พวกเราทุกคน ต่างมีลักษณะเฉพาะที่ทั้งทรงพลัง อันตราย และพลังทำลายล้างสูงที่สุด เท่าที่ธรรมชาติเคยสร้างมา มันเป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับเสียงและระบบประสาท สำหรับดัดแปลงความคิดของผู้อื่น แน่นอนครับ ผมกำลังพูดถึงภาษาของเรา เพราะมันทำให้คุณสามารถนำความคิดของคุณ ไปฝังไว้ในสมองของคนอื่นได้โดยตรง และในทางกลับกัน คนเหล่านั้นก็ทำกับคุณได้เช่นเดียวกัน โดยไม่ต้องทำการผ่าตัดใดๆเลย เวลาที่คุณพูด จริงๆ แล้วคุณกำลังสื่อสารทางไกล ในแบบเดียวกับ ที่เราใช้รีโมทควบคุมโทรทัศน์ เพียงแค่ว่า รีโมทนั้นพึ่งพา การปิดเปิดแสงอินฟราเรดให้เป็นจังหวะ แต่ภาษาของเราพึ่งพา จังหวะของคลื่นเสียง
และในทางเดียวกันกับที่เราใช้รีโมท เพื่อปรับเปลี่ยนการทำงานภายในของโทรทัศน์ ตามที่เราต้องการ เราใช้ภาษาของเรา เพื่อเปลี่ยนแปลงกระบวนความคิดของคนอื่น ตามสิ่งที่เราสนใจ ภาษาคือการสื่อสารของพันธุกรรม เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่มันต้องการ ลองนึกภาพเด็กทารกดูสิครับ มันน่าอัศจรรย์แค่ไหน เมื่อทารกรับรู้ว่า เขาสามารถทำให้สิ่งของเคลื่อนที่ไปมาในห้องได้ เพียงแค่เปล่งเสียงออกมา ประหนึ่งการใช้เวทย์มนต์ อาจะทำให้สิ่งนั้นเคลื่อนที่เข้าปากได้เลยด้วยซ้ำ
เรารู้ว่าภาษามีพลังทำลายล้างสูง มานานมากแล้ว จากการเซ็นเซอร์เนื้อหา จากหนังสือต้องห้าม จากวลีที่ไม่ควรใช้ ไปจนถึงศัพท์ที่ต้องห้าม อันที่จริง เรื่องของหอคอยบาเบล ในไบเบิล เป็นเรื่องราวที่คอยเตือนเรา ถือพลังของภาษา เรื่องราวมีอยู่ว่า มนุษย์ในอดีตมีความเชื่อว่า ถ้าเราร่วมมือกันโดยใช้ภาษาเข้าช่วย เราสามารถสร้างหอคอยสูงเสียดฟ้า ที่จะนำพาทุกคนไปสวรรค์ เมื่อพระเจ้าได้ยินถึงความพยายามจะช่วงชิงอำนาจจากพระองค์เช่นนี้จึงโมโหมาก พระองค์จึงทำลายหอคอยทิ้ง และเพื่อให้แน่ใจว่า หอคอยนี้จะไม่ถูกสร้างขึ้นอีก พระเจ้าจึงมอบภาษาที่หลากหลายให้มนุษย์ ให้พวกมนุษย์สับสนจากภาษาเหล่านี้ ซึ่งนำมาสู่การเหน็บแนม ที่ว่าภาษาขัดขวางไม่ให้เราติดต่อสื่อสารกันได้ แม้กระทั่งทุกวันนี้ เรามีศัพท์ที่เราไม่ควรใช้ และวลีที่ต้องห้าม เพราะถ้าหากเราพูดออกไป เราอาจถูกตักเตือน จับเข้าคุก หรือแม้กระทั่งถูกฆ่าตาย และทั้งหมดนี้เกิดจากอากาศ ที่ออกมาจากปากของพวกเรา
และเรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับลักษณะพิเศษของมนุษย์นี้ บ่งบอกว่า มีอะไรบางอย่างที่สำคัญ นั่นก็คือ ภาษาถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างไร และเพื่ออะไร และทำไมถึงมีเฉพาะมนุษย์ ที่พัฒนาภาษาได้ถึงขนาดนี้ มันน่าแปลกใจเล็กน้อยครับ ที่เราจะตอบคำถามนี้ได้ โดยใช้เครื่องมือ ที่ใช้โดยลิงชิมแปนซี ชิมแปนซีเหล่านี้รู้จักการใช้เครื่องมือ ซึ่งเราถือว่าเป็นสัญญาณบ่งบอกระดับสติปัญญา แต่ถ้าพวกมันมีสติปัญญาจริงๆ ทำไมมันถึงใช้ไม้เขี่ยปลวกออกจากพื้นดิน แทนที่จะใ้ช้พลั่ว และถ้าพวกมันมีสติปัญญาจริงๆ ทำไมมันมัวแต่กระเทาะเปลือกถั่วด้วยหิน ทำไมมันไม่ไปซื้อถั่วที่กระเทาะเปลือกเรียบร้อยแล้ว จากร้านขายถั่ว ทำไมล่ะ มันคือสิ่งที่มนุษย์อย่างเราทำมิใช่หรือ
สาเหตุที่ชิมแปนซีไม่ทำอะไรแบบนั้น เกิดจากสิ่งที่นักจิตวิทยา และนักมานุษยวิทยาเรียกว่า การเรียนรู้ทางสังคม พวกมันไม่มีความสามารถ ในการเรียนรู้จากลิงตัวอื่น โดยการเลียนแบบ หรือจากการเฝ้ามองลิงอีกตัว ผลก็คือ มันไม่สามารถพัฒนาจากความคิดของตัวอื่น หรือเรียนรู้ความผิดพลาดของตัวอื่น เพื่อสั่งสมเป็นปัญญาของตนเอง พวกมันเลยทำสิ่งเดิมๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ถ้าเราไปเที่ยวนอกโลกสักล้านปี แล้วกลับมา ลิงชิมแปนซีพวกนี้ก็จะยังทำแต่สิ่งเดิมๆ ใช้ไม้เขี่ยหาปลวก ใช้หินแกะเปลือกถั่ว
มันฟังดูเหยียดหยามชิมแปนซีพวกนี้มาก เรารู้ได้อย่างไร? เพราะนี่คือสิ่งที่บรรพบุรุษของพวกเรา โฮโม อีเรกตัส (Homo Erectus) ทำ ลิงที่ยืนตัวตรงได้พวกนี้ วิวัฒนาการมาจากทุ่งหญ้าในแอฟริกา ตั้งแต่เมื่อประมาณ 2 ล้านปีที่แล้ว พวกเขาสร้างขวานเหล่านี้ขึ้น ขนาดพอดีมือเลย แต่ถ้าเราลองดูหลักฐานจากซากฟอสซิล เราจะเห็นว่าเขาทำขวานพวกนี้ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นเวลากว่าหนึ่งล้านปี คุณสามารถดูหลักฐานได้จากซากฟอสซิล ถ้าเราลองคำนวณอายุขัยของ โฮโม อีเรกตัส คร่าวๆ เพื่อนับจำนวนชั่วรุ่น คิดเป็น 40,000 ชั่วคนได้เลยครับ จากพ่อแม่สู่รุ่นลูก จากลิงรอบตัวที่คอยมอง แล้วขวานนั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย เรายังไม่แน่ใจด้วยซ้ำ ว่าญาติทางพันธุกรรมของเรา อย่างมนุษย์ยุคหิน (Neanderthals) เคยมีการเรียนรู้ทางสังคมหรือเปล่า แน่นอนว่าเครื่องมือของมนุษย์ยุคหิน มีความซับซ้อนกว่าของ โฮโม อีเรกตัส แต่เราก็เห็นความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ตลอดกว่า 300,000 ปี ที่มนุษย์ยุคหินพวกนี้ อาศัยอยู่ในทวีปยูเรเซีย (Eurasia)
เราจึงรู้ว่า ภาษิตเก่าแก่ของเรา "ลิงเห็น ลิงทำ" "monkey see, monkey do," จริงๆแล้ว สัตว์อื่นๆทั้งหมดทั้งปวง ทำแบบนั้นไม่ได้ หรือได้ในระดับที่น้อยมากๆ แม้แต่ในภาพนี้ ที่ได้มาจากละครสัตว์แห่งหนึ่ง (Barnum & Bailey) ก็ดูขัดธรรมชาติเอามากๆ
เมื่อย้อนมามองดูตัวเราเอง เราเรียนรู้ได้ เราสามารถเรียนรู้ โดยการมองผู้อื่น แล้วเลียนแบบ เอาเป็นแบบอย่าง ว่าคนคนนั้นทำอะไร ทำอย่างไร แล้วเราก็มาเลือกได้ว่า สิ่งไหนคือวิธีที่ดีที่สุด เราได้ประโยชน์จากความคิดของผู้อื่น เราสามารถสร้างปัญญาของตนเองจากปัญญาของผู้อื่น ผลลัพธ์ก็คือ เราสั่งสมความคิดรวมกันได้ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีต่อไป และการปรับตัวสะสมทางวัฒนธรรมเช่นนี้ หรือที่นักมานุษยวิทยาเรียกว่า การสั่งสมความคิด เป็นเหตุผลที่พวกเราในที่นี้ ต่างวุ่นวายทำงานร่วมกันในทุกวันนี้ โลกใบนี้ช่างเปลี่ยนจากหน้่ามือเป็นหลังมือ แม้จะลองมองกลับไป เพียง 1,000 หรือ 2,000 ปีก่อนเท่านั้น และทั้งหมดเกิดขึ้นจากการปรับตัวสะสมทางวัฒนธรรม เก้าอี้ที่คุณนั่งอยู่ หลอดไฟที่อยู่ในห้องประชุมนี้ ไมโครโฟนของผม ไอแพดและไอพอดที่คุณพกติดตัว ทั้งหมดเกิดขึ้นจาก การปรับตัวสะสมทางวัฒนธรรม
หลายคนอาจกล่าวว่า การปรับตัวสะสมทางวัฒนธรรม หรือการเรียนรู้ทางสังคม เป็นสิ่งที่ตายตัวแล้ว เผ่าพันธุ์ของเราสามารถสร้างสิ่งต่างๆ นาๆ เราจึงเจริญรุ่งเรืองกว่าเผ่าพันธุ์ไหนๆ เราสามารถสร้าง "สรรพสิ่งของชีวิต" สร้างทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรา แต่จริงๆแล้ว เมื่อ 200,000 ปีก่อน ในช่วงที่เผ่าพันธุ์ของเรา เริ่มรู้จักการเรียนรู้ทางสังคม นั่นคือจุดเริ่มต้นของเราครับ ไม่ใช่ตอนจบของนิทาน เพราะการที่เรารู้จักการเรียนรู้ทางสังคม เราได้ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทั้งทางสังคมและทางวิวัฒนาการ ที่จะเป็นตัวกำหนด ไม่ใช่เพียงแค่ความคิดของเราในอนาคต แต่ชะตาของโลกทั้งใบ และที่สำคัญที่สุด มันคือสิ่งที่อธิบายว่า ทำไมเราถึงมีภาษาใช้
และภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกนั้น ก็เพราะว่าการเรียนรู้ทางสังคม เป็นการโจรกรรมทางสายตา เพราะถ้าผมสามารถเรียนรู้โดยมองคุณเฉยๆ ผมสามารถขโมยความคิดเจ๋งๆของคุณ ได้ประโยชน์จากการทุ่มเทของคุณ โดยไม่ต้องเสียเวลา เสียแรงไปกับการพัฒนาความคิดนั้น อย่างที่คุณต้องทำ ถ้าผมเห็นเหยื่อที่คุณใช้ในการตกปลา หรือวิธีการลับขวาน ให้คมกริบ หรือถ้าผมสะกดรอยตามคุณไปในแปลงเพาะเห็ด ผมสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากความรู้่ ปัญญา และความสามารถของคุณ หรืออาจจับปลาได้เก่งกว่าคุณ ก็เป็นไปได้ การเรียนรู้ทางสังคม เป็นการโจรกรรมทางสายตาจริงๆ และเผ่าพันธุ์ใดก็ตามที่มีความสามารถนี้ จะทำให้คุณพยายามอย่างที่สุด เพื่อปิดบังความคิดเจ๋งๆของคุณ เพราะเกรงว่าใครจะมาขโมยมันไป
เมื่อ 200,000 ปีที่แล้ว เผ่าพันธุ์ของเราประสบปัญหานี้ครับ เรามีเพียงสองทางเลือก เพื่อจัดการกับปัญหา ที่เกิดจากการโจรกรรมทางสายตา หนทางหนึ่งคือ เราสามารถถอยร่น ไปอาศัยเป็นครอบครัวเล็กๆ เพื่อที่ผลประโยชน์จากความคิดของคุณ จะตกอยู่กับลูกหลานคุณเท่านั้น ถ้าเราเลือกจะเดินทางนี้ เมื่อ 200,000 ปีที่แล้ว พวกเราคงยังอาศัยอยู่แบบมนุษย์หิน เมื่อครั้งที่เราเข้าสู่ยุโรปเมื่อ 40,000 ปีที่แล้ว เพราะว่าในกลุ่มเล็กๆ เราจะมีความคิดจำนวนน้อยลง มีนวัตกรรมน้อยลง และกลุ่มเล็กๆก็ง่ายต่อการเกิดอุบัติเหตุ และโชคไม่ดี ถ้าเราเลือกทางเดินนั้น วิวัฒนาการของเราคงพาเราไปอยู่ในป่า และเราคงมาไม่ได้ถึงตรงนี้
อีกทางเลือกหนึ่งที่เราเลือกได้ ึคือการพัฒนาวิธีการสื่อสาร ที่ทำให้เราแบ่งปันความคิด และร่วมมือกับคนอื่นๆได้ การเลือกทางเดินนี้ทำให้เรา สั่งสมความรู้และปัญญาที่สูงกว่ามาก ที่สามารถแบ่งปันกับผู้อื่นได้ มากกว่าความรู้ที่เราจะสร้างได้เองภายในครอบครัว หรือด้วยตัวคนเดียว แล้วเราก็เลือกทางเลือกที่สอง ภาษาคือสิ่งที่เราได้จากการเดินทางสายนั้น
ภาษาถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้วิกฤติ ของการโจรกรรมทางสายตา ภาษาเป็นเทคโนโลยีทางสังคม ที่ช่วยให้การร่วมมือกันได้ผลลัพธ์ดีขึ้น ทำให้เราบรรลุข้อตกลง และเพื่อให้เราประสานงานได้ดีขึ้น และคุณจะเห็นได้ว่า ในสังคมที่กำลังพัฒนา ที่กำลังจะมีภาษาของตน การไม่มีภาษา เป็นดั่งนกที่ไม่มีปีกบิน ดังที่ปีกนกเปิดท้องฟ้า ให้เหล่านกได้โบยบินหาประโยชน์ ภาษาก็เปิดความร่วมมือ ให้มนุษย์ได้หาประโยชน์จากมัน และเราคิดว่านี่คือเรื่องปกติของเรา เพราะเผ่าพันธุ์ของเราช่างคุ้นเคยกับการมีภาษาใช้เป็นอย่างดี
แต่คุณต้องเข้าใจว่า แม้แต่การแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เรียบง่ายที่สุด เราก็ยังต้องพึ่งพาภาษา การที่เราจะเข้าใจได้ ลองนึกถึงสองสถานการณ์ จากวิวัฒนาการช่วงแรกๆของพวกเรา สมมติว่าคุณผลิตหัวธนู ได้เก่งมากๆ แต่คุณทำลำธนู ที่มีขนนกติดได้ห่วยได้ใจ แล้วคุณมีเพื่ีอนสองคน ที่ทำลำธนูเก่งมากๆ แต่ทำหัวธนูไม่เป็นเอาซะเลย เพราะฉะนั้น สิ่งที่คุณจะทำ -- หนึ่งในสองคนนั้น ยังเรียนรู้ภาษาไม่เป็น ส่วนอีกคนหนึ่งนั้น มีทักษะภาษาดีแล้ว
สิ่งที่คุณจะทำคือ คุณแบกหัวธนู ไปให้คนที่พูดไม่ค่อยได้ คุณวางหัวธนูไว้ด้านหน้าเขา โดยหวังว่าเขาจะเข้าใจ ว่าคุณต้องการแลกเปลี่ยนหัวธนูของคุณ กับธนูที่พร้อมใช้งาน แต่คนนั้นเห็นธนูของคุณ คิดว่าคุณมาให้เขาเป็นของขวัญ หยิบหัวธนูของคุณขึ้นมา ยิ้มให้คุณ แล้วเดินจากไป คุณตามชายคนนี้ไป พยายามแสดงท่าทางให้เขาเข้าใจ การต่อสู้เกิดขึ้น แล้วคุณก็ถูกแทง ด้วยหัวธนูของคุณเอง ตอนนี้ ลองย้อนกลับมาตั้งแต่ต้น คุณไปหาคนที่พูดรู้เรื่องแทน คุณวางหัวธนูของคุณลง แล้วพูดว่า "ผมอยากแลกหัวธนูเหล่านี้ กับธนูที่พร้อมใช้ เราแบ่งกันคนละครึ่งนะ" อีกคนหนึ่งกล่าว "ได้ ดีเหมือนกัน ตกลงตามนั้น" ทุกอย่างก็จบลงด้วยดี
เมื่อเรามีภาษา เราสามารถนำความคิดหลายๆคนมารวมกัน เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรือง ที่เราไม่มีทางได้มา หากไม่มีภาษา และนี่คือเหตุผลที่เผ่าพันธุ์ของเรา เจริญมั่งคั่งทั่วทุกมุมโลก ในขณะที่สัตว์ที่เหลือ ต้องอาศัยอยู่ในกรงอย่างไร้เรี่ยวแรง นั่นคือเหตุผลที่เราสามารถสร้างตึกรามบ้านช่อง สร้างกระสวยอวกาศ ในขณะที่สัตว์ที่เหลือบนโลก ยังพยายามใช้ไม้เขี่ยพื้นดิน เพื่อขุดคุ้ยหาปลวกออกมากิน ถ้ามุมมองที่ว่า ภาษาและคุณค่าของมัน เป็นการแก้ปัญหา ของการโจรกรรมทางสายตา เผ่าพันธุ์ใดก็ตามที่มีภาษาใช้ ก็ควรมีความคิดสร้างสรรค์และความเจริญรุ่งเรืองอย่างหยุดไม่อยู่ และนี่คือสิ่งที่หลักฐานทางโบราณคดียืนยัน
ถ้าเรามองกลับไปยังบรรพบุรุษโดยตรงของเรา เหล่ามนุษย์ยุคหิน (Neanderthals) และ โฮโม อีเรกตัส (Homo Erectus) พวกเขาอาศัยอยู่ในส่วนเล็กๆของโลกใบนี้ แต่เมื่อเผ่าพันธุ์ของเราถือกำเนิดขึ้น เมื่อประมาณ 200,000 ปีที่แล้ว เราก็ออกจากทวีปแอฟริกาอย่างรวดเร็ว และแพร่กระจายไปทั่วโลก อาศัยอยู่เกือบทุกภูมิประเทศบนโลกใบนี้ ในขณะที่เผ่าพันธุ์อื่นๆ อาศัยอยู่ได้แค่ สถานที่ที่เหมาะกับการปรับตัวทางพันธุกรรมของตัวเองเท่านั้น สัตว์ที่มีการเรียนรู้ทางสังคม และภาษาอย่างพวกเรา สามารถปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อม เพื่อให้เข้ากับความต้องการของเราได้ และนี่คือวิธีที่เราเจริญรุ่งเรือง อย่างที่ไม่มีสัตว์ตัวไหนทำได้ ภาษาคือคุณลักษณะพิเศษ ที่มีอำนาจมากที่สุด เท่าที่เคยมีวิวัฒนาการมา มันคือสิ่งที่มีค่าที่สุดที่เรามี ในการแปลงเปลี่ยนผืนดิน และทรัพยากร ให้เป็นจำนวนมนุษย์ และยีนให้มากขึ้น ยิ่งกว่า กระบวนการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (natural selection) จะทำได้
ภาษาคือ เสียงของพันธุกรรม นอกจากการวิวัฒนาการภาษาแล้ว เรายังทำสิ่งที่ประหลาด และผิดธรรมชาติมาก ในขณะที่เราแผ่ขยายไปรอบโลก เราสร้างภาษาเป็นพันๆภาษา ขณะนี้ เรามีกว่า เจ็ดหรือแปดพันภาษา ที่เราใช้อยู่บนโลกใบนี้ คุณอาจบอกได้ว่า มันเป็นเรื่องธรรมชาติ เมื่อเราแยกตัวออกไป ภาษาของเราก็แตกต่างออกไป แต่สิ่งที่น่าแปลกที่สุด คือความแตกต่างทางภาษาที่มากที่สุดในโลก อยู่ในบริเวณที่ผู้คนอยู่รวมกันหนาแน่นที่สุด
ถ้าเราไปเกาะปาปัวนิวกีนี เราจะพบ 800 ถึง 1,000 ภาษา ที่แตกต่างกันออกไป ไม่ซ้ำรูปแบบกัน บนเกาะนั้นๆ เกาะเดียว มีบริเวณบนเกาะนั้น ที่คุณจะเจอภาษาใหม่ ทุกๆ สองถึงสามไมล์ ที่น่าอัศจรรย์คือ ผมถามชาวท้องถิ่น ว่ามันจริงหรือไม่ เขาบอกว่า "ไม่หรอก มันใกล้กันยิ่งกว่านั้นเสียอีก" มันคือเรื่องจริงครับ มีบางส่วนของเกาะนั้น ที่คุณจะได้ยินภาษาใหม่ ภายในรัศมีหนึ่งไมล์ เฉกเช่นเดียวกันกับบนเกาะอีกหลายเกาะ
ดังนั้น เราไม่ได้ใช้ภาษา เพียงเพื่อการร่วมมือกัน แต่เพื่อสร้างอาณาเขตของการร่วมมือ เพื่อสร้างตัวตนของตนเอง และเพื่อปกป้อง ความรู้ ปัญญา และความสามารถที่เรามี ไม่ให้คนอื่นมาแอบได้ยิน และเรามั่นใจได้ เพราะเวลาเราศึกษากลุ่มคนต่างภาษา และเชื่อมโยงพวกเขากับวัฒนธรรมของเขา เราจะเห็นว่าภาษาที่ต่างกัน มีส่วนชะลอการถ่ายทอดของความคิด จากกลุ่มสู่กลุ่ม ภาษาชะลอการถ่ายทอดเทคโนโลยี แม้กระทั่งชะลอการถ่ายทอดพันธุกรรม ผมคงพูดแทนคุณไม่ได้ แต่มันดูเหมือนเรื่องจริง ว่าเราไม่ค่อยมีเซ็กส์กับคนที่เราพูดด้วยไม่รู้เรื่อง (เสียงหัวเราะ) นี่คือหลักฐานยืนยัน เพื่อปฏิเสธว่า ไม่เคยเกิดการเกี้ยวพาราสีขึ้น ระหว่างมนุษย์ยุคหิน และมนุษย์แถบเทือกเขาอัลไต
แนวโน้มที่เราพูดถึงนี้ เป็นสิ่งที่มีตามธรรมชาติ ที่ว่าเราพยายามปิดกั้นตนเอง ดูแตกต่างจากโลกสมัยใหม่โดยสิ้นเชิง ภาพที่เห็นนี้ ไม่ใช่แผนที่โลก มันคือแผนที่ความสัมพันธ์บนเฟสบุ๊ค เมื่อคุณวาดความสัมพันธ์เหล่านี้ ตามเส้นรุ้งเส้นแวง มันกลายเป็นแผนที่โลก โลกปัจจุบันของเรากำลังสื่อสาร ระหว่างตนเอง และกับคนอื่นๆ มากกว่าที่เคยเกิดขึ้น ครั้งใดในอดีต และการสื่อสาร การเชื่อมโยงกันที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้เกิดโลกาภิวัฒน์ กำลังกลายเป็นภาระ เพราะภาษาที่แตกต่างกันออกไปนี้ กลายเป็นอุปสรรค ดังที่เราเห็น ต่อการส่งผ่านความคิด เทคโนโลยี และปัญญา และเป็นอุปสรรคต่อการร่วมมือกัน
และเราคงไม่มีหลักฐานไหนชัดเจนไปกว่า สหภาพยุโรป ที่ประเทศสมาชิก 27 ประเทศ มีภาษาทางการ 23 ภาษา สหภาพยุโรป เสียเงินกว่าหนึ่งพันล้านยูโรต่อปี เพื่อแปลไปมาระหว่าง 23 ภาษานี้ คิดเป็นเงินดอลล่าร์ กว่า 1.45 พันล้านดอลล่าร์ เพื่อการแปลภาษาล้วนๆ มันดูไม่สมเหตุสมผลมากๆครับ หากลองนึกดูดีๆ ถ้ามีตัวแทน 27 คน จากประเทศสมาชิก 27 ประเทศ นั่งรวมกัน ต่างคนต่างพูดภาษาทั้ง 23 ภาษาของตนเอง คณิตศาสตร์ง่ายๆบอกคุณได้ว่า คุณต้องมีกองทัพล่ามกว่า 253 คน เพื่อทำหน้าที่ล่ามตัวต่อตัวสำหรับทุกคน สหภาพยุโรปมีพนักงานล่ามประจำ กว่า 2,500 คน และในปี 2543 ปีเดียว -- ซึ่งอาจมีตัวเลขที่ใหม่กว่านี้อีก -- สหภาพยุโรปมีเอกสารกว่า 1.3 ล้านหน้ากระดาษ ที่ถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษ แค่ภาษาเดียว
หากภาษาคือคำตอบ สำหรับภาวะการโจรกรรมทางสายตา หากภาษาจะเป็น ทางเชื่อมสำหรับการร่วมมือกันของเรา เป็นเทคโนโลยีที่เผ่าพันธุ์ของเราคิดค้นขึ้น เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนความคิด ในโลกปัจจุบัน เราต้องตั้งคำถามแล้ว และคำถามก็คือ ในโลกปัจจุบัน โลกโลกาภิวัฒน์ของเรา เราสามารถรองรับภาษาทั้งหมดบนโลกนี้ได้หรือไม่
หากลองมองในอีกแง่หนึ่ง ธรรมชาติไม่เคยปล่อย ให้คุณลักษณะที่มีประโยชน์เหมือนๆกัน อยู่ร่วมกันได้ จะมีคุณลักษณะหนึ่งที่อยู่รอด อีกคุณลักษณะที่หดหายไปเสมอ และเรากำลังเห็นการมุ่งหน้า ไปสู่มาตรฐานเดียวกัน มีหลายวิธีมากมายในการวัดสิ่งของ -- การชั่งน้ำหนัก การวัดความยาว -- แต่ระบบเมตริก (metric) กำลังจะชนะ มีหลากหลายวิธีในการเทียบวัดเวลา แต่ระบบฐาน 60 หรือที่เราเรียกว่า ชั่วโมง นาที และวินาที กลับเป็นมาตรฐานสากล มีวิธีการมากมาย ไว้เขียนข้อมูลลงบนซีดี หรือดีวีดี แต่นั่นก็กำลังกลายเป็นมาตรฐานเช่นกัน คุณคงนึกถึงมาตรฐานได้อีกหลายอย่าง ในชีวิตประจำวันของคุณ
โลกปัจจุบันของเรา จึงกำลังประสบกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก และมันเป็นภาวะเดียวกัน กับที่ชาวจีนผู้นี้กำลังประสบปัญหา ผู้ที่ภาษาของเขาถูกใช้ มากกว่าภาษาใดๆ ที่มีอยู่บนโลกใบนี้ แต่เขาก็ยังต้องนั่งอยู่หน้ากระดานดำ แปลวลีภาษาจีนเหล่านี้ ให้กลายเป็นภาษาอังกฤษ และสิ่งที่เราต้องคำนึงถึงจากจุดนี้ บนโลกที่เราต้องการผลักดัน การร่วมมือกันและการแลกเปลี่ยน บนโลกที่อาจต้องพึ่งพาการร่วมมือกัน มากกว่ายุคไหนๆที่ผ่านมา เพื่อจะดำรงไว้ซึ่งความเจริญรุ่งเรืองของเรา ชายชาวจีนผู้นี้แสดงให้เราเห็นว่า เราอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่วันหนึ่งเราต้องเผชิญกับความคิดที่ว่า ชะตาจะพาเราไปพบกับ โลกที่มีภาษาหนึ่งเดียว
แมทท์ ริดลีย์ (Matt Ridley): มาร์ค ขอถามหน่อยครับ สว๊านท์พบว่า พันธุกรรมชื่อ FOXP2 ของเรา ซึ่งเชื่อมโยงกับภาษา ก็ถูกพบในมนุษย์ยุคหิน เฉกเช่นเดียวกับเรา คุณพอมีคำตอบไหมครับ ว่าเราเอาชนะมนุษย์ยุคหินได้อย่างไร ถ้าเขามีภาษาเช่นเดียวกัน
มาร์ค เพเจิล: เป็นคำถามที่ดีมากครับ หลายคนคงรู้จักยีนที่ชื่อ FOXP2 ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับการควบคุมเกี่ยวกับภาษา แต่ที่ผมไม่เชื่อว่า มนุษย์ยุคหินมีภาษาใช้นั้น เพราะ -- ผมจะยกตัวอย่างนะครับ รถเฟอร์รารี่มีเครื่องยนต์ รถที่เราขับก็มีเครื่องยนต์เช่นกัน แต่มันไม่ใช่เฟอร์รารี่ คำตอบง่ายๆก็คือ พันธุกรรมอย่างเดียว ไม่สามารถบ่งบอกถึง สิ่งที่สลับซับซ้อนอย่างภาษาได้ สิ่งที่เรารู้ระหว่าง FOXP2 กับมนุษย์ยุคหินนั้น มันอาจเป็นเพียงกลไกควบคุมกล้ามเนื้อของปากเท่านั้นก็ได้ ใครจะรู้ แต่มันไม่ได้หมายความว่า พวกมันมีภาษาใช้
You can share this video by copying this HTML to your clipboard and pasting into your blog or web page. This video will play with subtitles.
You either have JavaScript turned off or have an old version of the Adobe Flash Player. To view this rating widget you
need to get the latest Flash player.
If your browser allows only "trusted sites" to execute Javascript, you should add the "googleapis.com" domain to your whitelist to allow our Flash detection to work properly.
Got an idea, question, or debate inspired by this talk? Start a TED Conversation.
นักชีววิทยา มาร์ค เพเจิล (Mark Pagel) แบ่งปันทฤษฎีที่น่าสนใจว่า ทำไมมนุษย์ถึงมีวิวัฒนาการทางภาษาอย่างซับซ้อน เขาเสนอว่าภาษาคือ "เทคโนโลยีทางสังคม" ที่ทำให้มนุษย์ยุคแรกสามารถเข้าถึงเครื่องมือที่สำคัญอีกชิ้นหนึ่ง นั่นคือ ความร่วมมือ
Using biological evolution as a template, Mark Pagel wonders how languages evolve. Full bio »
Translated into Thai by Unnawut Leepaisalsuwanna
Reviewed by Krittika Wutthipat-arree
Comments? Please email the translators above.
17:27 Posted: Sep 2007
Views 761,216 | Comments 101
02:15 Posted: Jun 2008
Views 322,613 | Comments 67
19:52 Posted: Mar 2011
Views 1,822,945 | Comments 326
Just follow the guidelines outlined under our Creative Commons license.
This comment will be attributed to . Not ? Sign Out.