ขอบคุณครับ มันช่างเป็นความรู้สึกที่ดี ที่ได้ยืนอยู่ตรงนี้ ผมได้พูดที่ TEDTalk ครั้งล่าสุด คิดว่าซักราวๆเจ็ดปีที่แล้วหรือไงนี่แหละ ผมพูดเกี่ยวกับเรื่องซอสสปาเก็ตตี้ และมีคนจำนวนมาก, เดาเอานะ, ได้ดูวิดีโอตอนนั้น มีคนมากมายเข้ามาหาผมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เพื่อที่จะถามคำถามเกี่ยวกับซอสที่ว่านั่น ซี่งก็เป็นเรื่องที่เจ๋งมาก ในระยะเวลาสั้นๆ (เสียงหัวเราะ) แต่ก็กลายเป็นว่ามันไม่ได้ดีเลิศ ในช่วงเจ็ดปีที่ผ่านมา ดังนั้นผมก็เลยคิดว่าผมควรจะมา แล้วลองทำให้คนลืมเรื่องสปาเก็ตตี้ซอสนั่นซะ
ประเด็นหลักของเช้านี้คือสิ่งที่เราประดิษฐ์ขึ้น ดังนั้นผมเลยคิดว่าจะเล่าเรื่อง เกี่ยวกับคนคนหนึ่ง ที่ประดิษฐ์วัตถุที่มีค่าที่สุดชิ้นหนึ่ง ในยุคของเขา และชื่อของเขาก็คือ คาร์ล นอร์เด็น คาร์ล นอร์เด็นเกิดในปี พศ.2423 เป็นคนสวิส และแน่นอน คนสวิสสามารถแบ่งออกได้ เป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือคนที่สร้างวัตถุชิ้นเล็กๆที่สวยงาม และมีราคาแพง กับคนที่ถือเงินไว้ ให้กับคนที่ซื้อวัตถุเล็กๆที่สวยงาม และมีราคาแพง และคาร์ล นอร์เด็นเป็นคนในพวกกลุ่มแรก เขาเป็นวิศวกร เขาเข้าโรงเรียนช่างกลของรัฐในซูริค ความจริงแล้ว เขามีเพื่อนร่วมชั้นเป็นคนหนุ่มคนหนึ่งที่ชื่อ เลนิน ผู้ซึ่งต่อไปจะ เป็นผู้ทำลายวัตถุชิ้นเล็กๆที่สวยงามและมีราคาแพง
คาร์ลเป็นวิศวกรชาวสวิส และผมหมายความตามที่ว่านี้จริงๆ เขาสวมสูทสามชิ้น และเขามีหนวดเล็กๆที่เด่นมาก และเขาเป็นผู้ครอบงำผู้อื่น และหลงตัวเอง และถูกขับดัน และมีอีโก้ที่แรงกล้า เขาทำงานวันละ 16 ชั่วโมง และเขามีความรู้สึกแรงกล้าต่อกระแสที่แตกต่าง เขารู้สึกประหนึ่งว่าผิวหนังเกรียมแดด เป็นเครื่องหมายของความอ่อนแอด้านศีลธรรม เขาดื่มกาแฟจัด และทำดีที่สุด ในการนั่งเป็นชั่วโมงๆในครัวของแม่ที่ซูริค ท่ามกลางความเงียบ กับไม้บรรทัดคำนวณ (สไลด์รูล) แค่อันเดียว
จะอย่างไรก็ตาม คาร์ล นอร์เด็น อพยพมายังสหรัฐอเมริกา ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 เพียงไม่นาน และเปิดร้านที่ถนนลาฟาแยต ในตัวเมืองแมนฮัตตัน และเขาก็เริ่มหมกมุ่นกับคำถาม เกี่ยวกับวิธีการทิ้งระเบิดจากเครื่องบิน และถ้าคุณคิดซักหน่อย ในยุคก่อนที่จะมี GPS และ เรดาร์ มันเป็นปัญหาที่ยากมากๆจริงๆ มันเป็นปัญหาทางฟิสิกส์ที่ซับซ้อน คุณมีเครื่องบินที่อยู่สูงขึ้นไปในอากาศเป็นพันฟุต เดินทางไปด้วยความเร็วนับร้อยไมล์ต่อชั่วโมง และคุณพยายามที่จะทิ้งวัตถุชิ้นหนึ่ง ในที่นี้คือลูกระเบิด ไปยังสถานีเป้าหมายบางแห่ง ท่างกลางลมและเมฆทุกชนิดที่ขวางอยู่ และสิ่งกีดขวางอื่นๆด้วย และคนหลากหลาย เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 และในระหว่างช่วงสงคราม ได้พยายามจะแก้ปัญหานี้ แต่แทบไม่มีใครที่ทำได้ใกล้เคียงกับที่หวังไว้ เครื่องเล็งเป้าระเบิดที่มีอยู่ ล้าหลังอย่างไม่น่าเชื่อ
แต่คาร์ล นอร์เด็น เป็นคนที่แก้ปัญหานี้ได้ และเขามาพร้อมกับเครื่องมืออันซับซ้อนเหลือประมาณ มันหนักราวๆ 23 กิโลกรัม มันมีชื่อว่า เครื่องเล็งเป้าระเบิดรุ่น นอร์เด็น มาร์ค 15 และมันมีคานงัดทุกประเภท และลูกปืน และกลไกจุกจิก และหน้าปัด และเขาสร้างสิ่งที่ซับซ้อนนี้ขึ้นมา และสิ่งที่เขากำหนดให้ผู้ใช้ต้องทำ ก็คือเขาทำให้มือระเบิดนำเจ้าเครื่องนี้ไป กำหนดเป้าด้วยสายตา เพราะพวกเขาอยู่ในโคนกระจกนิรภัยสำหรับมือระเบิด จากนั้นเขาจะใส่ระดับความสูงของเครื่องบิน ความเร็วของเครื่อง ความเร็วลม และพิกัด ของเป้าหมาย จากนั้นเครื่องเล็งเป้าระเบิดจะบอกเขาว่า เมื่อใดที่ต้องทิ้งระเบิด และดังคำกล่าวที่มีชื่อเสียงของนอร์เด็นว่า "ก่อนจะมีเครื่องเล็งเป้าระเบิดนั่น ระเบิดมักจะพลาดเป้าหมาย อย่างน้อยก็เป็นกิโลๆ" แต่เขาคุยว่า ด้วยเครื่องเล็งเป้าระเบิด นอร์เด็น มาร์ค 15 นี่ เขาสามารถทิ้งระเบิดลงถังดองผักได้ ในระยะความสูง 20,000 ฟุต
ตอนนี้ผมไม่สามารถบอกคุณได้ว่า กองทัพสหรัฐนั้น รู้สึกตื่นเต้นมากแค่ไหน จากข่าวเครื่องเล็งเป้าระเบิดนี้ มันคล้ายดั่งอาหารทิพย์จากสรวงสวรรค์ นี่คือกองทัพ ซึ่งเพิ่งจะผ่านประสบการณ์ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งมีคนเป็นล้าน ต่อสู้กันในคูขุด ไปไหนไม่ได้ ไม่มีความคืบหน้า แล้วมีคนโผล่มาพร้อมกับเครื่องมือ ที่สามารถทำให้พวกเขาบินขึ้นไปบนฟ้า สูงเหนือดินแดนของศัตรู แล้วทำลายสิ่งใดก็ได้ที่เขาต้องการ ด้วยความแม่นยำระดับปลายเข็ม
และกองทัพสหรัฐฯ ใช้เงินไป 1.5 พันล้านเหรียญ พันล้านเหรียญในปีพ.ศ. 2483 นะครับ เพื่อพัฒนาเครื่องเล็งเป้าระเบิดนอร์เด็น แล้วติดตั้งใช้งาน ค่าใช้จ่ายทั้งหมดสำหรับโครงการแมนฮัตตัน อยู่ที่ประมาณสามล้านเหรียญ เงินมากถึงครึ่งหนึ่ง ของเงินที่ใช้ในโครงการทางอุตสาหกรรมทหาร ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในยุคปัจจุบัน ถูกใช้ในเครื่องเล็งเป้าระเบิดนอร์เด็นนี่ และมีผู้คน พวกนักวางแผน ในกองทัพสหรัฐฯ ผู้ซึ่งคิดเอาจริงๆจังๆว่า เจ้าเครื่องมือเครื่องเดียวนี้ จะสะกดความแตกต่างของคำว่า ชัยชนะ และความพ่ายแพ้ได้ เมื่อเวลาที่ต้องรบกับพวกนาซีมาถึง และเมื่อต้องรบกับพวกญี่ปุ่น
สำหรับนอร์เด็นแล้ว เครื่องมีอนี้มีผลกระทบทางศีลธรรมอย่างยิ่งยวด เพราะนอร์เด็นเป็นคริสเตียนที่เคร่งครัด ความจริงแล้ว เขาจะหัวเสียเสมอ เมื่อผู้คนพูดถึงเครื่องเล็งเป้าระเบิดว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ของเขา เพราะในสายตาของเขา พระเจ้าเท่านั้นที่สร้างทุกสิ่ง และเขาเป็นเพียงเครื่องมือตามความต้องการของพระเจ้าเท่านั้น แล้วอะไรคือความต้องการของพระเจ้าล่ะ? อืม ความต้องการนั้นคือปริมาณความทรมานในสงครามใดๆ ควรจะลดลงเหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
แล้วเครื่องเล็งเป้าระเบิดนอร์เด็นทำอะไรล่ะ? อืม มันทำให้คุณทำยังงั้นได้ยังไงล่ะ มันทำให้คุณทิ้งระเบิดใส่แค่บางสิ่ง ที่คุณต้องการจะระเบิดมันเท่านั้นจริงๆ ดังนั้นในช่วงปีก่อนหน้าสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพสหรัฐฯ ซึ้อเครื่องเล็งเป้าระเบิดนอร์เด็นนี้ ถึง 90,000 เครื่องด้วยกัน ที่ราคาเครื่องละ 14,000 เหรียญ อีกทีนะ เป็นเหรียญในพ.ศ.2483 ซึ่งเป็นเงินมหาศาล และพวกเขาฝึกมือทิ้งระเบิด 50,000 คนให้ใช้มัน การฝึกที่ยาวนานหลายเดือน เพราะเจ้าสิ่งนี้คือคอมพิวเตอร์ที่คำนวณและแสดงผลทางหน้าปัด มันใช้งานไม่ง่าย และพวกเขาบังคับให้มือทิ้งระเบิดทุกคนสาบาน ว่าถ้าพวกเขาถูกจับ พวกเขาจะไม่เปิดเผยความลับแม้จะเล็กน้อย เกี่ยวกับเครื่องมือชิ้นนี้แก่ศัตรู เพราะมันจำเป็นที่จะต้องไม่ให้ศัตรูยื่นมือเข้ามา แตะต้องเทคโนโลยีชิ้นสำคัญยิ่งยวดชิ้นนี้
และเมื่อใดก็ตามที่เครื่องเล็งเป้าระเบิดนอร์เด็นถูกนำไปกับเครื่องบิน มันถูกคุ้มครองไปยังที่นั่นโดยกองทหารติดอาวุธ และมันถูกนำไปในกล่องที่มีผ้าใบคลุมอยู่ และกล่องจะถูกคล้องกุญแจมือไว้กับผู้คุมคนหนึ่ง มันไม่เคยถูกอนุญาตให้ถ่ายภาพ และมีระเบิดเล็กๆอยู่ภายใน ดังนั้น ถ้าเครื่องบินตก มันจะถูกทำลาย และไม่มีทางที่ศัตรูจะเอื้อมมือมาถึงมันได้ เครื่องเล็งเป้าระเบิดนอร์เด็น คือจอกศักดิ์สิทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้า
งั้นเกิดอะไรขึ้นระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ล่ะ? เอ่อ กลายเป็นว่ามันไม่ใช่จอกศักดิ์สิทธิ์อย่างที่คิดไว้แฮะ ในทางปฏิบัติ เครื่องเล็งเป้าระเบิดนอร์เด็น สามารถปล่อยระเบิดลงในถังได้จากระยะ 20,000 ฟุต แต่เฉพาะในสภาวะที่สมบูรณ์แบบเท่านั้น และแน่นอนว่า ในเวลาที่รบกัน สภาวะต่างๆไม่มีวันสมบูรณ์แบบ อย่างแรกเลยคือ มันใช้งานยาก ใช้ยากจริงๆ และไม่ใช่ทุกคน ในกลุ่มมือทิ้งระเบิดห้าหมื่นคนที่ว่า จะมีความสามารถที่จะทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้อย่างเหมาะสม อย่างที่สอง มันพังบ่อยมาก มันเต็มไปด้วยเครื่องวัดการหมุนทุกชนิด และรอก และกลไกยิบย่อย และลูกปืน และมันไม่ทำงานอย่างที่มันควรจะทำ ในระหว่างที่การต่อสู้ดำเนินไปอย่างร้อนแรง
อย่างที่สาม เมื่อนอร์เด็นสร้างสูตรคำนวณของเขา เขาคะเนว่าเครื่องบินจะบิน ที่ความเร็วต่ำ และในระดับความสูงไม่มากนัก ในสงครามจริงๆ คุณทำอย่างนั้นไม่ได้ คุณจะถูกยิงร่วง ดังนั้นพวกเขาจึงบินที่ระดับสูงขึ้นไป ด้วยความเร็วสูงจนไม่น่าเชื่อ และเครื่องเล็งเป้าระเบิดนอร์เด็นก็ทำงานไม่ได้ดีนัก ในสภาวะแบบนั้น
และท้ายที่สุด เครื่องเล็งเป้าระเบิดนอร์เด็นต้องมีมือทิ้งระเบิด เพื่อที่จะมองหาเป้าด้วยตา แต่แน่ล่ะ สิ่งทีเกิดขึ้นในชีวิตจริงคืออะไร? มีเมฆมาบัง ใช่ มันต้องการท้องฟ้าที่ไร้เมฆเพื่อให้แม่นยำ เอ่อ มีฟ้าไร้เมฆกี่แห่ง ที่คุณคิดว่าจะมีเหนือน่านฟ้ายุโรป ในช่วงปีพ.ศ.2483 ถึง 2488? ไม่ค่อยจะมีนะ
และเพื่อให้คุณได้รู้สึกถึง ความไม่แม่นยำของเครื่องเล็งเป้าระเบิดนอร์เด็นนี้ มีเหตุการณ์อันโด่งดังในปีพ.ศ.2487 เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดโรงงานเคมีในเมืองลูนา ที่เยอรมัน และโรงงานเคมีมีเนื้อที่ถึง ราว 1900 ไร่ และด้วยการปฏิบัติการทิ้งระเบิดมากกว่า 22 ครั้ง ฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้งระเบิด 85,000 ลูก ลงบนโรงงานเคมีขนาด 1900 ไร่ที่ว่านี่ ด้วยการใช้เครื่องเล็งเป้าระเบิดนอร์เด็น คุณคิดว่ากี่เปอร์เซ็นต์ของระเบิดเหล่านั้น ที่ทิ้งได้ลงตรงเป้าหมาย ภายในพื้นที่ 1900 ไร่ของโรงงานครับ? 10 เปอร์เซ็นต์ 10 เปอร์เซ็นต์ และใน 10 เปอร์เซ็นต์ที่ลงนั้น มี 16 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่ได้ระเบิด พวกมันด้าน โรงงานเคมีที่ลูนา ภายหลังจากการทิ้งระเบิดที่หนาแน่นที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาตร์ของสงคราม กลับคืนมาทำงานได้ภายในไม่กี่สัปดาห์
และยังไงก็ตาม การปริวิตกทั้งมวล ที่จะปกป้องเครื่องเล็งเป้าระเบิดนอร์เด็นไว้จากมือของนาซีน่ะหรอ? อืม เรื่องกลายเป็นว่า คาร์ล นอร์เด็น ผู้เป็นชาวสวิส เป็นผู้ลุ่มหลงในวิศวกรชาวเยอรมัน ดังนั้นในปีพ.ศ.2473 เขาว่าจ้างพวกนั้นจำนวนมาก รวมถึงชายที่มีนามว่า เฮอมันน์ ลอง ผู้ซึ่งในปีพ.ศ.2481 ได้มอบแผนผังชุดสมบูรณ์ของเครื่องเล็งเป้าระเบิดนอร์เด็นให้กับนาซี ดังนั้นพวกเขาก็มีเครื่องเล็งเป้าระเบิดนอร์เด็นของเขาเองตลอดช่วงสงคราม ซึ่งก็ เอ่อ.. ไม่ค่อยจะเวิร์คเช่นกัน
งั้นทำไมเราต้องมาพูดถึงเจ้าเครื่องเล็งเป้าระเบิดนอร์เด็นนี้ด้วยล่ะ? ก็เพราะว่า เรากำลังอยู่ในยุค ที่มีเจ้าเครื่องเล็งเป้าระเบิดนอร์เด็นนี่ เป็นจำนวนมากๆๆเลยน่ะสิ เราอาศัยอยู่ในช่วงเวลาที่มี คนฉลาดๆ แทบทุกสาขาประเภท วิ่่งวุ่นไปมา คอยบอกเราว่าพวกเขาคิดค้นสิ่งต่างๆ ที่จะเปลี่ยนโลกของเราไปตลอดกาล พวกเขาประดิษฐ์เว็บไซต์ที่ช่วยให้ผู้คนเป็นอิสระ พวกเขาประดิษฐ์ของอย่างนั้น อย่างนี้ หรืออย่างโน้น ที่จะทำให้โลกของเราดีขึ้นไปตลอด
ถ้าคุณเข้าไปในกองทหาร คุณก็จะพบกับคาร์ล นอร์เด็นจำนวนมากเช่นกัน ถ้าคุณไปที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ พวกเขาจะบอกว่า "คุณรู้มั้ย ตอนนี้เราสามารถที่จะ ทิ้งระเบิดลงไปในถังผักดอง ได้จากความสูง 20,000 ฟุตแล้วนะ" และคุณรู้มั้ย มันเป็นเรื่องจริง ตอนนี้พวกเขาทำมันได้แล้ว แต่เราต้องทำให้กระจ่างมากขึ้นว่า มันมีความหมายน้อยเพียงใด
ในสงครามอิรัก ในช่วงต้นของสงครามอิรัก กองทัพสหรัฐฯ กองทัพอากาศ ส่งฝูงบินรบ F-15E สองฝูง ไปยังทะเลทรายอิรัก ติดตั้งกล้องราคาห้าล้านเหรียญ ซึ่งทำให้พวกเขาเห็นพื้นทะเลทรายทั้งหมด และปฏิบัติการของเขาคือการค้นหาและทำลาย จำเครื่องยิงขีปนาวุธสกั๊ดได้มั้ย เครื่องยิงขีปนาวุธจากพื้นดินสู่อากาศนั่นแหละ ที่ชาวอิรักยิงใส่ชาวอิสราเอล? ปฏิบัติการของสองฝูงบิน คือการกำจัดเครื่องยิงขีปนาวุธสกั๊ดทั้งหมด ดังนั้นพวกเขาบินปฏิบัติการทั้งวันทั้งคืน และทิ้งระเบิดเป็นพันๆลูก และเขายิงขีปนาวุธเป็นพันๆลูก พยายามที่จะกำจัดอาวุธทำลายล้างนี้
และเมื่อสงครามจบลง มันมีการตรวจสอบ ดั่งที่กองทัพทำเป็นประจำ และกองทัพอากาศทำเป็นประจำ พวกเขาตั้งคำถาม ว่ามีสกั๊ดกี่ลูกที่พวกเขาทำลายได้? คุณรู้มั้ยว่าคำตอบคืออะไร? ศูนย์ ไม่มีแม้แต่ลูกเดียว อ้าว ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะ? เป็นเพราะว่าอาวุธเหล่านั้นไม่แม่นยำหรือเปล่า? ไม่ใช่เลย มันแม่นยังกับจับวางด้วยซ้ำ มันสามารถจะทำลายเจ้าสิ่งเล็กๆตรงนี้ ได้จากระยะความสูง 25,000 ฟุต ปัญหาก็คือ พวกเขาไม่รู้ว่าเครื่องยิงขีปนาวุธสกั๊ดอยู่ที่ไหนน่ะสิ ปัญหาเกี่ยวกับลูกระเบิดและถัง ไม่ใช่การนำลูกระเบิดไปลงถัง แต่เป็นว่าจะหาถังพบได้ยังไงต่างหาก นั่นเป็นปัญหาที่ยากกว่า เมื่อถึงเวลาสงครามที่ต้องสู้รบกัน
หรือลองดูการต่อสู้ในอัฟกานิสถานสิ อะไรคืออาวุธที่เป็นสัญลักษณ์ ของสงครามของหน่วย CIA ทางตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถาน? มันคือเครื่องบินไร้คนขับ อะไรคือเครื่องบินไร้คนขับ? เอ่อ มันคือเหลนของเครื่องเล็งเป้าระเบิดนอร์เด็นมาร์ค 15 นั่นเอง มันคือศาสตราวุธที่แม่นยำในการทำลายล้าง และในการฝึกกว่าหกปีที่ผ่านมา ในทางตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถาน CIA ยิงขีปนาวุธจากเครื่องบินไร้คนขับเป็นร้อยๆลูก และใช้เครื่องบินไร้คนขับนั้น ในการสังหารผู้ต้องสงสัย ชาวปากีสถานและกลุ่มกบฎตาลีบันถึง 2,000 คน ความแม่นยำของเครื่องบินไร้คนขับเหล่านั้นเป็นอย่างไร? อืม มันค่อนข้างน่าตกใจ เราคิดว่าเรามาถึงจุดที่มีความแม่นยำถึง 95 เปอร์เซ็นต์ เมื่อใช้ปฏิบัตการเครื่องบินไร้คนขับ ผู้คน 95 เปอร์เซ็นต์ของคนที่โดนสังหาร ต้องถูกกำจัด ใช่มั้ย? มันเป็นสถิติที่น่าประทับใจมาก ในประวัติศาสาตร์ของการรบยุคใหม่
แต่คุณรู้มั้ยว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุด? ในช่วงระยะเวลาเดียวกันนั้น ที่เราใช้เครื่องบินไร้คนขับ ที่มีความแม่นยำในการทำลายล้าง จำนวนของการโจมตี ของมือระเบิดพลีชีพ และการโจมตีของผู้ก่อการร้าย ต่อกองทัพสหรัฐฯในอัฟกานิสถาน ได้เพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า เมื่อเราเพิ่มพูนประสิทธิภาพ ในการสังหารพวกเขา พวกเขาก็ยิ่งโกรธมากขึ้นเรื่อยๆ และถูกกระตุ้นมากยิ่งขึ้นให้สังหารเรา ผมไม่ได้บรรยายให้พวกคุณฟังถึงเรื่องราวแห่งความสำเร็จ ผมบรรยายให้คุณฟัง ถึงเรื่องราวที่ตรงกันข้ามกับความสำเร็จ
และนี่คือปัญหา กับความหลงไหลในสิ่งที่เราประดิษฐ์ขึ้น เราคิดว่าสิ่งที่เราสร้างจะช่วยแก้ปัญหาของเรา แต่ปัญหาของเรามีความซับซ้อนยิ่งกว่านั้น ประเด็นไม่ใช่ความแม่นยำของระเบิดที่คุณมี แต่เป็นว่าคุณจะใช้ระเบิดที่มีนั้นอย่างไรมากกว่า และที่สำคัญไปกว่านั้น ก็คือเมื่อใดที่คุณควรจะใช้ระเบิดเหล่านั้นนั่นเอง
มีภาคผนวก ของเรื่องราวของนอร์เด็น เกี่ยวกับคาร์ล นอร์เด็นและเครื่องเล็งเป้าระเบิดอันยอดเยี่ยมของเขา นั่นคือในวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2488 เครื่องบินทิ้งระเบิด B-29 ที่มีชื่อว่า อีโนลา เกย์ บินเหนือน่านฟ้าญี่ปุ่น และใช้เครื่องเล็งเป้าระเบิดนอร์เด็น ทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ขนาดใหญ่ ลงบนเมืองฮิโรชิมา และดังเช่นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำกับเครื่องเล็งเป้าระเบิดนอร์เด็น ระเบิดผิดเป้าที่แท้จริงไปราว 800 ฟุต แต่แน่นอน นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่ และนั่นคือเรื่องตลกที่ร้ายที่สุด เมื่อพูดถึงเครื่องเล็งเป้าระเบิดนอร์เด็น เครื่องเล็งเป้าระเบิดราคาหนึ่งพันห้าร้อยล้านเหรียญของกองทัพอากาศ ถูกใช้เพื่อทิ้งระเบิดราคาสามพันล้านเหรียญ ซึ่งไม่ต้องการเครื่องเล็งเป้าระเบิดซักนิด
ในขณะเดียวกัน ในนิวยอร์ค ไม่มีใครบอกคาร์ล นอร์เด็น ว่าเครื่องเล็งเป้าระเบิดของเขาถูกใช้ที่ฮิโรชิมา เขาเป็นชาวคริสต์ผู้เคร่งครัด เขาคิดว่าเขาได้ออกแบบบางสิ่ง ที่จะช่วยลดความทรมานในสงคราม มันคงจะทำให้เขาหัวใจสลาย หากได้รู้ความจริง
You can share this video by copying this HTML to your clipboard and pasting into your blog or web page. This video will play with subtitles.
You either have JavaScript turned off or have an old version of the Adobe Flash Player. To view this rating widget you
need to get the latest Flash player.
If your browser allows only "trusted sites" to execute Javascript, you should add the "googleapis.com" domain to your whitelist to allow our Flash detection to work properly.
Got an idea, question, or debate inspired by this talk? Start a TED Conversation.
ปรมาจารย์นักเล่าเรื่อง มัลคอล์ม แกลดเวลล์ จะมาเล่าเรื่องราวของเครื่องเล็งเป้าระเบิดนอร์เด็น เทคโนโลยีชิ้นสำคัญที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนในสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งก่อให้เกิดผลอันไม่คาดฝันอย่างใหญ่หลวง
Detective of fads and emerging subcultures, chronicler of jobs-you-never-knew-existed, Malcolm Gladwell's work is toppling the popular understanding of bias, crime, food, marketing, race, consumers and intelligence. Full bio »
Translated into Thai by Suwitcha Chandhorn
Reviewed by Nussaba Visatemongkolchai
Comments? Please email the translators above.
16:10 Posted: Sep 2011
Views 405,906 | Comments 77
19:32 Posted: Apr 2010
Views 314,860 | Comments 135
09:24 Posted: Oct 2011
Views 362,735 | Comments 87
Just follow the guidelines outlined under our Creative Commons license.
This comment will be attributed to . Not ? Sign Out.