ผมค่อนข้างวิตกเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในโลกใบนี้ ผมไม่ค่อยเข้าใจ เรื่องความอดอยาก การทำลายล้าง การฆ่าคนบริสุทธิ์ การทำให้เรื่องนี้สมเหตุสมผล เป็นเรื่องที่ยากมากๆ เมื่อตอนผมอายุ 12 ผมเริ่มอาชีพนักแสดง ผมเป็นที่โหล่ของชั้น ผมไม่มีคุณสมบัติใดๆเลย มีคนบอกว่าผมบกพร่องทางการเขียน ความจริงแล้ว ผมมีคุณสมบัติที่ดีหลายอย่าง ผมได้เกรดดีในวิชาปั้นหม้อ ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมเข้าใจว่า มีประโยชน์กับผมอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นความวิตกกังวล คือแหล่งที่มาของสิ่งเหล่านี้ และแล้ว การเป็นนักแสดง ผมได้ทำสิ่งต่างๆที่แตกต่างออกไป และผมรู้สึกว่าเนื้อหาของงานที่ผมเกี่ยวข้อง ไม่ได้ตัดมันออก และสิ่งเหล่านี้ยังคงมีอยู่อีก
ในเวลานั้น ผมอ่านหนังสือของ แฟรงค์ เบอร์นาบี นักฟิสิกซ์นิวเคลียร์ผู้มหัศจรรย์ผู้นี้ และเขาได้กล่าวว่า สื่อมีความรับผิดชอบ ทุกๆภาคส่วนของสังคมมีความรับผิดชอบ ที่จะทดลองและผลักดันสิ่งต่างๆไปข้างหน้า และนั่นทำให้ผมหลงไหล เพราะผมค่อนข้างจะวุ่นกับกล้องมาตลอดชีวิต แล้วผมก็คิดว่า บางที ผมอาจจะทำให้อะไรดีขึ้นได้บ้าง บางที ผมควรจะลองทำหนังดู บางที ผมอาจจะใช้หนังในทางสร้างสรรค์ ในบางวิธีที่จะสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้น บางที อาจจะมีความเปลี่ยนแปลงเล็กๆที่ผมมีส่วนด้วยได้ ผมจึงเริ่มคิดถึงสันติภาพ และผมค่อนข้างชัดเจน อย่างที่ผมเคยบอก ว่าผมถูกกระตุ้นอย่างมากโดยภาพเหล่านี้ เพื่อที่จะทำให้สิ่งนั้นสมเหตุสมผล ผมสามารถที่จะไปคุยกับคนที่แก่และรู้มากกว่า ผู้ที่จะบอกผมได้ว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้ สมเหตุสมผลแล้วได้อย่างไร? เพราะมันชัดเจนมากว่ามันน่าสะพรึงกลัวอย่างเหลือเชื่อ
แต่ผมได้เรียนรู้ว่า การมัวแต่วุ่นวายไปมากับโครงสร้างในบทบาทนักแสดง ที่มีแค่ชุดบทสัมภาษณ์สั้นๆในตัวเองนั้นไม่เพียงพอ มันต้องให้เป็นเหมือนภูเขาให้ปีนป่าย มันต้องให้เป็นเหมือนการเดินทางที่ผมต้องเดิน และถ้าผมเลือกที่จะเดินทาง ไม่ว่ามันจะล้มเหลวหรือสำเร็จ มันก็ไม่เกี่ยวข้องกัน ประเด็นคือว่าผมจะมีอะไรบางอย่าง ที่จะเชื่อมโยงกับคำถามที่ว่า โดยพื้นฐานแล้ว มนุษย์เราเป็นมารร้ายหรือไม่? การทำลายล้างโลกเลี่ยงไม่ได้เลยหรือ? งั้นผมควรจะมีลูกมั้ย? มันเป็นสิ่งที่รับผิดชอบที่ต้องทำหรือเปล่า? และอื่นๆอีกมากมาย
ดังนั้นผมจึงคิดถึงสันติภาพ แล้วก็เลยคิดว่า สันติภาพเนี่ยมันเริ่มมาจากจุดไหนล่ะ? และตอนนั้นเองผมก็เกิดแนวคิดนี้ขึ้นมา มันไม่มีจุดเริ่มต้นของสันติภาพ มันไม่มีวันที่โลกร่วมมือกัน มันไม่เคยมีวันที่เกิดความร่วมมือระหว่างวัฒนธรรมต่างๆ มันไม่เคยมีวันที่มนุษย์ชาติเข้ามารวมกัน จับสิ่งต่างๆเหล่านั้นแยกออก แล้วกระจายให้ทุกคนอย่างเท่าเทียม วันที่เราอยู่ร่วมกัน และถ้าเราสามัคคีกัน และเราร่วมใจกันระหว่างวัฒนธรรม อย่างนั้นน่าจะเป็นกุญแจไปสู่ความอยู่รอดของมวลมนุษยชาติ ซึ่งอาจจะยกระดับความมีสติ เกี่ยวกับประเด็นพื้นฐานที่มนุษย์กำลังเผชิญ ถ้าเราเพียงทำมันซักหนึ่งวัน
เป็นที่ชัดเจนว่าเราไม่มีทุน ผมอาศัยอยู่ที่บ้านแม่ เราจึงเริ่มร่อนจดหมายไปหาทุกคน คุณจะรู้ได้อย่างรวดเร็วว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องทำ เพื่อที่จะประเมิน ว่าวิธีการใดที่คุณจะสร้างวันหนึ่งวันที่ถูกเลือกโดยผู้นำประเทศต่างๆทั่วโลก เพื่อที่จะให้เป็นวันที่ไร้ความรุนแรงเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ในวันที่ 21 กันยายน? และผมต้องการให้มันเป็นวันที่ 21 กันยายน เพราะมันเป็นเลขที่ปู่ของผมโปรดปราน เขาเป็นนักโทษสงคราม เขาได้เห็นภาพ ระเบิดลงที่ นางาซากิ มันทำให้เลือดของเขาเป็นพิษ เขาเสียชีวิตเมื่อผมอายุ 11 ขวบ ดังนั้นเขาจึงเป็นเหมือนพระเอกของผม และเหตุผลที่มันเป็นเลข 21 ก็เพราะว่า จากไป 700 คน, มี 23 คนที่กลับมา 2 คนตายบนเรือ และ 21 คนที่ถึงฝั่ง และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องการให้ 21 กันยายนเป็นวันแห่งสันติภาพ
ดังนั้นเราจึงเริ่มการเดินทางครั้งนี้ และเราปล่อยมันในปี 2542 (ค.ศ.1999) เราเขียนจดหมายไปถึงผู้นำประเทศต่างๆ ทูตของพวกเขา ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ, องค์กรไม่แสวงหากำไร, ความศรัทธาศาสนาต่างๆ องค์กรหลากหลาย ที่จริงแล้วเขียนหาทุกคนนั่นแหละ และมีจดหมายบางฉบับตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว แล้วเราจึงเริ่มต้นทำงานกัน ผมจำได้ว่าจดหมายฉบับแรก หนึ่งในจดหมายฉบับแรกๆมาจากท่านดาไล ลามะ แน่นอนว่าเราไม่มีเงิน เราเป็นพวกที่เล่นกีตาร์ แล้วเอาเงินไปซื้อแสตมป์เพื่อส่งจดหมายนั้น จดหมายจากดาไลลามะบอกว่า "นี่เป็นเรื่องที่มหัศจรรย์มาก มาพบผมหน่อยสิ ผมอยากจะพูดคุยกับคุณเกี่ยวกับเรื่องวันแห่งสันติภาพวันแรกนี่" แต่เราไม่มีเงินค่าเครื่องบิน เราเลยโทรไปหา เซอร์ บ๊อบ ไอยลิ่ง ซึ่งเป็นซีอีโอของสายการบินบริติชแอร์เวย์ตอนนั้น แล้วบอกว่า "เพื่อน, เราได้รับเชิญ ช่วยหาเที่ยวบินให้เราหน่อยได้มั้ย? เราจะไปหาเขา" แน่นอน เราได้ไปพบท่าน และมันเจ๋งมาก ต่อมาดร.ออสการ์ เอเรียสได้ออกโรง
ที่จริง ให้ผมกลับมาที่สไลด์นั้นก่อน เพราะเมื่อเราเปิดตัวมันในปีพ.ศ.2542 แนวคิดนี้ที่จะสร้างวันลดอาวุธและความรุนแรงวันแรกนี้ เราเชิญคนหลายพันคน ไม่เชิงหลายพัน หลายร้อยคน คนเยอะมาก สื่อทั้งหมดทั้งมวล เพราะเรากำลังจะลองสร้าง วันแห่งสันติภาพโลกเป็นวันแรก วันแห่งสันติภาพ เราเชิญทุกคน แต่ดันไม่มีสื่อไหนมาเลย มีคนแค่เพียง 114 คนวันนั้น ส่วนใหญ่เป็นเพื่อนกับครอบครัวของผม และนั่นเป็นอะไรทำนองที่ว่าเป็นงานเปิดตัวสิ่งนี้ แต่นั่นไม่เป็นไร เพราะเราได้บันทึกไว้ และนั่นเป็นสิ่งหนึ่ง ที่สำหรับผม มันคือสิ่งที่เกี่ยวกับกระบวนการ มันไม่ใช่สิ่งที่เกี่ยวกับผลสุดท้ายที่จะเกิดขึ้น นั่นคือความสวยงามของกล้อง มีคนเคยบอกว่าปากกานั้นแกร่งกว่าดาบ ผมคิดว่ากล้องก็ด้วย และแค่อยู่ในวินาทีนั้นกับมัน ก็เป็นสิ่งที่สวยงาม และทำให้ฮึกเหิมจริงๆ...นะ
เพราะงั้น เราจึงเริ่มการเดินทาง และนี่คุณจะได้เจอคนอย่างแมรี่ โรบินสัน, ที่ผมไปพบที่กรุงเจนิวา ผมตัดผม, มันจะสั้นๆยาวๆ เพราะทุกครั้งที่ผมไปพบโคฟี อันนัน ผมจะกังวลมากว่าเขาจะคิดว่าผมเป็นพวกฮิปปี้ ผมก็เลยตัด และนั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างนั้น (เสียงหัวเราะ) ใช่, ผมไม่ได้กังวลกับมันแล้ว ดังนั้น แมรี่ โรบินสัน เธอบอกกับผมว่า "ฟังนะ ได้เวลาสำหรับแนวคิดนี้แล้ว มันจะต้องถูกสร้างขึ้น" โคฟี อันนั้นบอกว่า "นี่จะเป็นประโยชน์มากกับกองทหารของผมในพื้นที่" องค์การเอกภาพแอฟริกาในตอนนั้น นำโดย ซาลิม อาห์เหม็ด ซาลิม บอกว่า "ผมต้องทำให้ประเทศแถบแอฟริกาเข้าร่วม" ดร.ออสการ์ เอเรียส ผู้ได้รับรางวัลโนเบล ซึ่งขณะนี้เป็นประธานาธิปดีของคอสตาริการ์ กล่าวว่า "ผมจะทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้" ผมไปพบท่าน อัมร์ มุซซา ที่สันนิบาตชาติอาหรับ ผมพบแมนเดลลา ที่การบรรยายเกี่ยวกับสันติภาพที่อรุชา และโน่นนั่นนี่ต่อไปเรื่อยๆ ในขณะที่ผมสร้างเรื่องนี้ เพื่อพิสูจน์ว่าแนวคิดนี้ สมเหตุสมผล
เราได้รับฟังผู้คน เราถ่ายทำไปทั่วทุกที่ กว่า 76 ประเทศใน 12 ปีที่ผ่านมา ผมได้เยี่ยมเยือน และผมได้พูดคุยกับผู้หญิงและเด็กในทุกที่ที่ผมไป ผมได้ถ่ายทำหนุ่มสาวกว่า 44,000 คน ผมบันทึกความคิดของพวกเขาไว้ราวๆ 900 ชั่วโมง ผมเข้าใจลึกซึ้งว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร เมื่อคุณคุยกับพวกเขาเกี่ยวกับแนวคิดนี้ ที่จะมีจุดเริ่มต้นของการกระทำเพื่อให้เกิดสันติภาพขึ้นในโลกมากขึ้นของพวกเขา ผ่านบทกลอน งานศิลปะ งานเขียน ดนตรี กีฬา หรืออะไรก็ตามของพวกเขา เราฟังทุกคน
และมันเป็นสิ่งที่เหลือเชื่อ ในการทำงานกับสหประชาชาติ และทำงานร่วมกับองค์กรไม่แสวงกำไรต่างๆ ในการสร้างเรื่องนี้ ผมรู้สึกว่าผมนำเสนอเรื่องนี้ ในนามของชุมชนชาวโลก เพื่อทดลองที่จะสร้างวันวันนี้ และยิ่งถ้าเรื่องนี้แข็งขึ้น มีรายละเอียดมากขึ้นเท่าไร ก็เป็นโอกาสที่ดีขึ้นที่จะสร้างมันขึ้นมาได้ และมันคือเรื่องนี้ นี่ ที่ผมคิดไว้ตั้งแต่ต้น ว่าไม่ว่ายังไงก็ตาม มันไม่สำคัญว่า ไม่สำคัญว่า ผมจะสร้างวันแห่งสันติภาพได้หรือไม่ ที่จริงคือ ถ้าผมได้ลองแล้ว และมันไม่สำเร็จ ผมจะได้ประกาศให้รู้กันได้ว่า สังคมโลกไม่ต้องการความสามัคคีกันอย่างไร จนกระทั่ง โซมาเลีย ได้เลือกเด็กหญิงคนนั้น และเด็กชายคนนี้ ผู้ซึ่งดึงตัวยาวนิ้วครึ่งออกจากขาโดยไม่มียาฆ่าเชื้อ และเด็กชายซึ่งเคยเป็นทหารเด็กมาก่อน ผู้ซึ่งบอกกับผมว่าเขาฆ่าคนมาแล้ว เขาเพิ่งจะอายุแค่ 12 สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมเข้าใจลึกซึ้ง ว่านี่ไม่ใช่หนังที่ผมนึกจะหยุดถ่ายก็หยุด และที่จริงในตอนนั้นมีบางอย่างเกิดขึ้นกับผม ที่ทำให้ผมเดินหน้า "ผมจะบันทึกมันไว้ แม้ว่ามันจะเป็นหนังเพียงเรื่องเดียวที่ผมเคยทำ ผมจะบันทึกมันไว้จนกว่ามันจะกลายเป็นความจริง" เพราะเราต้องหยุดมัน เราต้องทำบางอย่าง ที่เราร่วมมือกัน แยกจากเรื่องการเมืองและศาสนาทั้งมวล ซึ่ง ในฐานะคนหนุ่มสาว มักจะทำให้ผมสับสน ผมไม่รู้ว่าจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการเหล่านั้นได้อย่างไร
และในวันที่ 7 กันยายน ผมถูกเชิญไปนิวยอร์ค รัฐบาลคอสตาริกาและรัฐบาลอังกฤษ ได้เดินหน้าสู่สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ พร้อมกับผู้สนับสนุนร่วม 54 ราย เพื่อสนับสนุนแนวคิดของวันลดอาวุธและไร้ความรุนแรงครั้งแรกที่เคยเกิดขึ้น วันที่ 21 กันยายน ตามที่ปักธงไว้ในปฏิทิน และมันถูกลงมติรับรองอย่างเป็นเอกฉันท์โดยผู้นำทุกชาติทั่วโลก (เสียงปรบมือ) ใช่ ชัดเจนว่า มีผู้คนหลายร้อยคนที่ทำให้มันกลายเป็นจริงขึ้นมาได้ ต้องขอบคุณพวกเขาทั้งหมด มันเป็นช่วงเวลาที่เหลือเชื่อ ผมอยู่ที่ด้านบนของสมัชชา มองลงมาและเห็นมันเกิดขึ้น และอย่างที่บอก เมื่อตอนที่มันเริ่ม เราอยู่ที่โกลบ และไม่มีสื่อใดๆไปทำข่าว ตอนนี้ผมคิดว่า "อืม..นักข่าวต้องได้ยินเรื่องนี้แน่ๆ" แล้วทันใดนั้น เราก็เริ่มสถาปนาวันนี้ขึ้นมา
โคฟี อันนัน เชิญผมในเช้าวันที่ 11 กันยายน เพื่อออกสื่อ และมันเป็นเวลา 8 โมงเช้าตอนผมไปที่นั่น ผมรอเขาลงมา และผมรู้ว่าเขากำลังเดินมา แต่เขาก็ไม่ได้ลงมา การแถลงไม่เคยเกิดขึ้น โลกไม่เคยได้รู้ว่ามีวันแห่งการลดอาวุธและไร้ความรุนแรง มันเป็นช่วงเวลาที่น่าเศร้า ของผู้คนนับพันที่สูญเสียชีวิต ที่นั่นและหลังจากนั้นทั่วโลก มันไม่เคยเกิดขึ้น และผมจำได้ว่า "นี่คือเหตุผลที่แท้จริง ว่าทำไมเราต้องทำงานให้หนักขึ้น และต้องทำให้วันนี้เป็นจริงให้ได้ มันถูกสร้างขึ้น แต่ไม่มีใครรู้ เรายังต้องเดินทางต่อไป และเราต้องบอกผู้คน และต้องพิสูจน์ว่า มันใช้การได้"
ผมจากความบ้าคลั่งในนิวยอร์คมา ด้วยพลังเต็มเปี่ยม และผมรู้สึกถึงแรงดลใจ จากความเป็นไปได้ ที่ถ้าทำไป บางทีเราอาจจะไม่ได้เห็นสิ่งนั้นเกิดขึ้น ผมจำได้ว่าผมเอาฟิล์มออกมาแล้วไปหาคนที่เยาะเย้ย ผมฉายหนังให้พวกเขาดู และผมจำได้ว่าอยู่ในอิสราเอลและมันถูกทำลายหมดสิ้น จากบางคนที่ได้ดูหนังนั้น มันเป็นวันแห่งสันติภาพ มันไม่ได้มีความหมายใดๆ มันใช้ไม่ได้ คุณไม่สามารถจะหยุดการสู้รบในอาฟกานิสถาน พวกตาลีบันไม่ฟังหรอก บลา... บลา... มันเป็นแค่สัญลักษณ์ และนั่นมันยิ่งแย่ลงไปกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในหลายๆทาง เพราะมันใช้ไม่ได้ ผมไปพูดในโซมาเลีย บูรุนดิ ฉนวนกาซ่า และ ฉนวนตะวันตก อินเดีย ศรีลังกา คองโก จะที่ไหนๆ พวกเขาทั้งหมดก็บอกว่า "ถ้าคุณสามารถสร้างหน้าต่างแห่งโอกาสได้ เราสามารถให้ความช่วยเหลือ เราสามารถฉีดวัคซีนเด็กๆ เด็กๆสามารถนำโครงการของตนเอง พวกเขาสามารถร่วมมือกัน มาด้วยกัน ถ้าทุกคนหยุด จะช่วยชีวิตคนได้ นั่นคือสิ่งที่ผมได้ยินได้ฟังมา และเป็นสิ่งที่ผมได้ฟังมาจากคนที่รู้จริงว่าความขัดแย้งนี้เกี่ยวกับอะไร
ดังนั้นผมจึงกลับไปที่สหประชาชาติ ผมตัดสินใจว่าจะถ่ายทำต่อ และทำหนังขึ้นมาอีกเรื่อง ผมกลับไปที่สหประชาติอีกประมาณสองถึงสามปี เราเริ่มเคลื่อนไหวรอบๆเส้นทางการทำงานของระบบของสหประชาชาติ รัฐบาล และองค์กรไม่แสวงหากำไร พยายามหาใครบางคนอย่างสิ้นหวัง ที่จะก้าวออกมาเพื่อทำให้มันเดินหน้า ลองดูว่าเราจะทำให้มันเป็นไปได้ ได้หรือไม่ และหลังจากการประชุมมากมายหลายครั้ง ผมรู้สึกยินดีที่ชายคนนี้ อาห์มัด ฟาวซี ผู้หนึ่งซึ่งเป็นผู้นำและเทพของผมจริงๆ เขาจัดการให้กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง และยูนิเซฟ ขอพระเจ้าอวยพรพวกเขา เขาว่า "โอเค เราเดินหน้ากันเถอะ" จากนั้นกรรมาธิการด้านภารกิจช่วยเหลือของสหประชาชาติในอัฟกานิสถาน เข้ามาช่วยที่อัฟกานิสถาน มันคือประวัติศาสตร์ มันจะใช้ได้มั้ยที่อัฟกานิสถาน กับกรรมาธิการดังกล่าว กับองค์การอนามัยโลก กับประชาสังคม ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ ? และผมถ่ายทำมันไว้ทั้งหมด และบันทึกมันไว้ แล้วคิดว่า "นี่แหละ นี่คือความเป็นไปได้ที่จะทำให้มันเกิดขึ้น และถึงแม้ว่ามันจะไม่เกิด อย่างน้อยประตูก็เปิดแล้ว และมันมีโอกาส"
ดังนั้นผมจึงกลับลอนดอน แล้วไปเจอชายผู้นี้ จู๊ด ลอว์ ผมพบเขาเพราะเขาเป็นนักแสดง และผมก็เคยเป็นนักแสดง ผมเคยติดต่อกับเขา เพราะเราต้องการออกสื่อ ต้องการความสนใจ เราต้องการให้สื่อเข้ามาเกี่ยว เพราะว่าถ้าเราเริ่มดันมันซักหน่อย บางทีคนอื่นๆอาจจะฟังบ้าง และยังมีอีก เมื่อเราเข้าไปสู่พื้นที่บางแห่ง บางที อาจจะมีคนสนใจเพิ่มขึ้น และบางทีเราอาจจะได้รับความช่วยเหลือด้านการเงินเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากจนแทบขาดใจ ผมจะไม่ทำอย่างนั้นเด็ดขาด ดังนั้นจู๊ดเลยบอกว่า "โอเค งั้นผมจะพูดอะไรบางอย่างให้คุณ"
ในตอนที่ผมถ่ายทำการแถลงการณ์นี้ เขาถามผมว่า "คุณจะไปไหนต่อ?" ผมบอกว่า "ผมจะไปอัฟกานิสถาน" เขาถามว่า "จริงหรือ?" แล้วผมก็แอบสังเกตได้เล็กๆจากตาของเขาว่าเขาสน ผมเลยบอกเขาไปว่า "ไปด้วยกันมั้ย? มันจะน่าสนใจมากเลยนะ ถ้าคุณมากับเรา มันจะช่วยให้เกิดความสนใจ และด้วยความสนใจนั้น มันจะช่วยยกระดับสถานการณ์ให้ดีขึ้น ในทุกๆด้านของปัญหา" ผมคิดว่ามีแก่นของความสำเร็จ หนึ่งก็คือคุณต้องมีแนวคิดที่เยี่ยมยอด อีกอย่างก็คือคุณต้องมีผู้สนับสนุน, คุณต้องมีผู้ให้เงิน และคุณต้องสามารถสร้างการรับรู้ และที่จริงแล้วผมไม่สามารถสร้างการรับรู้ได้ด้วยตัวเอง, ไม่ว่าผมจะทำอะไรได้มาก็ตาม เพราะงั้นคนๆนี้จึงจำเป็นมากๆ เขาตอบตกลง แล้วเราก็พากันไปอัฟกานิสถาน
มันเป็นเรื่องเหลือเชื่อมากเมื่อเราไปถึงที่นั่น ผมได้พูดคุยกับผู้คนหลากหลาย, และพวกเขาบอกผมว่า, "ผมต้องทำให้ทุกคนร่วมมือกันที่นี่ คุณจะคาดหวังเฉยๆไม่ได้ คุณต้องออกไปทำงานด้วย" และเราก็ทำ เราเดินทางไปทั่ว เราคุยกับคนเฒ่าคนแก่ หมอ พยาบาล เราจัดงานแถลงข่าว เราออกไปกับพวกทหาร เราไปนั่งกับกองกำลังนานาชาติ และองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ เราไปนั่งกับรัฐบาลอังกฤษ ผมหมายถึง โดยทั่วไปเราไปนั่งกับทุกๆคน เข้าออกโรงเรียนกับรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ จัดงานแถลงข่าวนี้ขึ้นมา ซึ่งแน่นอน มีสื่อมาแน่น ทุกคนอยู่ที่นี่ มีความสนใจในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น หญิงมหัศจรรย์ผู้นี้ ฟาติมะห์ เกลานี่ มีบทบาทสำคัญในสิ่งที่เกิดขึ้น ในฐานะที่เธอเป็นโฆษกให้กับกลุ่มต่อต้านรัสเซีย และเครือข่ายในอัฟกานิสถานของเธอ มีกระจายอยู่ทุกหนแห่ง เธอมีความสำคัญมากในการกระจายข่าว
จากนั้นเราก็กลับบ้าน คล้ายๆกับว่าเราทำมันเสร็จแล้ว ตอนนี้เราต้องรอ และดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น เมื่อผมถึงบ้าน มีทีมงานคนหนึ่งเอาจดหมายมาให้ผม จากตาลีบัน ในจดหมายเขียนทำนองว่า "เราจะเฝ้าสังเกตการณ์วันนี้ เราจะเฝ้าสังเกตการณ์วันนี้ เราเห็นว่ามันเป็นหน้าต่างของโอกาส และเราจะไม่ต่อสู้ เราจะไม่สู้รบ" และนั่นหมายถึง ผู้ที่ปฏิบัติงานด้านมนุษยธรรม จะไม่ถูกลักพาตัว หรือฆ่า และทันใดนั้น ผมก็รู้แจ้งว่า ณ จุดนี้ มีโอกาสเกิดขึั้น ในวันถัดๆมา เด็ก 1.6 ล้านคนได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโปลิโอ เป็นผลต่อเนื่องมาจากที่ทุกคนหยุด (เสียงปรบมือ) เหมือนกับที่สมัชชาใหญ่สหประชาชาติ เป็นวินาทีที่มหัศจรรย์ มหัศจรรย์ที่สุด
จากนั้นเราก็เก็บกอง แล้วรวมฟิล์มเข้าด้วยกัน เพราะเราต้องกลับ เราแปลมันเป็นภาษาดาริและพาชโต เราแปลมันเป็นภาษาท้องถิ่น เรากลับไปยังอัฟกานิสถาน เพราะปีใหม่กำลังจะมา และเราต้องการสนับสนุน แต่ที่สำคัญกว่านั้น เราต้องการกลับไป เพราะผู้คนในอัฟกานิสถานคือวีรบุรุษ พวกเขาเป็นคนที่เชื่อมั่นในสันติภาพ และความเป็นไปได้ของมัน โน่นนั่นนี่ และพวกเขาทำให้มันเกิดขึ้นจริง เราต้องการกลับไปเพื่อจะฉายหนังเรื่องนี้ให้พวกเขาได้ดู แล้วบอกเขาว่า "ดูดิ, พวกคุณทำให้มันเป็นไปได้ ขอบคุณมากๆเลย" แล้วเราก็ให้ฟิล์มไป แน่นอนว่ามันถูกฉาย และมันเจ๋งมาก
และต่อมาในปีนั้น ปีพ.ศ.2551 ถ้อยแถลงของกองกำลังนานาชาติจากกรุงคาบูล อัฟกานิสถาน ในวันที่ 17 กันยายน "นายพลสแตนลีย์ แมคไชร์สตอล ผู้บัญชาการแห่งกองกำลังสนับสนุนด้านความมั่นคงนานาชาติในอัฟกานิสถาน ประกาศว่า วันนี้กองกำลังนานาชาติจะไม่กระทำการปฏิบัติการเชิงรุกทางทหารใดๆ ในวันที่ 21 กันยายน" พวกเขากำลังบอกว่าเขาจะหยุด แล้วก็มีคำแถลงการณ์อื่นอีก ทีมาจากฝ่ายความมั่นคงสหประชาติ บอกว่า ในอัฟกานิสถาน เพราะงานชิ้นนี้ ความรุนแรงลดลงถึง 70 เปอร์เซนต์ อย่างน้อยความรุนแรงก็ลดลง 70 เปอร์เซนต์ในวันดังกล่าวนี้ และนั่นทำให้ใจผมสั่น มากกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง
ผมจำได้ว่าผมติดอยู่ที่นิวยอร์ค คราวนี้เพราะภูเขาไฟ ซึ่งแน่นอนว่าอันตรายน้อยกว่าเป็นไหนๆ และผมครุ่นคิดถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ผมหมกมุ่นอยู่กับ 70 เปอร์เซนต์ที่ว่านี่ ความรุนแรงที่ลดลงถึง 70 เปอร์เซนต์ ในสิ่งที่ทุกคนเคยพูดว่าไม่มีทางเป็นไปได้ และคุณทำไม่ได้หรอก นั่นทำให้ผมคิดได้ว่า ถ้าเราสามารถลดได้ถึง 70% ในอัฟกานิสถาน แน่นอนว่าเราต้องสามารถลด 70% นี้ที่ไหนก็ได้ในโลก เราต้องไปให้ถึงการพักรบระดับโลก เราต้องทำให้วันลดอาวุธและความรุนแรงนี้เกิดประโยชน์สูงสุด และดันไปให้ถึงการพักรบทั่วโลก เพื่อไปให้ถึงการหยุดยั้งความรุนแรงครั้งใหญ่ที่สุดที่จะถูกจารึกไว้ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ เท่าที่เคยมีบันทึกไว้
นั่นคือสิ่งที่เราต้องทำ และในวันที่ 21 กันยายนปีนี้ เราจะเปิดตัวการรณรงค์นั้นที่สนามกีฬา O2 เพื่อที่จะเข้าสู่กระบวนการ ที่จะทดลองและสร้างการหยุดยั้งความรุนแรงครั้งใหญ่ที่สุด และเราจะใช้ประโยชน์ทุกสิ่งอย่างให้เต็มที่ มีการเต้น และออกสื่อทางอินเทอร์เน็ต เข้าไปยังเฟสบุ๊ค ไปยังเว็บไซต์ ลงชื่อคำร้อง และมันถูกแปลเป็นภาษาทางการทั้งหกของสหประชาชาติ เราเชื่อมต่อกับรัฐบาลทั่วโลก ระหว่างรัฐ องค์กรไม่แสวงผลกำไร สถาบันการศึกษา สหภาพ การกีฬา และคุณคงเห็นกล่องการศึกษาตรงนั้น เราได้รับทรัพยากรตอนนั้นจาก 174 ประเทศ พยายามที่จะให้คนหนุ่มสาวช่วยเป็นพลังขับเคลื่อน เบื้องหลังวิสัยทัศน์ของการพักรบทั่วโลกนั้น และเป็นที่ชัดเจนว่าเป็นการช่วยรักษาชีวิตเพิ่มขึ้น แนวคิดนี้เป็นผล
เมื่อเชื่อมกับงานโอลิมปิค ผมไปพบ เซ็บ โค แล้วบอกเขาว่า "ลอนดอน 2012 ต้องเกี่ยวกับการพักรบ ที่สุดแล้ว มันคือสิ่งที่เป็นเรื่องเดียวกัน" ทำไมเราไม่มาร่วมมือกันล่ะ? ทำไมเราไม่ทำให้การพักรบเกิดขึ้นจริงๆ? ทำไมคุณไม่สนับสนุนกระบวนการไปสู่การพักรบโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยมีมา? เราจะถ่ายหนังเกี่ยวกับกระบวนการนี้ เราจะใช้ประโยชน์จากกีฬาและฟุตบอล ในวันแห่งสันติภาพ มีฟุตบอลหลายพันคู่เล่น จากสลัมในบราซิลไปจนถึงที่ใดๆก็ตาม ดังนั้นเราจะใช้วิถีทางเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์ เพื่อที่จะกระตุ้นแรงใจให้กับการกระทำของผู้คน และที่สุดแล้ว เราจะต้องลองดู เราต้องทำงานร่วมกัน
และเมื่อผมมาอยู่ที่นี่ ต่อหน้าพวกคุณทุกคน และต่อหน้าคนที่ดูวิดีโอนี้ ผมรู้สึกตื่นเต้นแทนผู้คนที่ผมได้พบเจอ ที่ว่าจะมีความเป็นไปได้ที่โลกของเราจะสามัคคี ที่ว่าเราจะสามารถเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ที่ว่าเราจะสามารถยกระดับความมีสติเกี่ยวกับปัญหาพื้นๆรอบตัว ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระดับปัจเจก ผมมากับบราฮิมิ ท่านฑูตแห่งบราฮิมิ ผมคิดว่าเขาเป็นคนที่เหลือเชื่อที่สุดคนหนึ่ง ในแง่ของการเมืองระหว่างประเทศ ในอัฟกานิสถาน ในอิรัก เขาเป็นคนที่เจ๋งมาก ผมได้นั่งกับเขาเมื่อสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา และผมบอกกับเขาว่า "คุณบราฮิมิ มันบ้าหรือเปล่า ที่จะทำเรื่องพักรบโลกเนี่ย? มันจะเป็นไปได้มั้ย? เราจะทำมันได้จริงๆเหรอ?" เขาตอบว่า "มันเป็นไปได้แหงๆ" ผมตามว่า "คุณจะทำยังไง? คุณจะไปบอกทุกรัฐบาลให้ทำตามระบบเหรอ?" "เปล่า ผมจะคุยกับบางคน" เขาว่า มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเฉพาะคน มันเกี่ยวกับผมและคุณ มันเกี่ยวกับความเป็นพันธมิตรกัน มันเกี่ยวกับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งของคุณ มันเกี่ยวกับธุรกิจของคุณ เพราะถ้าร่วมมือกัน ด้วยการทำงานร่วมกัน ผมคิดว่าเราสามารถที่จะเริ่มเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้
และมีคนหนึ่งที่แสนมหัศจรรย์ที่นั่งอยู่ท่ามกลางผู้ชมในที่นี้ ผมไม่รู้ว่าเขาอยู่ตรงไหน เป็นคนที่บอกผมเมื่อสองสามวันก่อนว่า เนื่องจากผมซ้อมพูดมานิดหน่อย และเขาบอกว่า "ผมคิดถึงวันวันนี้ และจินตนาการถึงมันคล้ายจตุรัส ที่มีทั้งหมด 365 ชิ้น และหนึ่งในนั้นเป็นสีขาว" จากนั้นมันจะทำให้ผมคิดถึงแก้วน้ำ ซึ่งใสแหน๋ว ถ้าคุณหยดอะไรลงไปหนึ่งหยด หนึ่งหยดของอะไรก็ได้ ลงไปในน้ำนั้น มันจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล
ด้วยการร่วมมือกัน เราจะสามารถสร้างสันติภาพได้หนึ่งวัน ขอบคุณ TED ขอบคุณ
You can share this video by copying this HTML to your clipboard and pasting into your blog or web page. This video will play with subtitles.
You either have JavaScript turned off or have an old version of the Adobe Flash Player. To view this rating widget you
need to get the latest Flash player.
If your browser allows only "trusted sites" to execute Javascript, you should add the "googleapis.com" domain to your whitelist to allow our Flash detection to work properly.
Got an idea, question, or debate inspired by this talk? Start a TED Conversation.
นี่คือแนวคิดที่แนวสุดๆ: ชวนคนทั้งโลกให้ลองอยู่กันอย่างสงบสุขซักวัน, ทุกๆวันที่ 21 กันยายน ในการพูดคุยที่จริงใจและกระตือรือล้นนี้ เจเรมี กิลลีย์จะมาบอกเล่าเรื่องราวว่าแนวคิดบ้าๆประมาณนี้กลายเป็นจริง จริงขนาดที่ช่วยเหลือเด็กๆเป็นล้านคนในเขตที่เกิดสงครามได้อย่างไร
Filmmaker Jeremy Gilley founded Peace One Day to create an annual day without conflict. And ... it's happening. What will you do to make peace on September 21? Full bio »
Translated into Thai by Suwitcha Chandhorn
Reviewed by Bank Pohtirak Saengsawang
Comments? Please email the translators above.
10:52 Posted: Jan 2011
Views 325,508 | Comments 197
20:27 Posted: Apr 2011
Views 849,036 | Comments 244
16:38 Posted: Aug 2008
Views 175,599 | Comments 65
Just follow the guidelines outlined under our Creative Commons license.
This comment will be attributed to . Not ? Sign Out.