เดินคิดถึงความปรารถนาสามอย่างในเวลาสี่เดือน แล้วความคิดนั้นก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ผมคิดว่าทุกคนน่าจะลองสมมติดูนะครับ ว่าถ้าคุณมีพรสามประการ คุณจะทำอะไรกับมัน และนั่นจะเป็นแบบฝึกหัดที่ดีเยี่ยม ที่จะค้นหาถึงสิ่งถึงสิ่งที่คุณรู้สึกว่าสำคัญ และได้ไตร่ตรองถึงโลกรอบๆตัวเรา การคิดเช่นนี้ นำมาสู่การตั้งคำถามว่าคนคนหนึ่งสามารถทำอะไร หรือสามารถสร้างความคิดอะไรบางอย่าง ที่อาจจะเปลี่ยนแปลงและเป็นพลังขับเคลื่อนใช้เกิดสิ่งที่แตกต่างได้ แรงบรรดาลใจจากธรรมชาติ เป็นธีมในการบรรยายครั้งนี้ครับ และจริงๆแล้วผมคิดว่านั่นเป็นจุดที่ผมเริ่มต้นเช่นกัน
ผมสนใจในแลนด์สแคป ในฐานะชาวแคนาดาคนหนึ่ง พวกเรามีเกรทนอร์ท ซึ่งมีประชากรไม่มากนัก พ่อของผม เป็นคนที่ชื่นชอบการทำกิจกรรมกลางแจ้ง ผมจึงมีโอกาสได้สัมผัสกับสิ่งเหล่านั้น แม้ผมไม่เคยเข้าใจอย่างชัดเจนว่าพวกมันกำลังสื่ออะไร แต่ผมคิดว่าสิ่งที่พวกมันพยายามจะบอกคือ มนุษย์เราเกิดขึ้นมาเป็นเวลาชั่วประเดี๋ยว และธรรมชาติที่เราได้เห็น ไม่ว่าจะเป็นชายฝั่งมหาสมุทร หรือผืนป่าบริสุทธ์ที่ผมมีโอกาสได้เห็นนั้น สะท้อนถึงการเวลาทางธรณีวิทยา ซึ่งดำเนินมายาวนาน และเราได้สัมผัสกับมุมที่ต่างออกไป
และสำหรับผมนั้น นั่นเป็นจุดอ้างอิงที่ ผมต้องการ เพื่อให้สามารถสร้างงานของผม ผมใช้เวลาอยู่ข้างนอก ถ่ายรูปต้นหญ้าแตกใหม่ในฤดูใบไม้ผลิ ข้างถนน เพื่อที่จะถ่ายรูปต้นหญ้าเกิดใหม่พวกนี้ จากนั้นผมใช้เวลาอยู่เป็นปี พยายามถ่ายรูปแลนด์สเคปที่บริสุทธ์เหล่านั้น แต่ในฐานะที่ผมเป็นช่างถ่ายภาพศิลปะ ผมกลับไม่รู้สึกว่า งานที่ผมทำสื่อความหมายได้ดี และนั่นแปลว่า ผมมีปัญหาในการทำงานศิลปะ และภาพของผมยังมักจะถูกนำไปรวมกับภาพปฏิทินทั้งหลาย หรือสิ่งที่เกี่ยวกับธรรมชาติ แล้วผมก็ไม่สามารถหนีไปจากมันได้ ผมจึงลองหาวิธีคิดเกี่ยวกับแลนด์สเคปในมุมมองใหม่ และผมก็ตัดสินใจที่จะมองแลนด์สเคป จากมุมมองที่เราได้เปลี่ยนเปลือกโลกหล่านั้น
ผมได้โชคดีบังเอิญหลงทางในเพนซิลวาเนีย และก็พยายามขับรถกลับไปทางซ้าย เพื่อจะขึ้นไฮเวย์ แล้วผมก็ลงเอยไปโผล่ที่เมืองแฟรกค์วิลล์ ผมลงจากรถ แล้วก็ยืนขึ้น เบื้องหน้าของผมเป็นเหมืองถ่านหินรอบตัวผม 360 องศา และนั่นก็เป็นแลนด์สเคปที่เหนือจริงเท่าที่ผมเคยเห็นมา มันถูกเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงโดยน้ำมือของคนเรา และสิ่งนี้ ก็ทำให้ผมออกไปค้นหาพวกเหมืองแบบนี้ ออกไปดูที่ที่ถูกอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ยึดครอง ในแลนด์สเคปที่ผมได้เห็น ก็กลายเป็นพื้นฐาน ของสิ่งที่ผมทำมา และนั่นยังกลายเป็นธีม ที่ผมรู้สึกว่าผมควรจะยึดต่อไป ผมไม่ต้องค้นหาตัวเองอีกต่อไป เพราะสิ่งนี้ ใหญ่พอที่ให้ผม ทำงานของผมได้ทั้งชีวิต ให้ผมหลงใหลได้ทั้งชีวิต ผมค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับที่ที่มีอุตสาหกรรมกำหนดแลนด์สเคป
มีสิ่งหนึ่งที่ผมอยากขอบคุณ แต่ยังไม่มีโอกาสทำ คือการขอบคุณทุกๆบริษัทที่อนุญาติให้ผมเข้าไปถ่ายภาพ เนื่องจากผมต้องต่อรองในเกือบทุกที่ เพื่อที่จะเข้าไปถ่ายรูปในแต่ละสถานที่ และถ้าพวกเขาเหล่านั้น ไม่ยอมให้ผมเข้าไป ผมหมายถึงระดับผู้บริหารของบริษัทเหล่านั้น คงไม่มีทางที่ผมจะมีผลงานแบบนี้ได้ ด้วยความเคารพ ผมจึงไม่คิดที่จะยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามธุรกิจพวกนั้น ผมเข้าในเพราะผมก็มีบริษัทเหมือนกัน ผมรู้สึกว่า นั่นเป็นสิ่งสำคัญที่เราทุกคนต้องการครับ แต่ผมก็สนับสนุนในกระแสการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยเช่นกัน
เนื่องจากสองสิ่งนี้ดึงให้ผมอยู่ระหว่างสองขั้วท่ีแตกต่างกัน ผมไม่ได้มาฟ้องร้องในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่สิ่งนั้นเกิดขึ้นอย่างช้าและต่อเนื่อง ผมจึงคิดว่า.... เราอาศัยอยู่ในยุคพัฒนาการต่างๆของมนุษย์ ยุคหิน ยุคโลหะ และยุคสัมฤทธิ์ และกิจกรรมในยุคเหล่านี้ก็ยังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน แต่เรากลับไม่รับรู้ในความเชื่อมโยงกับสิ่งเหล่านั้น เราได้มองข้ามในบางสิ่งบางอย่างไป นั่นเป็นสิ่งที่น่ากลัวทีเดียว เพราะว่าเวลาเราเริ่มมอง ถึงสิ่งที่พวกเราชอบคล้ายๆกันที่สร้างไลฟ์สไตล์ของเรา และสิ่งที่เราทำกับแลนด์สเคปรอบตัวเรา สำหรับผม นี่เป็นสิ่งที่ที่ทำให้ผมได้สติและได้ไตร่ตรองในสิ่งที่เราทำ
และจากการมองผ่านภาพถ่ายของผม ผมหวังว่า ผมจะดึงความสนใจของผู้ชมมาที่งานของผม และมองดูมันอย่างยอมรับ ผมไม่อยากให้พวกเขาพูดว่า "โอ้พระเจ้า นี่มันอะไรกัน" แต่อยากให้ถูกท้าทายโดยภาพถ่ายเหล่านั้น ผมอยากให้เขาเห็นในความงามในระดับหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงสำนึกว่านั่นเป็นสิ่งที่น่ากลัว และไม่น่าชื่นชม เหมือนกับความชื่นชมแบบนั้นเป็นสิ่งต้องห้าม และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ นั่นทำให้ผมคิดว่าสิ่งที่สะท้อนออกมานั้น สามารถทำให้คนอื่นได้เห็น และดึงดูดความสนใจของเขาได้ และในอีกแง่หนึ่งมันก็กำหนดความรู้สึกของผมเช่นกัน คือผมก็วาดฝันอยากมีชีวิตดีๆ ผมอยากได้บ้าน ผมอยากมีรถ แต่จริงๆแล้ว มันมีสิ่งที่เชื่อมโยงเป็นผลกระทบกันอยู่ แล้วผมจะรู้สึกรังเกียจหรือชื่นชอบมันได้อย่างไร ในเมื่อความจริงผมก็มีมันเช่นกัน และในงานของผมนั้น ผมก็พยายามที่จะสร้างในสิ่งที่สลับไปมานี้
นี่เป็นภาพที่ผมถ่ายจากสุสานยางรถยนต์ ซึ่งมียางอยู่ 45 ล้านเส้น และที่นี่เป็นที่ที่ใหญ่ที่สุด จุดที่อยู่ห่างจากผมไปประมาณชั่วโมงครึ่ง เคยเกิดไฟไหม้ ประมาณสี่ปีที่แล้ว อยู่ใกล้ๆกับเวสลี แคลิฟอร์เนีย และโมเดสโต ผมเลยตัดสินใจค้นหาในสิ่งเหล่านั้น และสำหรับผม หากงานชิ้นแรกๆของผมซึ่งเป็นการถ่ายภาพแลนด์สเคป สื่อถึงความสลดที่เราทำธรรมชาติ ในอุตสาหกรรมการรีไซเคิลที่เราเห็นอยู่นี้ เริ่มชี้ชัดไปในทิศทางที่ชัดเจน และสำหรับผม นั่นเป็นการชดใช้ของเรา ในวงจรการรีไซเคิลที่ผมทำมา ผมค้นหาการพัฒนากิจกรรมของมนุษย์ในแบบยั่งยืน ถ้าเรายังโยนของทิ้งเข้าไปในระบบอุตสาหกรรมในเมืองแบบนี้ กลับไปสู่ระบบแบบนี้ ถ้าเรายังทำแบบนี้ เราก็ยังสามารถทำต่อไปได้ จริงๆแล้ว ผมเข้าฟังการสัมมนาแล้วพบว่า มีสิ่งใหม่ๆหลายสิ่งที่น่าสนใจ เช่น ไบโอมิมิครี (เทคโนโลยีเลียนแบบธรรมชาติ) และบางสิ่งก็กำลังเข้ามาอยู่ในกระแสหลัก -- นาโนเทคโนโลยี... ที่สามารถป้องกันไม่ให้เรา ต้องทำลายแลนด์สเคปมากกว่านี้ และเราก็ตั้งหน้าตั้งตาคอยสิ่งเหล่านี้
แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งเหล่านี้กำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และยังเพิ่มขึ้นต่อไป สิ่งที่เราเห็นอยู่นี่ ผมไปบังคลาเทศมา ผมเริ่มไปในที่ซึ่งห่างจากอเมริกาเหนือ ผมเริ่มที่จะมองโลกอย่างเปิดกว้่าง ภาพเหล่านี้จากบังคลาเทศ ผมรู้มาจากวิทยุที่ผมได้ฟัง พวกเขาพูดกันถึงเรื่อง เอกซอน วาลดีซ ว่ามีถังน้ำมันเป็นจำนวนมากนัก เนื่องจากว่าการประกันทางด้านอุตสาหกรรม ทำให้ถังน้ำมันเหล่านั้นถูกเลิกใช้ และในปี 2004 จะถึงจุดทีล้นเกินจริงๆ ผมก็เลยคิดว่า โอ้ นั่นคงเป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อนะ การที่ผมได้เห็นผู้คนเหล่านั้นรื้อซากเรือด้วยมือเปล่าๆของพวกเขา ในโลกที่สาม จริงๆแล้ว ผมวางแผนจะไปที่อินเดีย แต่เพราะที่อินเดียมีสถานการณ์เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มกรีนพีซ ผมจึงจำเป็นต้องยกเลิกไป แล้วผมก็มีโอกาสไปที่บังคลาเทศ และภาพที่ผมได้เห็นในประเทศโลกที่สามเป็นครั้งแรกนั้น มันเหลือเชื่อจริงๆครับ ผมไม่อยากเชื่อว่านี่จะเป็นจริง คน 130 ล้านคน อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีขนาดเท่ากับรัฐวิซคอนซิน มีผู้คนอยู่ทุกที่ ปัญหามลภาวะรุนแรงมาก การทำงานที่นี่ก็ลำบากมาก
ส่วนนี่เป็น ภาพแหล่งขุดเจาะน้ำมันในแคลิฟอร์เนีย เป็นหนึ่งในแหล่งขุดเจาะน้ำมันที่ใหญ่ที่สุด และนั่นก็ทำให้ผมเริ่มคิดอีกครั้งว่า... นี่คงเป็นความบังเอิญอีกครั้งหนึ่ง ที่โลกทั้งใบที่ผมอยู่นั้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับน้ำมันที่เรามีอย่างล้นเหลือ และสำหรับผมแล้ว นั้นเป็นอีกจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมได้สร้างผลงาน และขยายผลงานต่อไปเรื่อยๆ และผมก็หวังว่าผลงานชุดนี้จะเสร็จได้ ภายในเวลาประมาณสองถึงสามปี ภายใต้หัวข้อว่า " ดิ ออยล์ ปาร์ตี " เพราะผมมีความคิดว่าทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรานั้น ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รถยนต์ ถนน และสิ่งอื่นๆ ของเรานั้น มีผลมาจากการใช้น้ำมันโดยตรง ผมจะตัดให้ดูรูปที่เมืองจีน ผมเริ่มถ่ายรูปเมืองจีนเมื่่อสี่ปี่ที่แล้ว และสำหรับผมแล้ว การพัฒนาในเมืองจีนเป็นคำถามเกี่ยวกับความยั่งยืนที่ค้างคาใจผม
นี่ยังไม่ได้พูดถึงว่าเมืองจีน มีผลกระทบต่อเมืองอุตสาหกรรมต่างๆ รวมทั้งเมืองที่ผมเติบโตมา ผมมาจากเมืองของคนใช้แรงงาน เมืองรถจีเอ็ม บริษัทที่พ่อผมเคยทำงานให้ ผมเลยคุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้เป็นอย่างดี และนั้นก็เป็นแรงผลักดันในงานของผม แต่พวกคุณรู้ไหม ว่าสิ่งที่ผมเห็นในเมืองจีน ขนาดของอุตสาหกรรมที่กำลังพัฒนาขึ้นที่นั่น มันน่าเหลือเชื่อจริงๆ สิ่งที่พวกคุณเห็นเหล่านี้คือเขื่อนสามโตรก เป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุด ใหญ่กว่าเขื่อนอื่นๆที่เคยถูกสร้างมาถึงครึ่งหนึ่ง พวกวิศวกรจากทั่วโลก ต่างก็ยอมแพ้และทิ้งงานไป เพราะพวกเขาบอกกันว่า มันใหญ่เกินไป ความจริงแล้ว ตอนเริ่มเติมน้ำเข้าเขื่อนเมื่อปีครึ่งที่แล้วนั้น พวกเขาสามารถตรวจจับการสั่นไหวของแกนโลกที่กำลังหมุนได้ ใช้เวลาไปสิบห้าวันในการเต็มน้ำในเขื่อน จึงเกิดเป็นเขื่อนเก็บน้ำที่ยาว 600 กิโลเมตร นี้ได้ นี่นับว่าเป็นเขื่อนเก็บน้ำที่ใหญ่ที่สุด นอกเหนือจากความใหญ่ของเขื่อนแล้ว มีการย้ายเมืองถึง 13 เมืองออกไป เพื่อที่จะสร้างเขื่อนนี้ ตึกมากมายถูกทำลายเพื่อจะให้เดินเรือได้สะดวก
นี่เป็นภาพก่อนและหลังการสร้างเขื่อนครับ และนี่เป็นภาพตอน 10 สัปดาห์ให้หลัง อาคารต่างๆถูกรื้อถอนด้วยมือ ผมว่ามีอาคาร 11 หลัง ที่ถูกระเบิดด้วยไดนาไมต์ ส่วนอื่นนั้นถูกรื้อด้วยมือ นั่นเป็นภาพหลังจาก 10 อาทิตย์ถัดมา และนี่ทำให้คุณเห็นภาพครับ ว่าผู้คนที่อาศัยอยู่ในบ้านพวกนั้น พวกเขาทำลายบ้านของตัวเอง พวกเขาทำงาน และได้ค่าจ้างตอบแทน ในการทำลายบ้านเมืองของเขาเอง และภาพพวกนี้เกิดมากจากสิ่งนั้นครับ ผมใช้เวลาไปที่เขื่อนสามโตรกทั้งหมดสามครั้ง ผมเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ของแลนด์สเคป ดูเหมือนสมรภูมิรบหลังการสงคราม แต่ไม่ใช่หรอกครับ นี่เป็นภูมิทัศน์ที่ถูกเปลี่ยนแปลงโดยความต้องการของเรา ด้วยความต้องการพลังงาน พวกเขาก็เลยยอมให้สิ่งนี้เกิดขึ้น การเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่ขนาดนี้ เพื่อจะได้มาซึ่งพลังงานไฟฟ้านั้น
แต่ที่จริง มีสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองจีนที่่เป็นเรื่องน่ายินดี เพราะข้อมูลที่ผมนำเสนอต่อไปนี้ มีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ทั้งหมด 27 โรง ที่กำลังจะถูกสร้าง ในขณะที่ในอเมริกาเหนือนั้น ไม่ได้สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในเวลา 20 ปี ที่ผ่านมา เนื่องจากถูกคัดค้านโดยกลุ่ม "NIMBY" -- "Not In My BackYard." (อย่ามาสร้างที่หลังบ้านของเรา) แต่ที่เมืองจีน พวกเขากลับบอกว่า "ไม่ๆ เราจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 27 โรง ในเวลา 10 ปี" และการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินจะยุติลง เช่นเดียวกับโรงปั่นไฟฟ้าพลังงานน้ำ ตัวถ่านหินนี่แหละ ดูเหมือนจะเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด และหนึ่งในสิ่งที่เกิดขึ้นในเขื่อนสามโตรกนั้น คือการศูนย์เสียพื้นที่ทำการเกษตรกรรม เหมือนที่คุณเห็นอยู่ด้านซ้ายครับ พื้นที่ทำเกษตรกรรมอันอุดมสมบูรณ์บางส่วนได้ หายไปเพราะการสร้างเขื่อน มีผู้คนประมาณ 1.2 ถึง 2 ล้านคน ต้องอพยพหาที่อยู่ใหม่ ตัวเลขของจำนวนประชาการนั้น เปลี่ยนไปตามแหล่งข้อมูลต่างๆ และนี่คือสิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นมาใหม่ครับ
นี่คืออูฉาน นี่เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของพื่นที่อพยพ นี่คือที่ว่าการเมืองครับ และเป็นอีกครั้ง ที่ผมเสียใจที่เห็นการสร้างเมืองใหม่ขึ้นมาแทนของเก่า พวกเขาลืมทำในหลายๆสิ่งที่ควรจะทำ สิ่งที่เราสังเกตได้ ในการวางผังก็คือ การขาดพื้นที่สวนสาธารณะ และพื้นที่สีเขียว กลับมีแต่พื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่น ซึ่งติดอยู่กับเชิงเขา จริงๆแล้วพวกเขามีโอกาสสร้างเมืองใหม่ จากความต้องการของชาวรากหญ้า แต่สิ่งเหล่านี้เหมือนจะไม่ตอบสนองความต้องการของพวกเขาเลย
นี่เป็นป้ายครับ... ป้ายที่แสดงถึงนโยบายการคุมกำเนิดในจีน "การสร้างสรรค์สังคมก้าวหน้าด้วยวิทยาศาสตร์ วางแผนการแต่งงานและการคุมกำเนิด" ลองดูป้ายนี้ดีๆซิครับ ป้ายนี้มีการโฆษณาถึงกับดักวัฒนธรรมตะวันตก ลองดู ชุดสูททักซิโด และช่อดอกไม้นั่น แต่สิ่งที่ทำให้ผมตกใจกลับคือนี่ครับ การตัดต่อภาพรวมกับฉากหลัง เป็นการผสมผสานทุกสิ่งที่เรามี และปรับเข้ากับชีวิตในปัจจุบันเท่านั้นเอง และอีกครั้ง ที่คุณจะเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ฝังลึกอยู่ในค่านิยม ของคนจีนในชนบท การนิยมวัฒนธรรมแบบตะวันตก เริ่มจากที่พวกเขามีหมู่บ้านเล็กๆ กลายเป็นชีวิตแบบเมืองใหญ่ ซึ่งมีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมสูงกว่า เป็นจุดที่น่าคิดนะครับ
นี่เป็นภาพถ่ายของจตุรัสใหญ่แห่งหนึ่งในมณฑลกวางตุ้ง และนี่เป็นที่ที่มีแรงงานอพยพจากชนบทหลั่งไหลเข้ามาทำงานเป็นจำนวนมหาศาล และมีคนอยู่ประมาณ 130 ล้านคน ที่อยู่ระหว่างการย้ายถิ่นฐาน พยายามย้ายเข้ามาในใจกลางเมืองตลอดเวลา คาดกันว่า ในเวลา 10 ถึง 15 ปี ข้างหน้า จะมีคน ประมาณ 400 ถึง 500 ล้านคน อพยพเข้ามา สู่เมืองใหญ่ อย่างเช่น เซี่ยงไฮ้ และ หัวเมืองด้านการอุตสาหกรรมเมืองอื่นๆ โรงงานอุตสาหกรรม คือ -- บริษัทภายในประเทศเป็นส่วนใหญ่ -- จะบ่งบอกได้อย่างชัดเจน ว่าพนักงานจะใส่ชุดเครื่องแบบเหมือนๆกัน นี่เป็นชุดสีชมพูครับ ที่โรงงานผลิตรองเท้าแห่งหนึ่ง มีหอพักให้พนักงานอยู่ด้วย พวกพนักงานอพยพมาจากชนบท และ ต้องอาศัยอยู่ในหอพัก
อีหยวน เป็นโรงงานรองเท้าที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งครับ อยู่ใกล้ๆกับเซินเจิ้น มีพนักงานทำรองเท้าอยู่ถึง 90,000 คน นี่เป็นภาพการเปลี่ยนกะครับ หนึ่งในสามเวลาต่อวัน มีโรงงานขนาดนี้อยู่สองโรงในเมืองนี้ครับ โรงงานนี้มีพนักงาน 45,000 คนครับ ในตอนเที่ยง จะมีพนักงานประมาณ 12,000 คน ออกมาทานอาหาร พวกเค้านั่งทานอาหารในเวลาจำกัด คือ 20 นาทีเท่านั้น เพื่อที่จะให้กลุ่มต่อไปเข้ามากินต่อ น่าทึ่งจริงๆครับ ถัดมานี่เป็นตึกในเซี่ยงไฮ้ครับ ผมศึกษาการฟื้นฟูเมืองของเซี่ยงไฮ้ และที่แห่งนี้จะถูกรื้อถอน เพื่อสร้างตึกสูงภายในเวลาห้าปีข้างหน้า
สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกันในเซี่ยงไฮ้ คือ -- เมืองจีนกำลังเปลี่ยนแปลง เนื่องจากสิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้น เมื่อห้าปีที่ผ่านมา เช่นกลุ่มต่อต้าน ที่เรียกว่า "dengzahoos"-- พวกเขาเหมือนถูกหมุดปักเอาไว้ให้อยู่กับที่ พวกเขาจะไม่ไปไหน ไม่ยอมที่จะต่อรอง พวกเขายังได้ไม่พอกับที่อยากได้ ก็เลยจะไม่ไปไหน พวกเขาจะไม่ยอมไปไหนเลยจนกว่าจะได้ข้อตกลงที่ดีกว่า และที่จริงพวกเขาก็ประสบความสำเร็จทีเดียวกับการเรียกร้องนั้น เพราะพวกเขาได้ในข้อตกลงใหม่ เพิ่งประกาศออกมาได้ประมาณสองชั่วโมง -- ในขณะที่ชุมชนของพวกเขามีอายุนานกว่าร้อยปี หรือไม่ก็เป็นพันปีเลยทีเดียว ชุมชนเหล่านี้ถูกทำลาย และทำให้ผู้คนต้องอพยพไปในเขตชานเมืองที่อื่น ห่างออกไปจากเซี่ยงไฮ้ แต่การประท้วงก็ยังไม่จบ การประท้วงเกียวกับการก่อสร้างใหม่ในเซี่ยงไฮ้ ตามความคิดของผม นี่อาจจะเป็นโครงการฟื้นฟูเมืองใหม่ที่ใหญ่ที่สุด เท่าที่มนุษย์เคยทำมา
และเมืองเก่าก็จะถูกทำลายและแทนที่ด้วยสิ่งอื่น นี่เป็นสิ่งที่ผมหวังไว้สิ่งหนึ่ง แต่ผมก็ไม่มีโอกาสได้กลับไปอีกเลย คืออย่างไรก็ตาม ผมอยากบอกเขาว่าน่าจะมีวิธีดีกว่านี่ที่พวกเขาจะสร้างบ้านพวกนี้ ความย้อนแย้งในรูปแบบของสิ่งก่อสร้างพวกนี้น่าสนใจทีเดียวเลยครับ บ้านที่เขาเรียกกันว่าคฤหาสน์ และตอนนี้ดูเหมือนว่า พวกเขาจะได้เริ่มย้าย ยังมีนั่งร้านอยู่เลยครับผม และที่นี่ก็มีขยะอิเล็กทรอนิกส์กองอยู่ ถ้าคุณดูดีๆในฉากด้านหน้าของรูปถ่ายนี่ คุณก็จะเห็นกองขยะพวกนั้น คุณจะเห็นว่าในอุตสาหกรรม -- อุตสาหกรรมของพวกเขา -- ในการรีไซเคิล อุตสาหกรรมพวกนี้เติบโตไปก่อน รอบๆพื้นที่พัฒนาโครงการใหม่ๆเหล่านี้
นี่เป็นสะพานห้าระดับในเซี่ยงไฮ้ครับ เซี่ยงไฮ้เป็นเมืองที่น่าสนใจมาก -- ทุกอย่างถูกยกระดับ และผมคิดว่าไม่เคยมีเมืองในที่เป็นแบบนี้เลย ความจริงแล้ว ในเซินเจิ้น โซนเศรษฐกิจ -- เป็นหนึ่งในเมืองแรกๆ -- เมื่อ 15 ปี ที่แล้ว มีประชาการเพียง 100,000 คน และในปัจจุบัน มีคนอยู่ถึง 10 ถึง 11 ล้านคน จึงเป็นสิ่งชี้วัดถึงการไหลเข้าเมืองของแรงงานในอัตราสูงมากครับ -- นี่เป็นเพียงรถแทกซีจากบริษัทโฟล์คสวาเกน มีประมาณ 9,000 คัน ในลานนี้ และลานเช่นนี้ ก็มีอยู่ในเมืองใหญ่ทุกเมืองครับ ปักกิ่ง และ เซี่ยงไฮ้ รวมถึงเซินเจิ้น และนี่ยังไม่รวมถึงตลาดรถยนต์ส่วนบุคคลในประเทศครับ แค่ตลาดรถแทกซีเท่านั้น และที่พวกเราจะได้เห็นอยู่ในโครงการพัฒนาชานเมืองแบบนี้ -- มีการก่อสร้างเหมือนกันครับ แต่พวกเขาสร้างเฉพาะตึกสูง สร้างประมาณ 20 หรือ 40 ตึกในแต่ละครั้ง มันเพิ่มขึ้นรวดเร็ดเร็วพอๆกับ การเพิ่มตัวของจำนวนที่พักอาศัยของครอบครัวเดี่ยวในพื้นที่
ความหนาแน่นของตึกพวกนี้น่าทึ่งครับ และสิ่งหนึ่งในภาพนี้ที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นนั้น ก็คือ เมื่อผมเห็นตึกเหล่านี้ ผมตกใจมากครับที่เห็น ที่อาคารเหล่านี้ไม่ได้ใช้ระบบปรับอากาศส่วนกลาง หน้าต่างทุกบานมีแอร์ติดอยู่ และผมก็แน่ในว่า มีคนที่นี่ ที่รู้ดีกว่าผมเกี่ยวกับเรื่องการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ผมไม่สามารถจินตนาการได้เลยครับ ว่าการที่ทุกๆห้องมีแอร์ส่วนตัว จะเป็นวิธีทำความเย็นให้กับอาคารขนาดนี้อย่างมีประสิทธิภาพครับ และเมื่อเราดูให้ชัดเจน เราจะเห็นว่า เมื่อขนาดใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้นี้ เปรียบเหมือนป่าของตึกสูงมากมาย เหมือนจะต้องหยุดหายใจเลยล่ะ เวลาคิดถึงเวลาที่เมืองได้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วนี้ และคุณจะได้เห็นอยู่ในฉากด้านหน้าของภาพนี้ เป็นพื้นที่แห่งใหญ่แห่งหนึ่งที่ถูกยกระดับขึ้นมา ตอนนี้ถูกเคลียร์ไปหมดแล้วครับ -- โครงการนี้เริ่มทำเมื่อแปดเดือนก่อน -- และตอนนี้ก็กำลังสร้างกลุ่มอาคารสูงอยู่ใจกลางโครงการ ตึกสูงพวกนี้ จริงๆแล้ว สามารถสร้างเสร็จในข้ามคืนครับ
เมื่อเร็วๆนี้ ผมได้กลับไป และเริ่มมองดู ถึงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในจีน นี่คือโรงงาน เปาสตีล ที่ตั้งอยู่ชานเมืองของเชี่ยงไฮ้ครับ ส่วนนี้เป็นกองถ่านหินที่เอาไว้ใช้ในโรงงานเหล็ก -- 18 ตารางกิโลเมตร เป็นระบบจัดการที่ใหญ่อย่างเหลือเชื่อครับ คิดว่ามีคนงานราว 15,000 คน มีเตาหลอม อยู่ห้าเครื่อง แล้วนี่เครื่องที่หกกำลังจะถูกสร้างตรงนี้ พวกเขาสร้างเตาหลอมนี้อย่างใหญ่โตทีเดียว เพื่อพยายามที่จะจัดการกับความต้องการใช้เหล็กในจีน มีเตาหลอมยักษ์อยู่สามเครื่องในภาพนี้ และลองดูซิครับ ภาพพวกนี้เหมือนมีเมฆหมอกปกคลุมอยู่ตลอดเวลา นี่เป็น คลิปวีดีโอตามเวลาจริงๆ ของคนประกอบเครื่องตัดไฟครับ 10 ชั่วโมงต่อวันครับ ด้วยอัตราการทำงานแบบนี้ ผมคิดว่าประเด็นสำคัญ ที่เรากำลังเผชิญหน้ากับเมืองจีน คือ พวกเขากำลังใช้เทคโนโลยีทางการผลิตแบบใหม่เป็นจำนวนมาก
ในโรงงานนั้น มีพนักงาน 400 คน ทำงานอยู่ในชั้นเดียวกัน ผมขอให้ผู้จัดการโรงงาน เลือกพนักงานคนที่ทำงานได้ไวที่สุดมาทั้งหมดห้าคน และผมก็ลองมองดูพวกเขาทำงานทีละคน อยู่ประมาณ 15 ถึง 20 นาที และผมก็เลือกผู้หญิงคนนี้ครับ เธอทำงานไวเป็นแสงเลย วิธีทำงานของเธอน่าเหลือเชื่อจริงๆครับ แต่นี่ก็เป็นกลยุทธ์ทางการผลิตในตอนนี้ครับ พวกเขาชนะขาดเลย ด้วยวิธีที่ใช้อยู่ คือการใช้เทคโลโลยีทางการผลิตแบบใหม่ เพื่อการผลิตชิ้นส่วนต่างๆ แต่การประกอบชิ้นส่วนนี่แหละ ที่เป็นแรงดึงดูด แรงงานจากชนบทที่อยากทำงาน เข้่ามาทำงานในส่วนนี้ มีผู้คนจำนวนมหาศาลเลยครับ ที่อยากจะทำงานเหล่านี้ สภาวะทางสังคมเช่นนี้คงดำเนินต่อไปประมาณ 10 ถึง 15 ปี ครับ ถ้าพวกเขารู้ว่าเขาต้องการอะไร ซึ่งพวกคุณคงรู้ว่า มีคนอีกประมาณ 400 ถึง 500 คน ที่จะอพยพเข้ามาอยู่ในเมือง
ในกรณีพิเศษเช่นนี้ -- ในอุตสาหกรรมไลน์การผลิตที่คุณเห็นอยู่นี้ นี่เป็นภาพนิ่งที่ผมถ่ายครับ ผมใช้รูรับแสงของกล้องเล็กมากครับ เพื่อจะได้ภาพที่ความชัดลึก ผมต้องให้พวกเค้าหยุดอยู่นิ่งๆ ประมาณ 10 วินาที เพื่อที่จะได้ภาพนี้ เราพยายามกันอยู่ห้าครั้งเห็นจะได้ เพราะว่าพวกเขายังทำงานกันอย่างต่อเนื่อง ไม่มีโอกาสทำให้พวกเขาทำงานช้าลงเลย พวกเขาถูกโปรแกรมให้ทำงานอย่างนี้ทั้งวัน จนผู้จัดการต้องสั่งให้พวกเขาหยุดด้วยเสียงขรึม " โอเค... ทุกคนหยุด " อืม...ได้ผลเลยครับ แต่พวกเขาก็ถูกผลักดันให้ทำงานผลิตนี้ในอัตรารวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ
นี่เป็นอุตสาหกรรมสิ่งทอผลิตไหมสังเคราะห์ ที่ใช้วัตถุดิบจากกากน้ำมันครับ และภาพที่พวกคุณเห็นอยู่นี่ เช่นเคยครับ นี่ถือเป็นจุดสูงสุด ของเครื่องทอผ้าเลยทีเดียว มีเครื่องทอผ้าอยู่ 500 เครื่อง แต่ละเครื่องมีราคาประมาณ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ มีคนทำงานอยู่ประมาณ 12 คน ครับ และพวกเขาก็มีหน้าที่คอยดูเครื่องจักรเหล่านี้ ด้วยการเดินคุม เครื่องจักรก็ยังคงเดินต่อไป น่าเหลือเช่นจริงๆครับ ที่ได้เห็นขนาดของอุตสาหกรรมนี้ และผมก็เริ่มลงลึกขึ้นเรื่อยๆ เพื่อจะถ่ายภาพโรงงานแบบนี้ ผมเริ่มเปรียบเทียบและจับคู่ของภาพต่างๆ เพื่อจะได้เปรียบเทียบในขนาดของสถานที่เหล่านี้ นี่เป็นไลน์การผลิตเส้นด้ายไหม ที่พวกเขาม้วนด้ายให้เป็นกลุ่มครับ ก่อนที่จะส่งไปที่เครื่องทอผ้า
ส่วนอุตสาหกรรมนี้เป็นการใช้แรงงานอย่างหนักเลยทีเดียว นี่คือการทำรองเท้าครับ ในชั้นนี้มีคนงานประมาณ 1,500 คนเห็นจะได้ ทั้งบริษัทมีคนงานประมาณ 10,000 คนครับ และพวกเขาก็ทำงานการผลิตรองเท้าขายภายในประเทศ ยากทีเดียวในการที่จะติดต่อกับบริษัทข้ามชาติ เนื่องจากผมต้องขออนุญาติในการเข้าไปในโรงงาน อย่างเช่น Nike หรือ Adidas ยากทีเดียวครับที่จะได้ใบอนุญาติมา แถมพวกเขายังไม่อยากให้ผมเข้าไปอีกด้วย การเข้าไปถ่ายภาพภายในโรงงานภายในประเทศจึงง่ายกว่า นี่เลยเป็นสิ่งที่ชี้วัดครับ เป็นจุดเริ่มต้น เรื่องการไหลเข้าเมืองของแรงงานที่มีมากเหลือเกินในประเทศจีน เพื่อทำงานในโรงงานผลิตรองเท้า และ Nike ก็เหมือนจะเป็นที่แรกเลย นี่เป็นการใช้แรงงานฝีมืออย่างหนักทีเดียว มีเหตุผลเลยทีเดียว ที่จะมีตลาดแรงงานเหล่านี้อยู่
ถัดมานี่เป็นการผลิตเทคโนโลยีมือถือครับ ยี่ห้อ Bird โมบาย เป็นบริษัทมือถือที่ใหญ่ที่สุดในเมืองจีน ผมคิดว่า บริษัทมือถือนี่ เกิดขึ้นเรื่อยๆ ทุกอาทิตย์เห็นจะได้ เนื่องจากตลาดมือถือของประเทศจีนโตไวมากครับ ส่วนนี่ก็เป็นโรงงานสิ่งทอทำเสื้อ -- Youngor เป็นโรงงานผลิตเสื้อที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีนครับ และภาพต่อไปนี้ก็เป็นฉากที่ถ่ายในโรงอาหารช่วงเที่ยง ทุกอย่างเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพจริงๆครับ ในขณะที่จัดฉากนี้อยู่ ผมเห็นพนักงานโดยส่วนใหญ่ ใช้เวลาทานข้าวเที่ยงประมาณ 8 ถึง 10 นาที นี่เป็นโรงงานที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาเลยครับ พวกเขาผลิตเครื่องทำกาแฟ แห่งที่ใหญ่ที่สุด และเป็นโรงงานเตารีดที่ใหญ่ที่สุดด้วย -- พวกเขาผลิตรองเท้าถึง 20 ล้านคู่ สู่ตลาดโลก มีพนักงานถึง 21,000 คน ในโรงงานแห่งนี้ครับ นี่คือแค่พนักงานกลุ่มหนึ่ง นั่งเรียงกันกันยาวครึ่งกิโลเมตรได้ นี่เป็นภาพถ่ายเมื่อเร็วๆนี้ครับ -- ผมเพิ่งกลับไปเมื่อเดือนก่อนนี่เอง พวกคุณเป็นคนกลุ่มแรกที่ได้เห็นภาพพวกนี้เลย กว่าจะได้ภาพจากโรงงานที่ใหม่พวกนี้
ผมต้องขออนุญาติอยู่เป็นปีเลย กว่าจะเข้าไปแต่ละที่ได้ อีกมุมมองหนึ่งที่สะท้อนถึงสิ่งที่เป็นอยู่ในเมืองจีน คือการต้องการวัตถุดิบเพื่อการผลิตอย่างมากครับ ดังนั้นวัตถุดิบที่ใช้รีไซเคิลเป็นจำนวนมากจึงถูกสะสมรวมกันไว้ที่นี่ เพื่อการรีไซเคิลและนำกลับมาที่จีนโดยเรือ นั่นคือก้อนเหล็กขนาดใหญ่ ได้มาจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยขั้นตอนนี้พวกเขาจะได้ทองแดงและเหล็กคุณภาพสูงครับ จากการรีไซเคิลมอเตอร์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ นี่มีความเชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับ Silicon Valley ในแคลิฟอร์เนีย แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วโลก ถูกรีไซเคิลที่จีน
ที่นี่ถูกเรียกว่า "e-waste" ครับ และนี่ก็เป็นปัญหาเลยทีเดียว เนื่องจากวิธีที่พวกเขารีไซเคิลบอร์ด โดยการใช้อิฐถ่านหินก้อนเล็กๆเหล่านี้ ซึ่งถูกใช้โดยทั่วไปในจีน แต่การที่พวกเขาใช้ถ่านเผาบอร์ดโดยตรง และปากคีบดึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ออกมา พวกเขาพยายามจะแยกชิ้นส่วนโลหะที่มีค่าออกมาให้ได้ แต่มลพิษทางอากาศส่งกลิ่นรุนแรง -- เมื่อคุณมาที่เมืองนี้ ที่ที่กิจกรรมการเผาบอร์เพื่อการรีไซเคิลเป็นเรื่องปกติ คุณจะได้กลิ่นในระยะ 5 ถึง 10 กิโลเมตร ก่อนเข้าเมืองอีกครับ นี่ก็เป็นอุตสาหกรรมอีกรูปแบบหนึ่งครับ เป็นกิจกรรมในครัวเรือน มีขนาดเล็กๆ -- ผู้คนสามารถทำงานกันที่หน้าบ้าน หลังบ้าน หรือแม้แต่ในบ้านของพวกเขา เขาก็ยังเผาบอร์ดกันอยู่
แม้ว่าเขาจะกลัวว่าจะมีคนมาตรวจสอบ เนื่องจากกิจกรรมนี้เป็นอาชีพที่ผิดกฎหมายในเมืองจีนครับ แต่เขาก็ไม่สามารถหยุดการไหลเข้าประเทศของขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้ นี่เป็นรูปพอร์เทรตครับ จริงๆแล้ววผมไม่ค่อยได้ถ่ายหรอก แต่ผมอดใจไม่ได้จริงๆครวาวนี้ เธอได้ผ่านยุคของเหมา ผ่านยุคนโยบายแบบก้าวกระโดด และการปฎิวัติวัฒนธรรม และตอนนี้เธอก็ได้นั่งอยู่ที่ระเบียงบ้านของเธอครับ กับกองขยะอิเล็กทรอนิกส์พวกนี้ เหลือเชื่อจริงๆ นี่เป็นถนนที่ถูกทับโดยกองบอร์ดคอมพิวเตอร์พวกนี้ครับ เมืองนี้เป็นเมืองใหญ่ที่สุดเมืองหนึ่ง ที่มำธุรกิจรีไซเคิล ทั้งหมดนี่จึงเป็นภาพที่ผมอยากนำมาแสดงให้คุณดูครับผม
ผมอยากมอบความหวังของผมให้ลูกสาวทั้งสองคนครับ พวกเขานั่งอยู่บนบ่าผมตลอดเวลาที่ผมคิดถึงเรื่องเหล่านี้ คนที่อยู่ทางขวานี้คือเมเกนครับ และนี่คือคัตจา และสำหรับผม ความคิดทั้งหมดนี้ -- สิ่งที่ผมถ่ายทอดผ่านรูปถ่ายนี่ ได้สะท้อนหลายๆสิ่งที่น่าเป็นห่วงนะครับ เกี่ยวกับขนาดของการพัฒนา และสิ่งที่เราเรียกว่าความก้าวหน้า และเหมือนกับสิ่งที่สำคัญอื่นๆที่รออยู่อยู่หลายสิ่ง -- และสิ่งนี้ก็ชัดเจนในห้องนี้ครับ -- สิ่งต่างๆเหล่านี้กำลังจะปรากฎให้เห็นครับ เป็นสิ่งที่ จะแก้ไขปัญหาต่างๆได้มากมาย ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งเหล่านี้จะถูกขยายออกไปกว้างๆทั่วโลก และส่งผลลัพธ์ในแง่บวกกลับมา เป็นสิ่งที่มีผลกระทบต่อโลกของเราครับ ไม่สามารถเลี่ยงได้ แล้วก็ยังเกิดขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่อง -- ผมคิดว่าพวกเราควรจะแก้ไขให้ถูกต้องครับ ลดการย่ำรอยเท้าบนโลกให้น้อยลง -- แต่ก็ยังทำให้เมืองโตไปได้ สิ่งนี้เกิดขึ้นในเอเชีย ด้วยอัตราการเติบโตที่รวดเร็วมากครับ และผมก็คิดว่าเราจะทำให้เท่ากันได้ ท้ายที่สุดแล้วสำหรับแผนการการพัฒนา ผมคิดว่า พวกเราต้องใส่ใจและคอยติดตามกับการพัฒนาของพวกเขาครับ เนื่องจากสิ่งนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาของเราด้วย
นั่นก็เป็นส่วนนึงในความคิด และความหวังของผมครับ คือการนั่งคิดทบทวนสิ่งเหล่านี้ และตั้งคำถามว่า "ชีวิตของพวกเขาจะเป็นอย่างไร ในเวลาที่เขาอยากมีลูก หรือเวลาที่พวกเขาพร้อมที่แต่งงานมีครอบครัวใน 20 ปีต่อไป หรือ 15 ปีถัดไปจากนี้" และสำหรับผม นั้นก็เป็นหลักสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความคิดทั้งหมดของผม ในงานของผม และนี่ก็น่าเหลือเชื่อจริงๆสำหรับผมที่มีโอกาสได้ขอสิ่งเหล่านี้ ความหวังข้อที่หนึ่งครับ : การเปลี่ยนโลก ผมอยากให้คุณใช้รูปของผม เชิญชวนผู้คนอีกเป็นจำนวนมาก เข้าร่วมกับกระแสความตื่นตัวในเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน และเมื่อผ่านการพูดคุยนำเสนอผลงานในวันนี้ ผมเห็นว่า เป็นไปได้แน่นอนครับที่จะทำสิ่งนี้ อืม... ผมได้ออกไปค้นหา -- ผมอยากทำให้ความฝันของผม เชื่อมโยงกับบางสิ่ง ผมไม่อยากให้ความหวังของผมนั้นเลื่อนลอย ไม่มีที่มา
หนึ่งในความหวังนั้น ผมเริ่มต้นจากศูนย์เลย แต่อีกความหวังนั้น ผมอยากรู้ว่ามีอะไรบ้างที่กำลังเกิดขึ้น และใช้ได้ในตอนนี้ และ Worldchanging.com ก็เป็นบล็อคที่เยี่ยมทีเดียวครับ ตอนนี้มีผู้เข้าไปชมถึงครึ่งล้านคนต่อเดือนเลย และก็เพิ่งเริ่มตั้งเมื่อ 14 เดือนก่อนเอง และสิ่งที่ดีสำหรับบล๊อคนี้ ก็คือความคิดเห็นที่อยู่ในบล็อกครับ ผมชอบมาก สิ่งที่เขาทำอยู่นี่ พวกเขาไม่ได้เข้าข้าง -- ผมคิดว่ากระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนั้นล้มเหลวครับ ใช้ความยึดติดกับอุดมคติมากเกินไป ใช้การคาดเดาในแง่ลบมากเกินไป เลยเหมือนจะไม่มีความหวังที่เป็นผลดีอยู่เลย การอยู่ในกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนี้ ทำให้เราไม่อยากยุ่งเกี่ยว ในทางกลับกันครับ ความคิดเห็นที่อยู่บนบล็อกนี้ เป็นความเห็นในแง่บวกทีเดียว เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโลกของเราให้ดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และรวมถึงการศึกษาเทคโนโลยี และอุปกรณ์ที่ใช้ในการประหยัดพลังงานทั้งหลาย รวมถึงการคิดใหม่ทำใหม่ในการวางแผนการเติบโตของเมือง ความเคลื่อนไหวนี้สนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน
และสำหรับผมนั้น สิ่งหนึ่งที่ผมคิดนั้น ก็คือการได้ใช้ผลงานส่วนหนึ่งของผมในการโปรโมท Worldchanging.com เว็บไซต์ พวกคุณบางคนคงรู้ดีนะครับ ว่าสตีเฟน เซกไมสเตอร์ ซึ่งเป็น TEDster และผม ร่วมกันทำเลย์เอาท์ และนี่ก็เป็นแค่จุดเริ่มต้นครับ ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี แต่รูปภาพพวกนี้ ที่ใช้ใน Worldchanging.com สามารถไปเผยแพร่ในสื่ออื่นๆได้ครับ สามารถใช้โพสต์ลงไปในเว็บไซด์ได้ สามารถใช้เป็นป้ายโฆษณา หรือติดบนป้ายรถเมล์ก็ได้ ที่ไหนก็ได้ครับ พวกเราจะได้มองเห็นภาพเหล่านี้ และเริ่มที่จะถกเถึยงกัน ส่วนใหญ่ในสื่อต่างๆ คุณจะเป็นส่วนหนึ่ง และมีตัวหนังสือเป็นส่วนประกอบหลัก ตัวหนังสือแทบจะบังภาพเลย
นี่เป็นสิ่งที่ไม่เหมือนใครครับ เนื่องจากสำหรับสตีเฟนแล้ว ตัวหนังสือเป็นแค่ส่วนประกอบย่อยแค่ห้าเปอร์เซนต์เท่านั้น ใช้ภาพเป็นสื่อหลัก และในกรณีนี้ เนื่องจากภาพเป็นส่วนประกอบหลักในการนำเสนอผลงาน และคำถามที่เกิดขึ้นเป็นส่วนสำคัญครับ เราคิดว่าภาพพวกนี้นำให้ผู้คนสงสัยและตั้งคำถาม " Worldchanging.com เกี่ยวข้องอะไรกับภาพพวกนี้ ?" และหวังว่านี่จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนเข้าชมเว็บนี้มากขึ้น เนื่องจาก Worldchanging.com เป็นแหล่งสร้างบทสนทนาครับ และผมก็หวังว่าบล็อคนี้ -- จะไม่ใช่แค่บล็อคธรรมดาทั่วๆไป ที่เราจะมีความคิดเห็นซ้ำๆซากๆและเหมือนๆกัน บล็อคนี้จะเป็นที่ที่เราประกาศออกมาดังๆ ว่าเราจะออกไป และทำให้สำเร็จ เนื่องจากความคิดและบทสนทนาเห็นที่เรามีอยู่ตอนนี้ ในอินเดีย ในจีน และในอเมริกาใต้ -- มีการเข้าร่วมจากทั่วทุกมุมโลกครับ ผมคิดว่า นี่เป็นโอกาสดีที่เราจะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นผ่านบทสนทนากัน เกี่ยวกับการพัฒนาที่ัยั่งยืน ที่ Worldchanging.com และถ้าพวกคุณจะช่วยในการส่งเสริมและสนับสนุนกัน ก็จะดีมากเลยครับ
ความหวังข้อสองของผม มาจากพวกเด็กๆ ไปสู่ผู้ใหญ่ครับ ซึ่งผมพยายามทำในส่วนนี้อยู่ และนี่ก็คือ : ผมหวังที่จะริเริ่มการจัดการแข่งขันในระดับเยาวชนครับ ที่กระตุ้นให้เด็กๆ ออกความคิดเห็นของพวกเขาในเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน และสิ่งนี้ก็เพิ่งเกิดขึ้นครับ -- อลิสัน ซึ่งเป็นคนเสนอชื่อผม ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ในการระดมความคิด เธอพูดเกี่ยวกับการรีไซเคิลในแคนาดา ซึ่งได้ผลทางจิตวิทยาอย่างยอดเบี่ยมในระดับพวกเด็กๆเกรดสี่ ถึงเกรดหก และคุณลองคิดดูนะครับ เด็กเกรดสี่ -- ภรรยาของผมและผม เราเชื่อว่าเด็กเจ็ดขวบเป็นอายุที่ยอมรับเหตุผลได้ดี เนื่องจากพวกเขาเริ่มเข้าสู่วัยที่มีเหตุผล และเป็นวัยก่อนวัยรุ่น นี่จึงเป็นสิ่งที่เป็นหน้าต่างเปิดสู่การเรียนรู้ของพวกเขาครับ คุณสามารถสอนพวกเขาได้ พวกคุณคงรู้ว่าการเรียนรู้ในช่วงวัยรุ่นเป็นอย่างไร คุณรู้แหละ จากการนำเสนอที่ผ่านมาแล้ว
ผมคิดว่าผมจึงอยากสอนเด็กๆพวกนี้ครับ และหวังว่าจะส่งผลไปถึงที่บ้านของพวกเขา เกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน และพวกเขาจะได้มีความสนใจร่วมในสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ และวิธีหนึ่งที่ผมคิดว่าผมทำได้ก็คือ ใช้เงินรางวัลของผม ผมจะให้เงินรางวัล 30,000 หรือ 40,000 เหรียญ แก่ผู้ชนะ และใช้เงินที่เหลือจัดการเกี่ยวกับโครงการการแข่งขันนี้ เพื่อจะใช้รางวัลเป็นตัวตั้งให้เด็กๆเข้าร่วมทำกิจกรรม แต่ก็มีอีกสิ่งที่ผมเห็นว่าสำคัญและดีมากครับ คือการการแข่งขัน -- ชื่อว่า "prize targets" และหาคนที่มีความคิดเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืนที่เยี่ยมที่สุด สำหรับในโรงเรียน และสำหรับครัวเรือนอีกหนึ่งรางวัลครับ หรืออาจจะเป็นโครงการพัฒนาแบบยั่งยืนในชุมชนก็ได้
และผมคิดว่านี่จะเป็นรางวัลที่ดีเลยทีเดียว สำหรับงานศิลปะในหัวข้อ " In My World" และนี่จะเกิดขึ้นครับ -- เป็นสิ่งที่สามารถรับรู้ได้ในขนาด และถ้าเราสามารถทำให้คนเข้าร่วม -- ไม่ว่าจะเป็นทางใด เช่น ผ่านทางสื่อ หรือ จำนวนเงินที่มีจำนวนมากพอ จนเป็นสิ่งสำคัญ -- และเปิดการแข่งขันนี้เข้าสู่โรงเรียนทุกโรง ที่เป็นโรงเรียนของรัฐ หรือโรงเรียนที่มีเด็กในวัยนี้อยู่ และเปิดให้เป็นการแข่งขันครั้งใหญ่สำหรับพวกเด็กๆ เพื่อที่จะเข้าร่วมและส่งผลงานเข้าชิงรางวัล และเงินรางวัลนี้เป็นสิ่งที่สามารถระบุได้ว่า นี่ไม่ใช่แค่ความคิดเลื่อนลอยนะครับ งานศิลปะนี้ ขึ้นอยู่กับหลักความคิดและวิธีการนำเสนอผลงาน และการลงมือทำครับ แต่สิ่งนี้ควรจะมีสิ่งที่ชี้วัดได้ และในกรณีนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ พวกเรากระตุ้นให้เด็กๆในช่วงวัยเดียวกันกลุ่มหนึ่งได้เริ่มที่จะคิด และพวกเขาก็เริ่มที่จะผลักดันจากส่วนของพวกเขา เข้าสู่กลุ่มอายุสูงขึ้น ผมเชื่อว่า จะไปสู่ภายในครอบครัวครับ และพ่อแม่ของพวกเขาก็จะมีส่วนร่วม และช่วยสนับสนับสนุนเด็กๆ สร้างผลงาน
และผมคิดว่า นี่เป็นจุดเริ่มต้นเกี่ยวกับการส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนครับ เป็นในทางบวกครับผม และเริ่มสอน ให้พวกเขารู้จักการรีไซเคิลอยู่แล้ว แต่พวกเขาคงไม่ได้ใช้หลักการพัฒนาที่ยั่งยืนกับทุกสิ่ง เช่น(ผลกระทบจาก)การใช้พลังงาน และสิ่งอื่นๆที่เกี่ยวข้องกัน และการสอนพวกเขาในสิ่งเหล่านี้ สำหรับผม นั้นเป็นคำขอที่ดีที่สุดเลยครับ และเป็นสิ่งที่ผมอยากมีส่วนร่วม และนี่ ในการประกวด "In My World" เราจะใช้งานศิลปะที่มาจากการประกวดนี้ ส่งเสริมความคิดนี้ ผมชอบมากครับคำนี้ " in my world" เนื่องจากคำนี้ได้แสดงความเป็นเจ้าของที่เรามีต่อโลกของเรา นี่คือโลกของเรา ไม่ใช่ของคนอื่น เราอยากจะช่วยโลกของเรา เราอยากเริ่มทำอะไรเพื่อโลก และผมคิดว่านี่เป็นโอกาสที่ดีทีเดียวครับ สำหรับการใช้จินาการเป็นส่วนร่วม -- และความคิดที่ยอดเยี่ยมนี้ ผมคิดว่า มาจากพวกเด็กๆครับ -- และการได้ใช้ความคิดของเด็กๆ มารวมอยู่ในโครงการนั้น และยังได้ทำอะไรเพื่อโรงเรียน ผมว่า โรงเรียนเหล่านั้นควรจะส่งเสริมเด็กๆ ในด้านอุปกรณ์และเงินอุดหนุน -- นี่จะเป็นสิ่งกระตุ้นให้เด็กๆอยากมีส่วนร่วมครับ และนี่เป็นความคิดบางส่วนจากที่ต่างๆ เราน่าจะทำการส่งเสริม "In My World"
และความหวังข้อที่สามของผม : หนัง Imax ครับ มีคนบอกว่าผมน่าจะทำขึ้นมาสักเรื่อง และผมก็อยากทำอะไรอย่างนี้มาเสมอครับ และขนาดของงานที่ผมทำ และความคิดที่มีกับงานเหล่านี้ -- เมื่อผมได้ดูหนัง Imax ครั้งแรก ผมคิดทันทีเลยว่า มีเสียงสะท้อนบางอย่างจากสิ่งที่ผมพยายามทำอยู่ และสิ่งที่ผมพยายามถ่ายทอดในฐานะช่างภาพ ผมคิดว่าเป็นไปได้เลยทีเดียว ที่จะเปิดความคิดเหล่านี้ให้กับผู้ชมคนอื่นๆ ผมจึงได้หาผู้ให้คำปรึกษาครับ เนื่องจากนี่ก็เพิ่งผ่านวันเกิดผมไป ผมอายุ 50 ปีครับ ผมคิดว่าผมคงไม่มีเวลากลับไปโรงเรียนในตอนนี้ -- ผมยุ่งมาก เลยอยากให้มีบางคน ที่จะสอนผมให้ในหลักสูตรเร่งรัดให้เรียนรู้ในการทำเช่นนั้นได้ และสามารถนำทางให้ผมผ่านความซับซ้อนต่างๆไปได้ด้วยดี จะเป็นสิ่งที่เยี่ยมไปเลย และนั่นก็คือความหวังสามสิ่งของผมครับ
You can share this video by copying this HTML to your clipboard and pasting into your blog or web page. This video will play with subtitles.
You either have JavaScript turned off or have an old version of the Adobe Flash Player. To view this rating widget you
need to get the latest Flash player.
If your browser allows only "trusted sites" to execute Javascript, you should add the "googleapis.com" domain to your whitelist to allow our Flash detection to work properly.
Got an idea, question, or debate inspired by this talk? Start a TED Conversation.
ช่างถ่ายภาพ เอ็ดวาร์ด เบอร์ทินสกี ได้รับรางวัล TED Prize ในปี ค.ศ. 2005 จากผลงานถ่ายภาพแลนด์สแคปอันน่าทึ่ง ที่แสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์ที่มีต่อโลก และจุดนี้ก็สามารถทำให้เขาได้ชักจูงคนอีกเป็นจำนวนมากมาสนใจและเข้าร่วมในกระแสการพัฒนาแบบยั่งยืน
2005 TED Prize winner Edward Burtynsky has made it his life's work to document humanity's impact on the planet. His riveting photographs, as beautiful as they are horrifying, capture views of the Earth altered by mankind. Full bio »
Translated into Thai by FA LIKITSWAT
Reviewed by Pat Likitswat
Comments? Please email the translators above.
11:14 Posted: Jun 2008
Views 866,161 | Comments 199
21:56 Posted: Apr 2007
Views 377,949 | Comments 90
16:17 Posted: Apr 2007
Views 558,010 | Comments 124
Just follow the guidelines outlined under our Creative Commons license.
This comment will be attributed to . Not ? Sign Out.