เรื่องของผมนี้ เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 15 ปี ก่อน ตอนที่ผมต้องดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยชิคาโก และผมต้องดูแลคนที่กำลังจะตาย รวมไปถึงครอบครัวของเขา ทางตอนใต้ของชิคาโก แล้วผมก็สังเกตเห็นว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นกับคนเหล่านั้น และครอบครัวของเขา ตลอดช่วงการป่วยระยะสุดท้ายของพวกเขา และในแลปของผม ผมได้ศึกษาเรื่องผลกระทบของสภาวะแม่ม่าย (widower effect) ซึ่งเป็นแนวคิดทางสังคมวิทยาที่เก่ามากๆ ตั้งกว่า 150 ปี ก่อน หรือที่รู้จักกันว่า "ตรอมใจตาย" ก็อย่างเช่น ถ้าผมตาย เมียผมก็มีความเสี่ยงที่จะตายเพิ่มเป็นสองเท่า ในปีแรก อย่างนี้เป็นต้น และผมเคยได้ดูแลคนไข้พิเศษคนหนึ่ง เธอเป็นคนไข้หญิงที่ป่วยด้วยโรคจิตเสื่อม และในกรณีนี้ ไม่เหมือนกับคู่อื่น เธอได้รับการดูแลจาก ลูกสาวของเธอ และลูกสาวของเธอก็เหน็ดเหนื่อยกับการดูแลแม่ของเธอ และสามีของลูกสาว เขาก็พลอยป่วยไปด้วย จากความเหน็ดเหนื่อยของภรรยา วันหนึ่ง ระหว่างขับรถกลับบ้าน ผมก็ได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนของสามี โทรมาหาผมเพราะเขารู้สึกซึมเศร้า เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับเพื่อนของเขา ดูซิ ผมได้รับโทรศัพท์จากใครก็ไม่รู้ ที่ต้องเผชิญกับ อิทธิพลจากคนอื่น ที่ไม่ได้ใกล้ชิดกัน
นี่มันทำให้ผมคิดถึงเรื่องธรรมดาๆ สองเรื่อง อย่างแรกก็คือ ผลกระทบของสภาวะแม่ม่าย ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สามีภรรยา และสอง มันไม่ได้จำกัดให้เป็นคู่ๆ และผมก็เริ่มมองโลก ในมุมที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เหมือนกับผู้คนเป็นคู่เชื่อมต่อซึ่งกันและกัน และแล้วจู่ๆ ผมก็ตระหนักได้ว่าผู้คนเหล่านี้ ก็จะเชื่อมต่อกับคู่อื่นที่อยู่ใกล้ๆ กัน กลายเป็นกลุ่มของคนสี่คน และในความเป็นจริง คนเหล่านั้น ก็จะมีความสัมพันธ์กันในอีกหลายรูปแบบ ชีวิตสมรส และคู่สามีภรรยา ความเป็นเพื่อน และความสัมพันธ์อย่างอื่น และในความเป็นจริง ความสัมพันธ์เหล่านี้มันกว้างใหญ่ และพวกเราก็ได้ฝังตัวอยู่ใน เครือข่ายของความสัมพันธ์ ของกันและกัน ดังนั้น ผมก็เริ่มที่จะเห็นโลกในมุมที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง และผมก็เริ่มหมกมุ่นอยู่กับเรื่องนี้ ผมเฝ้าคิดว่า มันเป็นไปได้อย่างไร ที่พวกเราจะถูกผูกติดไปกับเครือข่ายทางสังคมเหล่านี้ และมันมีผลต่อชีวิตพวกเราอย่างไร ดังนั้น เครือข่ายทางสังคมเป็นความงาม ที่ละเอียดอ่อน ที่ลึกซึ้ง และซับซ้อน และที่จริง ก็พบเห็นได้ทั่วไป จนมีคนถามว่ามันมีหน้าที่อะไร แล้วทำไมพวกเราถึงผูกติดไปกับเครือข่ายทางสังคม ผมหมายถึงว่ามันก่อตัวขึ้นได้อย่างไร แล้วมันทำงานอย่างไร และมันมีผลอย่างไรกับเรา
และดังนั้นหัวข้อแรกของผม ในเรื่องนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องการตาย แต่เป็นโรคอ้วน ที่ทันทีทันใดก็กลายเป็นกระแสนิยม ที่ใครๆ ก็พาพูดกันเรื่อง "โรคอ้วนระบาด" ผม กับเพื่อนร่วมงานชื่อ เจมส์ ฟาวเลอร์ เราเริ่มจะสงสัยว่าโรคอ้วนมันเป็นโรคระบาดจริงๆ หรือเปล่า แล้วมันสามารถแพร่กระจายจากคนสู่คน เหมือนกับเรื่องสี่คนที่ผมได้กล่าวมาก่อนหน้านี้ สไลด์นี่เป็นผลการศึกษาเบื้องต้น ในคน 2,200 คน เมื่อปี 2000 แต่ละจุด คือคนแต่ละคน เราใช้ขนาดของจุด ตามสัดส่วนของขนาดร่างกาย ดังนั้น ถ้าจุดใหญ่ ก็หมายถึงคนตัวใหญ่ และถ้าขนาดร่างกายของคุณ เช่นถ้าดัชนีมวลกายของคุณเกิน 30 ถ้าคุณอยู่ในภาวะอ้วนผิดปกติ เราก็ทำจุดเป็นสีเหลือง ดังนั้น ถ้าคุณดูภาพนี้ ก็จะเห็นได้ทันทีว่า มันมีกลุ่มของคนอ้วน และ กลุ่มของคนไม่อ้วนอยู่ในภาพ แต่มันก็ยังดูสับสนมาก เรายังเห็นสภาวะที่เกิดขึ้นได้ไม่ชัดเจนนัก ยิ่งไปกว่านั้น เราก็จะเริ่มเกิดคำถาม มีการเกาะกลุ่มกันมากแค่ไหน มากกว่าการเกาะกลุ่มที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญมั้ย กลุ่มพวกนี้ใหญ่แค่ไหน แล้วจะกระจายไปถึงไหน และที่สำคัญที่สุด กลุ่มก้อนเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
เราก็เลยลองคำนวณดู เพื่อศึกษาขนาดของแต่ละกลุ่มนี้ ซึ่งก็แสดงไว้บนแกน Y ในรูปนี้ โอกาสที่คนจะเป็นโรคอ้วนที่สูงขึ้น หากผู้คนที่เขามีปฏิสัมพันธ์ด้วยนั้น เป็นโรคอ้วน และบนแกน X ซึ่งเป็นระยะห่างระหว่างคนสองคน บนแกนด้านซ้ายห่างออกไป คุณจะเห็นแท่งสีม่วง ซึ่งบอกเราว่า ถ้าเพื่อนเราอ้วน ความเสี่ยงที่คุณจะอ้วนก็จะเพิ่มขึ้น 45% และแท่งถัดมา อันสีแดง บอกเราว่าถ้าเพื่อน ของเพื่อน ของคุณเป็นโรคอ้วน โอกาสที่คุณจะอ้วนก็เพิ่มขึ้นอีก 25% และกราฟแท่งถัดมาบอกเราว่า ถ้าเพื่อน ของเพื่อน ของเพื่อน คนที่คุณอาจจะไม่รู้จักด้วยซ้ำ เกิดเป็นโรคอ้วน คุณก็มีความเสี่ยงที่จะอ้วนเพิ่มขึ้น 10% เมื่อถึงเพื่อน ของเพื่อน ของเพื่อน ของเพื่อนเท่านั้น ที่จะไม่มีความสัมพันธ์กันเลย ระหว่างน้ำหนักของคนๆ นั้น กับน้ำหนักของตัวคุณเอง
เอาล่ะ แล้วอะไรเป็นต้นเหตุของการเกาะกลุ่มแบบนี้ ก็มีโอกาสเป็นได้อย่างน้อยสามทาง ทางแรก พอฉันน้ำหนักขึ้น เป็นเหตุให้เธอน้ำหนักขึ้น ก็คล้ายๆ กับการเหนี่ยวนำ หรือการแพร่จากคนหนึ่ง ไปสู่อีกคนหนึ่ง อีกทางที่เป็นไปได้ ที่ค่อนข้างจะชัดเจนคือ ความคล้ายคลึงกันของสมาชิกในสังคม หรือ "นกที่มีขนสีเดียวกัน ก็จะอยู่ฝูงเดียวกัน" หรือในกรณีนี้ ฉันสร้างความสัมพันธ์กับคุณ เพราะเรามีขนาดตัวใกล้เคียงกัน และทางสุดท้าย คือสิ่งที่เรียกว่าปัจจัยร่วมซ่อนเร้น เพราะมันจะซ่อนเร้น และบดบัง ถึงกับทำให้เรามองไม่ออกว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ และถึงตรงนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องว่าฉันน้ำหนักขึ้น ก็เลยทำให้เธอน้ำหนักขึ้นไปด้วย แล้วก็ไม่ใช่เรื่องว่า ฉันสร้างความสัมพันธ์กับเธอ เพราะเรามีขนาดตัวใกล้เคียงกัน แต่เป็นเพราะ เราเจออะไรๆ คล้ายๆ กัน อย่างเช่นไปออกกำลังที่เดียวกัน เพื่อจะลดน้ำหนักไปพร้อมๆ กัน
ตอนที่เราศึกษาข้อมูลเหล่านี้ เราก็พบหลักฐานของทุกเรื่องนี้ รวมไปถึงการเหนี่ยวนำด้วย และเราก็พบว่า ถ้าเพื่อนของเราอ้วน เราจะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วนไปด้วยถึง 57% ในช่วงเวลาเดียวกัน มันก็มีหลายวิธีที่ทำให้เกิดผลเช่นนั้น ทางนึงก็อย่างเช่น เพื่อนคุณอาจจะพูดกับคุณว่า -- ก็อย่างที่รู้กันล่ะ เพราะเขามีนิสัยที่กำลังจะแพร่มาหาคุณอยู่แล้ว อย่างเช่น เขาพูดว่า "ไปกินมัฟฟิน กับเบียร์กันเถอะ" ซึ่งเป็นการจับคู่ที่ไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่ แต่คุณก็ทำตาม แล้วคุณก็เริ่มจะน้ำหนักเพิ่มตามเขาไป อีกอย่างที่น่าจะเป็นไปได้ ก็คือ พอเพื่อนคุณน้ำหนักเพิ่ม ก็เลยเปลี่ยนความคิดของคุณ เกี่ยวกับขนาดของร่างกายที่ดูเหมาะ นี่ก็เป็นสิ่งที่แพร่จากคนหนึ่ง ไปสู่อีกคนหนึ่ง มันไม่ได้เป็นนิสัย แต่เป็นวิถีปฏิบัติ เป็นแนวคิดหนึ่งที่แพร่กระจายออกไป
คราวนี้ คนเขียนพาดหัวข่าว เห็นงานวิจัยของเราเป็นโอกาสทอง ผมว่าพาดหัวข่าวของนิวยอร์ค ไทม์ส คงจะเป็น "อ้วน? โทษเพื่อนอ้วน" เรื่องที่น่าสนใจคือว่า นักเขียนพาดหัวข่าวทางยุโรป ก็จะมองต่างไป เขาเขียนว่า "เพื่อนของคุณน้ำหนักขึ้นรึ คุณอาจจะเป็นคนที่ต้องรับผิดชอบ" (หัวเราะ) เราคงจะคิดว่านี่เป็นคำติชมที่น่าสนใจมากสำหรับอเมริกา วิธีคิดที่เอาตัวเองเป็นใหญ่ เป็นปรากฏการณ์แบบ "นี่ไม่ใช่ความผิดชั้น"
คราวนี้ ผมอยากบอกให้ชัดนะครับ ว่าผมไม่คิดว่างานของเรา ควรถูกใช้เป็นข้ออ้างในการมีอคติ ต่อบุคคลขนาดตัวแบบใดแบบหนึ่งเลย คำถามต่อมาก็คือ เราจะเห็นการแพร่กระจายนี้ได้หรือไม่ คนที่น้ำหนักเพิ่ม จะแพร่ไปสู่คนอื่นๆ และจะทำให้คนๆ นั้น น้ำหนักขึ้นได้ด้วยหรือ เรื่องนี้มันซับซ้อน เพราะ เราต้องนับปัจจัยที่ว่า โครงสร้างของเครือข่าย โครงสร้างของความสัมพันธ์ มันมีการเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา ยิ่งไปกว่านั้น โรคอ้วนนี่ก็ไม่ได้แพร่ระบาดจากจุดๆ เดียว มันไม่มีคนไข้ "หมายเลขศูนย์" ในการระบาดของโรคอ้วน ที่หากเราหาตัวเจอ เราจะพบการระบาดออกจากคนๆ นั้น แต่มันเป็นการแพร่ระบาดจากหลายแหล่ง มีผู้คนมากมาย ที่ทำอะไรพร้อมๆ กัน ผมจะให้คุณดูวิดีโอราว 30 วินาที ที่ผม และเจมส์ใช้เวลาทำมา 5 ปี อีกครั้งนะครับ แต่ละจุด คือแต่ละคน เส้นที่โยงกัน คือความสัมพันธ์ เราจะปล่อยให้มันเคลื่อนไปนะครับ ดูเป็นรายวัน ไปราวๆ 30 ปี
ขนาดของจุดจะใหญ่ขึ้น คุณจะได้เห็นคลื่นสีเหลืองที่จะเข้ายึดครอง คุณจะได้เห็นผู้คนตั้งแต่เกิดจนตาย จุดจะปรากฎขึ้น และจะดับหายไป ความสัมพันธ์จะก่อตัวขึ้น และจะแตกหัก มีการแต่งงาน และการหย่าร้าง เป็นเพื่อนกัน และตัดขาดกัน มีความซับซ้อนมากมาย มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย นี่แค่เพียงใน 30 ปีนี้เท่านั้น ที่เกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคอ้วน และเมื่อถึงตอนจบ คุณก็จะได้เห็นกลุ่มก้อน ของคนที่อ้วน และไม่อ้วน ในเครือข่ายนี้ เมื่อเราดูที่เรื่องนี้ มันก็เปลี่ยนวิธีที่ผมมองเห็นสิ่งต่างๆ เพราะสิ่งนี้ โครงข่ายนี้ มีการเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา มันมีความทรงจำ มันเคลื่อนไหว มีการเคลื่อนไหวในตัวเอง แล้วก็ดูเหมือนจะมีความสม่ำเสมอ คนเราตายได้ แต่เครือข่ายไม่ตาย มันยังอยู่คงทน ดูเหมือนมันจะฟื้นคืนตัวได้ ซึ่งก็ทำให้มันคงสภาพอยู่ได้ข้ามกาลเวลา
ดังนั้น ผมจึงมองเครือข่ายทางสังคม เป็นสิ่งมีชีวิต เป็นสิ่งมีชีวิต แบบที่เราสามารถจะเอาไปส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ เพื่อศึกษา และวิเคราะห์ ทำความเข้าใจ ซึ่งเราก็ได้ใช้หลายวิธี และเราก็เริ่มค้นหาปรากฏการณ์อย่างอื่น เราดูที่พฤติกรรมการสูบบุหรี่ และการดื่ม รวมถึงพฤติกรรมการลงคะแนน และการหย่า --ซึ่งก็แพร่ได้ด้วย-- และการเห็นใจคนอื่น ในที่สุด เราก็เริ่มสนใจในเรื่องอารมณ์ เดี๋ยวนี้ ถ้าเราเกิดอารมณ์ เราก็แสดงออก ทำไมเราถึงแสดงอารมณ์ล่ะ ผมหมายถึงว่า มันมีความได้เปรียบ ถ้าเราจะรับรู้ อารมณ์ของเราอยู่ข้างใน คุณก็รู้ใช่มั้ย อย่างความโกรธ หรือความสุข แต่เราไม่ได้แค่รู้ เราแสดงมันออกมา แล้วเราก็ไม่ได้แสดงออกมาเฉยๆ แต่คนอื่นก็อ่านออกด้วย และก็ไม่ใช่แค่เขาอ่านออกเท่านั้น แต่เขาลอกเลียนแบบด้วย มันมีการติดต่อกันทางอารมณ์ ซึ่งเกิดขึ้นในหมู่มนุษย์ ดังนั้น การแสดงออกของอารมณ์ บอกเราว่า นอกเหนือไปจากวัตถุประสงค์อื่นที่มันต้องการแล้ว มันเป็นการสื่อสารแบบดั้งเดิม และที่จริง ถ้าเราอยากจะเข้าใจอารมณ์ของมนุษย์ เราก็ควรจะมองมันแบบนี้
ตอนนี้ เราก็คุ้นชินที่จะมองอารมณ์ในแบบนี้ ในทางง่ายๆ แบบที่ใช้เวลาสั้นๆ ตัวอย่างเช่น เมื่อไม่นานมานี้ ผมไปพูดที่นิวยอร์ค แล้วผมบอกว่า "คุณก็รู้นี่นา มันก็เหมือนตอนคุณอยู่บนรถไฟฟ้าใต้ดินนะแหละ แล้วก็มีคนนึงอยู่ฝั่งตรงข้าม ยิ้มให้คุณ, แล้วคุณก็ยิ้มตอบ แบบไม่รู้ตัว" พวกเขาก็มองที่ผม แล้วบอกว่า "เราไม่ทำอย่างนั้นกันที่นิวยอร์ค" (หัวเราะ) ผมก็บอกว่า "ที่ไหนๆ ในโลก, ที่มนุษย์มีพฤติกรรมปกติ" ดังนั้น มันก็เลยมีวิธีตามสัญชาตญาณ ที่เราจะส่งต่ออารมณ์ระหว่างกันได้ และที่จริง การติดต่อทางอารมณ์ ก็ยังแพร่กว้างออกไปได้อีก เหมือนอย่างที่เราแสดงความโกรธแบบเป็นห้วงๆ อย่างเวลาที่มีการชุมนุม ปัญหาที่เราอยากถามคือ อารมณ์ มีการแพร่กระจาย ในแบบที่ยั่งยืนได้มากกว่าในการจลาจล หรืออยู่เหนือกาลเวลา และเกิดขึ้นในคนหมู่มากได้หรือไม่ ไม่ใช่แค่กับคนเป็นคู่ๆ ที่มองหน้ากันแล้วยิ้มในรถไฟฟ้า หรือมันอาจจะมีการจลาจลแบบไร้เสียง ที่ซ่อนตัวอยู่ ที่เป็นแรงบันดาลใจเราอยู่ตลอดเวลา หรืออาจจะมีความโกลาหลทางอารมณ์ ที่กระเพื่อมอยู่ทั่วโครงข่ายสังคมนี้ หรือบางที อารมณ์อาจจะอยู่กันเป็นกลุ่มก้อน ไมใช่เป็นของคนใด คนหนึ่ง
และนี่ก็เป็นภาพแรกๆ ที่เราศึกษาปรากฏการณ์นี้ อีกครั้งนะครับ นี่คือเครือข่ายสังคม คราวนี้ เราจะใช้สีเหลืองถ้าคนนั้นมีความสุข ใช้สีฟ้าถ้าเขากำลังเศร้า แล้วก็ใช้สีเขียวถ้าอยู่ตรงกลาง และถ้าคุณดูที่รูปนี้ ก็จะเห็นได้ทันที ว่ามีกลุ่มของคนที่มีความสุข และคนที่ไม่มีความสุข และเหมือนกันครับ มีการแพร่กระจายออกไปสามลำดับความสัมพันธ์ และคุณก็อาจจะเกิดสัญชาตญาณว่า คนที่ไม่มีความสุข จะยึดพื้นที่ต่างๆ กันไปในเครือข่าย จะมีบริเวณตรงกลาง กับที่ขอบๆ ของเครือข่าย และคนที่ไม่มีความสุขก็ดูเหมือน จะชอบอยู่ที่ชายขอบ ซึ่งก็ก่อให้เกิดคำเปรียบเทียบอีกอย่างหนึ่ง ถ้าคิดว่าโครงข่ายทางสังคมเป็น เส้นใยของความสัมพันธ์ ฉันเชื่อมโยงกับคุณ และคุณก็เชื่อมต่อกับเธอ ต่อเนื่องไกลออกไปเรื่อยๆ ไม่มีวันจบ เส้นใยเหล่านี้ก็เหมือน การเย็บควิ้ลแบบดั้งเดิมของอเมริกัน แล้วมันก็มีแผ่นๆ มาปะติดปะต่อ มีแผ่นของความสุข แล้วก็มีแผ่นของความเศร้า และโอกาสที่คุณจะมีความสุขหรือไม่ ส่วนหนึ่งมันขึ้นอยู่กับว่าแผ่นปะที่คุณมีนั่น เป็นแผ่นที่เป็นความสุขหรือเปล่า
ดังนั้น การศึกษาเรื่องอารมณ์นี้ ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานอย่างที่สุด ก็ทำให้เราคิดว่า บางที ปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้เกิดเครือข่ายสังคมของมนุษย์ มันอาจจะมีรหัสฝังอยู่ในยีนของเราอยู่แล้ว เพราะไม่ว่าเมื่อไหร่ที่เราทำแผนที่ของเครือข่ายสังคม มันก็ออกมาหน้าตาคล้ายๆ แบบนี้ทุกที รูปแบบของเครือข่าย แต่มันไม่ออกมาเป็นแบบนี้ ทำไมมันไม่ออกมาเป็นแบบนี้ล่ะ ทำไมเราไม่สร้างเครือข่ายทางสังคม ที่มีรูปร่างเหมือนตาข่ายปกติล่ะ ใช่ครับ รูปแบบที่โดดเด่นของเครือข่ายทางสังคมของมนุษย์ ที่เห็นได้ทั่วไป และมีวัตถุประสงค์ชัดเจน ทำให้เกิดคำถามว่า เราวิวัฒนาการเพื่อให้เกิด เครือข่ายทางสังคมมาตั้งแต่แรก หรือเราวิวัฒนาการ เพื่อสร้างเครือข่าย ที่มีรูปแบบที่กำหนดไว้ก่อนแล้ว
และโปรดสังเกตนะครับ...และเพื่อจะทำความเข้าใจกับเรื่องนี้ เราก็ต้องชำแหละโครงสร้างของเครือข่ายนี่ออกมาซักหน่อยก่อน ให้สังเกตนะครับว่า ทุกๆ คนในเครือข่าย มีโครงสร้างที่อยู่ที่เหมือนกันกับคนอื่นๆ แต่ถ้าเป็นเครือข่ายจริงๆ มันก็จะไม่เป็นแบบนั้น เพื่อเป็นตัวอย่างนะครับ นี่คือเครือข่ายจริงๆ ของนักศึกษา ในมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งทางตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วผมก็จะเน้นที่บางจุดนะครับ ถ้าคุณดูที่จุดพวกนี้ เปรียบเทียบ จุด B ด้านบนซ้าย กับจุด D ที่ด้านขวา B มีเพื่อน 4 คน ส่วน D มีเพื่อน 6 คน นักศึกษาสองคนนี้ก็มีเพื่อนเป็นจำนวนต่างกัน นี่มันชัดเจน เราก็เห็นๆ กัน แต่ปัจจัยอื่น ของเครือข่ายทางสังคม มันไม่ชัดเจนอย่างนั้น
ลองเปรียบเทียบจุด B ที่ด้านบนซ้าย กับ A ที่มุมล่างซ้าย ทั้งสองคนมีเพื่อน 4 คนเท่ากัน แต่เพื่อนของ A ต่างก็รู้จักกันเองด้วย แต่เพื่อนของ B ไม่ ดังนั้น เพื่อนของเพื่อนของ A ก็จะกลายมาเป็นเพื่อนของ A อีก ในขณะที่เพื่อนของเพื่อนของ B จะไม่กลายมาเป็นเพื่อนของ B แต่จะอยู่ไกลออกไปในเครือข่าย ที่เราเรียกกันว่าการส่งต่อกันในเครือข่าย และสุดท้าย ลองเรียบเทียบจุด C กับจุด D C และ D ต่างก็มีเพื่อน 6 คน ถ้าคุณคุยกับเขา แล้วถามว่า "สังคมของคุณเป็นยังไง?" เขาก็คงจะตอบว่า "ผมมีเพื่อน 6 คน นั่นละสังคมของผม" แต่ตอนนี้ เรามองเห็นเครือข่ายนี้จากมุมสูง เราเลยเห็นว่าแต่ละคนก็มีโลกที่แตกต่างกันไป และผมก็ใช้ประโยชน์จากความรู้นี้จากคุณ โดยการแค่ถามว่า คุณอยากจะเป็นใคร ถ้ามีเชื้อมรณะกำลังแพร่กระจายอยู่ในโครงข่ายนี้ คุณอยากจะเป็น C หรือ D คุณคงอยากจะเป็น D ที่อยู่ตรงขอบๆ ของเครือข่าย แล้วคราวนี้ คุณอยากจะเป็นใคร ถ้ามีเรื่องเม้าท์มันๆ ที่ไม่เกี่ยวกับคุณ กระจายอยู่ในเครือข่ายนี้ คราวนี้ คุณคงอยากเป็น C
ดังนั้น ที่อยู่ที่ต่างกันออกไป ก็มีผลต่อชีวิตของคุณต่างกัน และที่จริง ตอนที่เราทดลองเรื่องนี้ เราพบว่า 46% ของความแตกต่าง ของจำนวนเพื่อนที่คุณมี อธิบายได้ด้วยยีนของคุณ แต่นี่ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ เราก็รู้กันอยู่แล้วว่าบางคนก็เกิดมาขี้อาย แล้วบางคนก็เกิดมาชอบสังคม นั่นมันชัดเจน แต่เราได้พบบางอย่างที่มันไม่ชัดเจนอย่างนั้นด้วย ตัวอย่างเช่น 47% ของความแตกต่าง ในเรื่องที่เพื่อนของคุณจะรู้จักกันเอง ก็อธิบายได้ด้วยยีนของคุณเองด้วย การที่เพื่อนของคุณ เขาจะรู้จักกันเองหรือไม่ ไม่ได้เป็นเรื่องที่อยู่ในยีนของเขาเองเท่านั้น แต่มันอยู่ในยีนของคุณด้วย เราคิดว่า เหตุผลของเรื่องนี้ก็คือ บางคน ก็ชอบแนะนำเพื่อนของตัวเองให้เพื่อนรู้จักด้วย --คุณก็รู้นี่นาว่าคุณเป็นใคร-- และก็มีคนอีกพวกนึงที่อยากจะแยกๆ กันไว้ เขาก็จะไม่แนะนำให้เพื่อนรู้จักกัน ดังนั้น บางคนก็ถักทอโครงข่ายไว้รอบๆ ตัว สร้างเป็นเส้นใยหนาแน่นผูกมัดกัน เป็นที่ๆ เขาฝังตัวอยู่อย่างสบาย และสุดท้าย เราก็ยังพบแม้กระทั่งว่า 30% ของความแตกต่าง ที่คนจะอยู่ตรงกลาง หรืออยู่ที่ริมของเครือข่าย ก็ขึ้นอยู่กับยีนของเขาด้วย ดังนั้น การทีคุณจะพบว่าตัวเองอยู่ตรงกลาง หรือเป็นคนชายขอบ มันเป็นเรื่องที่ได้รับตกทอดมาก่อนแล้ว
เอาละ แล้วประเด็นมันคืออะไร? เรื่องนี้จะช่วยให้เราเข้าใจโลกได้ยังไง? เรื่องนี้จะช่วยเรา ให้ค้นพบทางแก้ปัญหา ที่มีผลต่อเราในทุกวันนี้ได้ยังไง? ครับ เรื่องที่ผมอยากจะบอกก็คือ เครือข่ายนั้นมีคุณค่า มันเป็นต้นทุนทางสังคม มันมีคุณสมบัติใหม่ๆ เกิดขึ้น เพราะการที่เราอยู่เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายทางสังคม และคุณสมบัติเหล่านี้ มันจะคงอยู่ ในโครงสร้างของเครือข่าย ไม่ใช่แต่เฉพาะในคนแต่ละคนในเครือข่ายนี้เท่านั้น ลองคิดถึงของสองอย่างนี้ ทั้งคู่ต่างก็มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ แต่ในของอย่างนึงมีอะตอมของคาร์บอน ที่เรียงตัวกันแบบนึง อย่างภาพทางซ้าย แล้วคุณก็ได้กราไฟต์ ซึ่งนิ่มและเป็นสีดำ แต่ถ้าคุณเอาอะตอมของคาร์บอน มาเรียงตัวในอีกรูปแบบนึง คุณจะได้เพชร ซึ่งใสและแข็ง คุณสมบัติที่นิ่ม หรือแข็ง หรือดำ หรือใส ไม่ได้อยู่ในอะตอมของคาร์บอน แต่อยู่ที่การจัดเรียงตัวของมันต่างหาก หรืออย่างน้อย มันก็เกิดขึ้นเพราะ การเชื่อมโยงกันของอะตอมคาร์บอน ก็คล้ายกันนะครับ รูปแบบของความสัมพันธ์ของมนุษย์ ก็เกิดขึ้นในกลุ่มคน ที่มีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ความยึดโยงระหว่างผู้คนต่างหากเล่า ที่ทำให้ภาพรวมออกมายิ่งใหญ่กว่าผลบวกของแต่ละคน แล้วนี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นกับคนเหล่านี้เท่านั้น ว่าเขากำลังลดน้ำหนัก หรือทำน้ำหนัก หรือกำลังรวยขึ้น หรือกำลังจนลง หรือกำลังมีความสุขหรือว่าไม่มีความสุข--ที่จะส่งผลต่อเรา แต่มันเป็นโครงสร้างจริงๆ ที่ยึดโยงล้อมรอบเราไว้
ประสบการณ์ของเราบนโลกใบนี้ ขึ้นอยู่กับโครงสร้างจริงๆ ของเครือข่ายที่เราอาศัยอยู่ และขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ที่กระเพื่อม และเคลื่อนไหว ไปทั่วเครือข่าย คราวนี้ ผมก็คิดว่า เหตุผลที่เรื่องนี้จะเป็นเรื่อง ก็คือว่า มนุษย์ จะมีการรวมกลุ่มกัน คล้ายระบบร่างกายขนาดใหญ่ ระบบร่างกายขนาดใหญ่ ซึ่งเกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มของคน ที่แสดง หรือเปิดเผยพฤติกรรม หรือปรากฏการณ์ ที่ไม่สามารถแยกออกไปสู่การศึกษาเป็นรายเดี่ยวๆ ได้ และต้องทำความเข้าใจกับมันในลักษณะ ของการศึกษาทั้งกลุ่ม อย่างเช่นฝูงผึ้ง ที่มองหาที่สร้างรังใหม่ หรือฝูงนกที่หลบหนีศัตรูนักล่า หรือฝูงนกที่สามารถจะรวมหัวกัน เพื่อจะกำหนดทิศทาง และหายอดเล็กๆ ของเกาะกลางมหาสมุทรแปซิฟิค หรือฝูงหมาป่าที่สามารถ ล่าสัตว์ที่ใหญ่กว่าได้ ระบบร่างกายขนาดใหญ่ มีคุณสมบัติ ที่หากเรามองจากแต่ละคนเดี่ยวๆ แล้วก็จะทำความเข้าใจไม่ได้เลย ผมคิดว่า การจะเข้าใจโครงข่ายสังคม การก่อตัว และการทำงานของมัน จะช่วยเราได้ทั้งทางด้านสุขภาพ และทางอารมณ์ และปรากฏการณ์อื่นๆด้วย อย่างเช่น อาชญากรรม และสงคราม หรือปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ อย่างเช่นธนาคารเจ๊ง หรือตลาดหุ้นถล่ม และการยอมรับเอานวัตกรรมใหม่ๆ หรือการแพร่กระจายของการใช้สินค้า
ลองดูนี่นะครับ ผมคิดว่า เราได้สร้างโครงข่ายสังคม เพราะมันมีผลประโยชน์ของความสัมพันธ์ในชีวิต สูงกว่าต้นทุน ถ้าผมทำอะไรรุนแรงกับคุณบ่อยๆ หรือให้ข้อมูลคุณผิดๆ เป็นประจำ หรือทำให้คุณเศร้า หรือเอาเชื้อมรณะมาแพร่ใส่คุณ คุณก็คงเลิกคบผม และเครือข่ายนั้นก็แยกออกจากกัน ดังนั้น การส่งต่อเรื่องดีๆ และสิ่งที่มีคุณค่า ก็เป็นเรื่องจำเป็นในการที่จะรักษา และฟูมฟักโครงข่ายทางสังคมเอาไว้ และก็คล้ายๆ กัน โครงข่ายสังคมก็ต้องการ การกระสิ่งดีๆ และมีคุณค่า อย่างเช่นความรัก และความปรารถนาดี ความสุข และการเห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่น และความคิดดีๆ อันที่จริง ผมคิดว่าถ้าเราตระหนัก ว่าโครงข่ายสังคมมีค่าแค่ไหน เราก็คงจะใช้เวลามากขึ้นในการดูแล รักษามันไว้ เพราะผมคิดว่า โครงข่ายสังคม เป็นพื้นฐานของเรื่องดีๆ และสิ่งที่ผมคิดว่าโลกเรากำลังต้องการก็คือ ความสัมพันธ์ที่มากขึ้น
You can share this video by copying this HTML to your clipboard and pasting into your blog or web page. This video will play with subtitles.
You either have JavaScript turned off or have an old version of the Adobe Flash Player. To view this rating widget you
need to get the latest Flash player.
If your browser allows only "trusted sites" to execute Javascript, you should add the "googleapis.com" domain to your whitelist to allow our Flash detection to work properly.
Got an idea, question, or debate inspired by this talk? Start a TED Conversation, or join one of these:
พวกเราถูกฝังเข้าไปในโครงข่ายทางสังคมอันยิ่งใหญ่ ของหมู่เพื่อน ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และอีกมากมาย นิโคลัส คริสทากิสได้ติดตามร่องรอยที่หลากหลายเหล่านี้-- จากเรื่องของความสุขไปจนถึงโรคอ้วน -- ที่สามารถแพร่จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง และจะแสดงให้เห็นว่าจุดที่คุณอยู่ในโครงข่ายสังคม มีผลกระทบต่อชีวิตของคุณในหลายๆทาง อย่างที่คุณเองก็ยังไม่รู้มาก่อน
Nicholas Christakis explores how the large-scale, face-to-face social networks in which we are embedded affect our lives, and what we can do to take advantage of this fact Full bio »
Translated into Thai by Korawan Kitsommart
Reviewed by Paninya Masrangsan
Comments? Please email the translators above.
08:51 Posted: Nov 2009
Views 425,399 | Comments 120
17:29 Posted: May 2009
Views 1,143,730 | Comments 228
20:53 Posted: Aug 2008
Views 313,596 | Comments 69
Just follow the guidelines outlined under our Creative Commons license.
This comment will be attributed to . Not ? Sign Out.