New talks are released daily. Be the first to know!
You either have JavaScript turned off or have an old version of the Adobe Flash Player. To view this video you
need to get the latest Flash player.
If you are on a mobile device, you may be able to download the video to play.
If your browser allows only "trusted sites" to execute Javascript, you should add the "googleapis.com" domain to your whitelist to allow our Flash detection to work properly.
TED Conversations
Got an idea, question, or debate inspired by this talk? Start a TED Conversation, or join one of these:
-
Does capitalism continue to serve the needs of people?
Started by Kat Haber 125 Comments -
How do we create meaningful yet affordable changes to prepare our students for future collaboration with those in China, India, etc.?
Started by Erik Richardson 44 Comments -
How should India combat terrorism (both religious fundamentalist and social as in naxals) and concentrate on growth?
Started by Gurudatha Pai 7 Comments -
America: Headed toward the right/wrong direction?
Started by Christian Martinez 13 Comments
Interactive Transcript
Click on any phrase to play the video from that point.
กาลครั้งหนึ่ง ในวัย 24 ปี ผมเป็นนักศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยแพทย์เซนต์จอห์น ในบังกะลอร์ ผมเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนเป็นเวลา 1 เดือน ในวิชาสาธารณสุข และมันได้เปลี่ยนความคิดผมไปตลอดกาล วิชานั้นเป็นวิชาที่ดี แต่ไม่ใช่เพราะเนื้อหาวิชา ที่เปลี่ยนความคิดผม ผมได้รับรู้ถึงความจริงที่โหดร้าย ในเช้าวันแรก ว่านักเรียนชาวอินเดียเก่งกว่าผม
คุณคงพอจะเข้าใจนะครับ ผมเคยเป็นเด็กบ้าเรียน รักวิชาสถิติตั้งแต่เด็ก และเรียนอย่างหนักที่ประเทศสวีเดน ผมเคยเป็นนักเรียนที่เรียนดีในทุกวิชา แต่ที่เซนต์จอห์น ผมกลับอยู่กลุ่มท้ายแถว และความเป็นจริงก็คือ นักเรียนในอินเดีย ขยันเรียนกว่านักเรียนในสวีเดน พวกเขาอ่านหนังสือสองรอบ หรือสาม หรือสี่รอบ ในสวีเดน เราอ่านแค่รอบเดียว แล้วก็ออกไปสังสรรค์
และสิ่งนั้น สำหรับผม ประสบการณ์นั้น คือครั้งแรกในชีวิต ที่ความคิดที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ถูกเปลี่ยน ผมรับรู้ว่าบางที โลกตะวันตกอาจจะไม่ ยิ่งใหญ่ตลอดไป และผมคิดว่าพวกคุณหลายคนคงเคยมีประสบการณ์แบบเดียวกัน มันเป็นการรับรู้จากการได้พบใครสักคน ที่ทำให้โลกที่คุณมองเห็นเปลี่ยนไป มันไม่ใช่สถิติ แม้ว่าผมจะให้มันดูตลกแบบนั้น
และในตอนนี้ ณ ที่นี่ บนเวทีแห่งนี้ ผมจะพยายามทำนายว่าเมื่อใด ที่เอเชียจะกลับมา ทวงความยิ่งใหญ่ ในฐานะผู้นำโลก เหมือนที่เคยเป็น เมื่อหลายพันปีมาแล้ว ผมจะทำ โดยจะพยายามทำนายอย่างแม่นยำ ว่าในปีใด ที่รายได้เฉลี่ยต่อคน ในอินเดีย และจีน จะเทียบเท่ากับโลกตะวันตก ผมไม่ได้หมายถึงเศรฐกิจทั้งระบบ เพราะการขยายขนาดเศรษฐกิจ ของอินเดีย ไปสู่ขนาดของประเทศอังกฤษ มันเป็นเรื่องจิบจ้อย ด้วยจำนวนคนหนึ่งพันล้านคน แต่ที่ผมต้องการจะรู้ คือเมื่อใดที่รายได้เฉลี่ยที่เป็นตัวเงิน ของแต่ละคน ต่อหนึ่งเดือน ในอินเดีย และจีน จะเท่ากับของอังกฤษ และสหรัฐอเมริกา
แต่ผมจะเริ่มด้วยการแสดงถึงประวัติศาสตร์ อย่างที่คุณเห็นบนแผนภูมิของผม ถ้ามันอยู่บนนั้น ผมจะเริ่มที่ปี 1858 ปี 1858 เป็นปีแห่งความก้าวหน้า ทางเทคโนโลยีในโลกตะวันตก ในเป็นปีที่สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย สามารถสื่อสาร กับประธานาธิบดีบูแคนัน เป็นครั้งแรก ผ่านสายโทรเลขที่เชื่อมข้ามมหาสมุทรแอทแลนติก และนั่นเป็นการใช้ "ทวิตเตอร์" ข้ามมหาสมุทรแอทแลนติกเป็นครั้งแรก (เสียงหัวเราะ) (เสียงปรบมือ) หลังจากค้นหาด้วยกูเกิล และอินเตอร์เนทที่ยอดเยี่ยมนี้ ผมเจอข้อความบนโทรเลข ที่ตอบกลับจากโดยประธานาธิบดีบูแคนัน ไปยังพระราชินีวิคตอเรีย เขาลงท้ายไว้ว่า "โทรเลขฉบับนี้ เป็นเครื่องมือมหัศจรรย์ ที่จะแพร่กระจายศาสนา ความศิวิไลซ์ เสรีภาพ และกฎเกณฑ์ต่างๆทั่วโลก"
เป็นข้อความที่ดี แต่ผมเกิดความสงสัยเล็กน้อย กับความหมายของเสรีภาพ มันเป็นเสรีภาพของใคร และเราจะได้เห็น เมื่อเรามองโลกในปี 1858 ให้กว้างไกลขึ้น เพราะในปี 1858 เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลง ครั้งประวัติศาสตร์ของทวีปเอเชีย และยังเป็นปี ที่การลุกขึ้นต่อต้านอย่างกล้าหาญ ต่อการเข้ามาของชาวต่างชาติในประเทศอินเดีย ถูกปราบปรามโดยกองกำลังจากประเทศอังกฤษ และอินเดียก็ถูกปกครองโดยต่อไปอีก 89 ปี
ปี 1858 ในจีน เป็นปีที่กองกำลังของประเทศอังกฤษได้รับชัยชนะในสงครามฝิ่น ซึ่งชาวต่างชาติ ตามระบุไว้ในสนธิสัญญา สามารถค้าขายในประเทศจีนได้อย่างเสรี โดยใช้ฝิ่นเป็นตัวกลางในการซื้อสินค้าจีน
ปี 1858 ในประเทศญี่ปุ่น เป็นปีที่ประเทศญี่ปุ่นจำยอมต้องลงนามในสนธิสัญญาแฮร์ริส และยอมรับการค้าขายบนเงื่อนไขที่เอื้อประโยชน์ให้กับสหรัฐฯ ซึ่งพวกเขาถูกขู่เข็ญ ด้วยเรือดำ ที่เทียบท่าอยู่ในอ่าวโตเกียวในปีก่อนหน้า แต่กรณีของประเทศญี่ปุ่น แตกต่างกับประเทศอินเดีย และประเทษจีนตรงที่ พวกเขายังรักษาอำนาจอธิปไตยเอาไว้ได้
มาดูกันว่ามันทำให้เกิดความแตกต่างได้มากแค่ไหน ผมจะแสดงให้คุณดูด้วยการนำวงกลมเหล่านี้ มาใส่ในแผนภูมิแกปไมเดอร์์นี้ โดยแต่ละวงแทนประเทศต่างๆ ขนาดของวงกลมแสดงถึงจำนวนประชากร บนแกนนี้ ผมกำหนดให้เป็นรายได้ต่อคนในหน่วยดอลล่าร์ ส่วนแกนนี้ ผมกำหนดให้เป็นช่วงอายุของชีวิต หรือสุขภาพของประชาชน นอกจากนั้นผมยังมีนวัตกรรมใหม่ ผมได้แปลงตัวชี้เลเซอร์ ให้กลายเป็นแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และนำมากลับใช้ใหม่ได้ เพื่อเพิ่มสีเขียวในอินเดีย
แล้วเราจะได้เห็น ดูสิ ในปี 1858 ประเทศอินเดียเคยอยู่ที่จุดนี้ ประเทศจีนอยู่ที่จุดนี้ ประเทศญี่ปุ่นอยู่นั่น สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร อยู่ในตำแหน่งที่ร่ำรวยกว่าด้านโน้น ผมจะเริ่มต้นแบบนี้ ประเทศอินเดียไม่ได้อยู่ในจุดนี้มาตลอด อันที่จริง ถ้าเราย้อนกลับไปดูบันทึกในอดีต ครั้งหนึ่งเมื่อหลายร้อยปีที่แล้ว รายได้ต่อคนในประเทศอินเดีย และประเทศจีน เคยสูงกว่าของทวีปยุโรปด้วยซ้ำไป แต่หลังจากปี 1850 ซึ่งต่างชาติได้ปกครองเป็นเวลานาน และประเทศอินเดียก็ถูกทำให้เสื่อมถอย คุณคงพอจะเห็นได้ว่าประเทศที่เติบโต ทางเศรษฐกิจก็คือ สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร และพวกเขาก็ยังมีสุขภาพที่ดีขึ้นด้วย จนสิ้นศตวรรษ ประเทศญี่ปุ่นก็เริ่มที่จะไล่ตาม อินเดียกำลังพยายามอยู่ด้านล่างนี้ คุณมองเห็นไหมว่ามันเริ่มเคลื่อนที่อย่างไร แต่ความมีอำนาจอธิปไตยของประเทศญี่ปุ่น มีผลดีอย่างเห็นได้ชัด และประเทศญี่ปุ่นกำลังพยายามจะขึ้นไปที่นั่น
และก็มาถึงศตวรรษใหม่ สุขภาพเริ่มดีขึ้น สหราชอาณาจักร สหรัฐฯ ระวังให้ดี เรากำลังเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และก็มาถึงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อย่างที่คุณรู้ เราจะเห็นผู้เสียชีวิต และปัญหาเศรษฐกิจมากมาย สหราชอาณาจักรเริ่มตกต่ำ แล้วไข้หวัดเสปนก็เข้ามาอีก จากนั้น หลังจบสงครามโลก พวกเขากกลับมาดีขึ้น แต่ยังไงก็ตาม การรุกรานจากต่างชาติ และการไม่มีอำนาจอธิปไตย ทำให้ทั้งประเทศอินเดีย และประเทษจีนยังคงติดอยู่ที่มุมเดิม ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก พวกเขามีประชากรเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่มากนัก มาถึงช่วงปี 1930 คุณก็จะได้เห็น ว่าประเทศญี่ปุ่นกำลังจะเข้าสู่ช่วงสงคราม ด้วยอายุเฉลี่ยที่แย่ลง สงครามโลกครั้งที่สองเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายมาก ซึ่งมีผลต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นเช่นกัน แต่พวกเขาก็ฟื้นตัวได้ค่อนข้างเร็วหลังจากนั้น แล้วเราก็ก้าวเข้าสู่โลกยุคใหม่ ในปี 1947 ในที่สุดประเทศอินเดีย ก็ได้รับเอกราชคืนมา พวกเขาสามารถชักธงอินเดียขึ้นยอดเสา และกลายเป็นประเทศเอกราช แต่ก็ต้องผ่านความยากลำบากด้านล่างนั่น
ในปี 1949 เราได้พบกับการเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ของประเทศจีน ในแบบที่ทำให้โลกตะึลึง มันเกิดอะไรขึ้น เกิดอะไรขึ้นหลังจากการได้รับเอกราช คุณจะเห็นได้ว่าเริ่มมีการพัฒนาในด้านสุขภาพ เด็กๆเริ่มไปโรงเรียน เริ่มมีการให้บริการทางสาธารณสุข นี่คือนโยบายก้าวกระโดด ซึ่งทำให้ประเทศจีนตกต่ำลง มันเป็นเพราะแผนการรวมศูนย์อำนาจของเหมา เจ๋อ ตุง ประเทศจีนฟื้นตัวกลับมาได้ แล้วพวกเขาก็พูดว่า "จะไม่มีแผนรวมศุนย์อำนาจโง่ๆอีกต่อไป" แต่พวกเขาก็ขึ้นไปถึงจุดนั่น และประเทศอินเดียก็พยายามตามขึ้นไป แล้วพวกเขาก็ตามทัน ทั้งคู่มีสุขภาพที่ดีขึ้น แต่ก็ยัง มีเศรษฐกิจที่แย่อยู่
แล้วเราก็มาถึงปี 1978 เหมา เจ๋อ ตุง เสียชีวิต และคนใหม่ก็ก้าวขึ้นมาจากทางซ้าย เขาคนนั้นก็คือ เติ้ง เสี่ยวผิง เขากล่าวว่า "ไม่สำคัญ ว่าแมวขาว แมวดำ จับหนูได้เป็นพอ" เพราะการจับหนู เป็นสิ่งที่แมวทั้งคู่อยากจะทำ คุณจะเห็นได้ว่าแมวทั้งคู่อยู่ที่นี่ ประเทศจีน และประเทศอินเดีย ต้องการจะจับหนูที่อยู่ตรงโน้น พวกเขาตัดสินใจที่จะตามไป ไม่เฉพาะในด้านสุขภาพ และการศึกษาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเริ่มการขยายเศรษฐกิจด้วย แล้วการปฏิรูปทางการตลาดก็ประสบความสำเร็จ ในปี 92 ประเทศอินเดียก็ตามไปด้วยการปฏิรูปทางการตลาด พวกเขาเคลื่อนไปพร้อมๆกัน และคุณจะเห็นได้ว่า ความคล้ายกันระหว่างประเทศอินเดีย และประเทศจีน ในหลายๆด้านนั้น มีมากกว่าความแตกต่าง
และตอนนี้พวกเข้าก็ก้าวต่อไปเรื่อยๆ พวกเขาจะตามทันหรือไม่
เป็นคำถามมาจนถึงทุกวันนี้ พวกเขาอยู่ที่จุดนั้นในวันนี้
ความหมายของมันก็คือ (เสียงปรบมือ) ค่าเฉลี่ยนั้น คือค่าเฉลี่ยของประเทศจีน ถ้าเราแบ่งประเทศจีนเป็นส่วนๆ ดูสิ เซี่ยงไฮ้ตามไปทันแล้ว เซี้ยงไฮ้อยู่ที่นั่นแล้ว สุขภาพที่นั้นดีกว่าในสหรัฐฯเสียอีก ในขณะที่ มณฑลกุ้ยโจว หนึ่งในจังหวัดที่ยากจนที่สุด ในจีนแผ่นดินใหญ่ อยู่ที่นั่น และถ้าผมแบ่งมณฑลกุ้ยโจวเป็นเขตเมือง และเขตชนบท เขตชนบทของมณฑลกุ้ยโจวลงไปอยู่ข้างล่างนั่น ความไม่เสมอภาคกันในประเทศจีนนั้นสูงอย่างชัดเจน ท่ามกลางการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจที่รวดเร็ว
แล้วถ้ามองไปที่ประเทศอินเดียด้วย คุณจะพบกับความไม่เสมอภาคในอีกรูปแบบหนึ่ง ความแตกต่างทางภูมิศาสตร์มหภาคนั้นไม่มากนัก รัฐอุตตรประเทศ รัฐที่มีขนาดใหญ่ที่สุดอยู่ตรงนี้ เป็นรัฐที่ยากจน และมีสุขภาพแย่กว่าส่วนที่เหลือในอินเดีย รัฐเกรละ อยู่ข้างบนโน้น สุขภาพเทียบเท่ากับสหรัฐฯ แต่เศรษฐกิจไม่เป็นแบบนั้น และมหาราษฏระ มุมไบ กำลังก้าวไปข้างหน้า ในประเทศอินเดีย ความไม่เสมอภาคจะมีมากภายในแต่ละรัฐ มากกว่าระหว่างรัฐ นั่นไม่ใช่เรื่องไม่ดี สำหรับตัวมันเอง ถ้าคุณมีความไม่เสมอภาคมาก ความไม่เสมอในทางภูมิศาสตร์มหภาค ในระยะยาว มันจะสร้างความยากลำบากมากกว่า เมื่อเทียบกับการที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน ที่ที่มีศูนย์กลางความเจริญ อยู่ใกล้กับพื้นที่ที่คนยากจนอาศัยอยู่
ไม่เท่านั้น ยังมีความไม่เสมอภาคอีกอย่าง ดูนั่น ในสหรัฐฯ (เสียงหัวเราะ) โอ้ พวกเขาหลุดออกนอกกรอบของผม วอชิงตัน ดี. ซี. ออกไปข้างนอกนั่น เพื่อนของผมที่ แกปไมเดอร์ อยากให้ผมแสดงสิ่งนี้ เพราะมีผู้นำคนใหม่ในวอชิงตัน ผู้ที่ใส่ใจกับระบบสุขภาพมาก แต่ผมก็เข้าใจเขา เพราะวอชิงตัน ดี. ซี. รวยมาก แต่กลับมีสุขภาพแย่กว่าเกรละ มันน่าสนใจไม่ใช่เหรอ (เสียงปรบมือ) ผมมองเห็นโอกาสทางธุรกิจสำหรับเกรละ โดยเข้าไปช่วยแก้ไขระบบสุขภาพในสหรัฐฯ
ตอนนี้เราจะได้เห็นทั้งโลก คำอธิบายอยู่ข้างล่างนั่น และเมื่อคุณเห็นแมวยักษ์สองตัวตรงนี้ กำลังก้าวไปข้างหน้า คุณจะเห็นว่าระหว่างพวกมัน และข้างหน้าพวกมัน เป็นระบบเศรษฐกิจที่กำลังก้าวหน้าทั้งหมดของโลก ซึ่ง โทมัส ฟรีดแมน เรียกไว้อย่างถูกต้องที่สุดว่า "โลกแบน" คุณจะเห็นว่าในด้านสุขภาพ และการศึกษา ประชาการส่วนใหญ่ของโลกกำลังก้าวไปข้างหน้า แต่ในทวีปแอฟริกา หรือส่วนอื่นๆ เช่นเดียวกับเขตชนบทของมณฑลกุ้ยโจวในประเทศจีน ยังมีผู้คนที่มีสุขภาพแย่ และยากจน มีความแตกต่างกันอย่างมหาศาลในโลกนี้ แต่เกือบจะทั้งหมดของส่วนที่อยู่ตรงกลางกำลังไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้ กลับมาดูที่การทำนายของผม เมื่อใดพวกเขาจะตามทัน ผมจะกลับไปดูกราฟที่ธรรมดาที่สุด ผมจะแทนแกนนี้ด้วยรายได้ต่อคน คนจนอยู่ข้างล่างนี่ คนรวยอยู่ข้างบนนั้น และเวลาที่นี่ เริ่มจากปี 1858 โลกเริ่มต้นขึ้น แล้วราจะได้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศเหล่านี้ คุณเห็นมั้ย ประเทศภายใต้การปกครองของต่างชาติ มีรายได้ลดลง จนมาอยู่ระดับเดียวกับประเทศอินเดีย ในขณะที่สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯกลับรวยขึ้นๆ และหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐฯก็ร่ำรวยกว่าสหราชอาณาจักร แต่เอกราชกำลังจะมาถึง การเติบโตเริ่มต้นขึ้น เกิดการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเติบโตรวดเร็วขึ้น และตามการคาดการณ์ของ ไอเอ็มเอฟ คุณจะได้เห็นจุดที่คาดว่าพวกมันจะไปถึงในปี 2014
และตอนนี้ เกิดคำถามที่ว่า เมื่อใดที่พวกมันจะตามทัน ดูนั่น ดูที่สหรัฐฯ คุณเห็นวงกลมนั่นไหม วงนั่น ไม่ใช่วงของผม แต่เป็นวงฟองสบู่ นั่นคือวงกลม ดอท คอม นี่คือบันไดหน้าประตูบ้านของ Lehman Brothers คุณจะเห็นมันตกลง และดูเหมือนจะมีหินถล่มลงมาอีก อย่างที่คุณรู้ ดังนั้น ประเทศพวกนี้ดูเหมือนจะไม่ได้เคลื่อนไปทางนี้ พวกเขาดูเหมือนจะเคลื่อนไปอย่างถ่อมเนื้อถ่อมตน และผู้คนที่สนใจในการเจริญเติบโต ก็หันไปมองที่ทวีปเอเชีย
ผมขอเปรียบเทียบกับประเทศญี่ปุ่น นี่คือประเทศญี่ปุ่นกำลังขึ้นไป คุณเห็นไหม ประเทศญี่ปุ่นทำแบบนั้น เราเพิ่มประเทศญี่ปุ่นเข้าไป ไม่มีข้อกังขาเลยว่าการตามทัน จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว คุณเห็นไหมว่าประเทศญี่ปุ่นทำอะไร ประเทศญี่ปุ่นทำแบบนี้ จนกระทั่งตามทัน แล้วพวกเขาก็ตามประเทศที่มีรายได้สูงไปเรื่อยๆ แต่สำหรับการทำนายที่แท้จริงของสิ่งเหล่านั้น ผมจะทำแบบนี้ อาจจะแย่กว่า หรือดีกว่านี้ การทำนายนั้นยากเสมอ โดยเฉพาะเรื่องของอนาคต นักประวัติศาสตร์เคยบอกกับผมว่ามันยากยิ่งกว่าที่จะทำนายอดีต
ผมคิดว่าผมกำลังลำบาก ความไม่เสมอภาคในประเทศจีน และประเทศอินเดีย ผมคิดว่ามันเป็นอุปสรรคสำคัญ เพราะการที่จะทำให้ประชากรทั้งประเทศกินดีอยู่ดี จะเป็นตัวสร้างตลาดในประเทศขึ้น จะเป็นตัวหลีกเลี่ยงความไร้เสถียรภาพในสังคม และเป็นการใช้ความสามารถของประชากรทั้งหมด ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้นการลงทุนในด้านสุขภาพ การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐาน และระบบไฟฟ้าคือสิ่งที่จำเป็นในประเทศอินเดีย และประเทศจีน
มาถึงเรื่องสภาพอากาศ มีผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติมากมาย ในอินเดียที่บอกกับเราว่าสภาพอากาศกำลังเปลี่ยนแปลง และเราต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง มิเช่นนั้น ทั้งประเทศจีนและประเทศอินเดียจะกลายเป็นประเทศ ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด และผมคิดว่าประเทศอินเดีย และประเทศจีนเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดในโลก ในเรื่องของนโยบายเกี่ยวกับสภาวะภูมิอากาศของโลก แต่มันก็ไม่มีผลมากนัก กับสิ่งที่พวกที่มีเงินมากกว่า ได้สร้างขึ้น และผมเห็นด้วยว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ
แต่สิ่งที่ผมกลัวที่สุดก็คือสงคราม ประเทศที่ร่ำรวยมาก่อนจะยอมรับ ความเปลี่ยนแปลงในเศรษฐกิจโลก และการโอนถ่ายอำนาจจากที่ที่มันเคยอยู่ เมื่อ 50 หรือ 100 หรือ 150 ปีก่อน กลับมาที่ทวีปเอเชียได้หรือไม่ และทวีปเอเชียจะรับมือกับ การเป็นผู้บัญชาการ เป็นผู้กุมอำนาจ และปกครองโลกได้หรือไม่ ดังนั้น ต้องหลีกเล่ียงสงคราม เพราะมันทำให้มนุษยชาติถดถอยเสมอ ถ้าหากความไม่เสมอภาค สภาพวะอากาศ และสงครามไม่เกิดขึ้น เตรียมตัวพบกับโลกที่เท่าเทียมกัน เพราะนี่คือสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้น
และมุมมองที่ผมได้รับมาสมัยที่ยังเป็นนักรียน ในปี 1972 ที่ว่าคนอินเดียเก่งกว่าคนสวีเดนมาก ก็กำลังจะเกิดขึ้น และมันจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ในปี 2048 ในช่วงท้ายของฤดูร้อน เดือนกรกฎาคม ให้ชัดเจนยิ่งกว่านั้น คือวันที่ 27 กรกฎาคม (เสียงปรบมือ) วันที่ 27 กรกฎาคม 2048 วันเกิดอายุครบ 100 ปีของผม (เสียงหัวเราะ) และผมจะมาพูด เป็นคนแรกใน TED อินเดียครั้งที่ 39 รีบจองที่นั่งของคุณ ขอบคุณมากครับ
About The Speaker
In Hans Rosling’s hands, data sings. Global trends in health and economics come to vivid life. And the big picture of global development—with some surprisingly good news—snaps into sharp focus.
Full bio and more links
About This Talk
ฮานส์ รอสลิ่ง เมื่อครั้งที่เป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่อินเดีย เขาได้รับรู้ถึงสมรรถนะของทวีปเอเชียที่จะกลับมาทวงคืนความเป็นผู้นำทางด้านเศรฐกิจของโลก ที่งาน TEDIndia และได้แสดงกราฟการเจริญเติบโตทางเศรฐกิจของทั้งโลกตั้งแต่ปี 1858 รวมถึงทำนายวันที่อินเดีย และจีน จะแซงหน้าสหรัฐอเมริกา
Translated into Thai by Kietsakul Watcharinyanon
Reviewed by Thobphon Chulpongsatorn
Comments? Please email the translators above.
What to Watch Next
Subscribe to TED
Related Themes And Tags
We want you to share our Talks!
Just follow the guidelines outlined under our Creative Commons license.

Email This


This comment will be attributed to . Not ? Sign out.