ผมอยากจะพูดถึง สิ่งที่เราเรียนรู้จากชาวอนุรักษ์นิยมได้ ตอนนี้ผมอยู่ในวัยที่กำลังโหยหาอดีต ผมก็เลยอยากจะสารภาพตรงนี้ว่า ตอนที่ผมยังเด็ก ผมเป็นชาวอนุรักษ์นิยมครับ ผมเป็นรีพับลิกันจิ๋ว รีพับลิกันวัยรุ่น เป็นผู้นำของสมาคมรีพับลิกันวัยรุ่น อันที่จริง ผมเป็นสมาชิกที่อายุน้อยที่สุด ในบรรดาสมาชิกพรรค ในที่ประชุมปี 1980 (พ.ศ.2523) ซึ่งเลือก โรนัลด์ เรแกน เป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี จากพรรครีพับลิกัน
โอเค ผมรู้ว่าพวกคุณคิดอะไรอยู่นะครับ (เสียงหัวเราะ) คุณกำลังคิดว่า "อินเทอร์เน็ตไม่ได้พูดอย่างนี้นี่" กำลังคิดว่า "วิกิพีเดียไม่เห็นมีข้อเท็จจริงข้อนี้เลย" ซึ่งก็ใช่เลย นี่เป็นเพียงตัวอย่างเดียว ของขยะที่ไหลเวียนผ่านท่อ ของอินเทอร์เน็ตทั้งหมด วิกิพีเดียบอกว่านายคนนี้ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนจากเมืองอีรี เพนซิลวาเนีย ตอนอายุ 20 เป็นคนที่อายุน้อยที่สุดคนหนึ่ง ในการประชุมแห่งชาติของพรรครีพับลิกัน แต่มันไม่จริงเลยครับ (เสียงหัวเราะ) ที่จริงมันทำให้ผมเซ็งมาก ผมจึงขอถือโอกาสแก้เดี๋ยวนี้เลย (เสียงหัวเราะ) (ปรบมือ) เรียบร้อย โอเค ... ทีนี้ก็เรียบร้อย สมบูรณ์แบบ (เสียงหัวเราะ) โอเค นักบรรยาย ลอว์เรนซ์ เลสสิก นะครับ โอเค ในที่สุดความจริงก็จะบังเกิด โอเคนะ เห็นมั๊ยครับ? เกือบเสร็จแล้ว เอาล่ะนะ "...สมาชิกพรรครีพับลิกันที่อายุน้อยที่สุด" โอเค เรียบร้อย จบแล้ว ขอให้เซฟไว้นะครับ เอาล่ะครับ ทีนี้ ...วิกิพีเดียก็พูดถูกแล้วในที่สุด โอเค ที่จริงเรื่องนี้ไม่ค่อยเกี่ยวนะ
แต่สิ่งที่ผมอยากให้พวกคุณคิดก็คือ เวลาที่เราคิดถึงพวกอนุรักษ์นิยม -- ไม่ใช่ประเด็นเรื่องที่ประชุมปี 1980 นี่หรอก --- ประเด็นที่เราควรคิดกันคือ พวกเขาไปโบสถ์ครับ โอเค คุณรู้อยู่แล้วว่ามีคนตั้งเยอะที่ไปโบสถ์ ผมไม่ได้หมายความว่ามีแต่ชาวอนุรักษ์นิยมที่ไปโบสถ์ และผมก็ไม่ได้กำลังพูดถึงอะไรเกี่ยวกับพระเจ้าด้วย ผมไม่อยากพูดเรื่องนั้นนะครับ นั่นไม่ใช่ประเด็นของผม เวลาพูดว่าพวกเขาไปโบสถ์ ผมหมายความว่า พวกเขาทำเรื่องอะไรๆ มากมายให้แก่กันฟรีๆ เช่น จัดงานเลี้ยงหลังบ้าน ขายหนังสือเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ พวกเขาเลี้ยงอาหารคนจน แบ่งปันกัน ให้สิ่งต่างๆ มากมาย ให้ไปโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย คนเหล่านี้คือคนกลุ่มเดียวกัน กับที่เป็นผู้บริหารในภาคการเงิน ทุกวันอาทิตย์ พวกเขาไปโบสถ์ และแบ่งปันกัน ไม่ได้แบ่งกันแค่อาหารนะครับ
คนเหล่านี้แหละที่ เชื่อมั่นมากๆ ในหลายบริบทเลยด้วย ในขีดจำกัดของตลาด ในหลายเรื่องที่สำคัญ พวกเขาก็ ต่อต้านตลาดด้วย ที่จริงพวกเขาก็เหมือนกับพวกเราทุกคน ตรงที่เชิดชูความสัมพันธ์แบบนี้ ความสัมพันธ์ที่ต้องระแวดระวัง ไม่ให้เรื่องเงินๆ ทองๆ มาข้องแวะ ไม่อย่างนั้นมันอาจจะกลายเป็นแบบนี้ ชาวอนุรักษ์นิยมเหล่านี้อยากกำกับดูแลเรา เพื่อหยุดยั้งเราไม่ให้เผยแพร่พลังของตลาดเข้าไปในพื้นที่เหล่านี้ เพราะพวกเขาเข้าใจว่า มีพื้นที่สำหรับระบบตลาด และพื่นที่อื่นที่ระบบตลาดไม่ควรมี พื้นที่ที่เราควรจะมีอิสรภาพ ในการคบหากับคนอื่นอย่างเป็นสุข พวกเขาตระหนักดีว่า ทั้งสองอย่างนี้ต้องอยู่ด้วยกัน
สิ่งที่สองที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับอนุรักษ์นิยมคือ พวกเขาเข้าใจนิเวศวิทยา ประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันคนแรกที่ยิ่งใหญ่ในศตวรรษที่ 20 คือคนที่สอนเราเกี่ยวกับ การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม -- เท็ดดี้ รูสเวลท์ พวกเขาสอนเราเป็นคนแรกเกี่ยวกับนิเวศวิทยา ในบริบทของทรัพยากรธรรมชาติ เสร็จแล้วพวกเขาก็เริ่มสอนเราในบริบทของ นวัตกรรม และเศรษฐศาสตร์ ในบริบทนั้น พวกเขาเข้าใจคำว่า "ฟรี" -- เข้าใจว่าฟรีเป็นหัวใจสำคัญ ส่วนที่ขาดไม่ได้ใน ระบบนิเวศของวัฒนธรรม นี่คือสิ่งที่ผมอยากให้พวกคุณมองเกี่ยวกับพวกเขา
ทีนี้ ผมรู้ว่า คุณคงไม่เชื่อผมเท่าไหร่ใช่ไหมครับ ผมก็เลยอยากยกตัวอย่างให้ดู ผมอยากยกวีรบุรุษคนล่าสุดของผม จูเลียน ซานเชส นักคิดสายเสรีนิยมที่ทำงานให้กับ สถาบันคาโต ที่หลายคนมองว่า "ชั่วร้าย" โอเค จูเลียนทำคลิปวีดีโอนี้ขึ้นมา เขาเป็นโปรดิวเซอร์วีดีโอที่แย่มาก แต่เนื้อหาสุดยอดมาก ผมก็เลยจะเล่นบางตอนให้ดู เขาเริ่มพูดว่าอย่างนี้ครับ
จูเลียน ซานเชส : ผมกำลังจะตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับวิธี ที่วัฒนธรรมรีมิกซ์ดูจะกำลังวิวัฒนาการ
แลร์รี เลสสิก : สิ่งที่เขาทำคือเริ่มเล่าให้เราฟัง เกี่ยวกับวีดีโอสามชิ้น นี่คือรีมิกซ์เพลงแบรตแพ็คที่สุดยอดมาก ตัดต่อเข้ากับเพลง Lisztomania แน่นอน คลิปนี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว มีคนดูมหาศาล
(เสียงเพลง) จากนั้นคนบางคนจากเมืองบรุกลินก็มาเห็น ตัดสินใจว่าอยากเลียนแบบ (เสียงเพลง) และแล้ว ก็แน่นอนครับว่าคนจากซานฟรานซิสโกมาเห็น แล้วก็คิดว่า ได้ไง พวกเขาต้องเลียนแบบด้วยสิ (เสียงเพลง) คลิปพวกนี้เจ๋ง แต่เสรีนิยมคนนี้ มีบทเรียนสำคัญสองสามเรื่องที่เขาอยากให้เราได้รู้ บทเรียนหมายเลขหนึ่งคือ
จูเลียน : ชัดเจนว่ามีอะไรสักอย่างที่สุดยอดอย่างลึกซึ้ง พวกเขากำลังแสดง ในแง่ที่ว่ากำลัง เลียนแบบคลิปตัดต่อคลิปแรก และคนที่อัดวีดีโอก็ชัดเจนว่าตาดี และมีประสบการณ์อยู่บ้างกับการตัดต่อเทป แต่ในอีกแง่หนึ่ง พวกเขาก็เป็นแค่กลุ่มเพื่อน ที่กำลังเข้าสังคมตัวเอง เฮฮาปาร์ตี้ร่วมกัน ซึ่งน่าจะทำให้เรารู้สึกคุ้นเคยและอิน สำหรับใครก็ตามที่เคยร้องเพลงหมู่หรือไปงานเต้นรำ ร่วมกับเพื่อนสนิท
จูเลียน : มันก็เลยแตกต่างอย่างสำคัญ จากคลิปวีดีโอแรกๆ ที่เราดู เพราะตรงนี้ รีมิกซ์ไม่ใช่แค่ เรื่องของปัจเจกที่ทำอะไรคนเดียวในห้องใต้ถุน แต่เป็นกิจกรรมการสร้างสรรค์ทางสังคม ซึ่งผลลัพธ์ของมันไม่ใช่แค่ มีผลผลิตที่แตกต่างจากเดิมตรงปลายทาง แต่มันยังสามารถเปลี่ยนวิธีที่เรามีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมธรรมดาๆ ของเรา กลายเป็นประหนึ่งบัตรเชิญ ให้คนอื่นมาร่วมกันแสดงออกรวมหมู่ กลายเป็นว่าชีวิตทางสังคมจริงๆ ของเรา แปรรูปเป็นศิลปะ
แลร์รี : ทีนี้ เสรีนิยมคนนี้ก็สรุปจากสองประเด็นนั้นว่า...
จูเลียน : รีมิกซ์อันหนึ่งเป็นเรื่องของ ปัจเจกที่ใช้วัฒนธรรมที่เรามีร่วมกัน เป็น "ภาษา" เพื่อสื่อสารอะไรสักอย่างสู่ผู้ชม ระยะที่สอง รีมิกซ์สังคม เป็นเรื่องของการใช้มันเป็นสื่อกลาง สานสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ก่อนอื่น ในวีดีโอแต่ละชิ้น ตัวละครเรื่องแบรตแพ็คถูกใช้เป็นเค้าโครง สำหรับการแสดงความจริงทางสังคมของคนแต่ละกลุ่ม แต่วีดีโอเหล่านี้ก็ "พูดคุย" กันด้วย ในแง่ที่ว่า เมื่อมีโครงสร้างพื้นฐานแล้ว มันก็กลายเป็นเวที สำหรับการแจกแจงความเหมือนและความต่าง ระหว่างโลกทางสังคมและโลกทางกายภาพของแต่ละกลุ่ม
แลร์รี : ทีนี้สำหรับผม จุดนี้ คือกุญแจสำคัญของสิ่งที่ จูเลียนพยายามสื่อ
จูเลียน : นโยบายลิขสิทธิ์ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของ การหาวิธีสร้างแรงจูงใจให้เกิดการผลิต "โภคภัณฑ์ทางศิลปะ" บางอย่าง แต่เป็นคำถามที่ว่า เราจะยอมให้มี ระดับการควบคุมขนาดไหน เหนือความจริงทางสังคมของเรา ความจริงทางสังคมที่ตอนนี้ กำลังถูกวัฒนธรรมป๊อปแทรกซึม ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่เรา จะนึกถึงสินค้าสาธารณะที่แตกต่างกันสองชนิดนี้ ถ้าเราพุ่งเป้าไปที่การเพิ่มอุปทาน ของชนิดแรกให้มากที่สุด ผมคิดว่าเราก็สุ่มเสี่ยงที่จะกด ชนิดที่สองที่แตกต่างและรุ่มรวยกว่า และในบางแง่มุมก็อาจสำคัญกว่าด้วยซ้ำ
จูเลียน : โอเค โป๊ะเชะ ประเด็นคือ เสรีภาพต้องการโอกาสที่จะ มีทั้งความสำเร็จเชิงพาณิชย์ ของงานเชิงพาณิชย์ที่ยอดเยี่ยม และโอกาส ที่จะสร้างวัฒนธรรมที่แตกต่างนี้ และการจะทำอย่างนั้นได้ คุณก็ต้อง มองความคิดอย่าง "การใช้อย่างเป็นธรรม" ว่าเป็นหัวใจ และคุ้มครองมัน เพื่อทำให้นวัตกรรมชนิดนี้เกิดได้ เสรีนิยมคนนี้บอกเราว่า ระหว่างวัฒนธรรมสร้างสรรค์ทั้งสองนี้ นั่นคือ วัฒนธรรมเชิงพาณิชย์ และเชิงแบ่งปันสรรสร้าง ประเด็นคือเขาคนนี้ เข้าใจวัฒนธรรมทั้งสอง
ประเด็นที่ผมเป็นห่วงคือ พวกเราฝั่งเดโมแครต มักจะไม่เข้าใจมันดีพอ ลองดูตัวอย่างสุดยอดบริษัทแห่งหนึ่ง ในยุครุ่งโรจน์สมัยที่รีพับลิกันคนนี้บริหารบริษัท งานที่ยอดเยี่ยมที่สุดของพวกเขาคืองานที่ต่อยอดอดีตใช่ไหมครับ งานของดิสนีย์ที่เยี่ยมที่สุด คืองานที่หยิบเอางานเก่า ที่เป็นสมบัติสาธารณะ เอามันมารีมิกซ์ หรือรอให้มันกลายเป็นสมบัติสาธารณะ เพื่อเอามารีมิกซ์ พวกเขาเชิดชูความคิดสร้างสรรค์แบบรีมิกซ์ต่อยอด อันที่จริง ตัวของมิกกี้เมาส์เอง ในเรื่อง "สตีมโบ้ต วิลลี่" ก็เป็นรีมิกซ์ของการ์ตูนที่โด่งดัง และเป็นที่นิยมมากเรื่อง "สตีมโบ้ต บิล" ที่สร้างโดย บัสเตอร์ คีตัน เขาคนนี้คือนักรีมิกซ์มือฉมัง เป็นเครื่องพิสูจน์และอุดมคติ ของความคิดสร้างสรรค์แบบที่เราว่าเป๊ะ
แต่แล้วต่อมาบริษัทก็เข้าสู่ ยุคมืด เปลี่ยนมือ ไปสู่เดโมแครตคนนี้ แตกต่างกันสุดขั้วเลย นี่่คือตัวการที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง การออกกฎหมายที่เราเรียกว่า พรบ.ยืดอายุลิขสิทธิ์ ซอนนี โบโน (Sonny Bono Copyright Term Extension Act) ซึ่งขยายอายุการคุ้มครองลิขสิทธิ์ปัจจุบัน ไปอีก 20 ปี ทำให้ไม่มีใครทำกับดิสนีย์ ได้เหมือนกับที่ดิสนีย์ทำกับพี่น้องตระกูลกริมม์ ทีนี้ ตอนที่เราพยายามท้าทายกฏหมายนี้ เราไปไกลถึงศาลฎีกา ไปถกเถียงต่อหน้าผู้พิพากษาอนุรักษ์นิยม พยายามให้พวกเขาตื่นขึ้นมายกเลิกกฎหมายนี้ เจ้าของรางวัลโนเบลหลายคนช่วยเหลือเรา รวมถึงนักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายขวา มิลตัน ฟรีดแมน เจ้าของรางวัลโนเบล เขาบอกว่าจะร่วมวงลงนามด้วย ถ้าเพียงแต่เราจะใส่คำว่า "ไม่ต้องใช้สมองเลย" ในเอกสารที่ยื่นให้ศาล (เสียงหัวเราะ) แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครมีสมอง ที่นั่นเลยนะครับ ตอนที่คนของพรรคเดโมแครตผ่านกฎหมาย ฉบับนี้ให้มีผลบังคับใช้ โอเค ผมอยากจะหมายเหตุเล็กๆ ตรงนี้ว่า คุณอาจบอกว่า ซอนนี โบโน ที่เสนอกฎหมายนี้เป็นรีพับลิกัน แต่ผมไม่เชื่อหรอก นายคนนี้ไม่ใช่รีพับลิกันแท้
ทีนี้ ลองดูตัวอย่างที่สอง ลองนึกถึงฮีโร่ทางวัฒนธรรม ไอคอนทางซ้ายมือ คนที่สร้างตัวละครตัวนี้ ดูเว็บที่เขาสร้างสิครับ - แมชอัพของ "สตาร์ วอร์ส์" เชิญให้ผู้คนเข้ามาใช้พลังความคิดสร้างสรรค์ เพื่อผลิตสร้างความสนใจรุ่นใหม่ ในไอคอนทางวัฒนธรรมที่สำคัญอย่างยิ่งตัวนี้ ถ้าอ่านข้อตกลงการอนุญาต เราจะพบว่านักรีมิกซ์เหล่านี้ โอนสิทธิทั้งหมดที่มีอยู่ ในรีมิกซ์กลับไปให้กับลูคัส ลูคัสเป็นเจ้าของแมชอัพชิ้นนี้ อันที่จริง อะไรก็ตามที่คุณเติมเข้าไปในแมชอัพ เช่น ท่อนดนตรี ลูคัสมีสิทธิครอบคลุมทั่วโลกและชั่วนิรันดร์ ที่จะฉวยโอกาสใช้มันฟรีๆ งานนี้ไม่มี "ผู้สร้าง" ให้อ้างถึง ผู้สร้างไม่มีสิทธิอะไรเลย ผู้สร้างในเรื่องนี้เหมือนกับชาวนาที่เช่านาคนอื่นทำ และเราก็ควรจะจำไว้ว่า ใครเป็นคนจ้างคนเช่าทำนา นักการเมืองเดโมแครต ใช่ไหมครับ
ดังนั้นประเด็นคือ รีพับลิกันตรงนี้ ตระหนักว่ามีความจำเป็น ที่จะมีกรรมสิทธิ์ ความเคารพในกรรมสิทธิ์ ความเคารพที่เราควรมีต่อผู้สร้าง นักรีมิกซ์, ผู้เป็นเจ้าของ, เจ้าของที่ดิน เจ้าของลิขสิทธิ์ ของสิ่งที่ทรงพลังอย่างยิ่งเหล่านี้ และไม่ควรเคารพคนที่มาเช่าที่เฉยๆ ตรงนี้ผมคิดว่ามีบทเรียนหลายเรื่องที่เราควรเรียนรู้ บทเรียนเกี่ยวกับความเปิดกว้าง ชีวิตของเราคือกิจกรรมการแบ่งปัน อย่างน้อยก็ส่วนหนึ่ง รวมถึงแม้แต่ซีอีโอของโกลด์แมน แซคส์ (สถาบันการเงินใหญ่) อย่างน้อยก็ส่วนหนึ่ง และการที่กิจกรรมการแบ่งปันจะเกิดได้ เราจะต้องมี พื้นที่ "การใช้อย่างเป็นธรรม" ที่ได้รับการคุ้มครองอย่างดี
นั่นคือข้อแรก ข้อสองคือ ระบบนิเวศของการแบ่งปันนี้ ต้องการอิสรภาพ ในการสร้าง อิสรภาพ ซึ่งหมายถึงการไม่ต้องขออนุญาตจากใคร ความสามารถในการสร้าง ข้อสามคือ เราจะต้อง เคารพผู้สร้าง ผู้สร้างรีมิกซ์เหล่านี้ ผ่านสิทธิที่ผูกโยง กับพวกเขาโดยตรง ซึ่งเรื่องนี้อธิบายองค์กรไม่แสวงกำไรฝ่ายขวา ชื่อ ครีเอทีฟ คอมมอนส์ (Creative Commons) ที่จริงมันไม่ใช่องค์กรไม่แสวงกำไรฝ่ายขวานะครับ คือผมจะผูกเรื่องให้เห็นว่า ครีเอทีฟ คอมมอนส์ ซึ่งกำลัง มอบวิธีง่ายๆ ให้กับผู้สร้างที่จะติดป้ายเนื้อหา ว่าพวกเขาอยากให้มัน มาพร้อมกับอิสรภาพอะไรบ้าง
เราจะได้ย้ายออกจากโลก "สงวนสิทธิ์ทุกประการ" เข้าสู่โลก "สงวนสิทธิ์บางประการ" คนจะได้รู้ว่าพวกเขามีอิสรภาพที่จะทำอะไรกับเนื้อหาบ้าง จะได้ต่อยอดและสร้าง บนพื้นฐานของมัน งานที่มีลิขสิทธิ์อย่างสร้างสรรค์ เครื่องมือที่เราสร้างขึ้นนี้ ทำให้คนสามารถแบ่งปันส่วนต่างๆ ด้วยสัญญาอนุญาตที่ชัดเจน และมอบอิสรภาพในการสร้าง โดยไม่ต้องขออนุญาตก่อน เพราะผู้สร้างได้ให้อนุญาตแล้ว อิสรภาพนี้เคารพผู้สร้าง เพราะมันต่อยอด ลิขสิทธิ์ที่ผู้สร้าง ได้อนุญาตให้ใช้โดยเสรี และมันก็อธิบายการสมคบคิดกันของฝ่ายขวา ที่เกิดขึ้นรอบๆ ข้อตกลงการอนุญาตเหล่านี้ เพราะตอนนี้มีงานดิจิตัลกว่า 350 ล้านชิ้น ที่ใช้ข้อตกลงการอนุญาตแบบนี้ ให้คนใช้ฟรี
ทีนี้ ภาพรวมของระบบนิเวศแห่งความคิดสร้างสรรค์ ภาพของระบบนิเวศ ของความคิดสร้างสรรค์ที่สมดุล คือระบบนิเวศที่เรามีอยู่ตอนนี้หรือเปล่าครับ ก็อย่างที่พวกคุณทุกคนรู้ ว่าพวกเราน้อยคนคิดว่ามันใช่ ผมเองได้เจอสภาพความจริงของระบบนิเวศความคิดสร้างสรรค์ แค่สัปดาห์ก่อนเอง ผมทำคลิปวีดีโอขึ้นมาอันหนึ่ง ที่ใช้บทบรรยาย ไวร์ไซด์ แชท (Wireside Chat) ของผมเอง อัพโหลดมันขึ้นยูทูบ จากนั้นผมได้อีเมลจากยูทูบ บอกผมอย่างประหลาดว่า มีเนื้อหาในนั้น ที่บุคคลลึกลับนาม WMG เป็นเจ้าของ เนื้อหานั้นตรงกับรายการเนื้อหาของยูทูบ แต่ผมไม่ได้คิดอะไรมาก
ต่อมาบนทวิตเตอร์ มีคนถามผมว่า "คลิปของคุณบนยูทูบถูกบล็อกด้วยข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ คุณตั้งใจอย่างนั้นหรือครับ?" เขาคิดว่าผมมีแผนสมคบคิด เพื่อเปิดโปงข้อบกพร่องของกฎหมายลิขสิทธิ์ ผมตอบว่า "เปล่าครับ" ผมยังไม่ได้คิดอะไร แต่เสร็จแล้วผมก็เข้าไปดูที่ยูทูบ ปรากฏว่าเสียงทั้งหมดในเว็บผมถูกดูดเสียงไปหมด คลิปวีดีโอยาว 45 นาทีของผม ถูกดูดเสียงเพราะ มีท่อนสั้นๆ ในคลิปวีดีโอ ซึ่งเป็นวีดีโอว่าด้วย "การใช้อย่างเป็นธรรม" ซึ่งใช้ดนตรีของ วอร์เนอร์ มิวสิค กรุ๊ป (WMG) ประเด็นที่น่าสนใจคือ พวกเขายังขายโฆษณานะครับ ดนตรีท่อนนั้นน่ะ คือถ้าคุณเล่นคลิปวีดีโอไร้เสียงอันนั้น คุณจะยังสามารถซื้อดนตรีนั้นได้ แต่คุณจะไม่ได้ยินอะไรเลยในคลิป เพราะมันถูกดูดเสียงไปหมดแล้ว
ทีนี้ผมก็เลยทำในสิ่งที่ระบบปัจจุบัน บอกว่าผมต้องทำ ถ้าผมอยากจะใช้ ยูทูบฟรีๆ ในการพูดเรื่องการใช้ที่เป็นธรรม ผมไปที่เว็บไซต์นี้ ต้องตอบคำถามเหล่านี้ ด้วยวิธีที่เหลือเชื่อ วิธีเด็กๆ เหมือน บาร์ต ซิมป์สัน คุณต้องพิมพ์คำเหล่านี้ทั้งหมด พิมพ์ให้ถูกต้อง เพื่่อยืนยันอิสรภาพของคุณในการพูด ผมรู้สึกว่าผมกลับไปอยู่ประถมสาม "ผมจะไม่วางหมุดบนเก้าอี้คุณครู" "ผมจะไม่วางหมุดบนเก้าอี้คุณครู" นี่มันไร้สาระชัดๆ เรื่องงี่เง่ามาก มันเป็นการบิดเบือนระบบอิสรภาพ บิดอย่างร้ายกาจ ระบบที่ควรจะเป็น
คำถามที่ผมจะถามคุณคือ ใครกำลังต่อสู้กับมันครับ? ที่น่าสนใจคือ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบล่าสุด ใครคือผู้สมัครหมายเลขหนึ่ง ที่ออกมาต่อต้านระบบกำกับดูแลแบบนี้ การกำกับการแสดงออกออนไลน์? จอห์น แม็คเคน ครับ (จากพรรครีพับลิกัน) หลังจากที่เขียนจดหมายฉบับแล้วฉบับเล่า โจมตียูทูบ ที่ไม่เคารพในสิทธิการใช้อย่างเป็นธรรม เพราะยูทูบมีระบบการแจ้งลบที่แย่มาก ระบบที่ทำให้แคมเปญของแม็คเคนหลายครั้ง ถูกโยนออกจากอินเทอร์เน็ต
โอเค นั่นคือเรื่องราวของผม ยุคทองของผมสมัยเป็นไอ้บ้าฝ่ายขวา ผมอยากกลับมาที่ปัจจุบัน ปัจจุบันที่ผมเอียงซ้ายหน่อยๆ -- ผมเป็นคนถนัดซ้ายนะครับ อย่างน้อยเรื่องนี้ก็ซ้าย ผมสงสัยว่า พวกเราในฝ่ายซ้าย จะสามารถสร้าง ระบบนิเวศแห่งอิสรภาพได้อย่างไร ในโลกที่เรารู้ว่า มีอิทธิพลจำนวนมากอันทรงพลัง ที่ต่อต้านมัน โลกที่แม้แต่ไอคอนของฝ่ายซ้าย ยังเห็นด้วยและผลักดันกฎหมาย ที่จะสั่งห้ามข้อกำหนด ให้ทุกคนเข้าถึงงานวิจัยที่รัฐอุดหนุนได้? ประธานาธิบดีที่สนับสนุน กระบวนการที่ทำให้ข้อตกลงทำกันอย่างลับๆ ข้อตกลงที่ขังเราไว้ในระบบไร้สาระ ของกฎหมายลิขสิทธิ์ DMCA ในปัจจุบัน ที่เรานำมาใช้ และบังคับให้เราเดินบนเส้นทาง "แจ้งลบก็จบเห่" ซึ่งเป็นแนวทางที่ประเทศอื่นๆ กำลังใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีการปฏิรูปแม้แต่หนึ่งเดียว ที่เกิดขึ้นแล้ว และเราก็จะไม่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลง ในระบบนี้ ในอนาคตอันใกล้
ผมจึงคิดว่ามีบทเรียนของการเปิดกว้าง ที่เราต้องเรียนรู้ การเปิดกว้างคือการยึดมั่น ในชุดคุณค่าชุดหนึ่ง เราจะต้องพูดถึงคุณค่าเหล่านั้น คุณค่าของอิสรภาพ คุณค่าของชุมชน คุณค่าของขีดจำกัดของการกำกับดูแล คุณค่าของการเคารพสิทธิผู้สร้าง ถ้าเราเรียนรู้คุณค่าเหล่านั้นได้ อย่างน้อยก็จากผู้มีอิทธิพลในฝ่ายขวา ถ้าเราสามารถนำมันมาประยุกต์ใช้ บางทีเราอาจแลกเปลี่ยนกันได้ สามารถเรียนรู้คุณค่าจากฝ่ายซ้าย เสร็จแล้วก็อาจไปทำระบบสุขภาพ หรือการกำกับดูแลโลกร้อน หรืออะไรสักอย่างในฝ่ายขวา
You can share this video by copying this HTML to your clipboard and pasting into your blog or web page. This video will play with subtitles.
You either have JavaScript turned off or have an old version of the Adobe Flash Player. To view this rating widget you
need to get the latest Flash player.
If your browser allows only "trusted sites" to execute Javascript, you should add the "googleapis.com" domain to your whitelist to allow our Flash detection to work properly.
Got an idea, question, or debate inspired by this talk? Start a TED Conversation.
ที่งาน TEDxNYED แลร์รี่ เลสสิก (Larry Lessig) อดีตสมาชิก "รีพับลิกันจิ๋ว" คุยว่าชาวเดโมแครตจะเรียนรู้อะไรได้บ้างจากประเด็น การคุ้มครองลิขสิทธิ์ จากพรรคฝ่ายตรงข้ามที่พวกเขามองว่าอนุรักษ์นิยมกว่า เลนส์ที่ส่องวัฒนธรรมรีมิกซ์ของเขานั้นน่าประหลาดใจ
Lawrence Lessig has already transformed intellectual-property law with his Creative Commons innovation. Now he's focused on an even bigger problem: The US' broken political system. Full bio »
Translated into Thai by Sarinee Achavanuntakul
Reviewed by Heartfelt Grace
Comments? Please email the translators above.
18:56 Posted: Nov 2007
Views 1,199,104 | Comments 307
15:36 Posted: May 2010
Views 662,787 | Comments 289
Just follow the guidelines outlined under our Creative Commons license.
This comment will be attributed to . Not ? Sign Out.