ผมบอกได้เลยว่า เดือนนี้เป็นเดือนสุดยอดแห่งการหลอกลวง ผมไม่ได้พูดถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีของอเมริกา (หัวเราะ) เรามีผู้สื่อข่าวที่ถูกจับได้ว่าลอกผลงานผู้อื่น นักเขียนดาวรุ่งที่หนังสือของเขา เต็มไปด้วยข้อความอ้างอิงที่ไม่จริง จนสำนักพิมพ์ต้องสั่งระงับการขาย หนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์สเปิดโปงบทวิจารณ์ปลอมแปลง ...มันสุดยอดจริงๆ
แต่จริงๆ แล้ว การโกหกหลอกลวงไม่ได้ตกเป็นข่าวทั้งหมด การหลอกลวงเกิดขี้นทุกวัน งานวิจัยหลายชิ้นค้นพบว่า คนเราโกหกหนึ่งหรือสองครั้งต่อวัน ...อย่างที่เดฟว่าไว้ ตอนนี้เวลาหกโมงครึ่งแล้ว หมายความว่า คนส่วนใหญ่ในที่นี้คงโกหกกันไปบ้างแล้ว มาดูกันที่ วินนีเพค นี้ ลองนึกย้อนดูภายใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ใครบ้างที่โม้อะไรไว้นิดหน่อย หรือโม้ไว้เยอะก็ได้ มีกี่คนครับ ที่ได้โกหกไว้ในวันนี้
เยี่ยมครับ นีคือพวกขี้โกหก จำหน้าพวกเขาไว้ครับ (หัวเราะ)
ดีครับ ประมาณสองในสามของผู้ชม อีกหนึ่งในสามไม่ได้โกหก หรือไม่ก็ลืม หรือไม่ก็ โกหกว่าไม่ได้โกหก ซึ่งมัน... เสแสร้งมากๆ ครับ (หัวเราะ) อันนี้ตรงกับงานวิจัยหลายชิ้นที่บ่งชี้ว่า การโกหกหลอกลวงนั้น เหมือนโรคระบาด บวกกับความเป็นมนุษย์ ทำให้คนเรานั้น สามารถพูดความจริง หรือปั้นเรื่องราวขึ้นมาได้ ซึ่งสิ่งนี้ดึงดูดความสนใจของมนุษย์มาตลอดประวัติศาสตร์ ยกตัวอย่างเช่น ไดโอจีนส์ กับตะเกียงของเขา มีใครทราบไหมครับว่า เขาค้นหาอะไรอยู่? เขาหาคนสุจริตหนึ่งคน และไดโอจีนส์ก็ตายลงโดยไม่เคยค้นพบคนนั้น นั่นคือสมัยกรีก มาดูขงจื้อในฝั่งตะวันออกกันบ้าง ขงจื้อให้ความสำคัญกับความจริงใจ ความบริสุทธิ์ใจ ทำอย่างที่พูด พูดอย่างที่ทำ เชื่อในสิ่งที่ทำ ยึดมั่นในหลักการ
มาพูดถึงการเผชิญหน้ากับความหลอกลวงอย่างเป็นทางการครั้งแรกของผม มันเกิดขึ้นหลังจากท่านทั้งสองนั้นเล็กน้อย ...เพียงไม่กี่พันปี ผมเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของแคนาดาเมื่อประมาณกลางปี '90s ใช่แล้วครับ ผมพิทักษ์เอกราชของเขตแดนแคนาดา คุณอาจคิดว่า นั่นคืออาวุธ แต่จริงๆ แล้ว มันคือตรายาง ผมใช้ที่ประทับตราในการปกป้องอธิปไตยของแคนาดา (หัวเราะ) มันเป็นอะไรที่แคนาดาจริงๆ ผมได้เรียนรู้หลายๆ สิ่งเกี่ยวกับการหลอกลวง ขณะปฎิบัติหน้าที่เป็นศุลกากร อย่างหนึ่งเลยก็คือ สิ่งที่ผมคิดว่าผมรู้เกี่ยวกับการหลอกลวงนั้น มันผิดเกือบหมด และผมก็จะบอกคุณเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นในคืนนี้
วิธีที่คนเราสื่อสารกันในปี 1995-96 นั้น แตกต่างจากปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง เราส่งอีเมล์ ส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือ ใช้สไกป์ และเล่นเฟซบุ๊ค ...เยอะครับ เกือบทุกด้านของการสื่อสารระหว่างมนุษย์ได้ถูกเปลี่ยแปลงไป และแน่นอนว่า มันจะต้องส่งผลกระทบต่อการหลอกลวง ผมขอเล่าเกี่ยวกับการหลอกลวงใหม่ๆ ซักสองสามแบบ ที่เราได้ทำการติดตามและบันทึกไว้ เราเรียกมันว่า หัวหน้าคนรับใช้ ตุ๊กกาหุ่นมือ และกองทัพน้ำจีน มันฟังดูทะเม่งๆ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นการโกหกชนิดใหม่
เรามาเริ่มกันที่หัวหน้าคนรับใช้กัน ยกตัวอย่างเช่น "จะถึงแล้ว" มีใครเคยเขียนว่า "จะถึงแล้ว" บ้างครับ พวกคุณโกหก (หัวเราะ) เราไม่ได้จะถึงแล้วซะที มีแต่คิดว่าเดี๋ยวกำลังจะไป มีอีกครับ "ขอโทษที่ตอบช้า แบตหมด" แบตคุณไม่ได้หมดสักหน่อย คุณไม่ได้อยู่ในที่ไม่มีสัญญาณ คุณแค่ไม่อยากตอบเพื่อน ณ ตอนนั้น เท่านั้นเอง อันนี้อันสุดท้าย เวลาคุณคุยกับคนอื่นอยู่ แล้วคุณก็พูดว่า "ขอโทษทีนะ ต้องไปก่อนหล่ะ" แต่จริงๆ แล้ว คุณก็แค่เบื่อที่จะคุยกับคนๆ นั้น คุณต้องการคุยกับคนอื่น แต่ละอันนี้ ล้วนเกี่ยวกับสัมพันธภาพ และนี่คือโลกที่เชื่อมต่อกัน 24 ชั่วโมงต่อวัน 7 วันต่อสัปดาห์ เมื่อคุณได้เบอร์มือถือผมไปแล้ว คุณสามารถติดต่อผมได้ตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้น คำพูดโกหกเหล่านี้ จึงถูกใช้โดยผู้คน เพื่อสร้างกันชน ระหว่างเรากับการติดต่อสื่อสารกับคนอื่นๆ เหมือนที่หัวหน้าคนรับใช้ที่ต้องคอยรับแขก แต่มันพิเศษตรงที่ การใช้ความคลุมเครือ ที่มาจากการใช้เทคโนโลยี คุณไม่รู้ว่า ผมอยู่ที่ไหน ทำอะไร อยู่กับใคร เป้าหมายของการโกหกเหล่านี้ คือการรักษาน้ำใจ ไม่ใช่ว่า คนพวกนี้นิสัยไม่ดี เขาแค่บอกว่า ตอนนี้ ฉันไม่อยากจะคุยกับคุณเท่าไหร่ หรือ ฉันไม่อยากคุยกับคุณ แต่ยังห่วงความรู้สึกของคุณอยู่ ความเป็นเพื่อนของเรายังสำคัญอยู่
แต่สำหรับ ตุ๊กกาหุ่นมือ นั้น มันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หุ่นมือไม่ได้เกี่ยวกับความคลุมเครือ มันเกี่ยวกับอัตลักษณ์ ผมขอยกตัวอย่าง เมื่อเร็วๆ นี้ สัปดาห์ที่แล้วเอง นี่คือ อาร์. เจ. เอล์ลอรี่ นักเขียนขายดีของอังกฤษ นี่คือหนึ่งในหนังสือที่ขายดีของเขา นี่คือหนึ่งในคำวิจารณ์ออน์ไลน์จากเว็บอะเมซอน อันนี้ผมชอบที่สุดเลย ..เขียนโดย นิโคเดมุส โจนส์ "จะอะไรก็แล้วแต่ หนังสือเล่มนี้จะเข้าถึงวิญญาณของคุณ" แน่นอนว่า คุณอาจสงสัย ว่า นิโคเดมุส โจนส์ ใช่ อาร์. เจ. เอล์ลอรี่ หรือเปล่า เล่นเขียนวิจารณ์หนังสือของตัวเองซะหรูเลย
การใช้หุ่นเชิดแบบนี้ไม่ได้เป็นอะไรที่แปลกใหม่ เมื่อก่อน วอล์ท วิทแมน ก็ทำแบบนี้เหมือนกัน ก่อนที่จะมีอินเตอร์เน็ตซะอีก เจ้าหุ่นตุ๊กกามือนี้ มันน่าสนใจขึ้นอีกเมื่อเราขยายวงกว้างขึ้น ซึ่งนำมาสู่ขอบเขตของ กองทัพน้ำจีน เมื่อพูดถึง กองทัพน้ำจีน เราหมายถึง คนจำนวนหลายพันคน ในประเทศจีน ที่ถูกจ้างด้วยค่าแรงอันน้อยนิด เพื่อผลิตอะไรขึ้นมาซักอย่างหนึ่ง อาจเป็นบทวิจารณ์ หรือการโฆษณาชวนเชื่อ รัฐบาลจ้างคนพวกนี้ บริษัทต่างๆ ก็จ้างคนพวกนี้เต็มไปหมด ในอเมริกาเหนือ เราเรียกกันว่า การใช้หญ้าเทียม และการกระทำแนวนี้กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว ซึ่งเป็นที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เราเห็นมันมากกับการวิจารณ์สินค้า หนังสือ ทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่ โรงแรม จนถึงที่ปิ้งขนมปัง ว่ามันดีหรือไม่
เมื่อเราลองพิจารณาถึงการหลอกลวงสามประเภทนี้แล้ว เราอาจคิดไปว่า โอ้โห อินเตอร์เน็ต ทำให้เรากลายเป็นคนขี้โกหกหลอกลวงไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเรานึกถึงการใช้หญ้าเทียม ซึ่งเราสามารถเห็นกลไกการหลอกลวงขนาดใหญ่ แต่จริงๆ แล้ว สิ่งที่ผมค้นพบนั้น มันแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง ขอยกเว้น ห้องสนทนาเรื่องเพศ เป็นกรณีพิเศษ แล้วกัน ซึ่งผมแน่ใจว่า ไม่มีใครในที่นี้ได้ลองใช้บริการ ผมขอยืนยันได้เลยว่า มีการโกหกเกิดขึ้นในนั้น และก็ขอยกเว้น อีเมล์จากเจ้าชายแห่งประเทศไนจีเรีย เกี่ยวกับการเอาเงิน 43 ล้านเหรียญออกนอกประเทศ (หัวเราะ) ลืมตานั่นไปด้วยแล้วกัน มาเล็งกันที่การสนธนาระหว่างเพื่อน ครอบครัว คนที่ทำงาน และคนที่เรารัก กัน นี่คือบทสนธนาที่สำคัญ เทคโนโลยีเกี่ยวข้องอย่างไรกับการหลอกลวงต่อคนเหล่านั้น
อันนี้เป็นตัวอย่างการศึกษาวิจัยสองสามเรื่อง อันแรกเราเรียกว่า งานวิจัยจากสมุดบันทึกประจำวัน ซึ่งให้กลุ่มผู้ถูกทดสอบ บันทึกการสนทนาทุกเรื่องในเจ็ดวัน และเราก็นำมาคำนวณว่า มีการโกหกโดยเฉลียเกิดขึ้นกี่ครั้งต่อบทสนทนา สิ่งที่เราพบสร้างความประหลาดใจแก่ผู้คนเป็นอย่างยิ่ง เราพบว่า อีเมล์ เป็นสื่อที่เที่ยงตรงที่สุด อันนี้ทำให้คนงง เพราะเราคิดว่า ถ้าไม่ได้ยินเสียง ก็น่าจะมีการโกหกกันมากขึ้น ในทางกลับกัน การคุยโทรศัพท์มีการโกหกเยอะที่สุด หลายต่อหลายครั้งที่เราพบว่า โทรศัพท์เป็นเครื่องมือที่คนใช้เวลาโกหก และคงเป็นเพราะการหลอกลวงโดยหัวหน้าคนใช้นั้นมีความคลุมเครืออย่างที่ว่าไว้ ความคิดแนวนี้แตกต่างจากสิ่งที่ผู้คนคาดไว้
แล้วเรซูมเม่ (ประวัติการทำงาน) หล่ะ เราได้ทำการศึกษาผู้สมัครงาน ซึ่งคนเหล่านี้สามารถสมัครผ่านกระดาษโดยปกติ หรือใช้เว็บไซต์สังคมออนไลน์คล้ายกับ เฟซบุ๊ค ที่มีชื่อว่า ลิงค์อิน (LinkedIn) ซึ่งสามารถกรอกข้อมูลประวัติโดยย่อ คล้ายกับข้อมูลบน เรซุูมเม่ สิ่งที่เราค้นพบ ซึ่งขัดกับความรู้สึกของหลายๆ อีกแล้ว คือข้อมูลประวัติโดยย่อบนลิงค์อินนั้น เป็นจริงมากกว่า โดยเฉพาะสิ่งที่สำคัญกับผู้จ้างงาน อย่างเช่น งานที่ได้รับมอบหมาย หรือ ความสามารถในการทำงานที่ผ่านมา
แล้วเฟซบุ๊คเองหล่ะ เรามักจะคิดว่า เฮ้ย ไอ้คนพวกนี้ขี้อวด โชว์แต่สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตพวกเขา ผมคิดอย่างนั้นหลายครั้งเลย เพื่อนๆ ของผมมันไม่น่าจะมีชีวติที่สุดยอดอลังการงานสร้างขนาดนั้น แต่งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งได้ตรวจสอบสมมุติฐานนี้ด้วยการดูลักษณะนิสัยของคน โดยให้เพื่อนสนิทสี่คนบ่งบอกลักษณะนิสัยของคนๆ นั้น จากนั้นก็ให้คนอื่นๆ ที่ไม่ได้รู้จักคนนี้ ทายลักษณะนิสัยของคนๆ นี้ จากการอ่าน เฟซบุ๊ค สิ่งที่นักวิจัยค้นพบคือ ผลการบ่งบอกลักษณะนิสัยจากทั้งสองวิธีนั้น แทบจะเหมือนกันเลย หมายความว่า โปรไฟล์ บนเฟซบุ๊ค สามารถบอกถึงลักษณะนิสัยที่แท้จริง ของคนๆ นั้น
แล้ว การหาแฟนทางอินเตอร์เน็ตหล่ะ มันก็น่าจะหลอกลวงพอสมควร ใช่ไหมครับ ผมว่า เราทุกคนคงจะมี "เพื่อน" ที่นัดเจอคู่เดทจากอินเตอร์เน็ต (หัวเราะ) แล้วเพื่อนเรามักจะเหล่าให้ฟังว่า อีตาคนที่ชวนไปเที่ยวกันวันนั้นน่ะ พอเจอเข้าจริงๆ กลับ หัวล้าน หรือไม่ก็ น้องผู้หญิงคนนั้น ตัวจริงไม่เห็นจะเหมือนกับรูปเลย เราสนใจเรื่องนี้มาก จึงรวบรวมคนที่ใช้บริการหาคู่ทางอินเตอร์เน็ต มาศึกษาในห้องแล็บ เราวัดส่วนสูง ชั่งน้ำหนัก -- สาวๆ ชอบส่วนนี้มาก และก็ดูอายุจากใบขับขี่ สิ่งที่เราค้นพบนั้น น่าสนใจมากๆ อันนี้เป็นตัวอย่างส่วนสูงจากกลุ่มผู้ชาย ด้านล่างเป็นข้อมูลที่กรอกไว้ในโปรไฟล์ ส่วนทางแกนวาย แนวตั้ง เป็นส่วนสูงจริง เส้นทะแยงมุมเป็นเส้นความจริง ถ้าจุดนั้นตรงเส้น แสดงว่า หนุ่มๆ เหล่านั้นพูดความจริง เห็นใช่ไหมครับว่า จุดส่วนใหญ่จะอยู่ใต้เส้น นั่นหมายถึง ผู้ชายส่วนใหญ่โกหกเกี่ยวกับความสูงของเขา เราพบว่า พวกผู้ชายโกหกความสูงของตัวเองประมาณ เศษ 9 ส่วน 10 นิ้ว เราเรียกกันในแล็บเล่นๆ ว่า "ปัดเศษขึ้นอย่างแรง" (หัวเราะ) คนสูง 5 ฟุต 8 นิ้ว กับอีกเศษหนึ่งส่วนสิบ กลายเป็น 5 ฟุต 9 นิ้วซะงั้น แต่สิ่งที่สำคัญจริงๆ ตรงนี้คือ ลองดูจุดเหล่านั้นนะครับ มันเกาะกลุ่มใกล้เคียงกับความจริง สิ่งทีเราพบคือ 80% ของผู้เข้าทดสอบโกหก เกี่ยวกับหนึ่งในอัตราวัดพวกนั้น แต่เขามักจะโกหกเพียงเล็กน้อย สาเหตุนั้นง่ายมากครับ ถ้าคุณไปออกเดท แล้วปรากฎณ์ว่า คุณไม่เหมือนกับที่บอกไว้ จบเกมใช่ไหมครับ ดังนั้น คนเราจึงโกหกบ่อย แต่ โกหกแบบเนียนๆ โกหกไม่มากนัก เพราะเขามีข้อจำกัด
สิ่งที่อธิบายงานวิจัยทั้งหมดนี้ สิ่งที่อธิบายความจริง ทั้งๆ ที่มันขัดกับความรู้สึกของเรา รวมทั้งผมด้วย คือ การสื่อสารทางอินเตอร์เน็ตส่วนใหญ่ มีความเที่ยงตรงมากกว่าการสื่อสารกันซึ่งๆ หน้า? มันแปลกใช่ไหมครับ เราจะอธิบายมันยังไงดี?
สิ่งหนึ่งที่เราทำได้ก็คือการไปศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวการจับการหลอกลวง บทความนี้มันเก่าแล้วหล่ะ เกือบห้าสิบปีแล้ว มันถูกอ่านหลายต่อหลายครั้ง ทดลองเป็นพันๆ ครั้ง ศึกษาเป็นร้อยๆ ครั้ง และนี่คือสิ่งค้นพบที่น่าสนใจ
อย่างแรกคือ เราจับการหลอกลวงได้แย่มากๆ ความถูกต้องโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 54% เวลาที่เราบอกได้ว่าคนๆ นั้นโกหกหรือไม่ แย่จริงๆ ใช่ไหมครับ ทำไมมันแย่ขนาดนั้นหล่ะ? อันนี้มันขึ้นอยู่กับจมูกของพิน็อคคิโอ ถ้าผมถามพวกคุณว่า ใช้อะไรเป็นตัวบอกในการจับโกหก ดูสัญญาณจากตรงไหน พวกคุณส่วนใหญ่จะบอกว่า ดูที่ตา ดวงตาคือหน้าต่างของหัวใจ อันนี้ไม่แปลกครับ ทุกวัฒนธรรมทั่วโลก สัญญาณที่สำคัญนั้นอยู่ที่ดวงตา แต่งานวิจัยตลอด 50 ปีที่ผ่านมา กลับบอกว่า ไม่มีสัญญาณใดที่เชื่อถือได้ ในการจับการโกหก ซึ่งอันนี้ทำให้ผมงงแตกเลยครับ และมันก็เป็นบทเรียนที่ยากที่สุด ตอนที่ผมเป็นเจ้าหน้าที่ตม. ดวงตาไม่ได้บอกว่าคนๆ นั้นโกหกเราอยู่หรือไม่ ในบางกรณีอาจจะใช่ครับ เช่น กรณีความเสี่ยงสูง ลูกตาดำอาจจะขยายตัวขึ้น เสียงพูดสูงขึ้น การเคลื่อนไหวของร่างกายอาจเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่ไม่เสมอไป และไม่เป็นจริงสำหรับทุกคน มันเชื่อถือไม่ได้ แปลกใช่ไหมครับ อีกอย่างคือ แค่คุณไม่เห็นผม ก็ไม่ได้แปลว่าผมจะต้องโกหกเสมอไป มันเป็นความคิดพื้นฐาน แต่เป็นหนึ่งในสิ่งค้นพบที่สำคัญก็คือ เราโกหกเมื่อมีสาเหตุ เราโกหกเพื่อปกป้องตัวเอง เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง หรือผลประโยชน์ของคนอื่น มีบ้างครับ คนที่โกหกจนเป็นนิสัย แต่นั่นเป็นเพียงชนกลุ่มน้อย เราโกหกเพราะมีเหตุจำเป็น เพียงเพราะคนอื่นไม่เห็นเรา ไม่ได้แปลว่า เราจะต้องโกหกเสมอไป
แต่ผมคิดว่า มันมีมากกว่านั้นครับ มันมีอะไรที่เป็นพื้นฐานมากกว่านั้น สิ่งสำคัญถัดไป ความคิดอันบรรเจิดต่อจากนี้ เราสามารถคันพบได้โดย ย้อนเวลาไปสู่อดีต ไปยังต้นกำเนิดของภาษา นักภาษาศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นด้วยว่า มนุษย์เราเริ่มพูด เมื่อประมาณห้าพันถึงหนึ่งแสนปีก่อน มันนานมามากแล้วใช่ไหมครับ มนุษย์จำนวนมากได้อาศัยอยู่บนโลกใบนี้ตั้งแต่ช่วงนั้น เราคงพูดเกี่ยวกับ ไฟ ถ้ำ เสือเขี้ยวยาว ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเขาพูดเรื่องอะไรกันบ้าง แต่คงจะพูดกันเยอะทีเดียว และอย่างที่ผมพูดไว้ เรามีมนุษย์จำนวนมากมายที่พัฒนาการพูด ประมาณ 100 พันล้านคนเลยทีเดียว แต่สิ่งที่สำคัญคือ การเขียนเพิ่งจะเกิดขึ้น เมื่อประมาณห้าพันปีก่อนนี้เอง นั่นหมายถึง ผู้คนก่อนหน้าที่จะมีการเขียนนั้น ทุกๆ คำที่เขาพูด ทุกๆ ครั้งที่เขาเอ่ยปาก มันหายไปหมดครับ ไม่มีร่องรอย หายวับไปกับตา การพูดของเรามีพัฒนาการมาโดยที่ไม่มีการบันทึก ยิ่งไปกว่านั้น การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกี่ยวกับการเขียน เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อห้าร้อยปีก่อนนี้เอง นั่นคือ การพิมพ์ และอัตราการรู้หนังสือก็อยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำมาก จนกระทั่งสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง มนุษย์ของสองสหัสวรรษสุดท้ายที่ผ่านมา คำพูดทั้งหมดที่เขาเคยพูดไว้ เพี้ยง.. หาย
มาดูสมัยปัจจุบันกัน ยุคเน็ตเวิร์ค ยุคแห่งการเชื่อมต่อ มีกี่คนครับที่ได้บันทึกอะไรไปบางอย่างในวันนี้ มีใครได้เขียนอะไรไหมครับ ซักคำสองคำ ดูเหมือนว่า เกือบทุกคนในที่นี้ได้บันทึกอะไรไปบ้าง ในห้องนี้ ณ ตอนนี้ เราน่าจะบันทึกข้อมูลไปมากกว่า มนุษย์ทั้งหมดในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ มันน่าทึ่งมากใช่ไหมครับ เรากำลังเข้าสู่ยุคมหัศจรรย์ ที่วิวัฒนาการของมนุษย์ได้เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องในด้านพัฒนาการทางการพูด จากการที่เมื่อพูดไปแล้ว คำพูดเหล่านั้นสูญหายไปไร้ร่องรอย มาเป็นยุคของการเก็บบันทึกทุกสิ่งทุกอย่าง ผมว่า อีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ไม่ใช่แค่ทุกสิ่งที่เราเขียนจะถูกบันทึก ทุกสิ่งที่เราทำก็จะถูกบันทึกด้วย นั่นหมายถึงอะไรครับ ความคิดอันบรรเจิดถ้ดไปจะเป็นอะไรเหรอครับ? ในฐานะนักสังคมศาสตร์ นี่คือสิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่สุด สิ่งที่ผมเคยฝันไว้ ตอนนี้ ผมสามารถดู ทุกคำที่ได้เคย, เป็นพันๆ ปีมาแล้ว, หายไป ผมสามารถดูทุกการโกหก ที่เมื่อก่อนหน้านี้ถูกกุขึ้นมาแล้วก็หายไปไร้ร่องรอย คุณคงจำกันได้เกี่ยวกับ การใช้หญ้าเทียมในการเขียนบทวิจารณ์ ที่เราได้คุยกันไว้ ใช่ครับ เมื่อคนพวกนี้ กุบทวิจารณ์จอมปลอมเหล่านี้ขี้นมา เขาก็ต้องเอาไปโพสต์ที่ใดที่หนึ่ง เพื่อเราจะได้เห็น
ผมจะยกตัวอย่างอีกการทดลองหนึ่งที่เราได้ทำ เพื่อศึกษาเกี่ยวกับภาษา เราจ้างคน เพื่อเขียนบทวิจารณ์หลอกๆ ขึ้นมา หนึ่งในนี้เป็นคำวิจารณ์ปลอม ที่ผู้เขียนไม่เคยไปพักที่โรงแรมเจมส์ อีกอันเป็นคำวิจารณ์จากคนที่เคยไปพักจริง หน้าที่ของคุณคือเลือก ว่าอันไหนเป็นอันปลอม ผมให้เวลาอ่านแป๊บหนึ่ง แต่ผมอยากให้ทุกคนยกมือนะครับ อย่าลืมนะครับ ผมศึกษาเรื่องการโกหกหลอกลวง ผมบอกได้ว่าคุณไม่ได้ยกมือ เอาหล่ะครับ ใครคิดว่า เอ เป็นของปลอมบ้าง ดีครับ ประมาณครึ่งหนึ่ง แล้วใครคิดว่า บี เป็นของปลอมครับ บี เยอะกว่าเล็กน้อย เยี่ยมมากครับ คำตอบคือ บี เป็นของปลอมครับ กลุ่มที่สองเก่งมาก ชนะกลุ่มแรกไปเลยครับ (หัวเราะ) คุณแปลกจากปกติเล็กน้อย ทุกครั้งที่เราลอง จะได้ประมาณครึ่งต่อครึ่ง ซึ่งตรงกับการวิจัย นั่นคือ 54% แต่สงสัยว่าคนที่ วินนีเพคนี้จะขี้ระแวง และก็ดูออกมากกว่า ต้องเป็นเพราะฤดูหนาวที่โหดร้ายที่นี่แน่ๆ เลย ผมชอบครับ
แล้วเราจะสนใจเรื่องนี้ทำไม สิ่งที่ผมสามารถทำร่วมกับเพื่อนร่วมงานจากวิทยาการคอมพิวเตอร์ได้ ก็คือ เราสามารสร้างอัลกอริทึมในการวิเคราะห์ ร่องรอยทางภาษาของการหลอกลวงได้ ผมขอเน้นตัวอย่างสักสองสามอันในที่นี้แล้วกัน ในคำวิจารร์ปลอม สิ่งแรกที่คนโกหกจะคิดเหมือนๆ กันก็คือ การเล่่าเรื่อง พวกเขาสร้างเรื่องขึ้นมา ใคร? เกิดอะไรขึ้น? ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เราเห็นตรงนี้ คนเขียนคำวิจารณ์ปลอมของเรา พูดถึงคนที่ไปพักด้วย สิ่งที่พวกเขาทำ เขาใช้สรรพนามขั้นที่หนึ่ง, ฉัน, มากกว่าคนที่ไปพักที่นั่นจริงๆ เขาเอาตัวเองเข้าไปในคำวิจารณ์โรงแรม เหมือนกับจะพยายามทำให้คุณเชื่อว่าพวกเขาได้อยู่ที่นั่นจริง ตรงกันข้ามกับคนที่เขียนคำวิจาร์ณที่ได้ไปพักที่โรงแรมจริง ร่างกายของเขาได้เข้าไปอยู่ในสถานที่แห่งนั้น เขาจึงพูดเกี่ยวกับข้อมูลของสถานที่มากกว่า เขาพูดถึงความกว้างของห้องน้ำ หรือไม่ก็ ความใกล้หรือไกลที่ท่องเที่ยวจากตัวโรงแรม
พวกคุณทำได้ดีมาก คนส่วนใหญ่เดาสุ่มเอา อัลกอริทึมบนคอมพิวเตอร์ของเราเที่ยงตรงมากๆ มากยิ่งกว่าที่มนุษย์สามารถทำได้ แต่ไม่ใช่วว่ามันจะถูกเสมอทุกสถานะการณ์ นี่ไม่ใช่เครื่องมือจับผิด ที่จะบอกได้ว่า แฟนคุณโกหกตอนที่เธอส่งข้อความมาหา เราเชื่อว่าการโกหก ทุกๆ ประเภท ไม่ว่าจะเป็น คำวิจารณ์โรงแรม รองเท้า แฟนโกหกตอนส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือ ล้วนแล้วแต่เป็นการโกหกที่แตกต่างกัน มันจะมี รูปแบบของภาษาที่แตกต่างกันไปด้วย แต่เพราะตอนนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างได้ถูกบันทึกไว้ เราสามารถศึกษาการโกหกหลากหลายประเภทเหล่านี้
อยากที่ผมบอกไว้ สำหรับนักสังคมศาสตร์ มันยอดมาก มันเป็นจุดเปลี่ยน เราจะสามารถเรียนรู้ เกี่ยวกับความคิดของมนุษย์ และการแสดงออก เกี่ยวกับความรัก และทัศนคติ ได้มากยิ่งขี้น เพราะปัจจุบัน ทุกสิ่งได้ถูกบันทึก แต่มันหมายความว่าอย่างไรกับประชาชนทั่วไป มันเกี่ยวข้องอย่างไรกับชีวิตเรา ลืมเรื่องการหลอกลวงไปก่อน หนึ่งในความคิดอันบรรเจิด ผมว่า มันคือการที่เราทิ้งร่องรอยเอาไว้มากมาย กล่องจดหมายออกในอีเมล์ของผมมันใหญ่มาก และผมก็ไม่เคยอ่านมัน ผมเขียนมันตลอดเวลา แต่ไม่เคยอ่านสิ่งที่บันทึกไว้ ไม่เคยอ่านร่องรอยของตัวเอง และผมคิดว่าเราจะเห็นมันมากขี้น ที่เราสามารถบอกได้ว่าเราเป็นใครโดยดูที่ สิ่งที่เราเขียน พูด หรือทำ
หวนกลับมาเรื่องการหลอกลวง เราได้ข้อคิดสองสามประเด็น อย่างแรก การโกหกบนอินเตอร์เน็ตนั้นอาจเป็นอันตรายได้ ใช่ไหมครับ ไม่เพียงแต่คุณทิ้งร่องรอยของตัวเองไว้บนเครื่อง แต่คุณทิ้งบันทึกไว้ให้คนที่คุณโกหกต่อเขา และคุณก็ทิ้งไว้ให้ผมวิเคราะห์ ด้วยอัลกอริทึมบนคอมพิวเตอร์ ดังนั้น ทำไปเลยครับ อย่าได้ยั้ง แต่เมื่อพูดถึงการโกหกและสิ่งที่เราอยากทำ เกี่ยวกับบชีวิตของเรา เราลองย้อนไปถึง ไดโอจีนส์และขงจื้อ เขาเป็นห่วงน้อยกว่าว่า จะโกหกหรือไม่ แต่เขาไตร่ตรองมากกว่าเกี่ยวกับ การซื่อสัตย์ต่อตัวเอง และนั่นคือสิ่งที่ผมคิดว่ามันสำคัญมาก เมื่อคุณจะพูดหรือทำอะไร เราสามารถคิดได้ว่า อยากจะให้สิ่งนั้นเป็นมรดกสืบทอด เป็นสิ่งที่คนรุ่นหลังรู้เกี่ยวกับตัวคุณเองหรือไม่ เพราะในยุคโลกาภิวัฒน์ ที่เราอยู่นี้ เป็นยุคแห่งการเชื่อมโยง เราทิ้งบันทึก และร่องรอยทุกอย่างไว้ ขอบคุณที่สละเวลามาในวันนี้ครับ และโชคดีเกี่ยวกับบทบันทึกของคุณ (ปรบมือ)
You can share this video by copying this HTML to your clipboard and pasting into your blog or web page. This video will play with subtitles.
You either have JavaScript turned off or have an old version of the Adobe Flash Player. To view this rating widget you
need to get the latest Flash player.
If your browser allows only "trusted sites" to execute Javascript, you should add the "googleapis.com" domain to your whitelist to allow our Flash detection to work properly.
Got an idea, question, or debate inspired by this talk? Start a TED Conversation.
ใครบ้างไม่เคยส่งข้อความว่า "กำลังจะถึงแล้ว" ในเมื่อมันไม่จริง หรือไม่ก็บิดเบนความจริงเล็กน้อยตอนใช้บริการหาคู่ทางอินเตอร์เน็ต แต่เจฟ แฮนคอกไม่เชื่อว่า สภาวะนิรนามบนอินเตอร์เน็ตทำให้ผู้คนซื่อสัตย์น้อยลง ในความเป็นจริงนั้น เขากล่าวว่า การสืบค้นและความถาวรของข้อมูลบนโลกอินเตอร์เน็ตอาจทำให้คนเรามือความซื่อสัตย์มากขึ้น
Jeff Hancock studies how we interact by email, text message and social media blips, seeking to understand how technology mediates communication. Full bio »
Translated into Thai by Wansuree Massagram
Reviewed by Ariya Leilani
Comments? Please email the translators above.
18:50 Posted: Oct 2011
Views 2,352,021 | Comments 414
16:23 Posted: Mar 2009
Views 1,251,488 | Comments 222
19:01 Posted: Jun 2010
Views 954,333 | Comments 826
Just follow the guidelines outlined under our Creative Commons license.
This comment will be attributed to . Not ? Sign Out.