ผมกำลังจะพูดถึงเรื่อง "งาน" ครับ โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า ทำไมคนเรา ถึงมีแนวโน้มทำงานให้เสร็จในที่ทำงานไม่ได้ ซึ่งก็เป็นปัญหาที่เราทุกคนมีเหมือนกัน ผมมาเริ่มพูดตั้งแต่ต้นเลยดีกว่า เรามีบริษัท องค์กรไม่แสวงกำไร และองค์กรการกุศล กลุ่มเหล่านี้ล้วน มีลูกจ้าง อาสาสมัคร หรืออะไรทำนองนี้ เจ้าขององค์กรเหล่านี้ต่างคาดหวังว่าบุคคลเหล่านี้ จะทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม ในความเห็นผมนะ อย่างน้อยๆ งานที่มอบหมายให้ควรจะออกมา ได้ดีในระดับหนึ่ง ทีนี้สิ่งที่องค์กรเหล่านี้ทำ คือตัดสินใจว่า พนักงานและอาสาสมัครทั้งหมดต้องมาอยู่รวมกันในที่ที่เดียว เพื่อทำงานที่ว่า ดังนั้นบริษัท หรือองค์กรการกุศล หรือองค์กรประเภทไหนก็ตาม ปกติพวกเขา คือยกเว้นว่าคุณจะทำงานในแอฟริกา ถ้าคุณโชคดีมากที่จะทำงานที่นั่น พวกเขาจะบังคับให้ลูกจ้างไปสำนักงานทุกวัน เลยเป็นเหตุให้บริษัทเหล่านี้ จัดการสร้างสำนักงาน ซื้อหรือทำสัญญาเช่าตึกต่างๆ ไม่ก็เช่าเพียงพื้นที่บางส่วน แล้วก็เติมเต็มไปด้วยสิ่งของต่่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะหนังสือ โต๊ะทำงาน เก้าอี้ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ อุปกรณ์เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต หรืออาจจะเป็นตู้เย็น หรืออะไรอีกหลายๆอย่าง เสร็จแล้วก็คาดหวังว่าพนักงานหรืออาสาสมัครของพวกเขา จะมาสถานที่นั้นๆทุกวัน เพื่อทำงานออกมาได้ยอดเยี่ยม ฟังดูเป็นข้อเรียกร้องที่มีเหตุมีผลเต็มเปี่ยม
อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณได้ลองถามคนเหล่านั้น หรือแม้แต่ตั้งคำถาม กับตัวคุณเองว่า เมื่อคุณต้องทำบางสิ่งให้เสร็จจริงๆ คุณอยากไปที่ไหน คุณจะพบว่าคำตอบของคนเหล่านี้ ไม่ได้เหมือนกับที่เจ้าขององค์กรทั้งหลายคิดไว้ ถ้าคุณถามพวกเขาว่า : "คุณต้องไปที่ไหน เวลาที่คุณต้องการทำสิ่งใดๆให้เสร็จ?" โดยทั่วไป คุณจะได้คำตอบหนึ่งในสามแบบ ดังนี้ แบบแรก คือประเภทของสถานที่หรือห้อง แบบที่สอง คือสิ่งใดๆที่เคลื่อนที่ได้ แบบที่สาม คือ ช่วงเวลาต่างๆ
ทีนี้มาดูตัวอย่างกัน เวลาที่ผมถามผู้คน ซึ่งผมถามคำถามนี้มาประมาณ 10 ปีแล้ว ผมถามว่า "คุณไปที่ไหนเวลาที่คุณต้องการทำอะไรให้เสร็จ?" ผมจะได้คำตอบจากคนกลุ่มหนึ่งว่า ระเบียง ดาดฟ้า ห้องครัว ห้องเสริมในบ้าน ห้องใต้ดิน ร้านกาแฟ ห้องสมุด แล้วก็มีคนอีกประเภทที่ตอบว่า ในรถไฟ เครื่องบิน รถยนต์ ยานพาหนะต่างๆ หรือประเภทสุดท้ายที่ตอบว่า "อืม... ที่จริงมันไม่สำคัญหรอกว่าผมอยู่ที่ไหน ขอแค่เป็นช่วงเช้าตรู่ หรือกลางดึก ไม่ก็เป็นเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ก็โอเคแล้ว" คุณแทบจะไม่ได้ยินใครตอบว่า อยากทำงานให้เสร็จที่ "สำนักงาน" แต่แล้วธุรกิจก็หมดเงินไปมากมายกับสถานที่ที่เรียกว่า "สำนักงาน" ที่ๆทุกคนถูกบังคับให้ไปตลอดเวลา ทั้งๆที่พวกเขาก็ไม่ได้ทำงานในสำนักงาน
นี่มันเรื่องอะไรกัน? ทำไมถึงเป็นแบบนี้? ทำไมถึงเกิดเรื่องนี้ขึ้น? ยิ่งผมขุดเรื่องนี้ลึกเท่าไหร่ ก็ยิ่งพบว่าผู้คน ขอบอกว่านี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง การที่ผู้คนไปทำงาน จริงๆแล้ว ก็เพื่อเอา "วันทำงาน" ไปแลกกับ "ชั่วขณะการทำงาน" ที่ติดกันเป็นช่วงๆ นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในที่ทำงาน คุณไม่ได้มี "วันทำงาน" เต็มๆ มีแต่ "ชั่วขณะ" การทำงาน ราวกับว่าประตูเข้าสำนักงานคือปากทางเข้าเครื่องบด เมื่อคุณเดินเข้าไป 1 วันของคุณก็ถูกหั่นออกเป็นเสี่ยงๆ มี 15 นาทีสำหรับตรงนี้ อีก 30 สำหรับตรงนั้น เสร็จแล้วก็มีอะไรมาขัดจังหวะ คุณถูกดึงออกจากงาน แล้วก็ต้องไปทำอะไรอย่างอื่น เหลือ 20 นาที แล้วต่อด้วยพักเที่ยง พักเสร็จก็มีอย่างอื่นที่ต้องทำ เสร็จแล้วก็ไปทำงานต่ออีก 15 นาที แล้วก็มีคนดึงตัวไปถามคำถาม เผลอแป๊ปเดียว ก็ 5 โมงเย็นแล้ว เมื่อคุณทบทวนการใช้เวลาวันนี้ ก็เพิ่งมารู้ตัวว่ายังทำอะไรไม่เสร็จสักอย่าง พวกเราทุกคนมีประสบการณ์แบบนี้กันทั้งนั้น เราอาจจะเพิ่งเจอสดๆ ร้อนๆ เมื่อวานนี้ หรือวานซืน หรือวันก่อนหน้านั้น คุณมองย้อนกลับไปแล้วบ่นกับตัวเองว่า "เซ็งจริง...วันนี้ทำอะไรไม่เสร็จเลย" ผมเคยอยู่ที่ทำงาน นั่งอยู่ที่โต๊ะ ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ราคาแพง ใช้ซอฟต์แวร์ที่บริษัทบอกให้ผมใช้ เข้าประชุมตามที่เจ้านายสั่ง ผมประชุมผ่านโทรศัพท์ทางไกล ผมทำเรื่องพวกนี้มาหมดแล้ว ในขณะที่ผมไม่ได้ทำอะไรเสร็จเป็นชิ้นเป็นอันเลย ผมแค่ทำสิ่งที่ต้องทำ แต่ทำงานที่มีความหมายจริงๆ ไม่เสร็จเลย
ทีนี้ สิ่งที่คุณจะพบ โดยเฉพาะสำหรับคนที่มีหัวคิดสร้างสรรค์ นักออกแบบ นักเขียนโปรแกรม นักเขียน วิศวกร หรือนักคิด ก็คือคนเหล่านี้ต้องการ ช่วงเวลานานๆที่ไม่มีอะไรมาขัดจังหวะ เพื่อทำงานให้เสร็จสมบูรณ์ เป็นไปไม่ได้ที่คุณขอจะให้ใครสร้างสรรค์ความคิดภายใน 15 นาที เพราะเวลาแค่นั้นไม่พอให้คิดจริงจังเกี่ยวกับปัญหาด้วยซ้ำ จริงอยู่ คุณอาจจะมีวาบความคิด แต่การที่จะครุ่นคิดอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับปัญหา และมองมันอย่างรอบคอบจริงๆ คุณต้องใช้ช่วงเวลายาวๆ ที่ไม่มีอะไรมารบกวน ถึงแม้ว่าวันทำงานปกติต่อวันมีแปดชั่วโมง ในที่นี้ มีใครบ้างครับที่มีเวลาแปดชั่วโมงเป็นของตัวเองในที่ทำงาน? เจ็ดชั่วโมงมีไหมครับ? หก? ห้า? สี่? ครั้งสุดท้ายที่คุณมีเวลาสามชั่วโมงเป็นของตัวเองที่ทำงานคือเมื่อไหร่? สองชั่วโมง? บางทีคุณอาจมีแค่ชั่วโมงเดียว มีคนจำนวนน้อยมากๆ ที่จะมี ช่วงเวลายาวๆ ที่ไม่ถูกขัดจังหวะในที่ทำงาน นี่คือเหตุผลที่ผู้คนเลือกที่จะทำงานที่บ้าน หรือพวกเขาอาจเลือกไปสำนักงานก็ได้ แต่จะต้องไปถึงตั้งแต่ตอนเช้ามืด หรือดึกดื่น ตอนที่ไม่มีใึครอยู่ หรือทำงานต่อหลังจากที่ทุกคนกลับไปแล้ว หรือไปทำงานวันหยุดสุดสัปดาห์ ไม่ก็ทำงานบนเครื่องบิน ทำงานเสร็จในรถ หรือบนรถไฟ เพราะไม่มีใครมาทำให้เสียสมาธิ
ปัจจุบันสิ่งที่เบี่ยงเบนความสนใจมีหลายประเภท ซึ่งที่ผมกำลังจะพูดต่อไปนี้ ยังไม่ใช่ประเภทที่แย่มากๆ กิจกรรมทำนองนี้ ที่เรามีเวลาเพียงช่วงสั้นๆ ที่จะทำอะไรให้เสร็จ ทำให้ผมนึกถึงกิจกรรมอีกอย่างหนึ่ง ที่จะไม่ได้มีผลถ้าเพียงคุณถูกรบกวน นั่นคือ "การนอน" ผมคิดว่า การนอนกับการทำงานนั้นใกล้เคียงกันมาก ไม่ใช่เพราะว่าคุณทำงานตอนหลับได้ หรือหลับตอนทำงานได้ ไม่ใช่อย่างงั้นนะครับ ผมกำลังพูดถึงข้อเท็จจริงที่ว่า การนอนกับการทำงานนั้น เป็นกิจกรรมที่ต้องใช้ห้วงเวลา หรือช่วงเวลาเป็นหลัก การนอนหลับเป็นเรื่องของช่วงหรือระยะเวลา อาจเรียกไม่เหมือนกัน นั่นคือ ช่วงการนอนมีห้าช่วง การจะไปให้ถึงระยะที่หลับลึกที่สุด ระยะที่มีประโยชน์จริงๆ คุณก็จะต้องผ่านช่วงแรกๆ ไปให้ได้ก่อน ถ้าคุณถูกขัดจังหวะในขณะที่กำลังอยู่ในระยะแรกๆ สมมติถ้ามีใครกลิ้งมาโดนคุณตอนนอน หรือมีเสียงรบกวน หรืออะไรก็ตามแต่ คุณจะหลับต่อจากจุดเดิมไม่ได้
ถ้าคุณถูกขัดจังหวะจนตื่น คุณก็จะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ ถอยไปหลายช่วงและเริ่มต้นใหม่ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ บางทีคุณเจอเหตุการณ์แบบนี้ แล้วตื่นเช้ามาตอน 7-8 โมง หรือสายกว่านั้น แล้วรู้สึกว่า "โหย...เมื่อคืนนอนไม่เต็มอิ่มเลย" ฉันพยายามหลับ พยายามข่มตานอน แต่ไม่ได้นอนหลับจริงๆ เราใช้คำว่า ไปหลับ แต่เราไม่ได้หลับในทันที เรากำลังเดินทางไปยังจุดนั้น การหลับต้องใช้เวลา คุณต้องผ่านช่วงต่างๆ และถ้าคุณถูกขัดจังหวะ คุณก็จะนอนไม่พอ ทีนี้เราจะคาดหวังอะไรได้ มีใครไหมครับที่คิดว่าคนที่ถูกขัดจังหวะ ตลอดทั้งคืนจะหลับดีได้? มีมั้ยครับ? ผมไม่คิดว่าใครจะตอบว่า "ได้" ใช่มั้ยครับ แล้วทำไมเราถึงไปคาดหวังว่าคนที่ถูกขัดจังหวะ ตลอดทั้งวันในที่ทำงานจะทำงานออกมาได้ดี? เราจะคาดหวังให้คนทำงานของตัวเองได้อย่างไร ถ้าพวกเขาไปสำนักงานเพื่อถูกขัดจังหวะ? ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ค่อยมีเหตุมีผลเลย
ทีนี้ มีการขัดจังหวะแบบไหนบ้างที่เกิดขึ้นในที่ทำงาน แต่ไม่เกิดที่อื่น? เพราะที่อื่น สิ่งที่สามารถก่อกวนคุณจะเป็นพวก ทีวีที่เปิดอยู่ การทีี่คุณอยากออกไปเดินเล่น หรือการมีตู้เย็นอยู่ชั้นล่าง อยากนอนบนโซฟานุ่มๆ หรืออะไรก็ตามที่คุณอยากทำ และถ้าคุณได้คุยเรื่องนี้กับผู้จัดการบางคน พวกเขาจะบอกว่าเหตุผลที่ไม่อยากให้พนักงานทำงานที่บ้าน ก็เพราะกลัวสิ่งขัดจังหวะเหล่านี้ หรือบางที พวกเขาอาจจะแย้งว่า "แหม...ถ้าผมมองไม่เห็นพนักงาน ผมจะรู้ได้ยังไงว่าพวกเขาทำงานอยู่?" ซึ่งแน่นอนครับว่าไร้สาระ แต่นี่คือข้ออ้างข้อหนึ่งที่ผู้จัดการเขาใช้กัน ผมก็เป็นหนึ่งในผู้จัดการแบบนั้นเหมือนกัน ผมเข้าใจดี ผมเข้าใจหัวอกผู้จัดการ พวกเราทุกคนต้องปรับปรุงเหตุการณ์แบบนี้ แต่ผู้จัดการมักจะยกสิ่งขัดจังหวะเป็นข้ออ้าง "ผมปล่อยให้ลูกจ้างทำงานที่บ้านไม่ได้หรอก ไม่งั้น พวกเขาคงจะดูทีวี หรือทำอย่างอื่นไปด้วย" แต่เอาเข้าจริง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ขัดจังหวะเราหรอก เพราะมันเป็นสิ่งที่พวกเรา "สมัครใจ" ให้ขัดจังหวะ คุณตัดสินใจเอาเองว่าจะอยากให้ทีวีขัดจังหวะตอนไหน ตัดสินใจเองว่าจะเปิดอะไรเมื่อไหร่ ตัดสินใจว่าจะลงไปข้างล่างหรือไปเดินเล่นกี่โมง แต่ที่ทำงาน สิ่งที่ขัดจังหวะและเบี่ยงเบนความสนใจส่วนใหญ่ ตัวการที่ทำให้คนทำงานไม่เสร็จจริงๆ ล้วนไม่ได้เกิดขึ้นโดยสมัครใจ ลองมาดูตัวอย่างสองสามเรื่องกันนะครับ
เรื่องแรก ผู้จัดการและเจ้านายทั้งหลาย มักจะทำให้คุณเชื่อว่าสิ่งที่ขัดจังหวะจริงๆ ณ ที่ทำงาน คือ การเล่นเฟซบุค ทวิตเตอร์ วีดีโอยูทูป และเว็บไซต์อื่นๆ ซึ่งพวกเขาลงมือจัดการเป็นเรื่องเป็นราว ถึงขนาดสั่งแบนเว็บเหล่านี้ในสำนักงาน พวกคุณบางคนอาจทำงานในองค์กรที่เข้าเว็บเหล่านี้ไม่ได้ โทษนะ เราอยู่เมืองจีนกันเหรอครับ? เป็นบ้าอะไรกันนี่? คุณเข้าเว็บไซต์ที่ทำงานไม่ได้ และนั่นถูกมองว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้คนทำงานไม่เสร็จเหรอ? เพราะพวกเขาเล่นเฟซบุคกับทวิตเตอร์เนี่ยนะ? ค่อนข้างไร้สาระนะครับ พวกนี้จริงๆเป็นแค่นกต่อเท่านั้น ทุกวันนี้เฟซบุค ทวิตเตอร์ และยูทูบ เปรียบได้กับการพักสูบบุหรี่สมัยใหม่ ถ้าเป็นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ไม่มีใครสนใจเรื่องพนักงาน ขอพัก 15 นาทีเพื่อไปสูบบุหรี่หรอก แล้วทำไมเราถึงต้องใส่ใจล่ะครับว่ามีใครเข้าใช้เฟซบุค เล่นทวิตเตอร์ หรือดูวีดีโอยูทูบเป็นระยะๆ พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาที่แท้จริงในสำนักงาน
ปัญหาที่แท้จริงคือสิ่งที่ผมเรียกว่า ปัญหาเอ็มแอนด์เอ็ม นั่นก็คือ ผู้จัดการ (แมเนเจอร์) และการประชุม (มีตติ้ง) สองอย่างนี้ต่างหากที่เป็นปัญหาที่แท้จริงในสำนักงานสมัยนี้ เป็นตัวการหลักที่ทำให้ผู้คนทำงานไม่เสร็จในที่ทำงาน ทั้งหมดก็คือ เอ็มแอนด์เอ็มเนี่ยแหละ ที่น่าสนใจคือ ถ้าคุณฟังที่หลายๆคนพูดถึงสถานที่ที่ทำงานๆได้ดี อย่างที่บ้าน ในรถ หรือบนเครื่องบิน กลางดึก หรือเช้ามืด จะเห็นได้ว่า เหล่านั้นคือที่ที่ไม่มีผู้จัดการ และไม่มีการประชุม มีสิ่งที่สามารถขัดจังหวะหลายอย่าง แต่ไม่มีผู้จัดการและการประชุม ฉะนั้น สองสิ่งนี้คือสิ่งที่คุณไม่พบเจอที่ไหนเลย เว้นแต่ในที่ทำงาน ที่จริงผู้จัดการคือคนที่ มีหน้าที่ขัดจังหวะลูกน้อง การขัดจังหวะผู้อื่นคืองานหลักของผู้จัดการ พวกเขาไม่ได้ลงมือทำงานเอง ฉะนั้นพวกเขาจึงต้องมั่นใจให้ได้ว่าคนอื่นกำลังทำงาน นั่นก็คือ การเข้าไปขัดจังหวะ ตอนนี้โลกเราก็มีผู้จัดการเยอะมาก และผู้คนก็เยอะมากเช่นกัน มีการขัดจังหวะเกิดขึ้นเยอะมากในโลกเพราะผู้จัดการพวกนี้ พวกเขาต้องคอยมาถามว่า "ว่าไง เป็นยังไงบ้าง? ขอดูหน่อยว่าทำถึงไหนแล้ว" และอื่นๆ ทำนองนี้ พวกเขาชอบขัดคุณในจังหวะที่ผิด พวกเขาก็จะมาขัดจังหวะเวลาที่คุณกำลังพยายามทำอะไรสักอย่าง ที่พวกเขาจ้างคุณทำ
ค่อนข้างแย่นะครับ แต่ที่แย่กว่านั้นอีกคือ สิ่งที่ผู้จัดการทำมาตลอด นั่นคือ การเรียกประชุม การประชุมเป็นของมีพิษ ของที่แย่มากและปล่อยพิษ ระหว่างวันทำงาน เราทุกคนรู้ว่านี่คือเรื่องจริง ไม่มีวันหรอกที่คุณจะเห็นพนักงานเรียกประชุมด่วน พนักงานไม่ได้มีอำนาจนั้น ผู้จัดการคือคนที่เรียก เพื่อให้พนักงานมารวมตัวกัน และสิ่งที่ขัดจังหวะคนที่ทำงานอยู่อย่างรุนแรง คือการประกาศว่า "เอาล่ะ เรียกคนมาให้ครบ 10 คน เพื่อประชุมกันเดี๋ยวนี้... ผมไม่สนใจว่าพวกคุณกำลังทำอะไรอยู่ แต่คุณต้องหยุดสิ่งที่คุณกำลังทำ เราจะได้ประชุมหารือกัน" มีแนวโน้มแค่ไหนครับว่าคน 10 คนนั้นพร้อมแล้วที่จะหยุด? ถ้าหากพวกเขากำลังคิดเรื่องที่สำคัญจริงๆ อยู่ล่ะ? หรือกำลังทำงานที่สำคัญอยู่ล่ะ? อยู่ๆ คุณก็บอกพวกเขาว่าต้องหยุดทำทันที เพื่อไปทำอย่างอื่น ไปรวมตัวกันที่ห้องประชุม คุยเรื่องอะไรก็ตาม ที่ไม่ค่อยสลักสำคัญเท่าไหร่ เพราะการประชุมไม่ใช่งานที่ทำอยู่ การประชุมคือการพูดคุยเรื่องที่คุณควรจะทำหลังจากนั้น
อีกทั้ง การประชุมมักจะเป็นต้นธาร ของการประชุมอื่นๆ ที่จะตามมา และมักจะก่อให้เกิดการประชุมต่อไปไม่รู้จบ จำนวนคนที่มาร่วมประชุมมักจะมากเกินจำเป็น และการประชุมก็มีค่าใช้จ่ายสูงมากสำหรับองค์กร บริษัทต่างๆ มักจะคิดว่าการประชุมหนึ่งชั่วโมงก็คือการประชุมหนึ่งชั่วโมง แต่ความจริงไม่ใช่ เว้นเสียแต่ว่ามีผู้เข้าร่วมประชุมเพียงคนเดียว ถ้ามีคน 10 คนในที่ประชุม มันก็จะเป็นการประชุม 10 ชั่วโมง ไม่ใช่หนึ่งชั่วโมง นั่นคือ 10 ชั่วโมงของผลิตภาพที่ถูกดึงออกไปจากองค์กร เพื่อมาประชุมหนึ่งชั่วโมงนี่ ซึ่งน่าจะใช้คนสองสามคนก็พอ คุยกันไม่กี่นาที แต่ไม่ มันกลายเป็นการประชุมที่ต้องนัดหมาย เพราะการนัดประชุมทำงานแบบเดียวกันกับซอฟต์แวร์ คือมีช่วงเวลา 15 นาที 30 นาที หรือ 1 ชั่วโมง คุณไม่นัดประชุมยาว 8 ชั่วโมงในโปรแกรมเอาท์ลุค คุณทำไม่ได้ ผมไม่รู้ว่ามันให้คุณทำหรือเปล่า คุณนัดทีละ 15 นาที 30 นาที 45 นาที หรือ 1 ชั่วโมงได้ แล้วเราก็มักจะประชุมให้เต็มช่วงเวลาเหล่านั้น ถึงแม้ว่าการสนทนาควรจะจบเร็วกว่าก็ตาม
คงเห็นแล้วนะครับว่าการประชุมกับผู้จัดการเป็นปัญหาใหญ่ในโลกธุรกิจทุกวันนี้ โดยเฉพาะในที่ทำงาน นอกสำนักงานไม่มีสองอย่างนี้หรอกครับ ผมก็เลยมีข้อเสนอบางประการ ที่จะแก้ไขสถานการณ์นี้ สิ่งที่ผู้จัดการทำได้ -- หวังว่าจะเป็นผู้จัดการทีปราดเปรื่องหน่อย -- สิ่งที่พวกเขาทำได้เพื่อปรับที่ทำงานให้เป็นที่ที่พนักงานทำงานได้ดีขึ้น ไม่ใช่เป็นที่สุดท้ายที่พนักงานเลือก แต่เป็นที่แรก ทำอะไรได้บ้างเพื่อให้คนเริ่มพูดว่า "เวลาที่ฉันอยากทำอะไรๆ ให้เสร็จ ฉันจะเข้าไปที่สำนักงาน" เพราะที่ทำงานมีอุปกรณ์ครบครัน ควรมีทุกอย่างให้พวกเขาทำงานได้ แต่ตอนนี้พวกเขาไม่อยากไปที่ทำงาน ฉะนั้นเราจะทำยังไงดี? ผมมีข้อเสนอสามประการที่อยากแลกเปลี่ยนครับ ผมมีเวลาเหลือประมาณ 3 นาที ก็น่าจะพอดี
เราทุกคนเคยได้ยินเรื่องวันศุกร์ชิลๆ คือให้คนแต่งตัวตามสบาย ผมไม่รู้ว่ายังมีคนทำแบบนี้อยู่หรือเปล่า ทำไมไม่ลอง "วันพฤหัสไม่พูด" ดูล่ะครับ คือสมมติว่า ลองเลือกวันพฤหัสขึ้นมาหนึ่งวัน แค่เดือนละวัน ครึ่งวันก็ได้ สมมติว่าเอาแค่ช่วงบ่ายก็พอ -- ผมจะอธิบายง่ายๆ แค่ช่วงบ่ายของวันพฤหัสหนึ่งวัน บ่ายวันพฤหัสแรกของเดือน ทุกคนในที่ทำงานต้องไม่คุยกัน มีแต่ความเงียบเท่านั้น สิ่งที่คุณจะพบก็คือ พวกเขาจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิผล เมื่อไม่มีใครคุยกัน นี่คือเวลาที่ทำให้คนทำงานเสร็จจริงๆ เวลาที่ไม่มีใครรบกวน ไม่มีใครมาขัดจังหวะ และถ้าคุณให้สิ่งนี้ได้ -- ให้เวลา 4 ชั่วโมงติดกันที่ไม่มีการขัดจังหวะ มันก็จะเป็นของขวัญที่ดีที่สุดที่คุณให้คนที่ทำงานได้ ดีกว่าให้คอมพิวเตอร์อีกครับ ดีกว่าจอใหม่ ดีกว่าซอฟต์แวร์ตัวใหม่ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ปกติคนใช้กัน การให้เวลา 4 ชั่วโมงแห่งความเงียบสงบที่ทำงาน เป็นสิ่งที่จะมีมูลค่าสูงอย่างเหลือเชื่อ ถ้าคุณลองทำแบบนี้ดู ผมคิดว่าคุณจะเห็นด้วยกับผม และบางที ถ้าคุณทำแบบนี้ได้บ่อยๆ อาจจะเป็นทุกๆสองสัปดาห์ ทุกสัปดาห์ หรือสัปดาห์ละครั้ง ให้เป็นช่วงบ่ายที่ไม่มีใครพูดกับใครเลย คุณจะพบว่ามันใช้ได้ผลจริงๆ
อีกอย่างหนึ่งที่คุณสามารถลองได้ ก็คือเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสาร จากการสื่อสารและประสานงานเชิงรุก คือพวกที่ต้องมาเจอหน้ากัน การสะกิดคน ทักทายคน นัดประชุม ลองเปลี่ยนเรื่องพวกนี้มาเป็นการสื่อสารเชิงตั้งรับดู นั่นคือการส่งอีเมลและเมสเสจ หรือผลิตภัณฑ์ที่ให้ทำงานด้วยกัน ของแบบนี้ บางคนอาจบอกว่าอีเมลทำให้เสียสมาธิมากๆ และเมสเสจแบบไอเอ็มก็รบกวนสมาธิ โปรแกรมพวกนี้ทำให้เสียสมาธิสุดๆ แต่อย่าลืมว่ามันจะขัดจังหวะได้ เฉพาะในเวลาที่คุณเลือกเอง คุณปิดโปรแกรมอีเมลได้ แค่คุณปิดเจ้านายคุณไม่ได้ คุณออกจากไอเอ็มได้ คุณซ่อนสถานะผู้จัดการคุณไม่ได้ คุณออกจากของเหล่านี้ได้ เลือกเองได้ว่าจะโดนขัดจังหวะตอนไหนและเมื่อไหร่ เมื่อไหร่ที่คุณว่าง เมื่อไหร่ที่พร้อมทำงานใหม่ เพราะงานก็เหมือนกับการนอนหลับ คือมันเกิดขึ้นเป็นช่วงๆ ดังนั้นคุณจะมุ่งมั่นมีสมาธิกับงาน แล้วก็ค่อยๆ ปล่อยผ่านอารมณ์นั้นไป ณ จุดๆหนึ่ง คุณอาจจะอยากเช็คอีเมล หรือไอเอ็ม มีไม่กี่เรื่องหรอกครับ ที่จะเร่งด่วนจริงๆ ขนาดที่้ต้องจัดการทันทีหรือต้องตอบเมลในวินาทีนี้ ดังนั้นถ้าผู้จัดการของคุณ เริ่มส่งเสริมให้หนักงานใช้ไอเอ็มหรืออีเมล และสิ่งอื่นๆ ที่สามารถปิดกันเอง พวกเขาก็จะแวะมาคุยกับคุณตามตารางของเขาได้
ข้อเสนอข้อสุดท้ายของผมคือ ถ้าคุณกำลังจะต้องไปประชุม ถ้าคุณมีอำนาจพอ ก็ยกเลิกไปเถอะครับ ประชุมที่ว่านี่ วันนี้เป็นวันศุกร์ -- ปกติแล้ว บริษัทจะนัดประชุมในวันจันทร์ อย่ามีมันเลยครับ ผมไม่ได้แนะให้เลื่อนมันไปเฉยๆ ผมหมายความว่าให้ลบมันออกจากความจำของคุณ แล้วคุณจะพบว่า ทุกอย่างยังดำเนินไปได้ด้วยดี การหารือหรือการตัดสินใจทั้งหมดที่คุณคิดว่าต้องทำ ณ เวลา 9.00 น. ของวันจันทร์ ลืมทั้งหมดนั้นไปเลยครับ และสิ่งต่างๆ จะยังโอเค เพราะผู้คนจะมีช่วงเช้าที่เป็นอิสระกว่าเดิม คิดอะไรๆ ได้ และคุณจะพบว่าบางที ทุกอย่างที่คุณคิดว่าคุณต้องทำ คุณไม่ได้ต้องทำจริงๆ หรอก
และทั้งหมดนั้นก็เป็นข้อเสนอสามข้อที่ผมอยากมอบให้กับทุกท่าน ขอให้ลองเอาไปคิดดู ผมหวังว่าความคิดบางอย่าง จะมีอิทธิพลพอที่จะกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สำหรับผู้จัดการ เจ้านาย เจ้าของธุรกิจ ออร์แกไนเซอร์ และคนที่มีหน้าที่บริหารจัดการบุคคล คิดที่จะให้พวกเขาปล่อยวางบ้าง ปล่อยให้คนอื่นมีเวลาที่จะทำงานให้เสร็จ ผมคิดว่าทั้งหมดนี้จะคุ้มค่าในที่สุด
You can share this video by copying this HTML to your clipboard and pasting into your blog or web page. This video will play with subtitles.
You either have JavaScript turned off or have an old version of the Adobe Flash Player. To view this rating widget you
need to get the latest Flash player.
If your browser allows only "trusted sites" to execute Javascript, you should add the "googleapis.com" domain to your whitelist to allow our Flash detection to work properly.
Got an idea, question, or debate inspired by this talk? Start a TED Conversation.
เจสัน ฟรายด์ มีทฤษฎีสุดขั้วเกี่ยวกับการทำงาน - ที่ทำงานไม่ใช่สถานที่ที่เหมาะสมสำหรัีบการทำงาน ใน TEDxMidwest เขาชี้ให้เห็นถึงปัญหาหลัก(ปัญหา เอ็มแอนด์เอ็ม) และสามข้อเสนอว่างานจะเป็นงานได้อย่างไร
Jason Fried thinks deeply about collaboration, productivity and the nature of work. He's the co-founder of 37signals, makers of Basecamp and other web-based collaboration tools, and co-author of "Rework." Full bio »
Translated into Thai by Sarinee Achavanuntakul
Reviewed by Phatra Sae-ting
Comments? Please email the translators above.
08:00 Posted: Feb 2009
Views 682,545 | Comments 101
06:51 Posted: Apr 2010
Views 1,306,611 | Comments 149
Just follow the guidelines outlined under our Creative Commons license.
This comment will be attributed to . Not ? Sign Out.