ดิฉันเคยได้ยินเรื่องอัศจรรย์เรื่องหนึ่งของ”มิวเซีย ปราด้า” แฟชั่นดีไซน์เนอร์ชาวอิตาเลี่ยน วันหนึ่ง เธอเดินเข้าร้านวินเทจแห่งหนึ่งในกรุงปารีส กับเพื่อนคนหนึ่ง มิวเซียดูเสื้อไปพลางๆ เจอแจ๊คเก็ตตัวหนึ่งยี่ห้อบาเลนเชียก้า มันสวยโดนใจเธอมาก เธอดูตัวเสื้ออย่างละเอียด ดูงานเย็บด้านใน ดูรูปทรงของตัวเสื้อ เพื่อนเธอเห็นอย่างนั้นเลยบอกว่า “ซื้อไปเลย” เธอพูดตอบ “ฉันจะซื้อ แล้วฉันก็จะก๊อปปี้มันด้วย” ทีนี้ นักวิชาการหลายท่านในห้องนี้อาจสงสัยว่า “ทำอย่างนี้ไม่ถือเป็นการโจรกรรมความคิดเหรอ” แต่สำหรับคนในวงการแฟชั่น นี่คือความเป็นอัจฉริยะของปราด้า จากประวัติศาสตร์แฟชั่นทั้งหมดที่ผ่านมา เธอสามารถไปเลือกเอาเอาแจ๊คเก็ตที่ใช่ โดยไม่ต้องมีการดัดแปลงแก้ไขใดๆ อีกทั้งยังเป็นแบบที่ดูทันสมัยด้วย
ทุกท่านในที่นี่อาจจะสงสัยว่า การกระทำของเธอผิดกฎหมายรึเปล่า คำตอบก็คือ ไม่ผิดค่ะ กฎหมายไม่สามารถเอาผิดได้ เนื่องจากในอุตสาหกรรมสิ่งทอ มีกฎหมายที่คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาน้อยมาก พวกเขาจะได้รับคุ้มครองเฉพาะเรื่อง”เครื่องหมายการค้า”™ ไม่ได้รับคุ้มครองการทำซ้ำเลียนแบบ ® การจดสิทธิบัตรยิ่งไม่ต้องพูดถึง สรุปคือ มีแต่เครื่องหมายการค้าเท่านั้นที่ได้รับการปกป้อง ซึ่งหมายความว่า ไม่ว่าใครก็ตามสามารถคัดลอกเสื้อผ้า ของผู้ชมท่านใดก็ได้ในห้องนี้ แล้วนำไปจำหน่ายในชื่อของตัวเอง โดยสิ่งเดียวที่ไม่สามารถทำซ้ำได้ ก็คือ ตรายี่ห้อเครื่องหมายการค้า ที่อยู่ในเสื้อผ้าชิ้นนั้นๆ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เราเห็นโลโก้ พิมพ์ลงบนผลิตภัณฑ์เหล่านี้อยู่เป็นประจำ นั่นเป็นเพราะว่าสำหรับผู้ทำสินค้าเลียนแบบแล้ว ยากที่จะผลิตออกมาให้เสมือนของจริง เพราะว่าพวกเขาไม่สามารถเลียนแบบตัวโลโก้ได้ แต่ถ้าคุณไปเดินแถว “ตรอกซานตี้แอลเล่ย์” ฮ่ะๆ นั่นแหละ... “ถนนแคแนล” ใช่แล้ว บางทีก็อดขำไม่ได้ ใช่มั้ยคะ
ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่า ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ไม่ได้มีการคุ้มครองการทำซ้ำ เนื่องด้วยเมื่อนานมาแล้ว ศาลได้ตัดสินว่า เครื่องแต่งกายถือเป็นสิ่งที่มีขอบเขตคุณประโยชน์ กว้างเกินกว่าที่สมควรจะได้รับคุ้มครองทางลิขสิทธิ์ พวกเขาไม่ต้องการให้สิ่งที่เราสวมใส่ในชีวิตประจำวัน ต้องมาขึ้นอยู่กับดีไซน์เนอร์เพียงไม่กี่คน แล้วผู้คนต้องวิ่งขออนุญาตผลิตข้อมือเสื้อแบบนี้ หรือแขนเสื้อแบบนั้น เพราะว่า ”โจ บโลว์” เป็นเจ้าของดีไซน์นั้น แต่ที่บอกว่ามีประโยชน์มากไป คุณคิดถึงวงการแฟชั่นอย่างนั้นจริงๆหรือ ลองดูผลงานของ “วิเวียน เวสต์วูด” ไม่น่ามีประโยชน์เลย บางทีเราก็เห็นว่ามันไร้สาระนะ รองเท้าแบบนี้มันไม่ได้มีความจำเป็นเอาซะเลย
ทีนี้สำหรับท่าน ที่คุ้นเคยกับแนวคิด ของกฏหมายลิขสิทธฺิ์ที่ว่า ถ้าจดความเป็นเจ้าของไม่ได้ คนก็ไม่มีแรงบันดาลใจที่จะผลิต คงจะแปลกใจไม่น้อย กับความสำเร็จของอุตสาหกรรมแฟชั่น ทั้งในเชิงยุทธศาสตร์และเชิงธุรกิจ สิ่งที่ดิฉันอยากจะนำเสนอในวันนี้ก็คือ ที่ดีไซน์เนอร์ทั้งหลายประสบความสำเร็จ ก็เพราะไม่มีลิขสิทธิ์คุ้มครองในวงการนี้นั่นเอง ปัจจัยนี้ทำให้พวกเขาพัฒนา จากที่เคยออกแบบเสื้อผ้า สำหรับปกปิดร่างกายธรรมดา ไปเป็นอีกระดับหนึ่งที่เรียกกันว่า...ศิลปะ และก็เพราะไม่มีการปกป้องทางลิขสิทธิ์ ในวงการนี้ จึงทำให้เกิดเสรีภาพทางความคิด ที่เปิดกว้างและสร้างสรรค์
ต่างจากอาชีพอื่นในสาขาเดียวกัน อย่างประติมากร หรือ ช่างภาพ ผู้สร้างภาพยนตร์ หรือนักดนตรี เป็นต้น แฟชั่นดีไซน์เนอร์สามารถ เอาผลงานของเพื่อนร่วมงานมาเป็นต้นแบบ สามารถนำส่วนใดๆก็ได้ของงานๆหนึ่ง ที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์แฟชั่น มาประกอบเข้าเป็นผลงานของตัวเอง พวกเขามีชื่อในเรื่องย้อนยุคเสื้อผ้าไปมา สำหรับภาพนี้ ดิฉันคิดว่า แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งน่าจะมาจากเครื่องแต่งกาย ในภาพยนตร์เรื่อง ”อวตาร” ชุดในภาพยนตร์ก็ไม่ได้รับการคุ้มครองเช่นกัน
ปัจจุบัน ดีไซน์เนอร์ก็มีเสรีภาพ จินตนาการในโลกแฟชั่น ได้อย่างเต็มที่ เราลองมาดูชุดแต่งงานบนนี้ ลองดูดีๆ มันทำมาจากช้อนกับส้อมนะคะ และนี่ทำมาจากโลหะอะลูมิเนียม ได้ข่าวว่าถ้าใส่ชุดนี้เดินจะมีเสียงกระดิ่ง ดังออกมาจากตัวชุดด้วย ฉะนั้นผลลัพธ์ข้างเคียง ของวัฒนธรรมเลียนแบบเสรี ที่น่าอัศจรรย์ข้อหนึ่ง ก็คือ มันทำให้เกิด “กระแสนิยม” หรือ “เทรนด์” นี่เอง ผู้คนสงสัยว่า เทรนด์วิเศษเหล่านี้เริ่มมาจากอะไร มันก็เริ่มมาจากการที่เราเลียนแบบงานของคนอื่นๆ นั่นแหละค่ะ
บางท่านเชื่อว่า ในวงการนี้ มีผู้นำแฟชั่นระดับบนเพียงไม่กี่คน ที่เป็นคนกำหนดว่าเราควรจะใส่เสื้อผ้าแบบไหน แต่ถ้าลองได้คุยกับดีไซน์เนอร์ไม่ว่าระดับใดก็ตาม รวมถึงระดับบนด้วย พวกเขาจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า แรงบันดาลใจหลักของพวกเขามาจากผู้คนทั่วไปอย่างทุกท่านในที่นี้และตัวดิฉันเอง ที่แต่ละคนนำเสื้อผ้าแต่ละชิ้นมาปรับแต่งและนำมาเข้ากัน จนเป็นแนวของตัวเอง และสถานที่ทั่วไปอย่างบนถนนหรือ”สตรีท”นั่นแหละ ที่เป็นแหล่งกระตุ้นความคิดดีๆ ของเหล่าดีไซน์เนอร์ ดังนั้น จะเห็นได้ว่า วงการนี้ระดับบนและล่างส่งผลถึงกันและกัน
ดังนั้น ยักษ์ใหญ่วงการแฟชั่นแบบด่วนหรือฟาสต์แฟชั่น น่าจะดึงกำไรไปได้มากที่สุด ด้วยความที่ในวงการไม่มีการคุ้มครองทางลิขสิทธิ์ เป็นที่รู้กันว่าพวกเขามักจะลอกงานของดีไซน์เนอร์ระดับสูง แล้วนำมาขายในราคาที่ต่ำมาก ในขณะเดียวกันก็จะโดนฟ้องดำเนินคดีไปด้วย แต่ว่า...ผู้ฟ้องร้องก็ไม่ค่อยชนะคดีในชั้นศาล เพราะศาลมักกล่าวย้ำตลอดว่า "พวกคุณได้รับความคุ้มครองเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเพียงพออยู่แล้ว" และตอนคุณเห็นสินค้าเลียนแบบพวกนี้เยอะๆเข้า คุณอาจจะเกิดคำถามในใจว่า พวกสินค้าแฟชั่นหรูหราพวกนี้คงอยู่ในตลาดได้ยังไง ใครจะควักเงินเป็นพันดอลล่า ถ้าหาซื้อแบบเดียวกันได้ในราคาเพียง200 นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่เราจัดประชุมที่มหาลัย U.S.C.ไม่กี่ปีทีผ่านมา เราเชิญ “ทอม ฟอร์ด” มาร่วมด้วย การประชุมครั้งนั้นใช้ชื่อว่า “พร้อมจะแชร์ :แฟชั่นและกรรมสิทธิ์ในความคิดสร้างสรรค์” เราได้ลองถาม “ทอม ฟอร์ด” ไปดังนั้น นี่คือคำตอบของเขา ที่เพิ่งประสบความสำเร็จจากการเป็นหัวหน้าดีไซน์เนอร์ของกุชชี่ไปหมาดๆ เผื่อบางท่านในที่นี้ไม่ทราบ...
ทอม ฟอร์ด : “หลังจากที่เราทำการวิจัยมาพักหนึ่ง ซึ่งจริงๆไม่ถือเป็นงานวิจัยที่กินแรงมาก เราได้คำตอบมาว่า ผู้คนที่ซื่อสินค้าปลอมไม่ใช่กลุ่มลูกค้าของพวกเรา”
โจฮานน่า บล๊ากเล่ย์ : “โอ้โห... คิดดูสิ!” ผู้คนที่เดินซานตี้แอลเล่ย์ ไม่ใช่คนที่จะมาซื้อของในร้านกุชชี่ (หัวเราะ) เป็นกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และเชื่อหรือเปล่า ไม่ว่าคุณจะเลียนแบบยังไง ก็ไม่มีวันเหมือนของต้นแบบ อย่างน้อยๆ ก็ด้านวัสดุ ของเลียนแบบโดยมากจะใช้วัสดุที่ราคาต่ำกว่า แต่อย่างไรก็ตาม บางครั้งของเลียนแบบ ที่ราคาต่ำกว่านั้นก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบ เป็นการยื้อเวลาของเทรนด์ที่กำลังจะตกไปได้อีกหน่อย ข้อดีของการคัดลอกมีอยู่นับไม่ถ้วน หนึ่งในนั้น ที่นักวิจารณ์กล่าวไว้ ก็คือ ปัจจุบัน เรามีตัวเลือกสำหรับแต่งแต้มสีสีน ให้กับงานใหม่ๆมากกว่าที่เคย ข้อนี้สาเหตุหลักๆมาจากธุรกิจฟาสต์แฟชั่น ซึ่งถือว่าเป็นข้อดี ตัวเลือกหลากหลายกว่าย่อมดีกว่า
แม้ว่าคุณจะชอบหรือไม่ก็ตาม แฟชั่นช่วยบ่งบอกถึงความเป็นตัวคุณ และก็เพราะฟาสต์แฟชั่นอีกนั่นแหละ ที่ทำให้กระแสนิยมเกิดขึ้นทั่วโลกได้เร็วกว่าที่เคย ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้กำหนดกระแส พวกเขาต้องการสร้างเทรนด์ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการจำหน่ายสินค้า และสำหรับผู้ชื่นชอบแฟชั่นทั้งหลาย พวกเขาอยากนำสมัย ไม่ต้องการใส่เสื้อผ้าที่คนอื่นใส่กันทั่วไป จึงเป็นเหตุผลให้พวกเขา ต้องล่วงหน้าไปอีกขั้นหนึ่งก่อน
และขอบอกว่า แฟชั่นไม่มีคำว่าหยุด ทุกๆซีซั่น ดีไซน์เนอร์เหล่านี้ ต้องพยายามสร้างสรรค์งานให้ทุกคนพอใจและทึ่งกับผลงานนั้นๆ และสิ่งนี้ ขอบอกได้เลยว่า มันส่งผลดีมากต่อธุรกิจชั้นล่าง และแน่นอนว่า วัฒนธรรมการเลียนแบบ ก็ยังมีผลอีกหลายๆอย่าง ต่อกระบวนการสร้างสรรค์งานด้วย ลองมาฟังเรื่องของ“สจ๊วต เวตส์แมน”ดีไซน์เนอร์รองเท้าชื่อดัง เขาเบื่อที่ผลงานของเขาถูกเลียนแบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า บทความหนึ่งที่ดิฉันเคยอ่าน เขาบอกกับสื่อว่า ปัญหานี้ทำให้เขา ต้องบังคับให้ตัวเองพยายามคิดไอเดียใหม่ๆ ที่เลียนแบบไม่ได้ง่ายๆ เขาออกแบบรองเท้าส้นสูงชนิดพิเศษ ที่ต้องทำจากวัสดุที่เป็นเหล็กหรือไทเทเนียมเท่านั้น ถ้าใช้วัสดุใดๆที่ราคาต่ำกว่า ใส่แล้วมันจะหักเป็นสองท่อนทันที ปัญหานี้ทำให้ผลงานของเขามีความเป็นนวัตกรรมมากขึ้น
เรื่องนี้ ทำให้ดิฉันนึกถึง นักดนตรีแจ๊สที่ชื่อ “ชาร์ลี พาร์กเกอร์” ไม่แน่ใจว่าท่านใดในห้องนี้เคยได้ยินเรื่องของเขารึเปล่า เขาบอกว่าเหตุผลที่ทำให้เขาคิดค้น ดนตรีแบบ “บีบ๊อป” ขึ้นมา ก็เพราะตัวเขาเองเชื่อว่า คงไม่มีนักดนตรีผิวขาวคนไหนจะเล่นเหมือนเขาได้ เขาต้องการทำให้มันเลียนแบบยากขึ้น และนั่นก็เป็นสิ่งที่แฟชั่นดีไซน์เนอร์ทำอยู่เรื่อยมา พวกเขาพยายามประดิษฐ์ผลงาน ที่สื่อถึงความเป็นศิลปะ ความเป็นตัวเอง ที่ดูปุ๊ปแล้วรู้ทันทีว่าเป็นผลงานของใคร ถ้ามีใครเอาไปเลียนแบบ ก็จะเป็นที่รู้กัน เพราะพวกเขาได้นำเสนอผลงานบนรันเวย์แล้ว มันเป็นความงามที่ลงตัว
ดิฉันชอบชุด”กาลิอะโน่” พวกนี้จริงๆ โอเค เข้าเรื่องต่อ
วงการนี้ไม่แตกต่างกับวงการตลก พวกคุณรู้หรือเปล่าว่า มุขตลกต่างๆก็ไม่มีลิขสิทธิ์คุ้มครองเช่นกัน เพราะฉะนั้นเมื่อมุขสั้นใดๆเกิดดังขึ้นมา ทุกคนก็ยืมมุขนั้นมาใช้ แต่ก็เช่นกัน เดี๋ยวนี้ก็มีการพัฒนาขึ้นอีกขั้น พวกเขาสร้างบุคลิกเฉพาะตัว เป็นสไตล์ของแต่ละคน เหมือนที่ดีไซน์เนอร์ทำกัน และมุขตลกของพวกเขา เปรียบได้กับผลงานแฟชั่นที่ดีไซน์เนอร์ทำกัน จะได้อารมณ์เต็มที่ ก็เฉพาะเมื่อเล่นกับบุคลิกดังกล่าวเท่านั้น สมมติถ้าใครได้ลองเอามุขตลก ของคุณ “แลรี่ เดวิด” ไปใช้ต่อ มันก็จะไม่ขำเท่ากับเขาพูดเอง
ปัจจุบัน เพื่อความอยู่รอดในวัฒนธรรมแบบนี้ ดีไซน์เนอร์ได้ลองอีกรูปแบบหนึ่ง พวกเขาเริ่มเรียนรู้ที่จะคัดลอก ทำซ้ำผลงานของตัวเอง ด้วยการตกลงกับบริษัทฟาสต์แฟชั่นยักษ์ใหญ่ ซึ่งถือเป็นการกระจายสินค้า ไปยังลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่ง กลุ่มลูกค้าที่เดิน ”ซานตี้ แอลเล่ย์”
ทีนี้ ดีไซน์เนอร์หลายคนก็แย้งว่า “มีแต่อเมริกาแหละที่พวกเราไม่ได้รับการใส่ใจ ประเทศอื่นเค้ามีกฎหมายคุ้มครอง ผลงานสวยๆของพวกเรากันทั้งนั้น” จริงรึเปล่า? ลองมาดูตลาดแฟชั่นของสองประเทศใหญ่ๆกัน จริงอยู่ ที่พวกเขามีมาตรการคุ้มครอง แต่ไม่ได้มีประสิทธิผลเลย ในญี่ปุ่น น่าจะเป็นตลาดที่ใหญ่อันดับสามในโลก เขามีกฎหมายคุ้มครองเครื่องแต่งกาย ที่มาตรฐานความใหม่ค่อนข้างสูง การจะได้รับคุ้มครอง คุณต้องสามารถพิสูจน์ว่าสิ่งที่คุณออกแบบไม่เคยมีมาก่อน ต้องมีเอกลักษณ์จริงๆ ใช้มาตรฐานความใหม่เปรียบได้กับ การขอจดสิทธิบัตรในอเมริกา ซึ่งดีไซน์เนอร์ไม่ค่อยจะได้ รับการคุ้มครองในประเทศนี้
ทีนี้ในสหภาพยุโรปก็มีกฎหมายที่เป็นไปในอีกทิศทางหนึ่ง นั่นก็คือ มาตรฐานความใหม่ที่ต่ำมาก ทุกคนสามารถจดทะเบียนอะไรก็ได้ แม้ว่าที่นี่จะเป็นบ้านเกิดของธุรกิจฟาสต์แฟชั่น ทั้งยังมีดีไซน์เนอร์ระดับสูงจำนวนมากก็ตาม ปกติพวกเขาก็ไม่ได้จดทะเบียนผลงานกันเท่าไหร่ และน้อยครั้งที่มีคดีทำนองนี้เกิดขึ้น กลายเป็นว่าเป็นเพราะมาตรฐานความใหม่ต่ำเกินไป ในสหภาพยุโรป ใครๆก็สามารถเอาผลงานของคนอื่นมาดัดแปลง เช่น ตัดชายเสื้อออกซักสามนิ้ว แล้วก็เข้าไปจดทะเบียนเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ได้เลย สรุปแล้วมาตรการนี้ไม่ได้ช่วยหยุดการกระทำคัดลอกเลย อีกอย่างหนึ่ง ในสหภาพยุโรป สินค้าจำนวนมากที่ได้รับการลงทะเบียน ก็คือเสื้อยืดยี่ห้อ “ไนกี้” ซึ่งแต่ละตัวแทบจะไม่ต่างกัน
แต่เรื่องนี้ ก็ไม่สามารถหยุดยั้ง “ไดอาน วอน เฟอร์เทนเบอร์ก” หัวหน้าสภาแฟชั่นดีไซน์เนอร์ของอเมริกาได้ เธอบอกกับคณะกรรมการในสภาว่า สักวันหนึ่ง เธอจะทำให้วงการแฟชั่น มีกฎหมายคุ้มครองลิขสิทธิ์ให้ได้ แต่พวกร้านค้าได้พยายามกีดกั้นกฏหมายนี้นานแล้ว และดิฉันก็ไม่คิดว่ากฎหมายนี้จะไปไหนได้ไกล เพราะพวกเขารู้ว่ามันยากเกินไป ที่จะจำแนกความแตกต่าง ระหว่างสินค้าเลียนแบบกับสินค้าที่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของกระแสนิยม ยากที่จะตอบได้ว่า ใครเป็นเจ้าของ"แนว"นั้น มันคงต้องใช้ทนายหลายท่าน และกินเวลาไม่น้อยในการดำเนินคดี และร้านค้าเหล่านั้นคิดว่ามันไม่คุ้มกับเงินที่จะต้องเสียไป
และรู้มั้ย ปรากฎการณ์ไร้ลิขสิทธิ์คุ้มครองแบบนี้ ไม่ได้มีแต่ในวงการแฟชั่นเท่านั้น ยังมีอีกหลายสาขาอาชีพที่เป็นแบบเดียวกัน เช่น อุตสาหกรรมอาหาร คุณไม่สามารถสงวนลิขสิทธิ์สูตรทำอาหาร เพราะมันเป็นแค่ขั้นตอน ถือเป็นความจริง แม้กระทั่งรูปลักษณ์หน้าตาของอาหารจานเด็ด ที่เป็นเอกลักษณ์สุดๆก็ไม่ได้รับการปกป้อง เช่นเดียวกับรถยนต์ ไม่ว่ารูปร่างลักษณะจะแปลก จะเท่ขนาดไหน พวกเขาไม่สามารถสงวนลิขสิทธิ์โครงสร้างดีไซน์นั้นๆ เพราะถูกจัดเป็นของใช้ที่จำเป็น เฟอร์นิเจอร์ก็เช่นกัน ถือว่าเป็นของมีประโยชน์ มายากลก็ด้วย ถือเป็นขั้นตอน คล้ายกับสูตรทำอาหาร ไม่ได้รับการคุ้มครองเช่นกัน ทรงผมต่างๆก็ด้วย ซอฟท์แวร์โอเพนซอร์ซ พวกเขาตัดสินใจเองว่าไม่ต้องการลิขสิทธิ์ เพราะเชื่อว่าแบบนี้มันจะพัฒนาไปได้ไกลกว่า ฐานข้อมูลได้ลิขสิทธิ์มาค่อนข้างยาก วงการสักก็ไม่ต้องการ ดูไม่เจ๋งสำหรับพวกเขา พวกเขาแชร์ผลงานกัน มุขตลก ไม่มี... การแสดงพลุ กติกาการเล่นเกมส์ กลิ่นน้ำหอม... ไม่มี บางวงการที่กล่าวมา อาจไม่ได้สลักสำคัญอะไร แต่เราลองมาดูยอดขาย ของอุตสาหกรรมที่มีขอบเขตการคุ้มครอง ของทรัพย์สินทางปัญญาค่อนข้างต่ำ และนี่ ก็คือยอดขายของ ภาพยนตร์และวรรณกรรม (ปรบมือ) ไม่สวยงามเท่าไหร่
แล้วเวลาคุณพูดกับคนในวงการแฟชั่น และพวกเขาตอบกลับประมาณว่า “ ชู่ว... อย่าไปบอกใครเค้านะ ว่าเรายืมผลงานของกันและกันได้ มันน่าขายหน้าน่ะ” แต่คุณเชื่อมั้ยว่า นี่ถือเป็นการปฏิรูปเลยล่ะ และมันจะเป็นตัวอย่างให้กับหลายๆวงการ อย่างที่เราเห็นในกราฟแท่งเล็กๆเมื่อสักครู่ พวกเขาอาจจะต้องลองชั่งใจดู เพราะตอนนี้ วงการที่ได้รับคุ้มครองจากลิขสิทธิ์เต็มที่นั้น ก็ดำเนินงานท่ามกลางสภาวะ ที่เหมือนกับไม่ได้รับการคุ้มครองใดๆ และพวกเขาไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี
ณ ตอนที่ตัวดิฉันค้นพบว่ามีหลายๆวงการ ที่ไม่มีลิขสิทธิ์คุ้มครอง ดิฉันไม่ค่อยเข้าใจว่า เขาใช้เกณฑ์อะไรตัดสินใจ ดิฉันอยากได้เป็นรูปภาพที่ชัดเจน แต่ทนายความไม่มีให้ ดิฉันเลยทำมันขึ้นมาเอง ตามแนวคิดกฎหมายลิขสิทธิ์ หลักๆจะมีสองฝั่งสองขั้ว จริงๆมันซับซ้อนกว่านี้ แต่อันนี้พอใช้ได้แล้ว ขั้วแรก เป็นผลงานที่จัดเป็นศิลปะ สมควรที่จะได้รับการคุ้มครอง ถ้าเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยเป็นสำคัญ ก็ไม่ควรได้รับการคุ้มครอง ค่อนข้างจำแนกยาก ไม่แน่นอน
อีกขั้วหนึ่ง จัดเป็นมโนคติหรือเปล่า ถ้ามันเป็นสิ่งที่เวียนใช้ ในสังคมอย่างเสรี ก็ไม่ได้รับการคุ้มครอง ถ้ามันเป็นผลงานทางความคิด ที่จับต้องได้ เป็นรูปธรรม ที่ใครบางคนประดิษฐ์ขึ้นมา คนๆนั้นก็สมควรได้เป็นเจ้าของซักระยะเพื่อทำรายได้จากสิ่งนั้น แต่ปัญหาคือเทคโนโลยีของโลกดิจิตอลทุกวันนี้ ได้ทำให้ใช้การแยกระหว่าง ผลงานที่เป็นรูปธรรม กับสิ่งที่เป็นแค่ไอเดียยากขึ้น ทุกวันนี้ เราไม่ค่อยแน่ใจว่าหนังสือ ใช่สิ่งที่วางอยู่บนชั้นหนังสือหรือเปล่า รวมถึง “เพลง” ที่เราเข้าใจนั้น คือแผ่นซีดีที่เราสามารถหยิบจับได้หรือ มันเป็นไฟล์ดิจิตอลกันหมดแล้ว ในหัวเรามักจะติดภาพว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่มีรูปร่าง และเราสามารถคัดลอกและส่งต่อได้อย่างง่ายดาย จริงๆแล้วเหมือนเป็นมโนคติ ที่วนเวียนอยู่ในวัฒนธรรมของพวกเรา มากกว่าที่จะเป็นผลงานที่เป็นรูปธรรม
ทีนี้ประเด็นเรื่องขอบเขตค่อนข้างละเอียดอ่อน สำหรับเรื่องการสร้างสรรค์ผลงาน และเรื่องการมีกรรมสิทธิ์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น พวกเราไม่ต้องการทิ้งให้ทนายจัดการเรื่องนี้ แม้ว่าพวกเขาจะฉลาดก็ตาม แฟนหนุ่มดิฉันเองก็เป็นทนาย เขาโอเคนะ เขาฉลาดนะ เขาฉลาด... แต่เราต้องการอีกทีมงานจากสาขาอาชีพอื่นเข้ามาประกบ เพื่อจัดระเบียบสิ่งนี้ พยายามที่จะนิยามลักษณะของกรรมสิทธิ์ ในโลกดิจิตอล ซึ่งจะส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆมากที่สุด และดิฉันคิดว่า วงการแฟชั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก สำหรับการมองหาโมเดล ของอุตสาหกรรมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในอนาคต
หากคุณต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับงานวิจัยนี้ สามารถเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ของพวกเราได้ ที่เว็บไซต์ ReadyToShare.org และดิฉันต้องขอขอบคุณ ”เวโรนิก้า ฮอว์รีกี” ที่ช่วยดิฉันทำสไลด์ที่ดูสวยล้ำสมัยในวันนี้
You can share this video by copying this HTML to your clipboard and pasting into your blog or web page. This video will play with subtitles.
You either have JavaScript turned off or have an old version of the Adobe Flash Player. To view this rating widget you
need to get the latest Flash player.
If your browser allows only "trusted sites" to execute Javascript, you should add the "googleapis.com" domain to your whitelist to allow our Flash detection to work properly.
Got an idea, question, or debate inspired by this talk? Start a TED Conversation.
"กฎหมายลิขสิทธิ์เข้าควบคุมวงการภาพยนตร์ ดนตรี และซอฟต์แวร์ต่างๆ แต่แตะต้องวงการแฟชั่นแทบไม่ได้เลย... และอุตสาหกรรมนี้ยังได้ประโยชน์จากปัจจัยนี้ทั้งด้านวิวัฒนการและทางธุรกิจ" โจฮานน่า บล๊ากเล่ย์นำเสนอเรื่องบทเรียนจากวัฒนธรรมแฟชั่นเสรีที่วงการต่างๆควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ณ TEDxUSC 2010
Johanna Blakley studies the impact of mass media and entertainment on our world. Full bio »
Translated into Thai by Phatra Sae-ting
Reviewed by Paninya Masrangsan
Comments? Please email the translators above.
18:56 Posted: Nov 2007
Views 1,202,566 | Comments 307
20:46 Posted: Jul 2008
Views 466,427 | Comments 57
17:52 Posted: Apr 2008
Views 433,661 | Comments 83
Just follow the guidelines outlined under our Creative Commons license.
This comment will be attributed to . Not ? Sign Out.