เรามาพูดกันถึงเลขหลักพันล้าน เราลองพูดกันถึงเลขพันล้าน ทั้งในอดีตและอนาคต เรารู้ว่า โลกนี้เคยมีคนเกิดมาแล้ว 1 แสน 6 พันล้านคน แล้วเรารู้ว่าคนเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้ตายไปหมดแล้ว และเราก็รู้ว่า คนพวกนี้ส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย และเรารู้อีกว่า ส่วนใหญ่อยู่กันอย่างยากจน และมีชีวิตที่ค่อนข้างสั้น เราลองพูดกันถึงตัวเลขพันล้าน ทรัพย์สินทั้งหมด 195,000 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่มีในโลกปัจจุบัน เรารู้ว่าทรัพย์สินเกือบทั้งหมดนี้ ถูกสร้างขึ้นมาหลังปี 1800 และเรารู้ว่าเกือบทั้งหมด มีชาวตะวันตก เป็นเจ้าของ ชาว ยุโรป อเมริกาเหนือ ออสเตรเลีย ซึ่งคิดเป็นเพียง 19% ของประชากรโลกทั้งหมด แต่ชาวตะวันตกเป็นเจ้าของถึง 2 ใน 3 ของทรัพย์สินรวมทั้งหมด
นักวิชาการ เรียกสิ่งนี้ว่า "ความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่" (The Great Divergence) ภาพสไลด์นี้ เป็นตัวอย่างที่ง่ายที่สุดของ "ความเหลื่อมล้ำที่ยิ่งใหญ่" ที่เกิดขึ้นในโลก ที่ผมจะพูดให้ฟัง มีอัตราส่วนสองอัน อันแรกคือ จีดีพีต่อหัว หรือรายได้ประชาชาติต่อหัว พูดง่ายๆ คือรายได้เฉลี่ย เส้นสีแดงนี้ แสดงอัตราส่วนรายได้เฉลี่ยต่อบุคคล ระหว่างชาวอังกฤษกับอินเดีย ส่วนเส้นสีน้ำเงิน คืออัตราส่วนของชาวอเมริกากับจีน และตารางนี้ย้อนกลับไปจนถึงปี 1500 เราเห็นทันทีเลยว่า ความแตกต่างนั้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รายได้เฉลี่ยของประเทศพวกนี้เริ่มใกล้เคียงกัน ความจริงในปี 1500 คนจีนทั่วไปร่ำรวยกว่าคนอเมริกาเหนือ แต่พอคุณมาดูในทศวรรษที่ 1970 ซึ่งเป็นช่วงสุดท้ายของกราฟนี้ โดยเฉลี่ยแล้วชาวอังกฤษรวยกว่าชาวอินเดีย ถึงกว่า 10 เท่า และนั่นทำให้เกิด ความแตกต่างในค่าครองชีพมากยิ่งขึ้น ภาษาวิชาการเรียก "ความเสมอภาคของอำนาจซื้อ" คนอเมริกันโดยเฉลี่ย รวยกว่าคนจีน กว่า 20 เท่า ในทศวรรษที่ 1970
เพราะอะไร? นี่ไม่ได้เป็นแค่ประเด็นทางเศรษฐศาสตร์เท่านั้น ถ้าเรามองดู 10 ประเทศ ที่พัฒนากลายเป็น จักรวรรดิตะวันตก เราพบว่า ในปี 1500 ประเทศเหล่านี้เล็กมาก มีเนื้อที่เพียงร้อยละ 5 ของโลก ประชากรเพียงร้อยละ 16 และมีรายได้ประมาณร้อยละ 20 แต่ในปี 1913 ประเทศ 10 แห่งนี้ รวมสหรัฐอเมริกา มีอำนาจอันยิ่งใหญ่ พื้นที่ถึงร้อยละ 58 ของโลก ด้วยสัดส่วนจำนวนประชากรรวมเท่าเดิม และรายได้ถึงกว่าสามในสี่ ของรายได้รวมของโลก และรายได้ส่วนใหญ่จะถูกส่งกลับประเทศแม่ สู่เมืองหลวงของจักรวรรดิ ไม่เก็บไว้ในดินแดนอาณานิคม
เราไม่ควรโทษว่าทั้งหมดเกิดขึ้นจากจักรวรรดินิยม ถึงแม้จะมีคนพยายามทำอย่างนั้นกันมาก จากเหตุผลสองประการ หนึ่ง ระบบจักรวรรดินิยมไม่ได้ถูกคิดค้น โดยชาวตะวันตกหลังปี 1500 ก่อนหน้านี้ทุกประเทศในโลกเคยเป็นจักรวรรดิ พวกเขาล้วนแต่ล้มจักรวรรดิที่มีก่อนหน้า เช่น จักรวรรดิมูกัล (Mughals) กับออตโตแมน (Ottomans) ดังนั้นลัทธิจักรวรรดินิยมจึงน่าจะไม่ใช่คำอธิบายที่ดี สำหรับ "ความเหลื่อมล้ำที่ยิ่งใหญ่" นอกจากนี้ จากที่ได้กล่าวไปแล้ว "ความเหลื่อมล้ำที่ยิ่งใหญ่" ขึ้นสู่จุดสูงสุดในช่วงทศวรรษที่ 1970 ซึงเป็นช่วงเวลาหลังจากการล่าอาณานิคม นี่ไม่ใช่คำถามใหม่
แซมูเอล จอห์นสัน (Samuel Johnson) นักพจนานุกรมผู้ยิ่งใหญ่ ได้ให้ ราเซลลาส (Rasselas) ตัวละครของเขา ในนิยายเนื่อง "ราเซลลาส เจ้าชายแห่งอาบิสสิเนีย" ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1759 พูดว่า "ด้วยเหตุใดชาวยุโรปจึงมีอำนาจยิ่งนัก ทำไมพวกเขาสามารถเดินทางมาเอเชียและแอฟริกาได้โดยง่าย เพื่อประโยชน์ทางการค้าและการล่าอาณานิคม แต่ทำไมชาวเอเชียชาวแอฟริกา ไม่สามารถบุกไปโจมตีพวกเขา ตั้งอาณานิคมในแดนของเขา และกำหนดกฎเกณฑ์ให้แก่ผู้นำของเขาได้ เพราะลมทะเลที่นำพวกเขากลับบ้าน ก็พาพวกเราไปได้เหมือนกัน"
นี่เป็นคำถามที่ดี และมันยังเป็น คำถามที่มีคนจำนวนมากถามในเวลานั้น ถามโดยคนทั้งหลายที่ไม่ใช่ชาวตะวันตก เช่น อิบราฮิม มูเตอเฟอริกา (Ibrahim Muteferrika) ขุนนางออตโตแมน ผู้ซึ่งนำเข้าเทคโนโลยีการพิมพ์ สู่จักรวรรดิออตโตแมน เขาเขียนในหนังสือซึ่งพิมพ์ในปี 1731 "ทำไมชาวคริสเตียนผู้อ่อนแอในอดีต เมื่อเปรียบเทียบกับชาวมุสลิม จึงผงาดขึ้นมายิ่งใหญ่ในปัจจุบัน กระทั่งเอาชนะจักรวรรดิออตโตแมนอันเกรียงไกรได้" ต่างจาก ราเซลลาส มูเตอเฟอริกา มีคำตอบให้ ซึ่งถูกต้องทีเดียว เขาเขียนว่า "เป็นเพราะชาวตะวันตกมีกฎเกณฑ์ ซึ่งผลิตขึ้นมาจากการใช้เหตุผล" มันไม่ใช่เรื่องของภูมิศาสตร์
บางคนอาจคิดว่าเราอธิบาย "ความเหลื่อมล้ำอันยิ่งใหญ่" ได้ด้วยภูมิศาสตร์ เรารู้ว่ามันไม่ถูก เพราะเรามีการทดลองทางสังคมสองครั้งในศตวรรษที่ 20 ทดสอบว่าภูมิศาสตร์ มีผลต่อการพัฒนามากกว่า ระบบสถาบันการปกครอง หรือไม่ เราเอาประเทศเยอรมันมา และแบ่งมันออกเป็น 2 ประเทศ เราให้เยอรมันตะวันออก เป็นคอมมิวนิสต์ เรามาดูผลลัพธ์ของมัน ภายในเวลาเพียงไม่นาน ประชาชนที่อยู่ในเขตปกครองประชาธิปไตยของเยอรมัน สร้างรถยี่ห้อ ทราบานต์ (Trabants) ซึ่งเป็นรถยอดแย่เท่าที่เคยมีการผลิตในโลก ในขณะที่ชาวเยอรมันตะวันตกผลิตรถเบนซ์ ถ้าคุณยังไม่เชื่อผม เราทำการทดลองทำนองเดียวกันในคาบสมุทรเกาหลี เราเอาชาวเกาหลี ซึ่งทั้งหมดอยู่ในภูมิประเทศใกล้เคียงกัน มีวัฒนธรรมพื้นฐานใกล้เคียงกัน แบ่งประเทศนี้ออกเป็นสองส่วน และให้ฝั่งเหนือเป็นคอมมิวนิสต์ ผลที่ได้คือความเหลื่อมล้ำที่มากยิ่งกว่า ในประเทศเยอรมัน ด้วยเวลาที่น้อยยิ่งกว่าอีก ถึงแม้ว่าเครื่องแบบทหารไม่ได้แตกต่างกันมากนัก แต่ในแง่อื่น มีความเหลื่อมล้ำเป็นจำนวนมาก มันทำให้ผมคิดว่า เหตุผลทางภูมิศาสตร์ และ นิสัยประจำชาติ ซึ่งคนชอบเอามาอธิบายความเหลื่อมล้ำนี้ เป็นเหตุผลที่ไม่มีน้ำหนักเลย
มันคือเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ เรื่องของสถาบันการปกครอง เหตุผลเหล่านี้ถูกต้องกว่า เพราะเคยมีชาวสก็อตคนหนึ่งพูดไว้ ผมคิดว่าผมเป็นชาวสก็อตเพียงคนเดียวในงาน TED ที่นี่ ขออนุญาตให้ผมอธิบายว่า คนที่ฉลาดที่สุดในโลกคือชาวสก็อตคนหนึ่ง เขาชื่อ อดัม สมิท (Adam Smith) ไม่ใช่ บิลลี่ คอนโนลี่ (Billy Connolly) หรือ ฌอน คอนเนอรี่ (Sean Connery) ถึงแม้ ฌอนจะฉลาดมากก็ตาม (เสียงหัวเราะ) เขาชื่อ สมิท ผมอยากให้ทุกท่าน ได้ไปคารวะรูปปั้นของเขาที่ รอยัลไมล์ (Royal Mile) มันเป็นรูปปั้นที่สวยมาก สมิท ในหนังสือที่ชื่อ "ความมั่งคั่งของรัฐ" ตีพิมพ์ในปี 1776 เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดของปีนั้น (เสียงหัวเราะ) เอาเหอะ อาจมีปัญหาเล็กๆ ในอาณานิคมที่ไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่ แต่ก็นะ..
"จีนดูเหมือนจะหยุดอยู่กับที่มานาน และดูเหมือนได้พัฒนาตนเองขึ้นมาเพื่อตักตวงความมั่งคั่งอันสูงสุดมาเป็นเวลานานแล้ว ซึ่งก็สอดคล้องกับระบบการปกครองที่ตนเองมีอยู่ แต่การพัฒนาที่ว่านี้ อาจจะด้อยกว่า หากเทียบกับจีนที่มีเงื่อนไขระบบการปกครองและกฎหมายแบบอื่น ด้วยความอุดมสมบูรณ์, สภาพอากาศ และเหตุการณ์ ในแบบอื่นๆ ก็เป็นได้" ประโยคนี้ถูกต้องสุดๆ เขายังพูดไว้เมื่อนานมาแล้วด้วย
แต่ตอนนี้ผมกำลังพูดให้ผู้ชม TED ฟัง และถ้าผมเอาแต่พูดถึง "ระบบสถาบันต่างๆ" พวกคุณคงหนีกลับบ้าน ผมจะแปลความพวกนี้ให้เป็นภาษาที่ทุกคนเข้าใจง่าย เรียกมันว่าสุดยอดแอพ มีสุดยอดแอพทั้งหมด 6 อย่าง ที่ทำให้ตะวันตกแตกต่างจากที่อื่น และมันเหมือนกับแอพพลิเคชั่นที่เราเห็นกันบนโทรศัพท์ เพราะว่ามันดูเรียบง่ายมาก เป็นแค่ไอคอนที่พวกคุณกดคลิก แต่ภายใต้ไอคอนเหล่านี้ มีความซับซ้อน เช่นเดียวกับ "สถาบัน" ต่างๆ มีทั้งหมด 6 อย่าง ที่จะมาอธิบาย "ความเหลื่อมล้ำที่ยิ่งใหญ่" หนึ่งคือ การแข่งขัน สอง การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ สาม สิทธิและความคุ้มครองในทรัพย์สิน สี่ การแพทย์สมัยใหม่ ห้า วัฒนธรรมการบริโภค และหก ความเพียรในการงาน คุณลองพยายามคิดว่าผมหลุดอะไรไปบ้าง หรือลองพยายามย่อให้เหลือแค่ สี่อย่าง ดูก็ได้ แต่คุณทำมันไม่สำเร็จหรอก
ลองให้ผมอธิบาย โดยเอางานของนักประวัติศาสตร์ทางเศรษฐกิจหลายท่าน มาปรุงรวมกัน การแข่งขัน ยุโรปในปี 1500 มีแคว้นอิสระเป็นร้อย และในแคว้นเล็กๆ เหล่านี้ มีการแข่งขันระหว่างประชาชน และผู้นำ บรรพบุรุษของบริษัทจำกัด คือ นิติบุคคลกรุงลอนดอน จัดตั้งตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ไม่มีอะไรอย่างนี้ในจีน ซึ่งเป็นรัฐเดียวอันกว้างใหญ่ มีประชากรกว่าหนึ่งในห้าของโลก ใครก็ตามที่มีความทะเยอทะยาน จะต้องผ่านการสอบจอหงวนเพื่อเข้ารับราชการ เป็นการสอบ 3 วันที่ยากยิ่ง ต้องท่องจำตัวหนังสือเป็นจำนวนมาก และมีการเขียนเรียงความแบบขงจื๊อที่ซับซ้อนสุดๆ
การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ในตะวันตกแตกต่าง จากวิทยาศาสตร์ในโลกตะวันออก ในหลักหัวใจที่สำคัญหลายอย่าง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การทดลองหาข้อเท็จจริง ซึงทำให้มนุษย์ควบคุมธรรมชาติได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ตัวอย่างคือ การทดลองของ เบนจามิน โรบินส์ (Benjamin Robin) ที่เอากลศาสตร์นิวตัน มาใช้กับวิถีกระสุน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การยิงปืนใหญ่มีความแม่นยำขึ้น ผลกระทบของมันมีมากมาย มันเป็น "คิลเลอร์" แอพ (สุดยอดแอพ) จริงๆ (เสียงหัวเราะ) ในขณะเดียวกัน ไม่มีการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ที่อื่นใดเลย จักรวรรดิออตโตแมนไม่ได้ไกลจากยุโรปนัก แต่ก็ไม่มีการปฏิวัติวิทยาศาสตร์เกิดขึ้น และพวกเขายังทำลายหอดูดาวของ ทาชิ อัล ดิน (Taqi al-Din) ลงด้วย เพราะถือว่ามันผิดหลักศาสนา ที่จะพยายามค้นหาว่าพระเจ้าคิดอะไรอยู่
สิทธิและความคุ้มครองในทรัพย์สิน: ผมไม่ได้พูดถึงประชาธิปไตยนะ มันคือการมีกฎเกณฑ์เพื่อคุ้มครองทรัพย์สินส่วนบุคคล นั่นคือความแตกต่างที่สำคัญ ระหว่างอเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้ คุณสามารถอพยพมาอเมริกา ด้วยการเซ็นสัญญาทำงาน สัญญาว่า "ฉันจะทำงานโดยไม่ได้รับตอบแทนเป็นเวลา 5 ปี แต่คุณต้องเลี้ยงดูให้อาหารฉัน" แต่เมื่อพ้นเวลาน้้น คุณจะได้ที่ดินทำกิน 100 เอเคอร์ ได้ที่ดินส่วนล่างของแผ่นดิน เป็นสิ่งตอบแทน นี่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในอเมริกาใต้ ซึ่งที่ดินทำกินส่วนใหญ่ ถือครองโดยชนชั้นปกครองจำนวนน้อย ที่สืบต่อกันทางสายเลือด คุณสามารถเห็นความเหลื่อมล้ำอันยิ่งใหญ่ ที่เกิดจากการถือครองที่ดินระหว่างอเมริกาเหนือและใต้ ชาวชนบทอเมริกาเหนือส่วนใหญ่ เป็นเจ้าของที่ดินของตนในปี 1900 เกือบไม่มีใครในอเมริกาใต้เลยที่เป็นเจ้าของที่ดิน นี่ก็เป็นสุดยอดแอพอีกอัน
ในศตวรรษที่ 19 การแพทย์สมัยใหม่ เริ่มมีการพัฒนาค้นพบที่สำคัญ ในเรื่องโรคติดต่อที่คร่าชีวิตคนจำนวนมาก และนี่เป็นสุดยอดแอพอีกอัน และตรงข้างกับคำว่า "คิลเลอร์" (นักฆ่า) เพราะมันทำให้อายุเฉลี่ยของคนเพิ่มเป็นสองเท่า และมากกว่านั้น พัฒนาการอันนี้ เข้าไปถึงในเมืองอาณานิคมด้วย ใน เซเนกัล ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มีการพัฒนาในด้านระบบสาธารณสุข และอายุขัยเฉลี่ยก็เพิ่มสูงขึ้น และมันไม่ได้เพิ่มด้วยอัตราที่เร็วขึ้น ภายหลังจากที่อาณานิคมพวกนี้ได้รับอิสรภาพ ระบบล่าอาณานิคมจึงไม่ได้มีแต่ผลเสียอย่างเดียว
วัฒนธรรมการบริโภคเป็นสิ่งจำเป็น ถ้าจะทำให้การปฏิวัติอุตสาหกรรมมีความหมาย คุณต้องมีคนที่อยากสวมใส่เสื้อผ้าใหม่ ทุกคนในนี้น่าจะได้ซื้อเสื้อใหม่ในเดือนที่ผ่านมา ผมกล้ารับประกัน และนั่นคือวัฒนธรรมการบริโภค ซึ่งทำให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ มากกว่าการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกนอกเหนือชาวตะวันตก ที่ยอมรับวัฒนธรรมนี้ ทางเลือกที่สอง ซึ่งเสนอโดย มหาตมะ คานธี (Mahatma Gandhi) คือการทำให้ความยากจนเป็นระบบสถาบันถาวร ในวันนี้มีคนอินเดียเพียงน้อยนิด ที่หวังว่าอินเดีย จะเดินไปทางของท่านมหาตมะ
อย่างสุดท้าย ความเพียรในการทำงานหนัก แมกซ์ เวเบอร์ (Max Weber) คิดว่านี่คือลักษณะที่แปลกของชาวโปรเตสแตนท์ เขาคิดผิด ไม่ว่าวัฒนธรรมไหนก็ปลูกฝังความเพียรได้ ถ้ามีโครงสร้างสถาบันที่สนับสนุน และสร้างแรงจูงใจในการทำงาน เรารู้ เพราะในปัจจุบัน ความหมั่นเพียร ไม่ใช่ปรากฎการณ์ที่เห็นแต่ในโลกโปรเตสแตนท์ตะวันตกอีกต่อไป อันที่จริง ชาวตะวันตกได้ทำมันหายไปแล้วด้วย ชาวเกาหลีวันนี้ ทำงานมากกว่าชาวเยอรมัน กว่า 1,000 ชั่วโมงต่อปี หนึ่งพันเชียวนะ นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ของปรากฎการณ์ใหม่ หรือจุดสิ้นสุดของ "ความเหลื่อมล้ำที่ยิ่งใหญ่"
คนชาติไหนขยันที่สุด ลองดูจากคะแนนสอบเลข ของเด็กอายุ 15 ปี กลุ่มที่ได้คะแนนเยอะที่สุด จากการศึกษาของ PISA (ระบบตรวจประเมินนักเรียนในระดับนานาชาติ) คือกลุ่มเด็กจากเมืองเซี่ยงไฮ้ ช่องว่างคะแนนระหว่างเด็กเซี่ยงไฮ้ กับเด็กอังกฤษ และเด็กอเมริกา ใหญ่พอกับช่องว่างระหว่างเด็กอังกฤษ และเด็กอเมริกา กับเด็กแอลบาเนีย เด็กตูนีเซีย คุณอาจคิดว่า เพราะ ไอโฟนได้รับการออกแบบในแคลิฟอร์เนีย และประกอบในจีน ดังนั้นชาติตะวันตกยังนำอยู่ในด้านการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ แต่คุณคิดผิด ถ้านับจำนวนสิทธิบัตร มันชัดเจนว่าชาวตะวันออกกำลังนำ ไม่ใช่แค่ญี่ปุ่นซึ่งได้นำมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว เกาหลีใต้กำลังตามมาเป็นอันดับ 3 และยังมีจีนซึ่งกำลังจะแซงเยอรมัน ทำไม? เพราะสุดยอดแอพพลิเคชั่นพวกนี้สามารถดาวน์โหลดได้ทั่วไป มันเป็นโอเพ่นซอร์ส ไม่ว่าสังคมไหนก็สามารถนำโครงสร้างสถาบันเหล่านี้มาใช้ และพอพวกเขาเอามาทำจริงๆ พวกเขาก็ทำในสิ่งที่ชาวตะวันตกทำสำเร็จหลังปี 1500 เพียงแต่เร็วกว่า
นี่คือ "การลดความเหลื่อมล้ำอย่างรวดเร็ว" มันเป็นข่าวใหญ่ที่สุดในช่วงชีวิตของเรา เพราะว่ามันเกิดขึ้นใต้จมูกของเราเอง คนรุ่นพวกเรา กำลังสัมผัสกับจุดสิ้นสุดของอำนาจเด็ดขาดตะวันตก คนอเมริกาเคยรวยกว่าคนจีน กว่า 20 เท่า ปัจจุบันเหลือแค่ 5 เท่า ในไม่ช้าจะเหลือ 2.5 เท่า
ผมอยากจบด้วยคำถาม 3 ข้อ สำหรับคนพันพันล้าน ก่อนหน้าปี 2016 ซึ่งอเมริกาจะสูญเสียความเป็นอันดับหนึ่ง ทางเศรษฐกิจให้แก่จีน คำถามแรกคือเราลบแอพพลิเคชั่นพวกนี้ได้หรือไม่ และเราในฐานะชาวตะวันตกกำลัง ลบมันอยู่หรือเปล่า คำถามข้อสอง ลำดับที่ในการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นมีผลหรือเปล่า และแอฟริกากำลังเรียงลำดับความสำคัญผิดหรือเปล่า ผลที่เห็นได้ชัดอย่างหนึ่งในปัจจุบันคือ มันค่อนข้างยากที่จะไปสู่ระบบประชาธิปไตย ก่อนที่ประเทศจะ ให้ความสำคัญในการคุ้มครองทรัพย์สินส่วนบุคคล คำเตือน: มันอาจทำไม่ได้ ข้อสาม ประเทศจีนจะไม่ใช้ สุดยอดแอพเบอร์สามได้หรือไม่ ซึ่งเป็นอันที่ จอห์น ล็อค (John Locke) เป็นผู้เรียบเรียง เมื่อตอนที่เขาพูดว่า เสรีภาพมีพื้นฐานมาจากสิทธิในทรัพย์สินส่วนบุคคล และการคุ้มครองด้วยกฎหมาย นี่คือพื้นฐาน ของโครงสร้างโลกตะวันตก ของการปกครองระบบประชาธิปไตย ภาพนี้แสดงให้เห็นถึงการทุบทำลาย สตูดิโอของศิลปินชาวจีน ไอ้ เว่ย เว่ย (Ai Weiwei) ที่เซี่ยงไฮ้เมื่อต้นปี เขามีอิสรภาพอีกครั้ง หลังจากที่จองจำเป็นระยะเวลาหนึ่ง แต่ผมไม่คิดว่าสตูดิโอของเขาได้รับการซ่อม
วินสตัน เชอร์ชิล (Winston Churchill) เคยนิยามคำว่าอารยธรรม ในการบรรยายของเขาในปี 1938 และผมคิดว่าคำเหล่านี้ตรงเป้ามาก "อารยธรรมคือสังคมที่มีพื้นฐานจากความเห็นของประชาชน มันคือสังคมที่ความรุนแรง การปกครองโดยขุนศึก และเผด็จการ การปกครองแบบค่ายทหาร การเตรียมการรบ การจลาจล ถูกแทนที่โดยรัฐสภาซึ่งเป็นผู้ออกกฎหมาย คณะศาลอันเป็นอิสระ ผู้ซึ่งสามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างเป็นธรรมในระยะยาว นี่คือ อารยธรรม และในดินแดนที่มีสิ่งเหล่านี้ เสรีภาพ ความสะดวกสบาย และวัฒนธรรมก็จะผลิบาน" ซึ่งคือสิ่งที่ชาว TED ให้ความสำคัญที่สุด "เมื่ออารยธรรมได้ก่อรากลงที่ใด ชีวิตที่สงบสุข ก็จะเกิดขึ้นกับคนจำนวนมาก" นี่เป็นเรื่องจริงที่สุด
ผมไม่คิดว่าความถดถอยของอารยธรรมตะวันตก เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะผมไม่คิดว่าประวัติศาสตร์ มีความเป็นวัฏจักร ซึ่ง โทมัส โคล (Thomas Cole) ได้จินตนาการออกมาเป็น ภาพ "วัฏจักรแห่งจักรวรรดิ" (Course of Empire) ที่งดงาม ประวัติศาตร์ไม่ได้ขึ้นลงแบบนี้ นั่นไม่ใช่วิธีการที่ชาวตะวันตกเจริญขึ้นมา และผมคิดว่ามันไม่ใช่กระบวนการที่จะทำให้อารยธรรมตะวันตกถดถอย อารยธรรมตะวันตกอาจล่มสลายฉับพลัน เป็นเรื่องปกติของอารยธรรมที่ซับซ้อน เพราะพวกเขาอยู่ที่ สุดขอบแห่งความยุ่งเหยิงตลอดเวลา นี่คือบทเรียนที่สำคัญที่สุด ที่มาจากการศึกษาระบบโครงสร้างสถาบันที่ซับซ้อน เช่นอารยธรรมทั้งหลาย พวกเราอาจยังอยู่ต่อไปได้ ถึงแม้เราจะก่อหนี้สินจำนวนมากจนระบบรับเกือบไม่ไหว ถึงแม้เราจะสูญเสียความเป็นหนึ่งในด้านความเพียรพยายาม และความเป็นเลิศในด้านอื่นๆ แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอน ช่วงเวลาของ "ความเหลื่อมล้ำอันยิ่งใหญ่" ได้จบลงไปแล้ว
บรูโน จูซานี่ (Bruno Giussani): นีลล์ ผมสงสัยอย่างหนึ่ง ความเห็นคุณต่อภูมิภาคหนึ่งในโลกที่กำลังโตอย่างรวดเร็ว ละตินอเมริกา คุณมีความเห็นอย่างไร
นีลล์ เฟอร์กูสัน: ผมไม่ได้พูดถึงเฉพาะ การผงาดขึ้นมาของโลกตะวันออก ผมพูดถึงการผงาดมาของทุกคนนอกเหนือชาวตะวันตก ซึ่งย่อมรวมถึงอเมริกาใต้ ผมเคยถามเพื่อนอาจารย์ที่ ฮาร์วาร์ด ว่า "อเมริกาใต้เป็นส่วนหนึ่งของโลกตะวันตกหรือเปล่า" เพื่อนคนนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ละตินอเมริกา เขาตอบว่า "ไม่รู้สิ ขอคิดดูก่อน" นั่นเป็นประเด็นที่สำคัญมาก ผมว่าถ้าเราลองมองถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในบราซิล และชิลี ซึ่งเป็นประเทศที่เป็นผู้นำด้านการพัฒนา และยังนำในด้านการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคม เราจะเห็นว่าอนาคตสดใสมาก สิ่งที่ผมเล่ามาทั้งหมดวันนี้ สามารถใช้ได้กับเขตอเมริกา พอๆ กับที่ใช้ได้ในเขตยูเรเชีย
บรูโน: ผมมีความคิดว่า อเมริกาเหนือและยุโรป ไม่ได้ให้ความสำคัญ กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น พวกเขากังวลกับตนเองมากไป พวกอเมริกันคิดว่าระบบยุโรปกำลังจะล่มสลาย และยุโรปก็คิดว่าปัญหาการคลังของอเมริกาจะระเบิดพรุ่งนี้ ดูเหมือนนี่สิ่งที่ชาวตะวันตกให้ความสำคัญเท่านั้น
นีลล์: ผมคิดว่าในวิกฤตการเงิน ที่เรากำลังเห็นในโลกตะวันตก ทั้งสองฝั่งแอตแลนติก เป็นเรื่องเดียวกัน ที่อาจมีรูปแบบที่ต่างกันบ้าง โดยเฉพาะในเชิงการเมือง มันเป็นวิกฤตที่มีประเด็นเชิงโครงสร้าง ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาโครงสร้างประชากร แต่มันก็เป็นวิกฤตขนาดใหญ่ที่มีต้นตอ จากการกู้หนี้ยืมสินจนเกินตัว โดยเฉพาะในภาคเอกชน วิกฤตนี้ ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากทุกคนรวมถึงผม เป็นผลลัพธ์ของปรากฏการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก วิกฤตทางการเงินเป็นสิ่งที่ค่อนข้างเล็กในประวัติศาสตร์ ที่เร่งก่อให้เกิด การเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่นี้ ซึ่งจะทำให้ความยิ่งใหญ่กว่า 500 ปีของโลกตะวันตกสิ้นสุดลง นี่คือประเด็นที่สำคัญจริงๆ
You can share this video by copying this HTML to your clipboard and pasting into your blog or web page. This video will play with subtitles.
You either have JavaScript turned off or have an old version of the Adobe Flash Player. To view this rating widget you
need to get the latest Flash player.
If your browser allows only "trusted sites" to execute Javascript, you should add the "googleapis.com" domain to your whitelist to allow our Flash detection to work properly.
Got an idea, question, or debate inspired by this talk? Start a TED Conversation.
ในช่วง 2-3 ศตวรรษที่ผ่านมา วัฒนธรรมตะวันตกประสบความสำเร็จในการสร้างความมั่งคั่งเป็นอย่างมาก นักประวัติศาสตร์ นีลล์ เฟอร์กูสัน ลองตั้งคำถามว่า ทำไมกลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จคือชาวตะวันตก ทำไมส่วนอื่นของโลกถึงไม่ประสบความสำเร็จเท่า? เขาเสนอว่ามีนวัตกรรมใหญ่ 6 ชิ้น หรือที่เรียกว่า สุดยอดแอพ 6 อย่าง ที่สนับสนุนให้เกิดความร่ำรวย เสถียรภาพ และการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ และในศตวรรษนี้ แอพพลิเคชั่นทั้ง 6 นี้ไม่ได้ผูกขาดโดยชาวตะวันตกอีกต่อไป
History is a curious thing, and Niall Ferguson investigates not only what happened but why. (Hint: Politics and money explain a lot.) Full bio »
Translated into Thai by Elcid Vergara
Reviewed by Pattapon Kasemtanakul
Comments? Please email the translators above.
18:51 Posted: Sep 2011
Views 593,888 | Comments 334
17:52 Posted: Apr 2008
Views 433,855 | Comments 83
20:23 Posted: Oct 2010
Views 598,184 | Comments 356
Just follow the guidelines outlined under our Creative Commons license.
This comment will be attributed to . Not ? Sign Out.