนวสีเหลืองข้างบนนี้ มีการบริโภคไลังงานอย่างสูง เทียบกับเมือง Copenhagen ข้างล่าง และเมือง Copenhagen นี้ แม้ว่าจะเป็นเมืองที่มีความหนาแน่น แต่ก็ไม่มากเมื่อเทียบกับเมืองที่หนาแน่นอย่างมากอย่างเมืองอื่นๆ และเมื่อปี คศ. 2000 ที่ผ่านมา มีสิ่งที่น่าสนใจเกิดขึ้น เป็นครั้งแรกที่คุณมีเมืองอัครมหานคร ที่มีประชากรตั้งแต่ 5 ล้านขึ้นไป ซึ่งถือเป็นปรากฎการณ์ในประเทศของโลกที่กำลังพัฒนา และในปัจจุบันนี้ก็มีกว่า 46 เมืองแล้ว โดย 33 มหานครที่ว่านี้ อยู่ในประเทศของโลกที่กำลังพัฒนาทั้งนั้น ถ้าคุณถามตัวเองว่า มันจะเกิดผลกระทบอะไรล่ะกับสภาพแวดล้อม อย่างในประเทศจีน ประเทศอินเดีย ถ้าดูกันที่ประเทศจีนและลองดูไปที่เมืองปักกิ่ง ระบบการจราจรที่คุณเห็นนั้น และมลพิษที่เกิดจากการบริโภคพลังงานเหล่านั้น และโดยการเพิ่มขึ้นของรถยนต์ในระดับราคาเทียบเท่ากับจักรยาน หรือจะให้ดูอีกอย่าง ถ้าคุณนำเอารถยนต์มาวางเรียงกันบนถนน และที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันนี้ มีรถใหม่ๆ 1000 คันทุกวัน โดยสถิติแล้ว ถือเป็นการเติบโตอย่างมากในธุรกิจทางยานยนต์ของโลกเรา และในครึ่งล้านของจักรยานนี้ที่รองรับผู้คนกว่า 1.3 ร้อยล้านก็กำลังลดลง
นั่นก็เพราะการเติบโตของเมือง มันผิดไปจากธรรมดามากและเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ดังนั้นถ้าเราคิดเสียว่ามันเป็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และเป็นกระบวนการขับเคลื่อนจากผืนดินสู่ความเป็นเมือง ซึ่งใช้เวลาถึง 200 ปี และในกระบนการเดียวกันนี้เอง เกิดขึ้นเพียงแค่ 20 ปี เรียกได้ว่า มันเป็นการเร่งรีบที่มีค่า factor เต็มสิบ และที่น่าสนใจก็คือ ในช่วงระยะเวลาอย่าง 60 ปี เราก็จะเห็นการเพิ่มทวีคูณของช่วงชีวิตมนุษย์ ที่อยู่บนเวลาของการเติบโตที่เป็นสามเท่าของเมือง และถ้าผมออกมาดูภาพโดยรวมของโลกเรา และดูไปที่สิ่งที่มีความเกี่ยวข้องในระยะเวลาเดียวกันนั้น อย่างในแง่ของเทคโนโลยี ที่ถือเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง เป็นเครื่องมือสำหรับนักออกแบบ และผมก็จะขออ้างจากประสบการณ์จากสำนักงานของพวกเรา โดยผมขอยกตัวอย่างให้เห็นด้วยโครงการเล็กๆอันหนึ่ง ที่ว่าแล้วที่คุณจะใช้อะไรในการวัดการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีนี้ ว่ามันจะมีอะไรที่ส่งผลกระทบต่อการออกแบบอาคารเหล่านี้ได้บ้าง โดยเฉพาะอย่างย่ิง มันจะนำ ไปสู่การคิดออกแบบอาคารที่ใช้พลังงานน้อยๆได้อย่างไร การคิดให้เกิดมลพิษน้อยๆและรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น
การคิดแบบนั้นเป็นออกแบบเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปลายปี 1960 ถึงต้นๆ ปี 1970 ตัวอย่างหนึ่งที่ผมขอยกมาให้ดูก็คือสำนักงานใหญ่ขององกรค์หนึ่ง ที่ใช้ชื่อบริษัทว่า Willis and Faber ตั้งอยู่ที่เมืองการค้าเล็กๆในทางตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษ เดินทางไปกลับจากนครลอนดอนได้ และที่นี่เอง สิ่งแรกที่คุณจะเห็นก่อน ก็คืออาคารหลังนี้ ที่มีหลังคาที่ปกป้องและดูอบอุ่นอย่างมาก เสมือนถูกผ้าห่มปรกคลุม ด้วยการใช้สวนเป็นฉนวน ซึ่งนับเป็นการเฉลิมฉลองสถานที่สาธารณะอย่างหนึ่ง หรือเรียกได้ว่า ที่นี่เป็นชุมชนที่มีสวนลอยอยู่บนฟ้า ดังที่ดูจะเป็นความคิดที่ล้ำเกินความเป็นมนุษย์อย่างมากในงานนี้ ที่ถูกห่อหุ้มห่อที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นหนึ่งในการคิิดแบบร่างคร้ังแรกๆ ที่คุณสามารถเห็นถึงความเป็นสีเขียว เห็นแสงอาทิตย์สาดส่อง คุณสามารถสัมผ้สได้ถึงธรรมชาติ และธรรมชาติก็เป็นส่วนของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เป็นตัวขับเคลื่อนพลังงานให้กับอาคาร และเพื่อเป็นสัญลักษณ์ สีทาที่ใช้ภายในอาคารก็เป็นสีเขียวและสีเหลือง มีสระว่ายน้ำ มีส่วนที่ีมีเวลาการใช้สอยที่ยืดหยุ่นได้ มีแก่นของสังคม พื้นที่ว่าง ที่คุณสัมผ้สกับธรรมชาติได้ และนี่คือในปี1973
พอในปี 2001 อาคารหลังนี้ได้รับรางวัล และเป็นรางวัลที่เกี่ยวกับการเฉลิมฉลองของอาคาร ที่ได้เปิดให้มนุษน์ได้รับใช้มานานพอสมควร และผู้ที่ร่มสร้างมันก็กลับมารวมตัวกัน ทั้งทีมการบริหารการก่อสร้าง และผู้คนขององค์กรในขณะนั้น และที่เขาพูดกันอย่างที่คุณรู้กัน ว่าสถาปนิก Norman เนี่ย เค้ากำลังจะทำหรือพิสูจน์อะไรสักอย่าง ออกแบบสิ่งที่เป็นอนาคต แต่ก็นั้นแหละ มันไม่ได้ทำให้เราต้องเสียสตางค์ไปกว่าเดิมเลย เราก็ขำขันไปกับพวกเขา ทำให้เขามีความสุขไป ภาพที่เห็นข้างบนนี้ สิ่งที่มันไม่ได้ถูกทำ ถ้าคุณมองดูในรายละเอียด จริงๆแล้วสิ่งที่มันบอก ก็คือคุณสามารถถักสานอาคาร อาคารถูกเชื่อมต่อให้เกิดการเปลึ่ยนแปลง ในปี 1975 รูปที่เห็นเครื่องพิมพ์ดีดต่างๆ และเมื่อตอนที่ภาพนี้ถูกบันทึก มันกลายเป็น word processors ซะแล้ว และที่เขากล่าวถึงในขณะนั้นคือที่ว่าคู่แข่งของเรา จะต้องสร้างอาคารเพื่อให้ทันต่อเทคโนโลยีสมัยใหม่อยู่เสมอ แต่เราโชคดีครับ เพราะอาคารของเราเหมาะกับอนาคตอยู่ตลอดเวลา มันถูกคาดหวังถึงการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ถึงแม้เราจะไม่รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมันคืออะไร สิ่งต่างๆในการออกแบบ ณ ช่วงเวลาเหล่านั้น ม้นถูกนำมาสู่อาคารหลังนี้ ผมร่างแบบอันหนึ่ง ซึ่งเราได้มาจากแหล่งเก็บข้อมูลเมื่อไม่นานมานี้ และที่ผมกำลังจะพูดหรือที่เขียนไว้ตอนนั้น ก็คือ "แต่เราไม่มีเวลาเหลือแล้ว และเราไม่มีผู้เชี่ยวชาญที่รู้จัก ที่อยู่ในระดับการแก้ป้ญหาเทคนิคได้"
หรือจะให้บอกอีกอย่างว่า เราไม่มีเทคโนโลยีช่วยเหลือ ที่่จะทำให้เกิดความน่าสนใจแก่ตัวอาคารได้ และนั้นก็เป็นการออกแบบให้เหมือนฟองน้ำสามมิติ แต่ที่น่าสนใจก็คือสิ่งที่ปรกคลุมมันนั้นสามารถระบายอากาศ โดยธรรมชาติได้ เสมือนการหายใจและเป็นการช่วยลดการใช้พลังงานอย่างมาก ถึงกระนั้นก็ตาม ในความเป็นจริงอาคารนี้ควรจะถืิอว่าอยู่ในฐานะที่เป็นอาคารสีเขียว ที่เป็นรุ่นแรกๆเลย และถ้าเราจะเร่งกลับมาให้ใกล้อีกสักหน่อย ที่น่าสนใจก็คือ เทคโนโลยีใจปัจจุบันมีให้เลือกใช้ได้อย่างมากมาย อย่างอาคารหอสมุด the Free University ที่เปิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง และก็อีกนั่นแหละครับ เป็นการเปลี่ยนแปลงจากสิ่งแรกไปสู่สิ่งอื่นๆอีกมากมาย จากแบบร่างและจากภาพจากคอมพิวเตอร์ไปสู่ความเป็นจริง และถือเป็นการนำเอาเครื่องมือต่างๆมารวมกันที่นี่ อย่างการทำที่ตั้งชั้นวางหนังสือด้วยคอนกรีตขนาดใหญ่เหล่านี้ และการที่ตัวมันเองก็ทำหน้าที่เป็นเปลือกของอาคารไปด้วย ซึ่งก็สามารถทำให้ถ่ายเทอากาศภายในอาคาร ที่ใช้พลังงานน้อยกว่าปรกติได้อย่างน่าทึ่ง ถือเป็นอาคารที่ทำงานร่วมกับธรรมชาติอย่างแท้จริง
และที่น่าสนใจขึ้นไปอีกก็คือ เป็นอาคารที่มีผู้คนขื่นชมอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ใช้สอยอาคารโดยตรง นั่นแหละครับ มันเป็นเรื่องของการสื่อถึงวิถีการดำเนินชีวิต และก็นั่นเอง เป็นแนวคิดทางนิเวศวิทยา ที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาน ดังนั้นมันไม่ใช่สิ่งที่จะต้องมาเสียสละ แต่กลับเป็นตรงกันช้ามเสียอีก ซึ่งผมว่าเป็นสิ่งที่เยี่ยมมาก เป็นการเฉลิมฉลองอันหนึ่ง และที่คุณสามารถวัดประสิทธิภาพมันได้ ทั้งในส่วนของการใช้พลังงานของอาคารนั้นเอง โดยเปรียบเทียบกับอาคารหอสมุดทั่วไป ถ้าผมจะแสดงถึงแง่มุมอื่นของเทคโนโลยีที่ว่า ในบริบทที่แตกต่างออกไป ดังอาคารที่พักอาศัยนี้ในเมือง Alps ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ว้สดุสำเร็จรูปที่ใช้ ได้รับการเตรียมโดยการเลียนแบบของดั้งเดิม แต่วัสดุนั้น ด้วยความสามารถทางเทคโนโลยีอย่างคอมพิวเตอร์ ความสามารถในการผลิตล่วงหน้่า ทำให้เกิดส่วนประกอบที่มีประสิทธิภาพสูง ผลิตออกมาจากไม้ นับเป็นที่ล้ำสมัยอย่างมากๆ และเพื่อที่จะโชว์ให้เห็นคร่าวๆของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่มีความสามารถในการ ทอดจุดอ้างอิงขึ้นไปบนท้องฟ้า และก็สามารถส่งต่อ ถ่ายโอนข้อมูลกลับมา ที่โรงงานผลิตได้โดยตรง
ดังนั้นถ้าคุณจำต้องข้ามล้ำเขตแดน ก็ข้ามเขตไปเลย เพราะมีโรงงานเล็กๆในประเทศเยอรมันอย่างที่คุณเห็น กับคนงานคนนั้นและเครื่องคอมพิวเตอร์ของเขา กับที่จุดอ้างอิงที่อยู่ในอากาศที่ว่างถูกส่งและถ่ายทอดสื่อสาร ส่วนทางซ้ายมือที่เห็น ก็เป็นเครื่องมือสำหรับใช้ในการตัด ที่ซึ่งในโรงงาน จะสามารถเตรียมและผลิตชิ้นส่วนต่างๆ ไว้ได้ล่วงหน้า ถึงมันอาจจะมีค่าผิดพลาดเล็กน้อย แต่ก็แค่สองสามมิลลิเมตรเป็นอย่างมาก ซึ่งจะถูกนำมาผนวกกันในสถานที่ก่อสร้าง ที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ ตัวอาคารนั้นจะถูกปกคลุม โดยเทคโนโลยีที่เก่าแก่มากที่สุด ด้วยแผ่นมุงหลังคาไม้ทุกชิ้นถูกตัดด้วยมือ แผ่นมุงถึงสองแสนห้าชิ้นเหล่านั้น ก็จะถูกประกอบด้วยมือในขั้นตอนสุดท้าย นี่แหละครับ แนวทางการทำงานที่ทำให้เกิดมาเป็นอาคารหลังนี้ ก็เพื่อที่พวกเราจะสามารถเพลิดเพลินกับที่ว่างของมัน เพื่อการอยู่อาศัยหรือการเยี่ยมชมที่นั่น ที่นี้ถ้าจะข้ามเทคโนโลยีสมัยใหม่เหล่านี้ออกไป ว่าเราทำกันมาอย่างไรและมันเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านั้นบ้าง อย่างที่คุณรู้ว่าว่าผมหมายถึงว่าชีวิตพวกเราก่อนหน้านี้ ก่อนที่จะมีโทรศัพท์มือถือ สิ่งที่คุณรวบรัดเหมาเอาเอง
อย่างไรก็ดีมันแน่นอนว่า อาคารบ้านเรือนก็ยังจะต้องเกิดขึ้นไปเรื่ีอยๆ ผมหมายถึงที่จะเกริ่นเล็กน้อยของงานภายในของอาคาร Hong Kong Bank ที่เราสร้างเมื่อ ปี 1979 และเปิดใช้ในปี 1985 ด้วยศักยภาพที่มีการสะท้อนของแสงอาทิตย์ให้ได้ใช้ และลำ้เข้ามาถึงส่วนกลางหรือหัวใจของอาคาร และในตอนนั้นก็ไม่มีคอมพิวเตอร์ให้ได้ใช้ คุณจะใช้ได้ก็แต่ทำหุ่นจำลอง ดังตัวอย่าง อย่างที่เราเอาหุ่นจำลองต่างๆมาวางไว้ใต้ท้องฟ้าเทียม ส่วนอุโมงค์ลม เราก็วางมันไว้ในนั้นเลยครับ ให้อยู่ท่ามกลางลมและอากาศที่สาดส่องใส่ และก็รวมไปถึงสายเคเบิลที่เป็นกิโลๆอีกด้วย แต่จุดเปลี่ยน ที่เป็นในความหมายของพวกเราก็ เมื่อพวกเรามีคอมพิวเตอร์เคร่ืองแรกใช้ และนั้นก็เป็นช่วงเวลาที่พวกเราค้นหา การที่จะออกแบบและคิดค้นสนามบินแบบใหม่ๆ และรูปนี้ก็คือ ท่าอากาศยานที่ 4 ที่ Heathrow, โดยท่าอากาศยานทั่วไปๆ จะใหญ่มาก มีหลังคาที่มีน้ำหนักมากและไม่มีแสงผ่านเข้าได้ มีทั้งเครื่องจักรกลมากมาย ท่อใหญ่ๆ เครื่องยนต์กลไกวุ่นวาย
ส่วนที่ Stansted นี้เป็นการออกแบบแนวทางเลือกสีเขียว ที่ใช้แสงธรรมชาติ ทำให้เป็นสถานที่เป็นมิตรและน่าใช้ คุณรู้ว่าคุณอยู่ตรงไหน สามารถสัมผ้สถึงภายนอกได้ด้วย และเป็นส่วนประกอบใหญ่ของระบบหมุนเวียน ที่ไม่ต้องใช้แสงไฟฟ้าเทียม เพราะแสงไฟฟ้าประดิษฐ์นี้ มักจะทำให้เกิดความร้อนมากกว่า และจะทำให้ต้องใช้ความเย็นอย่างมาก จึงเป็นลูกโซ่ต่อกันไปเรื่อย และก็เพราะช่วงเวลาในขณะนั้น ที่เรามีคอมพิวเตอร์เครื่องให้ใช้ และภาพนั้นก็คือ การแสดงถึงลำต้นหลักของ Standsted ไม่ต้องกลับหวลไปให้ไกล อย่างในปี 1990 ที่บริษัทของเรา ที่เห็นนั่น และถ้าจะมองดูใกล้ๆ คุณจะเห็นว่า ผู้คนทำงานกำลังเขียนด้วยการใช้ดินสอ และก็การใช้การผลักเลื่อนไม้บรรทัดยักษ์ที่รู้ๆกัน สามเหลี่ยมเซ็ทสเกลต่างๆ มันก็ไม่ได้นานเท่าไหร่นะ แค่ 17 ปี และลองดูภาพนี้อีกที อย่างว่า มันคือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ถ้ากลับไปในเวลานั้น เรามีคุณ Valerie Larkin และเป็นปี 1987 ที่เธอก็เก็บข้อมูลของพวกเราทั้งหมด ไว้ในดิสค์เพียงหนึ่งแผ่น แต่วันนี้ เราจะมีข้อมูลเทียบเท่ากับดิสค์ถึง 84 ล้านแผ่นในทุกๆอาทิตย์ ที่ซึ่งถูกบันทึกไว้ในคลังข้อมูลของเรา ทั้งโครงการในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต มันเทียบได้กับระยะทางถึง 21 กิโลเมตรขึ้นไปบนท้องฟ้า รูปที่คุณเห็นอยู่นี้ เป็นสิ่งที่คุณจะเห็น เมื่อคุณมองลงมาจากฟ้าสู่ตัวมันที่ว่า แต่ในขณะเดียวกัน ก็อย่างที่คุณรู้ ที่เรามีคนสำคัญอย่างคุณ Al Gore ช่วยอธิบายถึง การเพิ่มของอุณหภูมิของโลกที่มีอย่างไม่รีรอ ณ ในช่วงเวลานั้นๆ ที่น่าสนใจก็คือ ตึกและอาคารเหล่านั้น มันคือการเฉลิมฉลอง และที่เกี่ยวข้องกันกับสถานที่มากๆ
อย่างโครงการ Reichstag ของเรา ที่มีแนวทางสีเขียวที่คุ้นเคยกัน ที่ผมแน่ใจว่า ในฐานะที่เป็นสถานที่สาธารณะ เราก้ต้องแสวงหา (ทำนองนั้น) โดยผ่านกระบวนการที่ได้รับการสนับสนุน ในการตีความหมายใหม่ๆ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในสังคมกับนักการเมืองใหม่ๆ สถานที่สาธารณะ และที่อาจจะมีคสามหมายซ้อนเร้น การประกาศก้าวด้านพลังงาน หรือที่น่าจะเป็นอิสระ ที่อิสระได้อย่างแท้จริง จากการใช้เชื้อเพลิงที่เคยชิน และมันสามารถถูกหมุนเวียน นำกลับมาใช้ได้อีก และก็นั่นอีกล่ะครับ การออกแบบเป็นไปอย่างเห็นอกเห็นใจ การแปลงเป็นสวนสาธารณะ แต่นี้ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ใหญ่มากของระบบนิเวศน์แล้ว และแต่ที่นี่ ไม่ต้องมีทำแบบจำลองอย่างจริงๆจังๆ อย่างแน่นอนที่สุดที่อุโมงค์ลม ที่เคยใช้ แทนที่ด้วยความสามารถของคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน ที่สามารถทดลอง วางแผน และสามารถดูให้เห็นว่าทำได้หรือไม่ ในแง่ที่เป็นพลังจากธรรมชาติ การระบายอากาศโดยธรรมชาติ ที่เสามารถทำเป็นหุ่นจำลอง และการสำรวจที่ชีวมวล ส่วนผสมผสานของชีวมวล การกักเก็บน้ำใต้ดิน และการเผาผลาญน้ำมันจากพืช กระบวนการที่น่าสนใจก้ได้รับการผลิตพัฒนาขึ้นมา ในเยอรมันตะวันออก ซึ่งในช่วงเวลานั้น เป็นอิสระจากระบบโซเวียตแล้ว
ดังนั้นตามความเป็นจริง ก็คือการแปลความหมายใหม่ด้านเทคโนโลยีและการพัฒนานั้นๆ ที่หมายถึงให้เกิดความใสสะอาด ที่ปราศจากมลภาวะเป็นพิษ ที่คุณจะสามารถตรวจวัดได้ คุณสามารถเปรียบเทียบอาคารต่างๆ ที่มันการปลดปล่อยสารต่างๆ สารคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เป็นตันๆต่อปี ถ้าเราดูในโครงการในขณะนั้น จะที่มากกว่า 7,000 ตัน แล้วอะไรที่ควรจะเป็นก๊าซธรรมชาติที่แท้จริงล่ะ? และคำตอยก็คือน้ำมันจากพืช เพียงแค่ 450 ตัน ผมหมายถึง การที่ลดไปได้ถึง 94% ความสะอาดอย่างแท้จริง เราสามารถเห็นผลจากกระบวนการเหล่านี้ ในแง่ของโครงการธนาคาร Commerce Bank ความอิสระจากการระบายอากาศโดยธรรมชาติ เป็นวิถีที่คุณสามารถจำลองมาใช้กับสวนอื่นๆ ที่มีการคดเลี้ยวเลื้อยรอบ แต่ก็อีกนั่นแหละ มันเป็นมากกว่ากลไกการดำเนินชีวิต เป็นคุณภาพชีวิต หรือสิ่งอื่นๆ ที่ทำให้รู้สึกว่าเป็นสถานที่ ที่น่าไปทำงาน และเราก็สามารถตรวจวัดการลดลงของการใช้ ในการบริโภคพลังงานนั้นได้อีกเช่นกัน
มันมีวิวัฒนาการเกิดขึ้นระหว่างโครงการต่างๆ และ Swiss Re ก็ได้รับการพัฒนาเพิ่มขึ้นไปอีก เป็นโครงการตั้งอยู่ในเมืองลอนดอน และภาพที่เห็นนี่คือลำดับขึ้นตอนแสดงถึง การสร้างตัวของหุ่นจำลอง แต่สิ่งที่แสดงให้เห็นตอนแรกนี้ ผมว่ามันน่าสนใจนะ ที่คุณเห็นมันเป็นวงกลม คุณเห็นส่วนสาธารณะรอบๆมันนั้น มันจะมีวิธีไหนได้อีกบ้าง ในการที่จะเพิ่ม จำนวนพื้นที่เหมือนอย่างนี้ ณ สถานที่นี้นั้น ถ้าจะยกตัวอย่าง คุณอาจจะอยากที่จะได้อาคารหลังหนึ่ง ที่มีขอบเขตไปอาคารไปถึงสุดแนวทางเท้า มันก็เท่ากันกับ จำนวนพื้นที่นั่นแหละ แต่ท้ายที่สุด คุณจะทำให้มีรูปร่างอย่างนี้ คุณก็เพิ่มแนวเราะร่องไปอีก เป็นแนวร่องที่กลับกลายเป็นเสมือนปอดสีเขียว ที่เปิดออกสู่มุมมอง ให้แสงผ่าน ระบายอากาศ และทำความสดชื่นให้กับอาคาร แล้วคุณก็ปลกคลุมอาคารด้วยสิ่งที่ เป็นแก่นรวม รูปร่างหน้าตาของมัน ที่เกิดการสานต่อของโครงสร้างที่ประกอบจากสามเหลี่ยม และก็นั่นแหละ มันเป็นช่วงต่อที่นำมาซึ่ง สามารถเห็นในงานต่างๆของ Buckminster Fuller ในแนวคิดที่โครงสร้างสามเหลี่ยมเหล่านี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพแก่อาคาร และช่วยทำให้อาคารเกิดความเป็นเอกภาพ
และนี่ ถ้าเรามองใกล้ไปถึงรายละเอียดของช่องทาง ที่อาคารเปิดออก และเกิดเป็นการหายใจสู่เอเทรียมภายใน ในแนวคิดที่ทุกวันนี้ เราสามารถจำลองแรงการขับเคลื่อนด้วยคอมพิวเตอร์ เราสามารถดูความดันทั้งสูงและต่ำที่เกิดขึ้น เสมือนกับตัวอาคารมีพฤติกรรมอย่างกับปีกของเครื่องบิน ดังนั้นมันจึงมีประสิทธิภาพอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าลมจะพัดพามาจากทิศไหน มันก็สามารถทำให้อาคารกิดความสดชื่นและมีประสิทธิภาพ ที่ไม่เหมือนอาคารต่างๆที่ออกแบบอย่างลักษณะเก่าๆ ทางส่วนบนของอาคาร ก็คือการเฉลิมฉลองเช่นกัน การที่มีมึมมองสู่ทิวทัศน์สำหรับผูู้คน ไม่ใช่เป็นที่อยู่ของเครื่องจักร และในส่วนภายใต้ของอาคารก็เช่นกัน มันเป็นพื้นที่สาธารณะ เทียบกับอาคารทั่วๆไปสักหลังหนึ่ง จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเรามีการวางแผนการออกแบบ ในรูปแบบของความคิดเพื่ออาคารขนาดใหญ่มาก? ผมจะเสนอให้ดูสองภาพต่อไปนี้ ซึ่งมาจากการค้นคว้าอันหนึ่งของที่สำนักงานเรา
อย่างเป็นที่รู้กันดีว่าทะเล Dead Sea กำลังจะตายหายไป ระดับของน้ำลดลง เหมือนกับทะเล Aral Sea จะเห็นชัดกว่าเพราะที่ทะเล Dead Sea นี่ต่ำกว่าอย่างมาก กว่าท้องทะเลและมหาสมุทรที่อยู่รอบๆมันด้วย และที่นั่นก็มีโครงการที่เกิดขึ้นมาอันหนึ่งเพื่อกู้ทะเล Dead Sea โดยการสร้างท่อลำเลียงขึ้นท่อหนึ่ง ที่บางทีอยู่เหนือพื้นผิวน้ำ บางทีก็ถูกฝังต่ำลงไป ก็เพื่อเป็นการแก้ไข โดยยังได้น้ำออกมาจากอ่าว Aqaba ส่วน้ำมาสู่ทะเล Dead Sea และในการตีความของพวกเรานั้น ก็คือการต้องใช้ความคิดอย่างมากสร้างสมให้เกิดขึ้นกว่า 40 ปีที่ผ่านมา ก็ว่าได้ และถ้าสิ่งที่ทำไปเหล่านั้น แทนที่จะเป็นแค่เพียงท่อส่งน้ำ ถ้าเป็นถึงท่อลำเลียงชีวิตล่ะ? มันมีคุณค่าที่เท่ากัน หรือขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ที่ไหน ของท่อหรือแค่คลองลำเลียงนั้น ไม่ว่าจะในฐานะนักท่องเที่ยว ผู้อยู่อาศัย ที่หมายปลายทาง หรือเพื่อการเกษตร หรือให้พูดอีกอย่าง มันก็คือสายน้ำคือเลือดแห่งชีวิต
และถัาคุณย้อนกลับไปดูภาพที่ผ่านมา และคุณมองไปถึงความผันผวนและความต่อต้าน ที่เป็นการรวมกันเป็นหนึ่งของการออกแบบทางความคิดในเชิงมนุษยธรรม สามารถส่งผลกระทบที่เป็นการรวมช่วยกันต่อสู้ของหมู่เหล่าเข้าด้วยกัน ต่อสาเหตุอย่างเดียวกันเพื่อที่จะทำให้ เกิดความเป็นสีเขียวอย่างแท้จริง และที่มีประสิทธิผลอย่างแพร่หลาย ระบบสาธารณูปโภคขนาดย่งใหญ่นี้ ก็จะเป็นแค่ สิ่งที่แยกออกไม่ได้จากการติดต่อสื่อสาร และไม่ว่าการสื่อสารที่ว่าเป็นเพียงแค่อยู่ในโลกเสมือนจริง หรือเกิดอยู่ในโลกที่เราอาศัยทุกวันนี้ มันก็คือศูนย์กลางของสังคมมนุษย์อย่างที่สุด และถ้าเราช่วยกันคิดให้เกิดความชัดเจนในการเติบโตของโลกใบนี้ โดยเฉพาะในที่ต่างๆที่ผมกำลังพูดถึง - ตัวอย่างของประเทศจีน ซึ่งในอีกสิบปีข้างหน้านั้น น่าจะมีการสร้างท่าอากาศยานใหม่ถึงอีก 400 แห่ง แล้วเขาจะเลือกด้วยรูปแบบไหนกันล่ะ? คุณจะทำให้เกิดโครงการนั้้มีความเป็นมิตรได้อย่างไร ขนาดที่มันใหญ่อย่่างนั้น
ผมขอยกตัวอย่าง Hong Kong ฐานะที่เกิดประสบการณ์ได้อย่างต่อเนื่องในยุคดิจิตอลนี้ เพราะว่าคุณสามารถมอง จะเห็นจุดอ้างอิงได้ตลอดเวลา ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ในเวลาไหนและคุณจะขยับขยายไปทางไหน ในสังคมของคนจีน และไม่ว่าอะไรที่น่าสนใจเกิดขึ้น ก็จะถูกผลิตให้เกิด ที่บางทีก็เป็นเหมือนกับอาคารขนาดใหญ่อลังการ ที่ตัวมันเองเป็นเหมือนกับโครงการขนาดที่ใหญ่ที่สุดบนผืนโลก ณ เวลานั้น จากคน 5 หมื่นคนที่ทำงานตลอดทั้ง 24 ชั่วโมงและตลอด 7 วัน ถ้านำเอาท่าอากาศยานทั้งหลายมารวมกันมันจะใหญ่กว่าถึง 17% ของท่าอากาศยาน Heathrow ที่รวกับทั้งที่ใหม่และรวม Terminal 5 ที่ยังไม่ได้สร้าง และสิ่งที่ท้าท้ายที่นี่ ก็คือทำอย่างไรให้มีความเป็นสีเขียว ทั้งที่ให้เกิดความกำชับของขนาด มันเป็นเรื่องของประสบการณ์เดินทางที่มีต่อผู้คน นักท่องเที่ยว อีกทั้งมีความเป็นมิตร และสามารถวกกลับมาสู่จุดเริ่มต้นใหม่ได้ ที่ทั้งสิ่งทั้งหลายที่ทำมา ก็เพื่อไลฟ์สไตล์ และในที่สุด ก็เพื่อเฉลิมฉลองความเป็นที่ว่าง
ดั่งที่ Hubert พูดไว้เมื่อตอนมื้อกลางวัน ฐานะที่เราสามารถสอดแทรกบทสนทนาระหว่างกันได้ พูดถึงเรื่องนี้ เหมือนกับพูดถึงเรื่องเมือง อย่างที่ Hubert พูดเอาไว้นั้น ถูกต้องที่สุด "สิ่งเหล่านี้ก็คือโบสถ์สถานในรูปแบบใหม่" และหนึ่งในแง่มุมของบทสนทนานี้ ก่เคยถูกกระตุ้นเมื่อวันส่งท้ายปีเก่าที่แล้วโน้น ที่ผมได้พูดถึงแนวคืดสีเขียวของโอลิมปิคในประเทศจีน ในแง่ของทะเยอทะยานและความปรารถนาที่จะให้เกิดเป็นสีเขียว และผมได้ส่งเสียงร้องต่อความคิดนั้นนะ -- ที่มันเข้ามา มันทำให้นึกถึงวันส่งท้ายปีนั้น เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของจุดเปลี่ยน ที่เราสามารถเคลื่อนจากปี 2006 เป็น 2007 พวกคุณก็รู้ว่ามันคือเป็นอนาคต ที่มีอานุภาพและมีนวตกรรมระดับประเทศ เป็นหนทางที่อย่างที่ Kennedy เคยกล่าวไว้อย่างเป็แรงบันดาลใจ ที่ว่า "เราเหยียบหยั่งถึงดวงจันทร์แล้ว"
แล้วที่นี้ว่าใครกะนกำลังจะพูดต่อ ว่าเราได้เปิดปะทุสิ่งนี้ออกให้เป็นอิสระจากเชื้อเพลิงจากฟอสซิล ที่ถูกยึดถือเรียกไถ่จากการโกงกิน โกงการปกครองหรืออื่นๆ และนั่นเป็นฐานแห่งการเรียกร้อง ที่มากไปกว่าเครื่องมือหนึ่งๆ หรือที่มีการหมุนเวียนเอามาใช้ใหม่ และเป็นการส่งเสียงที่ผมร้องเรียกจากความคิด บางที่ ณ จุดเปลี่ยนของปี ผมคิดว่าแรงบันดาลใจนั้น ก็น่าจะมีผลพวงที่ ได้มาจากสิ่งอื่นๆด้วย อย่างประเทศใหญ่ๆทั้งหลาย -- ประเทศจีนเอย ประเทศอินเดีย เอยและเสือเอเชียแปซิฟิกทั้งหลายนั่นแหละ ขอบคุณอย่างมากครับ
You can share this video by copying this HTML to your clipboard and pasting into your blog or web page. This video will play with subtitles.
You either have JavaScript turned off or have an old version of the Adobe Flash Player. To view this rating widget you
need to get the latest Flash player.
If your browser allows only "trusted sites" to execute Javascript, you should add the "googleapis.com" domain to your whitelist to allow our Flash detection to work properly.
Got an idea, question, or debate inspired by this talk? Start a TED Conversation.
สถาปนิก Norman Foster บรรยายงานของเค้าที่มีการใช้คอมพิวเตอร์ที่สามารถช่วยสถาปนิกในการออกแบบอาคาร และทำให้เกิดความเป็นสีเขียว ความสวยงาม และ "ปลอดจากมลพิษ" เป็นการประชุม 2007 DLD Conference ที่ Munich; www.dld-conference.com
Sir Norman Foster, winner of the 1999 Pritzker Prize, is perhaps the leading urban stylist of our age. His elegant, efficient buildings grace cities around the globe. Full bio »
Translated into Thai by Sorachai Kornkasem
Reviewed by Chirayu Wongchokprasitti
Comments? Please email the translators above.
20:05 Posted: Apr 2007
Views 730,262 | Comments 102
19:58 Posted: Jul 2006
Views 360,443 | Comments 41
19:24 Posted: Oct 2008
Views 266,655 | Comments 52
Just follow the guidelines outlined under our Creative Commons license.
This comment will be attributed to . Not ? Sign Out.