ถ้าคุณตามข่าวอยู่บ้าง คุณคงได้ยินมาบ้างว่ามีกลุ่มดาวเคราะห์น้อยกลุ่มหนึ่ง กำลังมุ่งหน้ามายังสหรัฐอเมริกา และจะถล่มเราภายในห้าสิบปีข้างหน้า ทีนี้ ผมไม่ได้จะพูดถึงดาวเคราะห์น้อยจริงๆ ที่เป็นหินหรือโลหะ นั่นจะไม่ใช่ปัญหาเลย เพราะถ้าเราทุกคนกำลังจะตาย เราจะลืมความแตกต่างระหว่างเรา และทำอะไรก็ได้ เพื่อหาทางผลักกลุ่มดาวพวกนั้นไม่ให้มาชนโลก แต่วันนี้ผมจะพูดถึงภัยอื่นที่กำลังคุกคามเข้ามาใกล้เรา แต่มันถูกห่อหุ้มไว้ด้วยสนามพลังพิเศษ ที่แยกเราออกเป็นสองขั้ว ทำให้เรานิ่งงันเหมือนเป็นอัมพาต
เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว ผมไปร่วมการประชุม TED และได้ฟังจิม แฮนเซน นักวิทยาศาสตร์ขององค์การนาซาพูด เขาเป็นคนแรกที่ออกมาเตือนเรื่องภาวะโลกร้อน ตั้งแต่ช่วงปี 1980s และดูเหมือนว่าคำทำนายของเขาเมื่อตอนนั้น กำลังจะกลายเป็นจริง นี่คือภาพแสดงการเพิ่มสูงขึ้นของอุณหภูมิในโลกของเรา ถ้าวิถีชีวิตของเรายังเป็นแบบนี้กันต่อไป อุณหภูมิของโลกจะสูงขึ้นสี่ถึงห้าองศาเซลเซียส ภายในปลายศตวรรษนี้ แฮนเซนกล่าวว่า เราจะได้เห็นระดับน้ำทะเลสูงขึ้นห้าเมตร และเมื่อน้ำทะเลสูงขึ้นห้าเมตร มันจะหน้าตาแบบนี้ครับ เมืองที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ต่ำทั่วโลกจะจมหายไป ภายในชั่วอายุขัยของเด็กที่เกิดวันนี้ แฮนเซนทิ้งท้ายว่า "ลองนึกภาพดาวเคราะห์น้อยดวงใหญ่ที่กำลังจะพุ่งมาชนโลก ปัญหาที่เราเผชิญอยู่ตอนนี้มันใหญ่เท่านั้นเลยล่ะครับ แต่เรากลับลังเลไม่ทำอะไรเพื่อผลักมันออกไปเลย แม้ว่ายิ่งเรารอนานเท่าใด การจัดการกับมันก็ยิ่งจัดการยากและแพงขึ้นเท่านั้น แน่นอนล่ะ ฝ่ายซ้าย (เสรีนิยม) อยากทำอะไรสักอย่าง แต่ฝ่ายขวา (อนุรักษ์นิยม) ไม่เชื่อว่าปัญหานี้มีอยู่จริง
เอาล่ะ แล้วผมก็กลับจากการประชุม TED หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ผมได้รับเชิญไปงานเลี้ยงอาหารค่ำ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งผมรู้ว่าผมจะได้พบกับ นักวิชาการสายอนุรักษ์นิยมจำนวนหนึ่ง รวมทั้งยูวัล เลวิน ผมจึงเตรียมตัวไปงานนั้นโดยอ่านบทความชิ้นหนึ่งของเลวิน ชื่อ "ก้าวข้ามรัฐสวัสดิการ" (Beyond the Welfare State) ในวารสาร National Affairs ซึ่งเลวินเขียนว่า รัฐชาติต่างๆ เริ่มยอมรับความจริงแล้วว่า ระบบรัฐสวัสดิการแบบสังคมนิยมประชาธิปไตยนั้น เป็นสิ่งที่ไปไม่ได้ และแพงเกินกว่ารัฐจะจ่ายได้ เพราะมันตั้งอยู่บนระบบเศรษฐกิจที่ไม่ถูกต้อง และโมเดลด้านประชากรศาสตร์ยุคเก่าที่ล้าสมัยไปแล้ว
เอาล่ะ นี่อาจจะฟังดูไม่น่ากลัวเท่ากับดาวเคราะห์น้อยชนโลก แต่ลองดูกราฟที่เลวินแสดงในบทความนี่สิครับ กราฟนี้แสดงมูลค่าหนี้ของประเทศในหน่วยร้อยละของจีดีพี หรือร้อยละของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของสหรัฐอเมริกา คุณจะเห็นว่า ตอนก่อตั้งประเทศ เรากู้เงินจำนวนมากมาเพื่อทำสงครามปฏิวัติอเมริกา การทำสงครามต้องใช้เงินเยอะ แต่เราก็ใช้หนี้ ใช้หนี้ ใช้หนี้กันไป แล้วยังไงครับ โอ้ อะไรเนี่ย สงครามกลางเมือง ยิ่งแพงเข้าไปอีก เราก็กู้เงินมา แล้วก็ใช้หนี้ ใช้หนี้ ใช้หนี้ จนเกือบหมดแล้ว บูม! เกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แล้ววงจรเดิมๆ ก็เกิดซ้ำอีก ตรงนี้คือช่วงเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ แล้วก็สงครามโลกครั้งที่สอง ยอดหนี้ของเราพุ่งทะลุร้อยละ 118 ของจีดีพี ซึ่งเป็นระดับที่ไร้ความมั่นคงแล้วครับ อันตรายมาก แต่เราก็ใช้หนี้ ใช้หนี้ ใช้หนี้ แลัวนี่อะไรอีกครับ? ทำไมตัวเลขหนี้จึงเพิ่มขึ้นในช่วงปี 1970s? ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการลดภาษี ทำให้รัฐขาดรายได้ แต่เหตุผลหลักคือ ค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการที่รัฐมอบให้ประชาชน โดยเฉพาะโครงการประกันสุขภาพเมดิแคร์ ยอดหนี้ของเราสูงขึ้น เกือบเท่ากับช่วงสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว นี่ประชากรยุคเบบี้บูมเมอร์ยังไม่เกษียณเลยนะครับ และนี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้น ถ้าคนกลุ่มนี้เกษียณ นี่เป็นข้อมูลจากสำนักงบประมาณของรัฐบาล ซึ่งแสดงการคาดการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าสถานการณ์ ความคาดหวัง และแนวโน้มที่เป็นอยู่ยังดำเนินต่อไป
เอาล่ะครับ ถึงตรงนี้คุณคงสังเกตเห็นแล้วว่ากราฟทั้งสองนี้ เหมือนกันเปี๊ยบเลย ไม่ใช่ในแง่ตัวเลขบนแกน x และแกน y หรือข้อมูลที่นำเสนอออกมา แต่ในแง่ความหมายทางศีลธรรมและการเมือง กราฟสองภาพนี้พูดเหมือนกันเลย ผมจะแปลให้ฟัง
"เราเจอหายนะแน่ ถ้าเราไม่ลงมือทำอะไรกันเสียเดี๋ยวนี้ พวกคุณที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามน่ะ คุณเพี้ยนไปหรือเปล่า คุณมองไม่เห็นความจริงหรือไง ถ้าจะไม่ช่วยกันก็ถอยไปไกลๆ เลย"
เราสามารถผลักดันดาวเคราะห์น้อยทั้งสองนี้ออกไปได้ ในทางเทคนิคแล้ว ปัญหาทั้งสองอย่างนี้แก้ได้ แต่ปัญหาและโศกนาฏกรรมที่แท้จริงของเราก็คือ ในยุคที่เราแตกแยกกันสุดขั้ว เมื่อฝ่ายหนึ่งบอกว่า "ดูนั่นสิ ดาวเคราะห์น้อยจะมาชนโลก" อีกฝ่ายก็บอกว่า "หือ อะไร ฉันไม่ยอมมองขึ้นไปหรอก ไม่มีทาง"
ถ้าอยากทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเรา และเราจะทำอะไรกับมันได้บ้าง เราต้องศึกษาจิตวิทยาด้านศีลธรรม ผมเป็นนักจิตวิทยาสังคม ผมศึกษาเรื่องศีลธรรม และหนึ่งในหลักการสำคัญที่สุดของศีลธรรมก็คือ ศีลธรรมผูกรวมใจและทำให้ตาบอด ศีลธรรมผูกใจเรารวมกัน โดยมีค่านิยมที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นศูนย์กลาง และนั่นก็ทำให้เราตาบอด มองไม่เห็นความเป็นจริง
ลองคิดอย่างนี้ก็ได้ครับ การร่วมมือกันในสังคมวงกว้างนั้นหายากมากบนโลกนี้ มีสิ่งมีชีวิตเพียงไม่กี่สายพันธุ์เท่านั้นที่ทำได้ เช่นรังผึ้งแบบนี้ หรือจอมปลวกยักษ์แบบนี้ เมื่อคุณพบพฤติกรรมแบบนี้ในสัตว์ มีอย่างหนึ่งที่เหมือนกันเสมอ นั่นคือ สัตว์เหล่านี้ล้วนเป็นพี่น้อง ซึ่งเกิดจากนางพญาตัวเดียวกัน พวกมันจึงอยู่ในเรือลำเดียวกันหมด พวกมันรุ่งเรือง ตกต่ำ รอด หรือตายด้วยกันหมด มีสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์เดียวเท่านั้นบนโลกนี้ที่ทำเช่นนี้ได้ โดยไม่ต้องเป็นญาติพี่น้องกัน นั่นคือมนุษย์อย่างพวกเรา นี่คือภาพจำลองกรุงบาบิโลนในยุคโบราณ นี่คือกรุงเตนอชตีตลันของชนเผ่าอัซเตก
เราทำอย่างนี้ได้อย่างไรครับ? เราเปลี่ยนจาก การล่าสัตว์และหาของป่าเมื่อ 10,000 ปีที่แล้ว มาสร้างเมืองใหญ่โตมโหฬารแบบนี้ได้ ภายใน 2-3 พันปีได้อย่างไร มันมหัศจรรย์มาก และคำอธิบายส่วนหนึ่งของสิ่งเหล่านี้ก็คือ ความสามารถที่จะรวมตัวกันโดยมีค่านิยมบางอย่างเป็นศูนย์กลาง คุณคงเห็นว่าแล้ววัดและพระเจ้า มีบทบาทสำคัญในอารยธรรมโบราณ นี่คือภาพของชาวมุสลิมที่ล้อมวงและเดินเวียนรอบหินกะบะห์ ซึ่งเป็นหินศักดิ์สิทธิ์ และเมื่อคนมาล้อมวงรอบอะไรสักอย่างด้วยกัน เขาจะรวมใจกันเป็นหนึ่ง และไว้วางใจซึ่งกันและกัน เหมือนกับเวลาคุณหมุนขดลวดผ่านสนามแม่เหล็ก ซึ่งทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า เมื่อคนมาล้อมวง และเคลื่อนไหวไปด้วยกัน เขาก็สร้างกระแสอะไรบางอย่างขึ้น มนุษย์เราชอบล้อมวงรอบสิ่งต่างๆ เราล้อมวงรอบธง และเราก็ไว้วางใจกันและกัน เราจึงสู้ไปด้วยกันเป็นทีม เป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ศีลธรรมที่ผูกรวมใจคนเข้าด้วยดันเป็นหนึ่งเดียว เป็นกลุ่ม เป็นทีม ก็ทำให้พวกเขาตาบอด หรือบิดเบือนความจริงให้ผิดเพี้ยนไป เราเริ่มแบ่งแยกทุกอย่างเป็นฝ่ายดีกับฝ่ายชั่วร้าย กระบวนการนี้ทำให้เรารู้สึกดีและพึงพอใจมาก แต่มันกลายเป็นการบิดเบือนความจริงอย่างน่ารังเกียจ
คุณคงเห็นการทำงานของแม่เหล็กไฟฟ้าทางศีลธรรม ในรัฐสภาแล้ว กราฟนี้แสดงสถิติว่าลงคะแนนเสียงในรัฐสภาสหรัฐ แยกเป็นสองขั้ว คือซ้ายกับขวาอย่างชัดเจน ดังนั้น ถ้าคุณรู้ว่าใครสักคนเป็นพวกเสรีนิยมหรืออนุรักษ์นิยม คุณจะรู้ได้ทันทีเลยว่าเขาลงคะแนนในเรื่องสำคัญๆ ต่างๆ อย่างไร และคุณจะเห็นว่า ในช่วงหลังสงครามกลางเมือง ภายในรัฐสภามีการแยกขั้วรุนแรงและชัดเจนที่สุด อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งคุณก็คงคาดเดาได้ แต่หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง การแยกขั้วก็ลดลง เราจึงเห็นการแยกขั้วลดลงสู่ระดับต่ำสุดในประวัติศาสตร์ นี่เป็นยุคทองของการร่วมมือระหว่างสองพรรค อย่างน้อยก็ในแง่ที่สองพรรคสามารถทำงานร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหาใหญ่ๆ ของประเทศได้ แต่ในทศวรรษที่ 1980s ถึง 1990s แม่เหล็กไฟฟ้าหมุนกลับ และการแยกขั้วก็เกิดขึ้นอีก ฝ่ายอนุรักษ์นิยม ฝ่ายที่เป็นกลาง และฝ่ายเสรีนิยม เคยทำงานร่วมกันในสภาได้หมด พวกเขาจะจัดคณะกรรมการมาทำงานร่วมกันก็ได้ แต่แม่เหล็กไฟฟ้าของศีลธรรมมีแรงผลักเพิ่มขึ้น สนามพลังแรงขึ้น พรรคเดโมแครตกับรีพับลิกันก็แยกขั้วกันอีก พวกเขาเข้าหน้ากันยากขึ้น ร่วมมือกันยากขึ้น สมาชิกพรรคที่เกษียณไปแล้ว มองว่ามันเหมือนสงครามระหว่างแก๊ง มีใครสังเกตไหมครับว่าในการโต้วาทีสองจากสามครั้ง โอบามาผูกเนคไทสีน้ำเงินและรอมนีย์ผูกเนคไทสีแดง ทำไมรู้ไหมครับ เพื่อให้ชาวแก๊ง Bloods และแก๊ง Crips (2 แก๊งอันธพาลในลอสแอนเจลิส) รู้ว่าจะเลือกใคร (เสียงหัวเราะ)
การแยกขั้วนี้รุนแรงที่สุดในหมู่ผู้มีตำแหน่งทางการเมืองสูงๆ ใครๆ ก็เชื่อโดยไม่สงสัยว่าการแยกขั้วนี้กำลังเกิดขึ้นในสภา แต่ยังสงสัยกันว่าปัญหานี้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนหรือไม่ ภายในสิบสองปีที่ผ่านมา เราเห็นได้ชัดแล้วว่ามันเกิดขึ้นในหมู่ประชาชนด้วย ลองดูข้อมูลนี้ครับ นี่คือผลสำรวจในการเลือกตั้งทั่วประเทศในอเมริกา ในการสำรวจนี้ เขามีคำถาม ที่เรียกว่าปรอทวัดความรู้สึก คือ ถามว่าคุณรู้สึกอบอุ่นเป็นมิตร หรือเย็นชาไม่เป็นมิตร ต่อชนพื้นเมืองอเมริกัน สถาบันทหาร คนที่เชื่อในพรรครีพับลิกัน คนที่เชื่อในพรรคเดโมแครต และกลุ่มอื่นๆ ที่คนอเมริกันรู้จัก เส้นสีน้ำเงินคือความรู้สึกของคนที่เชื่อในพรรคเดโมแครต ที่มีต่อคนที่เชื่อในพรรคเดโมแครต แน่นอน เขาชอบคนกลุ่มนี้ ดูสิครับ คะแนนอยู่ที่ 70 กว่าๆ จากคะแนนเต็ม 100 คนที่เชื่อในพรรครีพับลิกันก็ชอบพวกเดียวกัน ไม่น่าแปลกใจ แต่พอคุณดูข้อมูลการประเมินพรรคอื่น คุณจะเห็นว่าคะแนนต่ำกว่า แต่ที่จริง ตอนผมเห็นข้อมูลนี้ครั้งแรก ผมแปลกใจ เพราะมันไม่ได้แย่มาก ถ้าคุณย้อนไปดูสมัยประธานาธิบดีคาร์เตอร์หรือแม้แต่เรแกน คะแนนที่ประเมินคนที่ชอบพรรคอื่นอยู่ที่ 43, 45 ไม่เลวนะครับ ต่อมาคะแนนค่อยๆ ตกลงนิดหน่อย แต่ดูสิครับ เกิดอะไรขึ้นในสมัยจอร์จ ดับเบิลยู บุช และโอบามา คะแนนร่วงเลย เกิดอะไรขึ้นตรงนี้ครับ แม่เหล็กไฟฟ้ากำลังหมุนกลับอีก และปัจจุบันนี้ ทุกวันนี้ พวกเดโมแครตเกลียดพวกรีพับลิกันมากๆ พวกรีพับลิกันก็เกลียดพวกเดโมแครต พวกเรากำลังเปลี่ยนไป ราวกับแม่เหล็กไฟฟ้ากำลังส่งผลต่อพวกเราด้วย เหมือนมันถูกวางไว้ที่สองฝั่งมหาสมุทร และกำลังฉีกประเทศ ทั้งประเทศ ให้แยกเป็นขั้วซ้ายกับขวา เหมือนแก๊ง Bloods และแก๊ง Crips
มีเหตุผลมากมายที่ทำให้สถานการณ์นี้เกิดขึ้นกับเรา หลายอย่างไม่อาจย้อนคืนมาได้แล้ว เราคงไม่มีวันเห็นนักการเมืองที่ถูกหล่อหลอมรวมกัน ด้วยประสบการณ์การต่อสู้กับศัตรูร่วมกัน เหมือนในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองอีกแล้ว เราคงไม่มีวันกลับไปมีสถานีโทรทัศน์แค่สามช่อง ซึ่งล้วนแล้วแต่มีมุมมองค่อนข้างเป็นกลาง ไม่มีวันแล้ว ที่เราจะมีคนกลุ่มใหญ่ในรัฐทางใต้ที่นิยมพรรคเดโมแครต กับคนกลุ่มใหญ่ในรัฐทางเหนือที่ยังนิยมพรรครีพับลิกัน มีลักษณะร่วมหลายอย่าง ที่ช่วยให้การร่วมมือสองพรรคทำได้ง่ายขึ้น ด้วยเหตุผลหลายอย่าง ช่วง 2-3 ทศวรรษหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงเป็นช่วงเวลาที่พิเศษในประวัติศาสตร์ เราจะไม่มีวันกลับไปสู่ยุคที่การแบ่งขั้วลดต่ำลงเท่านั้นอีกแล้ว
แต่ก็มีอีกหลายอย่างที่เราทำได้ มีการปฏิรูปหลายสิบอย่าง ที่เราทำได้ เพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น เพราะความบกพร่องของเราหลายอย่าง เป็นผลโดยตรงมาจาก สิ่งที่นักการเมืองทำไว้ในรัฐสภาช่วงทศวรรษ 1990s ทำให้รัฐสภาเป็นสถาบันที่ยิ่งแตกแยกและไม่อาจทำงานได้ มีคนเขียนถึงการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อย่างละเอียด ในหนังสือหลายเล่ม ผมแนะนำให้คุณอ่านสองเล่มนี้ครับ หนังสือสองเล่มนี้ยังบอกแนวทางการปฏิรูปไว้มากมาย ผมจะจัดเป็นสามหมวดหมู่ตามนี้ครับ
ถ้าคุณคิดว่าปัญหาอยู่ที่สถาบันที่แบ่งขั้ว และไม่สามารถทำหน้าที่ได้ ขั้นแรกที่เราทำได้คือ ทำทุกวิถีทาง ให้คนที่มีความคิดสุดโต่งถูกเลือกเข้าไปในสภาน้อยลง ถ้าคุณใช้ระบบปิด ในการเสนอชื่อตัวแทนพรรคลงรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี และมีแต่คนที่ประกาศตัวชัดเจน ว่าเป็นรีพับลิกันหรือเดโมแครตสุดโต่งเท่านั้นที่ออกเสียง ก็เท่ากับคุณกำลังเสนอชื่อและเลือกคน ที่มีความคิดแยกขั้วสุดโต่งที่สุด การใช้ระบบเปิดในการเสนอชื่อผู้สมัครจะช่วยบรรเทาปัญหาลงได้
แต่ปัญหาหลักๆ ไม่ได้อยู่ที่เราเลือกคนเลวเข้าไปในรัฐสภา จากประสบการณ์ของผม และที่ได้ยินมาจากคนวงในรัฐสภา คนส่วนใหญ่ที่เข้าไปในรัฐสภาเป็นคนดี ขยัน ทำงานหนัก และฉลาด ที่อยากแก้ปัญหาจริงๆ แต่เมื่อเขาเข้าไปในสภา ก็พบว่าตัวเองถูกบังคับ ให้เล่นเกมที่คนเล่นพรรคเล่นพวกได้รางวัล และคนมีความคิดเป็นอิสระถูกลงโทษ ถ้าคุณเดินล้ำเส้น คุณจะถูกลงโทษ มีการปฏิรูปหลายอย่างที่เราทำได้ เพื่อบรรเทาปัญหานี้
เช่น การต่อต้านองค์กร "Citizen United" ซึ่งเป็นบ่อเกิดของหายนะ เพราะมันเหมือนปืนที่จ่อหัวคุณ ถ้าคุณเดินแตกแถว ถ้าคุณข้ามเส้น ก็มีเงินมหาศาลรอจะมอบให้ฝ่ายตรงข้ามของคุณ เอาไปทำโฆษณาให้ทุกคนเชื่อว่าคุณเป็นคนเลวร้าย
การปฏิรูประดับที่สามก็คือ เราต้องเปลี่ยน รูปแบบความสัมพันธ์ทางสังคมในรัฐสภา นักการเมืองที่ผมเคยเจอโดยทั่วไปก็เป็นคนเปิดตัว เป็นมิตร มีทักษะทางสังคมดีมาก ซึ่งนั้นเป็นธรรมชาติของการเมือง คุณต้องสร้างความสัมพันธ์ ทำข้อตกลง คุณต้องโน้มน้าว เอาใจ และยกยอคนอื่น คุณต้องใช้ทักษะส่วนบุคคลของคุณ นั่นเป็นวิถีของการเมืองมาตลอด แต่ตั้งแต่ทศวรรษ 1990s สภาผู้แทนราษฎร ได้เปลี่ยนวันประชุมสภานิติบัญญัติ มาเป็นกลางสัปดาห์ทั้งหมด ทุกวันนี้ สส. ก็บินเข้ามาประชุมวันอังคาร รบกันสองวัน แล้วก็บินกลับบ้านวันพฤหัสฯ บ่าย พวกเขาไม่ย้ายครอบครัวมาอยู่ที่เมืองหลวง ไม่พบปะสามี หรือภรรยา หรือลูกๆ ของ สส. คนอื่น ไม่มีความสัมพันธ์เหลือแล้วครับ การทำงานในสภาโดยไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ก็เหมือนพยายามขับรถโดยไม่มีน้ำมันเครื่อง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเราต้องเห็นทั้งระบบหยุดนิ่ง กลายเป็นอัมพาต และแบ่งแยกแตกเป็นสองขั้วแน่ เรื่องง่ายๆ อย่างการเปลี่ยนวันประชุมสภานิติบัญญัติ เช่น ให้ประชุมและทำงานร่วมกันติดต่อกันสามสัปดาห์ แล้วมีวันหยุดหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ ให้กลับบ้าน วิธีนี้จะเปลี่ยนความสัมพันธ์ระดับรากฐานในรัฐสภาเลย
เอาล่ะ มีหลายอย่างที่เราทำได้ แต่ว่าใครจะเป็นคนทำล่ะครับ ตอนนี้มีหลายกลุ่มที่กำลังผลักดันเรื่องพวกนี้อยู่ เช่น กลุ่ม No Labels และ Common Cause ซึ่งเข้าใจดี ว่าเราต้องเปลี่ยนแปลงอะไรเพื่อให้ระบอบประชาธิปไตยนี้ ตอบสนองประชาชนมากขึ้น และทำให้รัฐสภามีประสิทธิภาพขึ้น
แต่ผมอยากเสริมงานที่พวกเขาทำอยู่ ด้วยเคล็ดลับเล็กๆ ทางจิตวิทยา นั่นคือ ไม่มีอะไรผูกใจคนไว้ด้วยกันได้ดีไปกว่าการมีภัยคุกคามร่วมกัน หรือถูกโจมตีพร้อมกัน โดยเฉพาะจากศัตรูต่างแดน เว้นแต่ว่ามันโจมตีตรงจุดที่เราเห็นต่างและเล่นพวกกัน ซึ่งจะยิ่งทำให้เราแตกแยกกันมากขึ้นอย่างที่ผมกล่าวไปแล้ว บางทีภัยคุกคามอย่างหนึ่งอาจทำให้เราแยกขั้วกันก็ได้ แต่ถ้าสถานการณ์ที่เราเผชิญไม่ได้มีภัยคุกคามอย่างเดียว แต่มีมากมายแบบนี้ล่ะครับ ถ้ามีเรื่องเข้ามามากเสียจนเราเริ่มร้องบอกกันว่า "เฮ้ ช่วยกันยิงหน่อย ทุกคน เร็วเข้า เราต้องร่วมมือกัน เริ่มยิงได้แล้ว" เพราะที่จริงแล้วเรากำลังเผชิญสถานการณ์แบบนี้อยู่นะครับ นี่คือประเทศของเรา
และนี่คือดาวเคราะห์น้อยอีกดวง เราทุกคนเคยเห็นกราฟนี้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งมาแล้ว กราฟนี้แสดงความมั่งคั่งที่เปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่ปี 1979 อย่างที่คุณเห็นนี่ ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นเกือบทั้งหมดกระจุกตัวอยู่ ในกลุ่มคนร้อยละ 20 หรือที่จริงคือร้อยละ 1 ที่รวยที่สุดอยู่แล้ว ความไม่เท่าเทียมของรายได้นี้มีความสัมพันธ์กับ ปัญหามากมายในสังคมประชาธิปไตย โดยเฉพาะ การทำลายความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และความรู้สึกว่าเราลงเรือลำเดียวกัน เพราะเห็นชัดๆ อยู่แล้วว่าไม่ใช่ บางคนนั่งสบายปลอดภัยบนเรือยอช์ทขนาดยักษ์ บางคนต้องอาศัยเกาะแผ่นไม้ลอยคอในทะเล เราไม่ได้อยู่บนเรือลำเดียวกัน และนั่นหมายความว่า จะไม่มีใครยอมเสียสละเพื่อส่วนรวม ฝ่ายซ้ายป่าวประกาศเรื่องดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ มาสามสิบปีแล้ว แต่ฝ่ายขวาบอกว่า "หือ อะไรนะ ไม่มีปัญหานี่ ไม่มีปัญหา"
ทีนี้ มันเกิดขึ้นได้ยังไงล่ะครับ ทำไมความไม่เท่าเทียมจึงเพิ่มสูงขึ้น? สาเหตุใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่ง หลังโลกเปลี่ยนสู่ยุคโลกาภิวัตร ก็คือดาวเคราะห์น้อยดวงที่สี่ที่พุ่งชนเรา นั่นคือ การมีลูกนอกสมรส กราฟนี้แสดงอัตราเด็กเกิดนอกสมรสที่เพิ่มขึ้นตลอด ตั้งแต่ปี 1960s เป็นต้นมา เด็กเชื้อสายฮิสแพนิกและเด็กผิวดำส่วนใหญ่เกิดมาไม่มีพ่อ เด็กผิวขาวก็กำลังมีแนวโน้มอย่างเดียวกัน ภายใน 1-2 ทศวรรษข้างหน้า เด็กอเมริกันส่วนใหญ่ จะเกิดมาในบ้านที่ไม่มีพ่อ ซึ่งหมายถึงครัวเรือนที่มีรายได้น้อยลง แต่เงินไม่ใช่ปัญหาเดียว ยังมีประเด็นเรื่องความมั่นคงและความปั่นป่วนในบ้านอีก ผมเรียนรู้จากการทำงานกับเด็กเร่ร่อนในบราซิลว่า แฟนของแม่คือบุคคลที่อันตรายสุดๆ ต่อเด็กๆ
ฝ่ายขวาโวยวายเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 1960s แต่ฝ่ายซ้ายก็พูดมาตลอดว่า "ไม่มีปัญหา ไม่มีปัญหาสักหน่อย" ฝ่ายซ้ายลังเลที่จะยอมรับว่า การแต่งงานเป็นสิ่งที่ดีสำหรับผู้หญิงและเด็ก เดี๋ยวผมขอพูดชัดๆ ตรงนี้ว่า ผมไม่ได้โทษผู้หญิงนะครับ ผมโทษผู้ชายมากกว่า ที่ไม่รับผิดชอบเลี้ยงดูลูกของตัวเอง และโทษระบบเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้ชายหลายคน ไม่สามารถหาเงินได้เพียงพอเพื่อมาเลี้ยงดูลูกได้ แต่ถึงแม้ว่าเราไม่โทษใครเลย มันก็ยังเป็นปัญหาระดับประเทศ และฝ่ายหนึ่งก็ห่วงเรื่องนี้มากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ในที่สุด หนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์ก็สังเกตเห็นดาวเคราะห์น้อยนี้ ในข่าวหน้าหนึ่งเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้วแสดงให้เห็นว่า อัตราการแต่งงานที่ลดลงมีส่วนก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียม
เรากำลังจะกลายเป็นประเทศที่มีแค่สองชนชั้น คนอเมริกันที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยและแต่งงานกัน มีอัตราการหย่าร้างต่ำมาก พวกเขามีรายได้สูง และใช้เงินนั้นเพื่อลูก บางคนก็กลายเป็นแม่เสือ ที่เลี้ยงลูกให้บรรลุศักยภาพสูงสุดของเขา เด็กๆ เหล่านี้ก็เติบโตไป เป็นเส้นสองเส้นบนกราฟนี้ แล้วคนอื่นๆ ที่เหลือ เด็กที่ไม่ได้รับประโยชน์จากการชีวิตสมรสที่มั่นคงของพ่อแม่ ซึ่งไม่มีเงินมากมายที่จะเอามาลงทุนเพื่อลูก ลูกก็ไม่ได้เติบโตในสภาพแวดล้อมที่มั่นคง และในที่สุดก็กลายเป็นเส้นสามเส้นล่างสุดในกราฟนี้
เห็นไหมครับ กราฟทั้งสองนี้กำลังสื่อข้อความเดียวกัน เรามีปัญหาแล้ว เราต้องเริ่มแก้ปัญหานี้ เราต้องทำอะไรสักอย่าง พวกคุณที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามน่ะ ไม่เห็นภัยคุกคามนี้หรือไง
แต่ถ้าเราทุกคนสามารถเปิดม่านบังตาออก เราะจะเห็นว่าทั้งสองปัญหานี้แก้ได้ ถ้ามันถูกแก้ไปด้วยกัน เพราะถ้าคุณเป็นห่วงเรื่องความเหลื่อมล้ำของรายได้ คุณอาจไปคุยกับกลุ่มคริสเตียนนิกายอีแวนเจลิคัล ที่กำลังรณรงค์ส่งเสริมการแต่งงาน แต่คุณก็จะเจอกับปัญหาว่า ผู้หญิงไม่อยากแต่งงาน กับผู้ชายที่ไม่มีงานทำ ถ้าคุณห่วงใยเรื่องการสร้างครอบครัวให้เข้มแข็ง คุณก็ต้องคุยกับคนในฝ่ายเสรีนิยม ที่กำลังรณรงค์เรื่องความเท่าเทียมทางการศึกษา เรื่องการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และกำลังหาทางหยุดยั้งไม่ให้ผู้ชายจำนวนมาก ถูกดูดเข้าไปอยู่ในคุกในตะราง และหายไปจากตลาดการหาคู่แต่งงานตลอดชีวิต
สรุปคือ ตอนนี้มีดาวเคราะห์น้อยอย่างน้อยสี่ดวงกำลังจะพุ่งมาชนเรา มีกี่คนครับที่มองเห็นทั้งสี่ดวง กรุณายกมือหน่อยครับ ถ้าคุณยินดีที่จะยอมรับว่า ทั้งสี่ดวงนี้เป็นปัญหาระดับประเทศ ยกมือหน่อยครับ โอ เกือบทุกคนเลยนะครับ
ยินดีด้วยครับ คุณได้สาบานตนเป็นสมาชิก ชมรมดาวเคราะห์น้อยแล้ว นี่เป็นชมรมของคนอเมริกันที่ยอมรับว่า ฝ่ายตรงข้ามกับเราอาจมีประเด็นที่สำคัญ ในชมรมดาวเคราะห์น้อย เราไม่ได้มุ่งหาจุดร่วมที่เรามีเหมือนกัน จุดร่วมเป็นสิ่งที่หาได้ยากมากๆ เราต้องเริ่มจากการมองหาภัยคุกคามที่เรามีร่วมกัน เพราะมันจะทำให้เรามีจุดร่วมที่เหมือนกันเอง
เอาล่ะ นี่ผมคิดอะไรตื้นๆ ไร้เดียงสาไปหรือเปล่า ที่คิดว่าคนเราจะวางดาบของตัวเองลง แล้วฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาจะมาทำงานร่วมกันได้ ผมว่าผมไม่ได้มองโลกแง่ดีเกินไปหรอกนะครับ แม้จะไม่ได้พบบ่อย แต่ก็มีตัวอย่างหลากหลายที่ชี้ว่ามันเป็นไปได้ นี่คือสิ่งที่เราทำได้ เพราะคนอเมริกันทั้งสองฝ่ายล้วนกังวลเรื่องสังคมที่เสื่อมลง และได้ก่อตั้งองค์กรมากมายขึ้นมา ทั้งในระดับชาติ เช่นองค์กรนี้ ไปจนถึงระด้บท้องถิ่น เช่น องค์กร To The Village Square ในเมืองทัลลาฮัสซี รัฐฟลอริดา ซึ่งพยายามดึงผู้นำระดับรัฐมาพูดคุยกันเพื่อช่วยส่งเสริม มนุษยสัมพันธ์ในการทำงานร่วมกัน ซึ่งจำเป็นต่อการแก้ปัญหาของรัฐฟลอริดา คนอเมริกันทั้งสองฝ่าย ห่วงใยเรื่องโรคเอดส์และความยากจนทั่วโลก รวมทั้งปัญหาด้านมนุษยธรรมอื่นๆ อีกมาก ที่จริงแล้วฝ่ายเสรีนิยมและฝ่ายเคร่งศาสนาเป็นพันธมิตรกันได้ และบางทีพวกเขาก็ทำงานร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ และที่ทำให้ผมประหลาดใจคือ บางทีสองฝ่ายนี้ ก็เห็นตรงกันเลยในเรื่องกระบวนการยุติธรรม เช่น อัตราการถูกจองจำ หรือจำนวนประชากรนักโทษ ในประเทศของเรา ที่เพิ่มขึ้นสี่เท่าจากปี 1980 นี่คือหายนะทางสังคม และฝ่ายเสรีนิยมก็ห่วงเรื่องนี้มาก ศูนย์กฎหมาย Southern Poverty Law Center เพื่อคนจนในรัฐทางตอนใต้ กำลังสู้เพื่อต่อต้านธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับคุก ต่อต้านระบบที่ดูดเอาเด็กหนุ่มยากจนเข้าไปในคุก แล้วฝ่ายอนุรักษ์นิยมชอบระบบนี้หรือเปล่า? ไม่ครับ โกรเวอร์ นอร์ควิสท์ไม่ชอบระบบนี้ เพราะมันมีต้นทุนเป็นเงินมหาศาล ธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับคุกเหล่านี้ กำลังทำให้ประเทศล้มละลายและกัดกร่อนจิตวิญญาณของเรา กลุ่มอนุรักษ์นิยมทางการเงินและศาสนาคริสต์ ได้รวมตัวกันตั้งกลุ่ม Right on Crime (ฝ่ายขวาต้านอาชญากรรม) ซึ่งร่วมมือกับ the Southern Poverty Law Center เพื่อต่อต้านการสร้างคุกเพิ่ม และกระตุ้นให้เกิดการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ให้มีประสิทธิภาพและมีมนุษยธรรมมากขึ้น
ดังนั้น มันเป็นไปได้ครับ เราทำได้ เราออกไปสนามรบกันเถอะครับ ไม่ใช่ออกไปรบกันเอง แต่ไปสู้เพื่อผลักดาวเคราะห์น้อยเหล่านี้ออกไป พันธกิจแรกของเราคือการกดดันให้รัฐสภาปฏิรูปตัวเอง ก่อนที่มันจะสายเกินไปสำหรับประเทศของเรา
You can share this video by copying this HTML to your clipboard and pasting into your blog or web page. This video will play with subtitles.
You either have JavaScript turned off or have an old version of the Adobe Flash Player. To view this rating widget you
need to get the latest Flash player.
If your browser allows only "trusted sites" to execute Javascript, you should add the "googleapis.com" domain to your whitelist to allow our Flash detection to work properly.
Got an idea, question, or debate inspired by this talk? Start a TED Conversation.
ถ้ามีดาวเคราะห์น้อยกำลังจะพุ่งมาชนโลก เราคงร่วมมือกันหาทางหยุดมันเหมือนในหนังใช่ไหม? แต่ทำไม เมื่อเราเผชิญหน้ากับปัญหาใหญ่ๆ ในชีวิตจริง ซึ่งมีข้อมูลสนับสนุนว่าจะทำให้สิ้นโลกได้ เราจึงได้ถอยเข้ามุม ตะโกนใส่กัน และได้แต่ยืนคุมเชิงกันไปมา โจนาธาน เฮดท์ชี้ให้เราเห็นปัญหาที่เหมือนดาวเคราะห์น้อยสามสี่ดวงซึ่งกำลังมุ่งหน้าจะมาชนเรา ฝ่ายซ้าย (เสรีนิยม) สนใจบางเรื่องเป็นพิเศษ ส่วนฝ่ายขวา (อนุรักษ์นิยม) ก็สนใจบางเรื่องที่ต่างออกไป เขาเสนอวิธีว่าจะทำอย่างไรให้ทั้งสองขั้วหันมาทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์แก่มนุษยชาติทั้งมวล
Jonathan Haidt studies how -- and why -- we evolved to be moral. By understanding more about our moral roots, his hope is that we can learn to be civil and open-minded. Full bio »
Translated into Thai by Thipnapa Huansuriya
Reviewed by Kelwalin Dhanasarnsombut
Comments? Please email the translators above.
18:42 Posted: Sep 2008
Views 1,575,567 | Comments 595
18:16 Posted: Mar 2012
Views 630,293 | Comments 462
17:51 Posted: Mar 2012
Views 682,138 | Comments 736
Just follow the guidelines outlined under our Creative Commons license.
This comment will be attributed to . Not ? Sign Out.