ฉันไม่มั่นใจ ว่าฉันอยากจะเจอกับ กลองสแนร์ตอนเก้าโมงเช้า แต่อย่างไรก็ตาม เป็นสิ่งที่น่ายินดีมาก ที่ได้เห็นผู้ชมเต็มห้อง และก็ต้องขอบคุณ Herbie Hancock และวงดนตรี สำหรับการแสดงที่ยอดเยี่ยม และสิ่งที่น่าสนใจ ก็คือการได้เห็นความสามารถของมนุษย์ ในการเล่นเครื่องดนตรีด้วยมือเปล่า และเทคโนโลยี และแน่นอนตอนที่ Herbie พูดถึงการ 'ฟัง' กับคนรุ่นใหม่
แน่นอน อาชีพของฉัน คือการ 'ฟัง' และจุดประสงค์ของฉัน ก็คือการสอน ให้คนทั้งโลก "ฟัง" และนี่เป็นจุดมุ่งหมายที่สำคัญที่สุดในชีวิตของฉัน ถึงแม้ว่าจะฟังดูเหมือนง่าย แต่ความจริงแล้ว เป็นงานที่ใหญ่มาก เพราะถ้าคุณลองนึกดู ว่าเวลาคุณเห็นโน้ตเพลง ขอเปิดกระเป๋าหยิบโน้ตเพลงสักครู่... ในโน้ตเพลง ก็จะเต็มไปด้วยจุดสีดำๆ เต็มหน้าไปหมด แล้วเมื่อฉันเปิดมันขึ้นมา เราก็เริ่มที่จะอ่านจุดดำๆเหล่านั้นให้เป็นเสียงเพลง ซึ่งในทางเทคนิค ฉันก็จะอ่านจุดเหล่านี้ ฉันก็จะทำตามสิ่งที่เขียนไว้ ทั้งในเรื่องของจังหวะ และความดังเบา ทำตามที่โน้ตบอกไว้ ประมาณนี้... เนื่องจากเวลามีจำกัด ฉันจะเล่นให้คุณฟังสักหนึ่งหรือสองบรรท้ด แบบตรงไปตรงมา เพลงนี้เล่นไม่ยาก แต่ตามโน้ตเพลง ได้บอกไว้ว่าเพลงนี้ต้องบรรเลงด้วยจังหวะเร็วมาก โน้ตเพลงยังได้บอกด้วยว่า จะต้องเล่นบริเวณใดบนกลอง ใช้ส่วนใดของไม้ในการตี ดัง - เบา แค่ไหน และบอกด้วยว่าต้องปลดโซ่สแนร์ออก ใช้สแนร์ และไม่ใช้สแนร์ ดังนั้น ถ้าฉันจะแปลความโน้ตเพลงนี้ ก็จะต้องทำตามสิ่งเหล่านี้ และก็จะได้เสียงประมาณนี้ ♫ ซึ่งถ้าทำแบบนี้ ฉันก็คงทำงานเป็นนักดนตรีอาชีพได้แค่ประมาณ 5 ปี
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ฉันต้องทำในฐานะนักดนตรี ก็คือการเล่นทุกอย่างที่ไม่ได้ถูกกำหนดไว้ในโน้ตดนตรี ทุกสิ่งที่คุณไม่ได้มีเวลาเรียน ไม่ได้มาจากการที่ครูสอน แต่เป็นสิ่งที่คุณเรียนรู้ในเวลาที่คุณไม่ได้อยู่กับเครื่องดนตรีของคุณ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจ และน่าค้นหามาก บนพื้นผิวเล็กๆ ของกลองใบนี้ ก่อนหน้านี้ เราได้เห็นการแปลจากโน้ตเพลงมาเป็นเสียง แต่คราวนี้ จะเป็นการตีความ ♫ ซึ่งถ้าทำแบบนี้ ฉันก็จะมีอาชีพเป็นนักดนตรีได้นานขึ้นอีกหน่อย
ซึ่งเปรียบเสมือนการที่ฉันมองไปตอนนี้ และฉันก็เห็น สาวน้อยที่ใส่เสื้อสีชมพูสดใสคนนั้น ฉันเห็นว่าคุณนั่งกอดตุ๊กตาหมีอยู่ เพราะฉะนั้น ฉันก็จะพอจะคาดเดาได้ว่าคุณเป็นคนอย่างไร คุณชอบอะไร คุณทำงานอะไร หรืออื่นๆ อย่างไรก็ตาม นี่คือเรื่องราวพื้นฐานที่คุณอาจคาดเดาได้ เมื่อคุณสังเกตเห็น และเริ่มตีความ แต่อย่างไรก็ตาม นี่ก็เป็นเพียงการตีความแบบตื้นๆ เหมือนกันกับการที่ฉันมองโน้ตเพลง แล้วเข้าใจความคิดพื้นฐาน ว่าเพลงนั้นจะเล่นยากหรือง่าย หรือจะเล่นอย่างไร นี่เป็นแค่ความรู้สึกเบื้องต้น
อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจแค่นี้ ไม่เพียงพอ และอย่างที่ Herbie พูดไว้ ว่าเราต้องให้ความสำคัญกับการฟัง อย่างแรก คือการฟังตัวเราเองก่อน สมมติว่าถ้าฉันตีกลองโดยถือไม้กลองแน่น จับไว้โดยไม่ต้องปล่อย ฉันก็จะรู้สึกได้ถึงแรงกระแทกอย่างแรงที่สะท้อนขึ้นมาจากการตีขึ้นมาตามท่อนแขน แต่ถ้าคุณเปลี่ยนกระบวนการคิด ให้มีพื้นที่สักนิดระหว่างคุณ ไม้กลอง และกลอง ถึงแม้ว่าฉันจะจับไม้ค่อนข้างแน่น แต่ฉันก็จะรู้สึกว่าสบายมากขึ้น และถ้าฉันปล่อยวางและเปิดโอกาสให้มือและแขนของตัวเอง ทำหน้าที่สนับสนุนการเล่น ฉันก็จะได้เสียงที่ดังขึ้น โดยใช้ความพยายามที่น้อยลง และฉันก็จะรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กับไม้ตี และกลอง โดยที่ฉันใช้แรงน้อยลงมากๆ
เช่นเดียวกันกับการที่ฉันต้องใช้เวลากับเครื่องดนตรี ฉันก็ต้องใช้เวลา อยู่กับผู้คน เพื่อที่จะตีความพวกเขา ไม่ใช่เพื่อการแปลความ แต่เป็นการเข้าใจคนเหล่านั้นอย่างแท้จริง สมมติว่า ถ้าฉันเล่นท่อนสั้นๆของบทเพลง โดยที่คิดว่าตัวเองเป็นช่างเทคนิค ฉันก็จะเป็นได้แค่คนเล่นเครื่องตี ♫ แต่ถ้าฉันคิดว่าตัวเองเป็นนักดนตรี ♫ คุณจะเห็นความแตกต่างของวิธีการคิดทั้งสองแบบ (ปรบมือ) ซึ่งเราควรจะคำนึงถึง
เมื่อตอนที่ฉันอายุ 12 ปี ฉันเริ่มเรียนดนตรีและเล่น กลองทิมปานี และ ครูของฉันก็ถามว่า เราจะเรียนกันอย่างไร ? เธอรู้ใช่ไหม ว่าสิ่งที่สำคัญสำหรับดนตรีคือการฟัง ฉันก็ตอบว่าฉันเห็นด้วย และไม่เข้าใจว่าทำไมครูถึงถาม และครูก็ถามว่า "แล้วเธอจะได้ยินได้อย่างไรล่ะ" ซึ่งฉันก็ถามกลับว่า "แล้วครูได้ยินอย่างไรละคะ?" ครูก็ตอบว่า "ก็ได้ยินผ่านตรงนี้นะสิ" และฉันก็ตอบว่า "ฉันก็ได้ยินเหมือนกัน แต่ฉันได้ยินผ่านมือ ผ่านท่อนแขน ผ่านแก้ม ศรีษะ หน้าท้อง หน้าอก ท่อนขา และร่างกาย"
ดังนั้น เราก็เริ่มบทเรียนของเราด้วยการปรับเสียงกลองทุกครั้ง โดยเฉพาะกลองทิมปานี โดยปรับให้มีขั้นคู่เสียงที่แคบมากๆ และค่อยๆปรับให้แคบลงเรื่อยๆ เป็นที่น่าตื่นเต้นมาก ว่าถ้าคุณเปิดร่างกายของคุณให้รับรู้เสียง เปิดมือของคุณ ให้รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือน ถึงขั้นคู่เสียงจะแคบมากขนาดไหน คุณก็สามารถที่จะรับรู้ได้ ผ่านปลายนิ้วของคุณ
และสิ่งที่ฉันทำตอนนั้น ก็คือการเอามือนาบไป กับผนังของห้องดนตรี และเราก็จะเริ่มฟังเสียงเหล่านั้น และพยายามที่จะรู้สึก และเชื่อมโยงกับเสียงเหล่านั้น โดยรู้สึกให้มากไปกว่าการได้ยินผ่านหู เพราะการได้ยินนั้น ขึ้นอยู่กับอะไรหลายๆอย่าง ห้องที่เราอยู่ การขยายเสียง คุณภาพของเครื่องดนตรี ประเภทของไม้ตี และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งทำให้การได้ยินของเราแตกต่างไป น้ำหนักเดียวกัน แต่สร้างเสียงที่มีสีสันต่างกัน ซึ่งก็เปรียบเสมือนกับเราซึ่งเป็นมนุษย์ เรามีสีสันของเสียงที่ต่างกัน ทำให้เรามีบุคลิกภาพที่ไม่เหมือนกัน มีลักษณะและความสนใจที่ต่างกัน
และเมื่อฉันเติบโตขึ้น ฉันก็ได้ไปสอบเพื่อเข้าเรียน Royal Academy of Music ในลอนดอน และกรรมการก็บอกว่า จะรับฉันเข้าเรียนไม่ได้ เพราะพวกเขาไม่เห็นอนาคตของนักดนตรี 'หูหนวก' อย่างฉัน ซึ่งฉันก็ยอมรับในคำตอบของพวกเขาไม่ได้ ดังนั้น ฉันก็เลยตอบกลับไปว่า ถ้าหากพวกเขา ปฏิเสธไม่ให้ฉันเข้าเรียนด้วยสาเหตุนั้น โดยที่ไม่คำนึงถึงความสามารถทางด้านดนตรี และความรัก ในศิลปะของการสร้างเสียงดนตรีของฉัน พวกเขาควรจะคิดให้ดีๆเลยว่า คนประเภทไหน ที่พวกเขาจะรับเข้าเรียน ซึ่งผลก็คือ หลังจากการต่อรองและการสอบสองครั้ง ฉันก็ได้เข้าเรียน แต่ไม่เพียงแค่นั้น พวกเขายังได้เปลี่ยนกติกา ของการสอบเข้าสถาบันดนตรีทั้งสหราชอาณาจักร
ว่าจะต้องไม่มีการปฏิเสธผู้สมัครคนใด แม้ว่าเขาจะไม่มีแขน ไม่มีขา เขาก็ยังสามารถเล่นเครื่องเป่าได้ ตราบใดที่มีสแตนด์ช่วยพยุงเครื่องดนตรี จะต้องไม่มีการปฎิเสธผู้สมัครคนใด และผู้สมัครทุกคน จะต้องมีโอกาสที่จะบรรเลงให้กรรมการฟัง โดยผลของการตัดสิน จะต้องขึ้นอยู่กับความสามารถทางดนตรีเท่านั้น ซึ่งทั้งหมดนี้ เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้คนอีกจำนวนมากเข้าเรียน และหลายๆคนนี้ ก็เป็นนักดนตรีออร์เคสตร้าอาชีพอยู่ทั่วโลก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ (ปรบมือ) -- การที่คนเราสัมผัสได้ ถึงเสียง ซึ่งเราทุกคน ก็รู้ว่าดนตรีเป็นสิ่งชโลมใจเราอยู่ทุกวัน
เมื่อฉันพูดถึง'ดนตรี' ฉันหมายถึง 'เสียง' ที่อยู่รอบตัวเราด้วย เพราะประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นที่สุด สำหรับการเป็นนักดนตรี ที่คุณอาจจะได้มีโอกาสเล่นดนตรีให้เด็กอายุ 15 ปี ที่มีความตั้งใจมากๆ แต่อาจจะควบคุมร่างกายไม่ได้ อาจจะมีความพิการทางการได้ยิน ทางการมองเห็น หรืออย่างอื่น แต่ทันทีทันใด ที่เด็กคนนี้นั่งใกล้ๆกับเครื่องดนตรี อาจจะนอนลงไปใต้ มาริมบา และคุณก็เริ่มเล่นเสียงที่คล้ายกับออร์แกน อาจจะไม่ใช้ไม้ตีที่เหมาะนัก แต่ฉันจะลอง แบบนี้ ฉันจะลองเปลี่ยนดู ♫ เสียงดนตรีที่ฟังดูง่ายๆ แต่เด็กคนนี้ จะได้รับประสบการณ์ดนตรี ที่ฉันไม่สามารถสัมผัสได้ เพราะฉันรับรู้เสียงผ่านด้านบน เสียงตรงเข้ามาหาฉัน แต่ในขณะที่เด็กจะได้ยินเสียงผ่าน resonators ซึ่งถ้าไม่มี resonators เสียงจะเป็นแบบนี้ เปรียบเทียบกัน ซึ่งเสียงที่เด็กได้ยิน จะเป็นเสียงที่ผู้ชมในแถวแรกๆ ได้ยิน ซึ่งสำหรับผู้ชมที่นั่งอยู่แถวหลัง ก็จะไม่ได้ยินในสิ่งเดียวกัน ทุกๆคนในที่นี้ ขึ้นอยู่กับจุดที่นั่ง จะรับรู้เสียง ที่มีความแตกต่างกันไป และในฐานะของการเป็นผู้สร้างเสียง ก็ต้องเร่ิ่มจากการคิดว่า ฉันต้องการสร้างเสียงประเภทใด ตัวอย่างเช่น เสียงนี้ ♫
คุณได้ยินไหม แน่ล่ะ ก็ฉันยังไม่ได้แตะมันเลย แต่..คุณก็ยังรู้สึกได้ว่ามีเสียงกำลังเกิดขึ้น เช่นเดียวกันกับเวลาที่คุณเห็นใบไม้ไหว และได้ยินเสียงของใบไม้เหล่านั้น คุณคงจะเข้าใจ ว่าทุกสิ่งที่ตาเห็น คุณจะรู้สึกได้ถึงเสียงที่เกิดขึ้น ตลอดเวลา และมีตัวอย่างมากมาย ที่เกิดขึ้นรอบตัวคุณ
ดังนั้น การแสดงทุกครั้งของฉัน จะเกิดขึ้นจากประสบการณ์ของฉัน ที่ไม่ได้เป็นเพียงการเรียนรู้ที่จะเล่นเพลงนั้นๆ หรือเป็นการตีความของคนอื่น หรือเกิดจากการซื้อ CD ที่คนอื่นเล่นมาฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ไม่ได้ทำให้ฉันได้รับในสิ่งที่พื้นฐานที่สุด ที่ทำให้การเล่นดนตรี เป็นเหมือนประสบการณ์ของการเดินทางของฉัน อาจจะเป็นไปได้ว่า ในบางห้องแสดงดนตรี เสียงดังขนาดนี้ อาจจะได้ยิน ♫ แต่ในห้องอื่นๆ คุณอาจจะไม่ได้รับประสบการณ์เดียวกัน ซึ่งทำให้การเล่นเบาๆ และนุ่มนวลของฉัน ต้องเปลี่ยนไปเป็น ♫ คุณคงพอเข้าใจ ว่าการทำให้เกิดเสียงเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับคนที่มีปัญหาการได้ยิน ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อการที่สถาบันดนตรี หรือสถาบันสอนผู้พิการทางการได้ยิน คิดกับความหมายของ 'เสียง' และไม่ใช่เพียงเพื่อการบำบัด แต่เป็นการทำให้ผู้คน มีส่วนร่วมกับประสบการณ์ดนตรี ที่เป็นความสำคัญมากกว่า ซึ่ง acoustician ที่เป็นผู้ออกแบบเสียงให้กับห้องแสดงดนตรี ก็ต้องคิดเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นที่น่าเสียดาย ว่ามีไม่กี่แห่งในโลก ที่มีการออกแบบระบบเสียงที่ดี ที่คุณสามารถที่จะสร้างเสียงอะไรก็ได้ที่คุณจินตนาการ เสียงที่เบาที่สุด เล็กที่สุด จนกระทั่งถึงเสียงที่ดังที่สุด ใหญ่ที่สุด และเสียงอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งอาจจะฟังได้ดีตรงนู้น แต่อาจจะได้ยินได้ไม่ดีตรงนี้ อาจจะฟังได้ดีตรงนู้น แต่ข้างบนนู้นแย่ ไม่ดีตรงนู้น พอใช้ได้ตรงนี้ อื่นๆ
ซึ่งการที่คุณได้แสดงในหอแสดงดนตรีดีนั้น ที่คุณสามารถจะเล่นในสิ่งที่คุณจินตนาการได้ โดยที่ไม่ต้องมีการเสริมเติมแต่งอะไรมากนัก ซึ่ง acoustician ก็ต้องทำงานร่วมกับ ผู้พิการทางการได้ยิน และผู้คนที่มีส่วนร่วมในประสบการณ์ทางเสียง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก ฉันไม่สามารถที่จะบอกรายละเอียดว่าพัฒนาการของเรื่องนี้เป็นอย่างไรบ้าง แต่สำหรับห้องแสดงเหล่านั้น มีการไปซักถามผู้คนหลายกลุ่ม ที่หลายปีก่อนหน้านี้ พวกเขาอาจถูกเข้าใจว่า เป็นผู้พิการทางการได้ยิน และจะไม่สามารถมีประสบการณ์ทางดนตรีได้ พวกเขาจินตนาการกันไปเองว่าความพิการทางหูนั้นเป็นอย่างไร เหมือนกับการที่เราจินตนาการว่าการตาบอดเป็นอย่างไร เราคิดว่าคนที่นั่งรถเข็น ไม่สามารถที่จะเดินได้ ทั้งๆที่ถ้าเขาเดินได้ สาม สี่ หรือ ห้าก้าว สำหรับเขา นั่นก็คือการเดิน ในอีกหนึ่งปี เขาอาจจะเดินได้อีก สองก้าว อีกหนึ่งปี ได้อีก สามก้าว
ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก ที่คุณควรจะต้องเริ่มคิด ดังนั้น ถ้าหากเรา 'ฟัง' ซึ่งกันและกัน เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด ที่เราต้องทดสอบการฟังของเรา ใช้ร่างกายของเราสะท้อนเสียง และหยุดการคิดและตัดสินอย่างมีอคติ สำหรับฉันซึ่งเป็นนักดนตรี เพลงที่ฉันเล่นเป็นเพลงสมัยใหม่เสีย เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งง่ายมากที่ฉันจะพูดว่า ฉันชอบเพลงนั้น ไม่ชอบเพลงนี้ หรืออื่นๆ แต่ฉันก็จะให้เวลากับเพลงเหล่านั้น ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าเพลงบางเพลงอาจจะไม่เหมาะกับฉัน แต่ฉันก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะบอกว่าเพลงนั้นเป็นเพลงที่ไม่มีคุณภาพ คุณรู้ไหม สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการเป็นนักดนตรี ก็คือการที่คุณมีอิสระอย่างมาก เพราะว่าไม่มีกติกา ไม่มีถูก ไม่มีผิด ไม่มีวิธีใดวิธีหนึ่ง
สมมติว่าฉันขอให้คุณตบมือ คุณอาจจะทำแบบนี้ ถ้าฉันขอให้คุณตบมือให้เสียงเหมือนกับฟ้าร้อง ฉันคิดว่าคุณต้องเคยได้มีประสบการณ์กับฟ้าร้อง ไม่ใช่เฉพาะแค่เสียงของฟ้าร้อง แต่พยายามที่จะได้ยินเสียงฟ้าร้องภายในตัวคุณ และพยายามสร้างเสียงนั้น ผ่านการตบมือ ลองดู กรุณาลอง (เสียงปรบมือ)
ดีมาก คราวนี้ลองเสียงหิมะ คุณเคยได้ยินเสียงหิมะไหม
ถ้าเช่นนั้นก็หยุดตบมือ (หัวเราะ) แล้วลองใหม่ ลองใหม่ เสียงหิมะ
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เมื่อฉันบอกกลุ่มเด็กๆ เมื่อไม่นานมานี้ ให้ทำในสิ่งเดียวกัน ดีมาก ขอบคุณมาก อย่างไรก็ตาม ไม่มีพวกคุณแม้แต่คนเดียว ที่ลุกออกจากที่นั่ง แล้วทดลองปรบมือด้วยวิธีอื่นๆ ♫ อาจจะเป็นการใช้เครื่องประดับในการสร้างเสียงพิเศษ หรือใช้ร่างกายส่วนอื่นๆในการสร้างเสียง ไม่มีแม้แต่คนเดียว ที่คิดถึงการปรบมือด้วยวิธีที่ที่ต่างออกไปจากเดิม นอกเหนือจากการนั่งอยู่กับที่แล้วปรบมือโดยใช้มือสองข้าง เช่นเดียวกันกับการฟังดนตรี เราคิดว่าดนตรีจะผ่านเพียงแค่ตรงนี้ แล้วนั่นจะเป็นประสบการณ์ดนตรี ซึ่งโดยแท้จริงแล้วไม่ใช่เช่นนั้น
เรามีประสบการณ์ของฟ้าร้อง คิด คิด คิด ฟัง ฟัง ฟัง ทีนี้ เราสามารถทำอะไรได้บ้างกับประสบการณ์ของฟ้าร้อง ฉันจำได้ว่าเมื่อฉันเรียนกับครูของฉันครั้งแรก ฉันไปเรียนพร้อมกับไม้ตี พร้อมที่จะเล่นดนตรี แต่แทนที่ครูจะบอกว่า ' Evelyn ยืนให้เท้าห่างกันเล็กน้อย แขนยื่นทำมุมเก้าสิบองศา ให้ไม้ตีทำองศาเป็นรูปตัววี กะระยะให้มีพื้นที่ห่างเท่านั้น เท่านี้ ยืนให้ตัวตรง และอื่นๆ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ฉันก็คงลงเอยด้วยการแข็งเกร็งไปทั้งตัว และไม่สามารถที่จะตีกลองได้ เพราะว่าฉันมัวแต่คิดกังวลกับสิ่งเหล่านั้น แต่ครูกลับบอกว่า " Evelyn เอากลองกลับไปบ้าน แล้วเจอกันสัปดาห์หน้า "
คราวนี้ ฉันควรจะทำอย่างไร ฉันไม่ต้องใช้ไม้กลอง ฉันไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ไม้กลอง สิ่งที่ฉันทำก็คือ สังเกตุกลองใบนั้น ดูว่ามันทำมาจากอะไร กลไกต่างๆ ทำงานอย่างไร กลับหน้ากลอง ทดลองทำเสียงต่างๆ บนพื้นผิวของกลอง ทั้งส่วนที่เป็นเหล็ก และเป็นหนัง ทดลองด้วยร่างกายส่วนต่างๆ ด้วยเครื่องประดับ และทดลองในสื่งอื่นๆอีก ♫ แน่นอน ฉันกลับไปเรียนในอีกสัปดาห์ด้วยรอยขีดข่วนเต็มตัวไปหมด แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านั้นกลับกลายเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม เพราะคุณจะไม่สามารถมีประสบการณ์เหล่านี้จากการเล่นดนตรีตามปกติ จากหนังสือ จากการฝึกฝนแบบฝึกหัด ตอนนั้น ฉันไม่ได้เรียนตามหนังสือเรียน หรือแบบฝึกหัด ตัวอย่างเช่น สิ่งหนึ่งที่เราจะได้เรียน เมื่อเวลาที่เราเรียนเป็นนักตีกลอง ซึ่งแตกต่างกับการเป็นนักดนตรี เช่นการตีรัว (rolls)
เราเริ่มเล่นเร็วขึ้น เร็วขึ้น และเร็วขึ้น ไปเรื่อยๆ แต่ที่สำคัญก็คือ เพลงนี้ต้องการอะไร ถ้าเราจะฝึกซ้อมการรัว แล้วทำไมฉันถึงจะเรียนการรัวกลองในขณะเดียวกันกับที่เรียนเพลงนี้ไม่ได้ล่ะ และนั่นก็เป็นสิ่งที่ครูสอนฉัน และเมื่อฉันเติบโตขึ้นเป็นนักเรียนดนตรีเต็มเวลาในสถาบันดนตรี การเรียนแบบนั้นก็หายไป เราต้องเรียนจากหนังสือ จากแบบฝึกหัด และฉันก็มีคำถามกับตัวเองเสมอ ว่าทำไมต้องเป็นเช่นนั้น แล้วสิ่งเหล่านี้จะมีความเกี่ยวข้องอย่างไร ฉันจะต้องเล่นเพลงเพลงหนึ่ง สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ฉันสามารถควบคุมการเล่นได้ดีขึ้น อย่างไรล่ะ? ทำไมฉันถึงต้องเรียนเพลงนั้น? ฉันจำเป็นที่จะต้องรู้สึกถึงความเชื่อมโยงกับดนตรีให้ได้ ฉันต้องสื่อสารให้ได้
ทำไมฉันถึงต้องฝึก paradiddles (แบบฝึกหัดพื้นฐานของการตีกลอง) ♫ เพื่อการควบคุมร่างกาย เพื่อการควบคุมไม้ หรือเพราะสาเหตุใด ฉันจำเป็นที่จะต้องรู้เหตุผลในการทำสิ่งเหล่านั้น และเหตุผลนั้น จำเป็นที่จะต้องสื่อสารอะไรบางอย่างผ่านดนตรี และการสื่อสารผ่านดนตรี ซึ่งก็คือเสียง เราสามารถที่จะเข้าถึงผู้คนได้อย่างมากมาย แต่ฉันไม่อยากให้นักดนตรีเป็นผู้รับภาระในการสร้างอารมณ์ความรู้สึกให้กับคุณ ซึ่งมันขึ้นอยู่กับตัวคุณ เมื่อคุณเดินเข้ามาในห้องแสดงดนตรี ที่จะตัดสินว่าคุณจะฟังอะไร และฟังอย่างไร ฉันอาจจะรู้สึกเศร้า ดีใจ ตื่นเต้น หรือโกรธเวลาที่ฉันเล่น เพลงใดเพลงหนึ่ง แต่ฉันไม่คาดหวังว่า คุณจะต้องรู้สึกเหมือนกับที่ฉันรู้สึก เพราะฉะนั้น ในการไปดูคอนเสิร์ตครั้งหน้าของคุณ พยายามที่จะให้ร่างกายของคุณ ร่วมสะท้อนเสียงที่คุณได้ยิน โดยรู้ว่าประสบการณ์ที่คุณสัมผัสนั้น จะแตกต่างไปจากผู้แสดง
ที่ที่ผู้แสดงอยู่นั้น เป็นจุดที่เสียงไม่ดีที่สุด เพราะพวกเขาจะได้ยินเสียงกระทบของไม้ตีกับหน้ากลอง หรือเสียงของไม้นวมกระทบกับไม้ของเครื่องดนตรี เสียงของ หางม้า (bow) กับสาย และอื่นๆ หรือเสียงหายใจของผู้เล่นเครื่องลมไม้ หรือเครื่องทองเหลือง พวกเขาจะได้ยินเสียงที่ค่อนข้างดิบ แต่เป็นเสียงที่มีความบริสุทธิ์ เพราะเป็นเสียงที่เกิดก่อนที่คุณจะได้ยิน จงให้ความสำคัญกับช่วงระยะเวลาของการสร้างเสียง กับการเกิดเสียง การหายใจที่ยืดยาวออกไป และสัมผัสกับการเดินทางของเสียงนั้นๆ เช่นเดียวกันกับการที่คุณได้รับประสบการณ์จากการเดินทาง ร่วมกันในการประชุมครั้งนี้ นอกเหนือจากการที่คุณแค่มาถึงสถานที่นี้เมื่อคืน ฉันหวังว่า เราจะได้แบ่งปันประสบการณ์ร่วมกันในช่วงวันนี้ ขอบพระคุณทุกท่าน ที่ได้ให้เกียรติดิฉันมาร่วมงานในครั้งนี้ (เสียงปรบมือ)
You can share this video by copying this HTML to your clipboard and pasting into your blog or web page. This video will play with subtitles.
You either have JavaScript turned off or have an old version of the Adobe Flash Player. To view this rating widget you
need to get the latest Flash player.
If your browser allows only "trusted sites" to execute Javascript, you should add the "googleapis.com" domain to your whitelist to allow our Flash detection to work properly.
Got an idea, question, or debate inspired by this talk? Start a TED Conversation, or join one of these:
การบรรยายและสาธิตการฟังดนตรี ที่มีความหมายมากไปกว่าการปล่อยให้เสียงกระทบกับแก้วหู โดยนักดนตรีที่เป็นผู้พิการทางการได้ยิน แต่มีชื่อเสียงระดับโลก Evelyn Glennie
Percussionist and composer Dame Evelyn Glennie lost nearly all of her hearing by age 12. Rather than isolating her, it has given her a unique connection to her music. Full bio »
Translated into Thai by Anothai Nitibhon
Reviewed by Krittika Wutthipat-arree
Comments? Please email the translators above.
20:43 Posted: Jun 2008
Views 3,637,067 | Comments 492
20:41 Posted: Apr 2008
Views 290,903 | Comments 79
19:11 Posted: Feb 2008
Views 563,685 | Comments 94
Just follow the guidelines outlined under our Creative Commons license.
This comment will be attributed to . Not ? Sign Out.