เดอะ เนชันนัล พอร์เทรด แกลอรี่คือที่สำหรับอุทิศให้ คนที่นำเสนอชีวิตคนอเมริกันที่ดีๆ หรือคนที่น่าสนใจ และนั่นคือเนื้อหาทั้งหมดในแกลอรี่ เราใช้รูปบุคคลเพื่อนำเสนอชีวิตต่างๆ แต่มันก็แค่นั้น วันนี้ผมจะไม่พูดถึงภาพวาดบุคคล แต่ผมจะพูดเรื่องโปรแกรมที่ผมได้เริ่มทำที่นั่น ซึ่งในความเห็นของผมแล้ว มันเป็นผลงานที่ผมภูมิใจที่สุดเลย
ผมมาเริ่มกังวลเกี่ยวกับความจริงที่ว่า มีผู้คนมากมายไม่ได้ถูกวาดภาพเป็นภาพบุคคล ทั้งที่พวกเขาเป็นคนที่น่าชื่นชม และพวกเราอยากจะถ่ายทอดเรื่องราวพวกเขาให้คนรุ่นหลัง ผมเลยคิดว่าพวกเราจะทำยังไงละ ผมก็เลยได้ความคิดทำซีรี่ภาพบุคคลมีชีวิตนี่ขึ้นมา และด้วยโปรเจคภาพบุคคลมีชีวิตนี้ ผมได้ลงมือคัดคนที่ อยากให้สัมภาษณ์และเป็นคนที่ผมอยากสัมภาษณ์ด้วย
ดังนั้นผมจะไม่เล่าให้คุณฟังว่า โปรแกรมได้เสียงตอบรับดียังไง อย่างที่คนทั่วประเทศทราบว่า คุณพบคนพวกนี้ได้อย่างไร อะไรที่คุณพยายามมองหาในตัวพวกเขา และเมื่อไหร่ที่คนเหล่านี้ยอมถ่ายทอดเรื่องราว หรือไม่ เพราะอะไร
ตอนนี้ ผมมีสิ่งจำเป็นสองอย่าง หนึ่งคือพวกเขาต้องเป็นชาวอเมริกา นั่นเป็นเพราะโดยทั่วไปของ เดอะ เนชันนัล โพเทรด แกลอรี่ ต้องการนำเสนอชีวิตชาวอเมริกาอยู่แล้ว นั่นเป็นเรื่องง่าน แต่แล้วผมตัดสินใจ ค่อนข้างโดยพลการ ที่จะเลือกคนในกลุ่มอายุหนึ่ง ซึ่งในตอนที่ผมทำโปรแกรมนี้ เรียกว่าค่อนข้างแก่ หกสิบ เจ็ดสิบ แปดสิบ และ เก้าสิบ ด้วยเหตุผลที่เห็นได้ชัดว่า ผมไม่เห็นว่าพวกเขาแก่ตรงไหน
ทำไมผมทำแบบนั้นนะหรอ เออ ด้วยเหตุหนึ่งคือ พวกเราเป็นวัฒนธรรมลุ่มหลงในความเป็นเด็ก และผมคิดจริงๆว่าพวกเราต้องการโปรแกรมเกี่ยวกับเหล่าผู้ใหญ่ แค่นั่งฟังเรื่องราวจากปากของคนที่น่าชื่นชมพวกนี้ แต่ในส่วนที่สองนี่ซิครับ ยิ่งผมได้คนอายุมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเชื่อมั่นว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องจริง มันเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์เมื่อคนเหล่านั้นพูดทั้งที่ พวกเขารู้ว่าเรื่องมันจะเป็นอย่างไรต่อไป นั่นเป็นข้อได้เปรียบของเหล่าคนที่อายุมากกว่ามี และพวกเขาก็มีอีกสิ่งที่เป็นข้อได้เปรียบ แต่พวกเขาก็มีข้อด้อยเหมือนกัน แต่สิ่งที่พวกเขาหรือพวกเรามีก็คือ พวกเรามาจุดหนึ่งของชีวิต ที่พวกเรารู้ว่าเรื่องราวมันจะออกมาเป็นอย่างไร ดังนั้นพวกเราสามารถย้อนนึกถึงช่วงเวลานั้นๆได้ ถ้าเราได้คนสัมภาษณ์ที่สามารถนำไปสู่เรื่องนั้นได้ และนำเรื่องเพื่อสะท้อนว่าเรื่องเป็นมาได้อย่างไร เหตุการณ์เหล่านี้รวมทั้งหมด เพื่อสร้างการเล่าเรื่องชีวิตของพวกเรา
ดังนั้นผมคิดว่า โอเค ตอนนี้ อะไรเป็นส่วนที่จะทำให้สิ่งนี้สำเร็จละ มีการสัมภาษณ์มากมายหลายประเภท พวกเราต่างรูกัน อย่างเช่นการสัมภาษณ์แบบนักข่าว ซึ่งคือ การสัมภาษณ์แบบสืบสวนในสิ่งที่คาดหวัง ซึ่งเป็นสิ่งที่คนให้สัมภาษณ์รู้สึกกดดัน และเหมือนถูกขัง แล้วก็มีการสัมภาษณ์เหล่าคนดัง ซึ่งสำคัฐที่คนถามคำถามมากกว่าคนตอบ เหมือนกับบาบารา วอร์เทอร์ และคนอื่นๆ และพวกเราเป็นแบบนั้น อย่างฟรอสกับนิกสัน ดูแล้วฟรอสจะมีความสำคัญมากกว่า นิกสันเสียอีก ก็แฟร์นะครับ
แต่ผมอยากได้การสัมภาษณ์ที่มันต่างออกไป ผมอยากจะเป็นแบบที่ตอนหลังผมเรียกว่าเห็นอกเห็นใจ ซึ่งพูดได้ว่าอยากสัมภาษณ์ในเรื่องที่พวกเขาอยากจะพูด และเป็นเหมือนสื่อกลางให้พวกเขาได้เผยตัวเองออกมา อย่างไรก็ตาม นี่เป็นการสัมภาษณ์ต่อสาธารณะ นี่ไม่ใช่รายการสัมภาษณ์ประวัติศาสตร์บุคคล นี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับคน 300 คน มานั่งทีละคน แล้วให้ผมค่อยๆวาดภาพบุคคลออกมา
แล้วกลับกลายเป็นว่าผมค่อนข้างเก่งกับสิ่งนี้ซะด้วย ผมไม่รู้มาก่อน จู่ๆมันก็มาเอง และเหตุผลเดียวที่ผมมีในตอนนี้ คือเพราะการสัมภาษณ์หนึ่งที่ผมสัมภาษณืกับ สว. วิลเลียม ฟูล์ไบรท์ และนั่นก็ประมาณ6เดือนหลังจากที่ท่านเป็นหลอดเลือดสมอง และท่านก็ยังไม่เคยออกสื่อเลยนับตั้งแต่ป่วย นี่ไม่ใช่โรคหลอดเลือดสมองที่ร้ายแรงอะไรหรอกครับ แต่มันกระทบกับการพูดและการสื่อสารออกมา ผมก็คิดว่ามันคุ้มที่จะลองดู ท่านก็คิดว่ามันคุ้มที่จะลองเหมือนกัน แล้วเราสองคนก็ขึ้นเวที และพวกเราก็คุยกันเรื่องชีวิตของท่านเป็นชั่วโมง หลังจากนั้นผู้หญิงคนนึงวิ่งมาหาผม แบบรีบเร่งจริงๆ และเธอพูดว่า "คุณไปฝึกเป็นหมอมาจากไหนคะ"
ผมตอบว่า "ผมไม่เคยฝึกอบรมหมอครับ ไม่เคยเลย"
เธอบอกผมว่า "หรอคะ มีบางอย่างแปลกๆตอนที่ ที่ท่านเริ่มประโยคในช่วง ต้นๆของการสัมภาษณ์ แล้วพอท่านหยุด คุณก็ต่อคำท่าน เพื่อเชื่อมให้จบประโยคได้ และในตอนจบนั่น ท่านก็พูดประโยคจนครบด้วยตัวท่านเอง" ผมไม่รู้หรอกครับว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ผมรู้สึกว่าผมเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนนั้นในการนำเสนอ
ดังนั้นผมเลยคิดว่า โอเค ผมได้รับความสนใจ หรือเอาใจใส่ในบางส่วน ในการสัมภาษณ์ที่มีคนวิพากษณ์วิจารณ์นี้ แต่แล้วผมเริ่มที่จะคิดถึงเรื่องอื่นๆ ว่าใครกันที่จะทำให้การสัมภาษณ์ในเรื่องนี้น่าสนใจ มันไม่เกี่ยวกับเรื่องการศึกษาของคนๆนั้น คุณภาพของสติปัญญา บางคนก็เยี่ยมมากๆเลยครับ บางคนก็ อย่างที่คุณรู้ว่าเป็นคนธรรมดาที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนมีการศึกษาสูงส่ง แต่มันก็ไม่เกี่ยวกันเลย มันเกี่ยวกับพลังของพวกเขา พลังที่จะสร้างสิ่งอัศจรรย์น่าทึ่งให้กับบทสัมภาษณ์ และความน่าทึ่งของชีวิต ผมเชื่อมั่นในสิ่งนั้น และไม่คิดว่าพลังของหนุ่มสาวนั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องเลย นึ่คือเหล่ากลุ่มคนพวกนี้อายุเลยเก้าสิบแล้ว
ที่จริงคนแรกที่ผมสัมภาษณ์นั้น คือ จอร์ช แอบบ๊อท ซึ่งอายุ97 และอาบ๊อทนั้นมีชีวิตที่เต็มไปด้วยพลัง ผมเดาว่านั่นเป็นวิธีคิดของผม --เติมเต็มมัน และเขาก็เติมเต็มห้องนั้น ส่วนพวกเราก็มีบทสนทนาที่น่าทึ่ง มันน่าจะเป็นบทสนทนาที่ยากที่สุดในบรรดาคนสัมภาษณ์ทั้งหมด เพราะจอร์ชมีชื่มากเรื่องเป็นคนเงียบ หรือเรียกว่าไม่ค่อยพูดเลย บางครั้งแค่ตอบคำ สองคำ ความจริงแล้วจอร์ชเป็นคนต้นเรื่อง ส่งพลังต่างๆนำเรื่องออกมา ในเวลาต่อมาจอร์ชได้แต่งงานอีกครั้งตอนอายุ102 เขาก็เลยมีพลังมากล้น อย่างที่คุณเห็น
หลังการสัมภาษณ์ ผมได้รับโทรศัพท์ จากผู้หญิงเสียงแหบแห้งคนนึง ผมไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร แล้วเธอก็พูดว่า "คุณทำให้จอร์ช แอบบ๊อท พูดหรอ"
เธอตอบกลับว่า "ฉันเป็นแฟนเก่าเขา มอร์รีน สเตเพวตัน และฉันไม่เคยทำดได้เลย" จากนั้นเธอก็พยายามให้ผมเปิดเทปสัมภาษณ์ เพื่อยืนยันว่าจอร์ช แอบบ๊อทให้สัมภาษณ์จริงๆ
ดังนั้น รู้ไหม คุณต้องการพลัง คุณต้องการพลังชีวิต แต่คุณก็ต้องการให้พวกเขาคิดจริงๆ ว่าพวกเขามีเรื่องที่ดีพอที่จะแบ่งปัน การสัมภาษณ์ที่แย่ที่สุดที่คุณจะได้ คือคนที่เงียบเอียงอาย ผมไม่เคยขึ้นเวทีกับคนพวกนี้เลย เพราะพวกเขาล้วนแล้วแต่รวมตัวกัน เพื่อฟังพวกเขา และพวกเขาก็นั่งแล้วพูดว่า "โอ้ มันก็แค่อุบัติเหตุ" มันไม่มีอะไรเลยที่จะตัดสินว่า อยู่กับคนกลุ่มนี้แล้วจะมีความสุขทั้งวัน
สัมภาษณ์ที่แย่ที่สุดที่ผมเคยทำ กับ วิลเลี่ยม เอลล์ เชอร์เรอร์ นักหนังสือพิมพ์ที่เขียน "เดอะ ไรส์ แอนด์ เฟอร์ ออฟ เดอะ เติร์ด ไรช์" คนคนนี้เคยเจอฮิตเลอร์และคานกว่า6เดือน และทุกครั้งที่ผมถามเขาเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ เขาพูดว่า "โอ้ มันก็แค่เรื่องที่เกิดขึ้น ไม่มีอะไรมากหรอก" เอาเหอะ น่าเบื่อจริงๆ ผมไม่เคยตกลงที่จะสัมภาษณ์คนพวกนี้เลย พวกเขาคิดว่าพวกเขาทำสิ่งที่สำคัญบางอย่าง และอย่างเล่าแบ่งปันให้คุณฟัง
แต่มันวกกลับมาที่ว่า จะทำยังไงให้เรื่องเหล่านี้ข้ามผ่านข้ออคติทั้งหลาย ด้วยว่าเราทุกคนมีความรู้สึกนึกคิดส่วนตัว และสิ่งที่เราทุกคนจะได้กลับไปจากผู้ถูกสัมภาษณ์น้นก็แตกต่างกันอีก มันก็ไม่มีประโยชน์ที่จะทำ นี่เป็นรายการอัดเทป รายการให้ข้อมูล และพวกเราต่างมีข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตของตัวเรา พวกเรารู้เส้นทางที่ดี พวกเรารู้ว่าช่วงไหนเป็นช่วงเวลาที่ดี พวกเรารู้ว่าสิ่งไหนที่เราไม่ควรบอกคนอื่น และการสัมภาษณ์นี้ไม่ได้มุ่งเน้นจะฉีกหน้าใคร แต่การสัมภาษณ์นี้จะไม่เป็นแบบนั้น คุณบางคนคงจำ บทสัมภาษณ์ของไมค์ วอเลซกันได้ ดุดัน รุนแรง และมีพลัง พวกเขายึดฐานมั่น
ผมพยายามดึงให้เขาพูดในสิ่งที่พวกเขาอาจจะอยากพูดถึง เพื่อให้พวกเขากล้าที่จะเผยสู่สาธารณะ และเป็นส่วนหนึ่งของสังคมมากขึ้น ยิ่งเราเกาะติดบุคคลนึงมากเท่าไหร่ คนๆนั้นก็ยิ่งเปิดเผยมากขึ้น ผมขอเล่าถึงช่วงเวลาที่ยอดแย่และยอดเยี่ยม ที่เกิดขึ้นระหว่างงานสัมภาษณ์ครั้งนี้หน่อยนะครับ ส่วนใหญ่แล้วมันเกี่ยวกับเกาะป้องกันที่เราต่างมีกัน และมันแตกต่างกันขึ้นอยู่กับแต่ละคน
มีผู้หญิงน่าอัศจรรย์คนหนึ่งชื่อว่า แคลร์ บู๊ท ลูซ ขึ้นอยู่กับว่าคนรุ่นหลังจะ เห็นว่าชื่อเธอนั้นมีความหมายมากน้อยแค่ไหน แคลร์ได้ทำหลายอย่างมาก เธอเป็นคนเขียนบทละคร บทละครเยี่ยมๆที่เธอเขียนคือ "เดอะ วูแมน" เธอเป็นรัฐสภาหญิง ในช่วงที่ยังไม่ค่อยมีผู้หญิงทำงานในตำแหน่งนี้เท่าไหร่ เธอยังเป็นบรรณาธิการของ แวนนิตี แฟร์ด้วย ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในผู้หญิงอัศจรรย์ในยุคของเธอ และผมเรียกเธอโดยบังเอิญว่า อิลินอร์ รูเซอร์เวลส์ฝ่ายขวา เธอชื่นชมเหล่าฝ่ายขวา แต่อิลิเนอร์ รูเซอร์เวลส์เขาเป็นฝ่ายซ้าย และที่จริงแล้ว เมื่อตอนที่พวกเรานั่งสัมภาษณ์ ทำรายการภาพบุคคลจริงกับเธอนั้น มีอดีตหัวหน้าCIA นั่งอยู่ใกล้ๆเธอ นั่งฟังอย่างชื่นชม
และตอนนั้นผมก็คิดว่า เรื่องง่ายๆ เพราะผมจะพูดเกริ่นๆให้คนพวกนี้ทราบก่อนเสมอ ประมาณสัก 10-15 นาที พวกเราไม่ได้คุยกันมาก่อนเพราะถ้าคุณเคยคุยกัน คุณก็ไม่รู้จะพูดไรตอนอยู่บนเวที แล้วเธอกับผมก็ได้พูดคุยกันสนุกสนาน
พวกเราอยู่บนเวทีและก็ อย่างไรก็ตาม มันเยี่ยมไปเลย ต้องยกความดีให้กับความสง่าของแคร์ บู๊ท เธอมาในชุดราตรีแสนสวย เธออายุ80 เกือบจะในวันที่มีการสัมภาษณ์ เธอนั่งอยู่ที่นั่น และตอบคถถามต่างๆ เธอสกัดกั้นผม เหลือเชื่อมากครับ สิ่งที่ผมควรจะถาม เธอเปลี่ยนมัน เลี่ยงมัน และผมก็อยู่บนเวทีนั่น และพวกคุณใครที่ รู้จักในวงการบันเทิงเป็นอย่างดีคงรู้ว่า การตายบนเวทีมันเป็นยังไง ผมจะเป็นบ้า เธอไม่ให้อะไรผมเลยตอนสัมภาษณ์
ผมก็เริ่มสงสัยว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แล้วคุณก็คิดระหว่างที่คุณพูด และที่จริงผมคิดว่าผมทำได้ ตอนที่ผมกับเธออยู่ตามลำพัง ผมเป็นผู้ชมของเธอ และในตอนนี้ผมกลายเป็นคู่แข่งสำหรับผู้ชมเสียแล้ว นี่เป็นปัญหา และเธอสู้กับผมในเรื่องนี้ แล้วผมก็ถามคำถามนึงกับเธอ ผมคิดไม่ออกจริงๆว่าผมจะออกจากสถานการณ์นั้นได้ยังไง ผมถามเธอเกี่ยวกับช่วงเวลาที่เธอเป็นนักเขียนบทละคร แลอีกครั้ง ด้วยบุคลิกของเธอ แทนที่จะพุดว่า "โอ้ ใช่ ฉันเป็นคนเขียนบทละคร แล้วก็ บลา บลา บลา" เธอพูดว่า "อ้อ คนเขียนบทละครนะหรอ ทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่าฉันเป็นนักเขียนบทละคร คนส่วนมากคิดว่าฉันเป็นนักแสดง ฉันไม่เคยเป็นนักแสดงเลย" แต่ผมไม่ได้ถามสิ่งนั้น แล้วเธออยู่ดีๆก้ร้องไห้ เธอพุดว่า "โอ้ คือ มันมีครั้งนึงที่ฉันเป็นนักแสดง เป็นงานการกุศล ในคอนเน็กติกัท ช่วงที่ฉันเป็นวุฒิสภาหญิง ฉันได้ไปที่นั่น" เธอเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ "และฉันก็ได้ขึ้นเวที"
หลังจากนั้นเธอหันหน้ามาหาผมแล้วพูดว่า "และคุณรู้ไหมว่าพวกดาราหนุ่มสาวเหล่านั้นทำอะไร พวกนั้นวางบ่นเด่นให้ฉํน" เธอพูดต่อว่า "คุณรู้ไหมว่ามันคืออะไร" ผมก็ค่อนแคะเธอเล็กๆ
แล้วพูดว่า "ผมทำความเข้าใจอยู่ครับ"
เธอจ้องหน้าผม มันเหมือนกับการชนะมวยงัดข้อมือเลยครับ แล้วจากนั้น เธอก็เล่าเรื่องน่าอัศจรรย์ต่างๆ เกี่ยวกับชีวิตเธอให้ฟัง
ผมต้องขอพักเรื่องนี้ไว้แค่นี้ ส่วนนี้เป็นเรื่องของแคลร์ บู๊ท ลูซ อีกครั้งกับบุคคลที่น่าทึ่ง ผมไม่ได้ชอบเธอด้วยเรื่องการเมือง แต่ผมชอบที่พลังขับเคลื่อนในชีวิตของเธอ เธอน่าดึงดูดมากครับ และเธอตายด้วยโรคเนื้องอกในสมอง นั่นเป็นสาเหตุการตายที่แย่มากเท่าที่คุณจะนึกได้ และมีไม่กี่คนที่ถูกเชิญไปร่วมงานปาร์ตี้
ในช่วงเวลาที่เธอเจ็บป่วยหนัก ซึ่งพวกเรารู้ดี เธออยุ่ในห้อง ทุกๆคนเข้าไปหา คนรับใช้เดินแจกคานาเป้ ของธรรมดาๆ ขณะนั้นเอง ประตูก็เปิดออก เธอเดินเข้ามาในชุดสวย คนของสาธารณะ ทั้งสวย แล้วก็ดูฉลาดหลักแหลม เธอเดินไปรอบๆและคุยกับทุกๆคนในที่นั่น แล้วก็กลับเข้าไปในห้องของเธอ และเราก็ไม่ได้เห็นเธออีก เธออยากมีช่วงเวลาที่เป็นของเธอเอง และเธอก็ทำได้ดีเสียด้วย
เอาละครับ ทีนี้มันมีอีกวิธีที่คุณจะทำให้คนอื่นเขาพูดเปิดอก และนี่เป็นแค่การอ้างอิงสั้นๆ ไม่ใช่วิธีการสู้รบปรบมืออะไร แต่แค่เซอร์ไพรส์เล็กๆจากคนที่เกี่ยวข้อง ผมสัมภาษณ์สตีฟ มาติน เมื่อไม่นานมานี้เอง พวกเรานั่งลง เกือบจะตั้งแต่ต้นของการสัมภาษณ์นั้นเลยที่ผม หันไปหาเขาแล้วพูดว่า "สตีฟ" หรือ "คุณมาติน มีคนว่ากันว่าดาราตลกหลายๆคนมีชีวิตวัยเด็กที่ไม่มีความสุข รวมถึงคุณด้วยหรือเปล่า"
แล้วสตีฟก็จ้องผม เหมือนกำลังจะพุดว่า "นี่คุณต้องการเริ่มแบบนี้เลยใช่ไหม" เขาก็จ้องผมกลับ และพูดว่า "แล้วชีวิตวัยเด็กคุณละเป็นไง"
ความจริงแล้วนี่ดูเหมือนเป็นการงัดข้อเลยครับแต่ดูน่าสนใจกว่า และผมก็ตอบว่า"พ่อของผมเลี้ยงมาด้วยความรัก ความเข้าใจ เลยทำให้ผมไม่ตลกครับ"
สตีฟจ้องผม และหลังจากนั้นพวกเราก้ได้ฟังเรื่องเศร้าครั้งใหญ่ คุณพ่อเขาเป็นโรค SOB พูดง่ายๆว่าเขาเป็นตลกอีกคนหนึ่งที่มีชีวิตวัยเด็กที่ไม่ค่อยสุขเท่าไหร่นัก แต่พวกเราก็ออกนอกเรื่อง และก็จากไป ดังนั้นคำถามคือ อะไรกันที่เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เรื่องเหล่านี้ดำเนินไป
เอาละครับ นี่เป็นคำถามจริงจังดุดัน แต่ผมอยากบอกคุณเกี่ยวกับคำถาม ซึ่งขึ้นอยู่กับความเอาใจใส่ และบ่อยครั้งที่คำถามหลายๆคำถาม คนเหล่านี้รอที่จะให้คนถามคำถามนั้นกับเขา ผมขอยกตัวอย่างแค่2ตัวอย่าง เนื่องด้วยเวลาเรามีจำกัดนะครับ
ตัวอย่างแรกเป็นการสัมภาษณ์หนึ่งในคนเขียนชีวประวัติอเมริกันคนหนึ่ง อีกครั้ง คุณบางคนอาจจะรู้จักเขา แต่คุณส่วนใหญ่ไม่รู้จัก ดูมาส์ มาโลน เขาเป็นคนเขียนชีวประวัติ5เล่มของโทมัส เจฟเฟอร์สัน เขาใช้ชีวิตเกือบทั้งชีวิตกับโทมัส เจฟเฟอร์สัน และยังไงไม่รู้ ผมก็ถามเขาว่า "คุณเคยอยากพบโทมัส เจฟเฟอร์สันไหม"
เขาตอบผมว่า "แน่นอนครับ แต่จริงๆแล้ว ผมรู้จักเขาดีกว่าคนอื่นที่เคยพบเขาเสียอีก เพราะผมต้องอ่านจดหมายเขาทุกฉบับ" ดังนันเขาค่อนข้างพอใจกับความสัมพันธ์ของพวกเขากว่า50ปีนี่
และผมก็ได้ถามอีกคำถามนึง ว่า "คุณเจฟเฟอร์สันเคยทำให้คุณผิดหวังบ้างไหม"
และนี่คือบุคคลที่ใช้ทั้งชีวิตเขาเปิดเผยความเป็นเจฟเฟอร์สัน และเชื่อมโยงกับเขา เขาพุดว่า "คิอ..." --ผมจะทำสำเนียงใต้ทองแดงๆ ดูมาส์ มาโลนมาจากมิสซิซิปปี แต่เขาพูด "เออ" แล้วก็ "คงจะเป็นอย่างนั้น" แล้วก็พูดว่า "คุณรู้ว่าผมอ่านทุกอย่าง และบางอย่างเกียวกับคุณเจฟเฟอร์สันที่ทำให้ออกมาดูดี"
และเขาก็บอกผมว่าคนๆนี้แหละที่เป็นคนที่ โกหกมากกว่าคำขอที่เขาถูกขอมา เพราะเขาได้เห็นทุกตัวอักษร เขาพูดว่า "แต่ผมเข้าใจว่า" เขาพูด"ผมเข้าใจว่า" เขาพูด "พวกเราคนใต้เหมือนกับพื้นผิวเรียบ ดังนั้นมันมีช่วงเวลาที่เขาไม่ต้องการที่จะเผชิญหน้า"
และเขาก็พูดต่อ "ตอนนี้ จอห์น อดัมส์ เป็นคนที่ซื้อสัตย์เกินไป" แล้วเขาก็เริ่มเล่าเรื่องนั้น หลังจากนั้นเขาก็เชิญผมไปที่บ้านเขา และผมได้พบภรรยาเขาที่มาจากแมสซาชูเสช และพวกเขาสามีภรรยารู้จักสัมพันธ์กับ โทมัส เจฟเฟอร์สัน และ จอห์น อดัมส์ เธอเป็นคน นิว อิงแลนด์ และฉลาดหลักแหลม ส่วนเขาเป็นพวกคนขี้เอาใจ
แต่จริงๆแล้วคำถามที่สำคัญที่สุดที่ผมถาม และถามตลอดการสนทนานี้ ผู้คนต่างสูดลมหายใจเอาความรู้สึกมุทะลุ หรือดุร้ายของผม แต่ผมสัญญากับคุณว่ามันเป็นคำถามที่ใช่ และนี่สำหรับ แองเนส เดอร์ มิลล์ แองเนส เดอร์ มิลล์ คือคนหนึ่งในนักออกแบบท่าเต้นแห่งยุค เธอเป็นคนออกแบบท่าในละคร "อกลาโฮมา" ที่เปลี่ยนแปลงวงการละครเวทีอเมริกา เป็นผู้หญิงที่สุดยอด
ในเวลาที่ผมสารภาพกับเธอว่า-- ความจริง ผมควรสารภาพกับเธอ เธอเป็นคนที่เยี่ยมมาก แต่เชิญเธอมา เธอพูดว่า "มาที่อพาทเม้นต์ฉันซิ" เธออยู่ที่นิวยอร์ก "มาที่อพาทเม้นท์และเราจะได้คุยกันสะดวกกับ15นาทีนั่น แล้วเราค่อยคิดอีกทีว่าเราจะคุยกันยังไง"
และผมก็ไปที่อพาทเม้นต์มืดๆ รกๆที่นิวยอร์กนั่น และเธอโทรยกเลิกกับผม เพราะเธอไม่ค่อยสบาย ผมรู้ว่าเธอเป็นโรคหลอดเลือกสมองตีบ และนั่นก็ประมาณ10ปีก่อนหน้านี้ และเธอก็ใช้ชีวิตหลังจากนั้นส่วนใหญ่บนเตียง แต่-- ผมพูดถึงเรื่องกำลังชีวิต เธอหัวหูยุ่งไปหมด เธอพยายามจะชดเชยเวลาที่เสียไป
เธอนั่งโดยรายล้อมไปด้วยหนังสือมากมาย และสมบัติที่น่าสนใจที่สุดสำหรับเธอในขณะนั้น คือพินัยกรรม ที่เธอวางไว้ข้างตัว เธอไม่ค่อยสุขนักกับเรื่องนี้ เธอทิ้งมันไป เธอบอกว่า "ฉันเก็บพินัยกรรมไว้ข้างเตียง เป็นเหมือนของที่ระลึก และฉันก็เปลี่ยนมันไปมาตลอดเวลา ก็แค่เพราะฉันอยากเปลี่ยน" และเธอเองก็รักโอกาสของความตายมากเท่าๆกับที่เธอรักชีวิต ผมคิดว่า นี่แหละคือคนที่ผมอยากสัมภาษณ์เก็บไว้ในซีรีย์
เธอตกลงครับ เธอมาหาผม แน่นอนว่าในวีลแชร์ ร่างกายครึ่งนึงของเธอไม่เคลื่อนไหว แต่อีกครึ่งยังขยับได้ แน่นอนว่าเธอทำสิ่งนี้แค่ครั้งคราวเท่านั้น แต่นี่เป็นผู้หญิงที่มีความทุกข์ทางกายอย่างมาก แล้วพวกเราก็พูดคุยกัน แล้วผมก็ถามคำถามนึงขึ้นโดยไม่ทันยั้งคิด ว่า "มันเป็นปัญหากับชีวิตคุณไหมที่คุณเป็นคนไม่สวย"
แล้วเหล่าคนดูก็ คุณคงพอนึกออก พวกเขามักอยู่ฝ่ายเดียวกับผู้ถูกสัมภาษณ์เสมอ และพวกเขาก็คิดว่านี้เป็นคำถามที่ดูถูกมากๆ แต่นี่เป็นคำถามที่เธอต้องการ ให้ใครสักคนถามเธอมาทั้งชีวิต และเธอก็เริ่มพูดเกี่ยวกับชีวิตวัยเด็ก ตอนที่เธอยังสวย และเธอก็หัน ด้วยร่างกายที่ทรุดโทรมเต็มทน เธอหันไปทางผู้ชมและ อธิบายว่าเธอเป็นหญิงสาวที่หน้าตาโอเค กับผมแดง ปากบาง และอื่นๆ จากนั้นเธอพูดว่า "พอเมื่อเข้าวัยสาวสะพรั่ง"
และเธอก็เริ่มพูดเกี่ยวกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น กับร่างกายและหน้าของเธอ และเธอก็ไม่สามารถเรียกได้ว่าตัวเองสวย แล้วครอบครัวของเธอก็เริ่มทำเหมือนกับเธอเป็นพี่สาวน่าเกลียดของน้องสาวแสนสวย เหมือนกับในละครบันเลย์ และเธอก็ต้องทำตัวตามน้ำเพียงแค่ต้องไปเป็นเพื่อนน้องสาวเธอ แล้วหลังจากนั้น เธอก็ตัดสินใจอะไรหลายอย่าง อย่างแรก คือการเต้น แม้ว่า มันไม่ได้หยิบยื่นให้เธอ แต่มันเป็นชีวิตของเธอ และอย่างที่สอง เธอคิดว่าเธอควรจะเป็น ถึงแม้ว่าเธอเต้นมาทั้งชีวิต เธอควรเป็นคนออกแบบท่าเต้นมากกว่า เพราะด้วยอาชีพแบบนี้หน้าตาก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ กลับกลายเป็นว่าเธอรู้สึกตื่นเต้นที่ได้ทำเรื่องนี้ กับชีวิตของเธอ
ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้ทำงานในซีรีย์นี้ มีหลายเวลาที่ผมรู้สึกเช่นนั้น น้อยครั้งมกาที่เป็นช่วงเวลาเงียบสงัด กุญแจสำคัญก็คือการเอาใจใส่ เพราะในชีวิตของทุกคน คือการรอคอยใครสักคนที่จะถามคำถามต่างๆ ที่พวกเขาสามารถไว้ใจได้ว่าเขาเป็นอย่างที่เขาเป็นอยู่ได้ และเล่าถึงเรื่องว่าเขาเป็นอย่างที่เป็นอยู่ได้อย่างไร ผมขอชวนให้ทุกคน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ทำเรื่องสัมภาษณ์ จงเป็นคนเอาใจใส่กับเหล่าเพื่อนของคุณ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงวัยในครอบครัวคุณเอง
You can share this video by copying this HTML to your clipboard and pasting into your blog or web page. This video will play with subtitles.
You either have JavaScript turned off or have an old version of the Adobe Flash Player. To view this rating widget you
need to get the latest Flash player.
If your browser allows only "trusted sites" to execute Javascript, you should add the "googleapis.com" domain to your whitelist to allow our Flash detection to work properly.
Got an idea, question, or debate inspired by this talk? Start a TED Conversation.
มาร์ค แพทเทอร์ ดำเนินรายการสัมภาษณ์ถ่ายทอดสดกับเหล่าคนดังในประวัติศาสตร์อเมริกาที่น่าสนใจเพื่อบันทึกเป็นส่วนหนึ่งในซีรี่ของแกลอรี่รูปบุคคลของสมิตโซเนียน มาร์คเผยความลับของการสัมภาษณ์ที่ดีและแชร์เรื่องอัศจรรย์ต่างๆตอนที่เขาได้พูดคุยกับสตีฟ มาร์ติน, แคร์ บู๊ท ลูซและอีกมากมาย
Marc Pachter has spent his career curating and creating intimate portraits of the lives of others. Full bio »
Translated into Thai by Sritala Dhanasarnsombut
Reviewed by Pim Arkkarayut
Comments? Please email the translators above.
18:48 Posted: Oct 2008
Views 225,268 | Comments 46
09:25 Posted: Nov 2009
Views 314,828 | Comments 74
23:05 Posted: Feb 2007
Views 381,182 | Comments 94
Just follow the guidelines outlined under our Creative Commons license.
This comment will be attributed to . Not ? Sign Out.