จากคำพูดของ แจ๊กค์ คูลสตีล (Jacques Cousteau) ที่ว่า "คนเราปกป้องอะไรก็ตามที่เรารัก" วันนี้ฉันอยากจะเล่าถึงสิ่งที่ฉันรักมากในท้องมหาสมุทรกับคุณ และมันก็มีจำนวนมากมายและหลากหลายอย่างไม่น่าเชื่อ ของสัตว์ที่สร้างแสงได้
ความหลงใหลของฉันเริ่มขึ้นด้วยชุดดำน้ำหน้าตาประหลาดที่เรียกว่า "ตัวต่อ" (Wasp) มันไม่ใช่คำย่อ แต่เป็นคนที่ดูเผินๆแล้วเหมือนกับแมลง สิ่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ในงานอุตสาหกรรมน้ำมันนอกชายฝั่ง โดยดำลึกลงไปถึงแท่นขุดเจาะน้ำมันที่ความลึก 2000 ฟุต ทันทีหลังจากที่ฉันจบดอกเตอร์ ฉันโชคดีพอที่ได้ร่วมในคณะนักวิทยาศาสตร์ ที่จะทำการทดลองใช้มันเป็นเป็นครั้งแรก ในการใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการสำรวจมหาสมุทร พวกเราฝึกการใช้ในแท็งค์ที่ พอร์ต ฮูเนมี (Port Hueneme) และนี่เป็นการดำครั้งแรกของฉันในทะเลเปิด ที่ช่องแคบ ซานต้า บาร์บาร่า (Santa Barbara Channel) มันเป็นการดำในช่วงเย็น ฉันลงไปที่ความลึก 880 ฟุต แล้วปิดไฟของอุปกรณ์ลง ส่วนเหตุผลที่ฉันปิดไฟนั้น เพราะว่าฉันรู้ว่า ฉันจะได้เห็นปรากฏการณ์ของสัตว์ที่สร้างแสงได้ ที่เรียกว่า การเรืองแสงทางชีวภาพ แต่ฉันไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจ กับจำนวนอันมากมาย และความสวยงามที่มันสร้างขึ้น ฉันได้เห็นแมงกะพรุนสาย ชื่อ ซิโฟโนฟอร์ (siphonophores) ที่มีความยาวมากกว่าห้องห้องนี้ กำลังส่องแสงเจิดจ้า จนฉันสามารถอ่านค่าหน้าปัดและมาตราวัดได้ ในชุดดำน้ำที่ไม่มีแสงไฟ ตัวของมันดูพองฟู มันเหมือนกับกลุ่มควันสีฟ้าที่ ทอแสงและเกิดประกายไฟ ที่หมุนวนขับออกมา มันเปรียบได้กับการที่คุณใส่ท่อนไม้เข้าไปในกองไฟแล้วมีประกายไฟปะทุออกมา เพียงแต่ไฟนี้มันเย็นและมีสีฟ้า มันน่าทึ่งมาก
โดยทั่วไปถ้าคุณจะรู้จักสัตว์ที่สร้างแสงได้ ก็จะเป็นพวกนี้ มันคือ หิ่งห้อย นอกจากนี้ก็มีสิ่งมีชีวิตที่อาศัยบนพื้นดินที่สร้างแสงได้ เช่นพวกแมลง ไส้เดือน เห็ดรา แต่โดยทั่วไปแล้ว มันหาได้ยากสำหรับบนพื้นดิน ในทะเลนั้น มันเป็นกฏ มากกว่าที่จะเป็นข้อยกเว้น ถ้าฉันออกไปในสิ่งแวดล้อมที่เป็นทะเลเปิด ซึ่งมีอยู่ทุกที่บนโลกใบนี้ แล้วใช้ตาข่ายดักจากที่ความลึก 3000 ฟุตจากผิวน้ำ สัตว์ส่วนมากที่จับได้ ในหลายๆที่ 80 - 90 เปอร์เซ็นต์ จากตาข่ายที่ดักมาได้นั้น สร้างแสงได้ ซึ่งสร้างแสงที่สวยงามตระการตา
และตอนนี้ฉันอยากให้คุณดูวีดิโอ ที่ฉันถ่ายมาจากเรือดำน้ำ ทีแรกฉันได้ค่อยๆพัฒนามาเรื่อยระหว่างทำงาน เรียกว่า ดีฟ โรวอร์ (Deep Rover) เป็นเรือดำน้ำเดี่ยว ซึ่งนำไปปรับใช้กับ จอห์นสัน ซี-ลิงค์ (Johnson Sea-Link) ดังภาพที่แสดงอยู่นี้ ที่อยู่ด้านหน้าคือ ห่วงสังเกตการณ์ทรงกลม มีเส้นผ่านศูนย์กลางราวๆ 3 ฟุต ซึ่งขึงฉากปิดเอาไว้ แล้วที่อยู่ด้านในกับฉันคือ กล้องที่มีความไวแสงสูง ที่มีความไวในที่มืดมากกว่าสายตามนุษย์ แต่ก็ให้ภาพออกจะไม่คมชัดซักหน่อย เมื่อเปิดกล้องแล้วปิดไฟลง ส่วนประกายแสงที่คุณเห็นนี่ไม่ใช้การเรืองแสง มันเป็นคลื่นไฟฟ้าที่รบกวน ในกล้องความไวแสงสูง คุณจะยังไม่เห็นการเรืองแสงจนกว่าที่่ เรือดำน้ำจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้า แต่เมื่อมันเคลื่อนที่ไปแล้ว สัตว์ก็จะชนเข้ากับฉาก เกิดการกระตุ้นให้เรืองแสง
ขณะที่ฉันกำลังทำเช่นนี้อยู่ สิ่งที่ฉันพยายามทำไปด้วยคือการนับจำนวนแหล่งกำเนิดแสงที่ปรากฏ ฉันรู้ ความเร็วในการเคลื่อนที่ พื้นที่บริเวณนี้ ซึ่งฉันสามารถคำนวนได้ว่ามีจำนวนแหล่งกำเนิดแสงหลายร้อย ต่อพื้นที่ 1 ลูกบากศ์เมตร และฉันก็รู้สึกตัวว่า ฉันสามารถที่จะจำแนกชนิดสัตว์พวกนี้ได้ ด้วยรูปแบบของการเปล่งแสงที่พวกมันสร้างขึ้น ที่นี่ ที่อ่าวเมน (Gulf of Maine) ที่ความลึก 740 ฟุต ฉันสามารถบอกชื่อได้เกือบทั้งหมด ของที่คุณกำลังเห็นอยู่ได้ถึงระดับสปีชี่ส์ ที่เหมือนกับระเบิดอันใหญ่เป็นประกาย นั้นมาจาก แมงกะพรุนหวีตัวเล็กๆ แล้วก็ยังมีพวกเคย(krill)และพวกกุ้งกั้งปูอื่นๆอีก และแมงกะพรุน ซึ่งเป็นหนึ่งในนั้นบรรดาแมงกะพรุนหวี และฉันได้ทำงานร่วมกับวิศวกรคอมพิวเตอร์วิเคราะห์ภาพ เพื่อพัฒนาระบบการจัดจำแนกอัตโนมัติ โดยสามารถระบุชนิดของสัตว์พวกนี้ได้ จากการระบุจุพิกัด X,Y,Z จากจุดตกกระทบเริ่มต้น ซึ่งเราสามารถทำได้เช่นเดียวกับที่นักนิเวศวิทยาทำบนพื้นดิน และหาระยะที่ใกล้ที่สุดข้างเคียง
แต่คุณไม่จำเป็นที่ต้องดำน้ำลงไปใต้มหาสมุทรเท่านั้น เพื่อจะดูการแสดงแสงไฟพวกนี้ คุณสามารถดูได้จากผิวหน้าน้ำ วีดิโอนี้ถ่ายโดย ดร.ไมค์ เลทซ์ ที่สถาบันสคริปส์ (Scripps Institution) เป็นภาพโลมาว่ายผ่านแพลงตอนที่เรืองแสงได้ และนี่ก็ไม่ใช่ที่ที่แปลกใหม่อะไร เหมือนกับปรากฏการณ์อ่าวเรืองแสงที่เปอร์โต ริโก้ ภาพนี้ถูกถ่ายที่ ท่าเรือ ซาน ดิเอโก และบางทีคุณก็สามารถเห็นการเรืองแสงได้ใกล้กว่านี้ เพราะที่หัวเรือ เป็นส่วนของห้องน้ำ ที่คนเดินดินทั้งหลายจะได้ยิน เสียงกดชักโครกของน้ำทะเลที่ยังไม่ได้กรอง ซึ่งมักจะมีแพลงตอนที่เรืองแสงได้ติดมาด้วย และถ้าคุณซวนเซไปที่หัวเรือในตอนดึก และคุณก็กำลังเมาเรือเป็นอย่างมาก จนลืมที่จะเปิดไฟ คุณอาจจะคิดว่าคุณกำลังมีประสบการณ์ทางศาสนาก็เป็นได้
แล้ว ทำไมสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ถึงสร้างแสงล่ะ? คำถามนี้ถูกถามขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 19 ราฟาเอล ดูบลัวส์ (Raphael Dubois) นักสรีระวิทยาชาวฝรั่งเศส ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับนี้เกี่ยวกับหอยที่สร้างแสงได้ เขาบดมันเแล้วทำการแยกสารเคมีที่พบออกมา อันแรก เป็นเอนไซม์ที่เขาเรียกว่า ลูซิเฟอเรส (luciferase) และสาร ที่เขาเรียกว่า ลูซิเฟอริน (luciferin) ตั้งตาม ลูซิเฟอร์ ผู้ถือแสง (Lucifer the Light Bearer) มันเป็นศัพท์ที่มีอยู่แล้วก็จริง แต่มันไม่ได้บ่งบอกถึงสารเคมีเฉพาะเจาะจงไป เพราะสารเคมีเหล่านี้มันมีหลากหลายรูปร่างลักษณะ ความจริงแล้ว หลายคนๆ ที่กำลังศึกษาเกี่ยวกับการเรืองแสงของสิ่งมีชีวิตนั้น ได้เน้นที่จะศึกษาทางเคมีเพราะสารเคมีเหล่านี้ มีคุณประโยชน์มาก อย่างไม่น่าเชื่อ เช่นการนำไปพัฒนาสารต่อต้านแบคทีเรีย, ยาต่อสู้โรคมะเร็ง, การทดสอบหาสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร, การตรวจหาสารมลพิษในน้ำ อย่างที่พวกเราใช้ที่ ORCA ในปี 2008 (พ.ศ.2551) รางวัลโนเบลสาขาเคมี ได้ให้รางวัลกับผลงาน เกี่ยวกับโมเลกุลที่เรียกว่า โปรตีนเรืองแสงสีเขียว ที่แยกได้จากสารเคมีเรืองแสง จากแมงกะพรุน มันเทียบเท่าได้กับการประดิษฐ์กล้องจุลทรรศ ในแง่ของผลกระทบของมัน ต่องานชีววิทยาในระดับเซลล์และพันธุวิศวกรรม
สิ่งที่โมเลกุลเหล่านี้ได้บอกพวกเราอีกอย่างนึง คือ ตอนนี้ สิ่งมีชีวิตที่เรืองแสงได้พวกนี้มีการวิวัฒนาการ อย่างน้อย 40 ครั้ง หรืออาจจะมาถึง 50 ครั้ง ในประวัติศาสตร์ของการวิวัฒนาการ ได้บ่งชี้อย่างชัดเจน ว่ามันมีความสำคัญมากเช่นไร ต่อคุณสมบัติในการเอาชีวิตรอด แล้วทำไม การเรืองแสงได้นั้น ถึงมีความสำคัญต่อสัตว์หลายต่อหลายชนิดนัก? ก็เพราะ สัตว์เหล่านี้ต้องการที่จะหลีกหนีจากผู้ล่า ที่แอบซ่อนตัวอยู่ในที่มืด แสงสว่างนั้นเป็นประโยชน์อย่างมาก ต่อหลักง่ายๆ 3 ประการของสัตว์ที่การเอาชีวิตรอด ก็คือ ใช้หาอาหาร ดึงดูดเพศตรงข้าม และ หลีกเลี่ยงการต่อเป็นเหยื่อ ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่าง ปลา ที่มีจุดแสงอยู่ที่ตำแหน่งด้านหลังลูกตา เพื่อช่วยในการหาอาหาร หรือดึงดูดเพศตรงข้าม และเมื่อไม่ใช้งาน มันก็พับเก็บไปลงไปในหัวของมัน เหมือนๆกันไฟหน้าของรถลัมโบกินี ส่วนปลานี่ มีแสงไฟสูง
และปลาตัวต่อไป เป็นหนึ่งในตัวที่ฉันชอบ มันมีจุดเปล่งแสง 3 ที่ที่แต่ละข้างของหัว ตรงนี้ เป็นสีฟ้า ซึ่งเป็นสีที่พบได้มากที่สุดในสิ่งมีชีวิตเรืองแสงในมหาสมุทร เพราะการวิวัฒนาการได้คัดเลือกมาแล้ว ว่ามันเป็นสีที่เดินทางได้เร็วที่สุดในน้ำทะเล เพื่อที่จะได้เหมาะสมกับการสื่อสาร ซึ่งสัตว์โดยมากจะสร้างแสงสีฟ้า และส่วนมากมองเห็นแต่แสงสีฟ้า แต่ปลาตัวนี้นั้นเป็นข้อยกเว้นที่ต่างออกไป เพราะมันมีอวัยวะแสงสีแดง 2 อัน และฉันก็ไม่รู้ว่าทำไมต้องมี 2 อันด้วย ซึ่ีงมันก็เป็นสิ่งที่ชั้นจะต้องหาคำตอบให้ได้สักวัน มันไม่เพียงแต่มองเห็นแสงสีฟ้า มันยังมองเห็นแสงสีแดง ซึ่งมันใช้แสงสีแดงนี้แบบเดียวกับกล้องเล็งเป้าหมายของมือปืน เพื่อให้สามารถค้นหาเหยื่อที่่ซ่อนอยู่ ที่มองไม่เห็นแสงสีแดง เพื่อที่มันจะได้มองเห็นเหยื่อในขณะที่เหยื่อนั้นมองไม่เห็นมัน มันยังมีตะขอเล็กๆที่ใต้คาง ที่มีเหยื่อเรืองแสงสีฟ้าติดอยู่ เพื่อใช้ในการล่อเหยื่อมาจากที่ไกลๆ ยังมีสัตว์อีกมากที่ใช้การเรืองแสงในการล่อเหยื่อ
อันดับต่อไปก็เป็นหนึ่งในปลาที่ฉันชอบ มันคือ ไวเปอร์ฟิช (Viperfish) มันมีเหยื่อล่อ ที่ส่วนปลายของเบ็ดอันยาวๆของมัน ที่โค้งมายังด้านหน้าของปลาที่เต็มไปด้วยฟันแหลมคม ซึ่งทำให้มันได้ชื่อว่า ไวเปอร์ฟิช ฟันของปลาชนิดนี้มันยาวมาก ซึ่งถ้าหากว่ามันปิดปากเก็บฟันเข้าไปได้ เชื่อได้เลยว่ามันต้องแทงทะลุเข้าไปในสมองของมันแน่ๆ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น มันจึงยื่นออกมา อยู่ด้านนอกของหัว มันเป็นปลาที่เหมือนกับต้นคริสมาสต์ ทุกๆส่วนของมันเรืองแสงได้ ไม่ใช่แค่ส่่วนของเหยื่อล่อ มันมีหลอดแสงตรงนี้ มีอวัยวะสร้างแสงที่เหมือนอัญมนีที่ตรงท้อง ที่มันใช้เพื่อการพรางตัว เพื่อทำให้มันหายไปในเงา โดยการที่มันว่ายไปแล้วผู้ล่ามองขึ้นมาจากด้านล่าง จะเห็นเหมือนกับว่ามันได้หายตัวไป มันมีอวัยวะสร้างแสงที่ตรงปาก มีอวัยวะสร้างแสงที่ทุกๆเกล็ดบนตัว ตรงครีบ ในชั้นเมือกตรงหลังและในช่องท้อง ที่ใช้งานได้ต่างๆกันไป ซึ่งบางส่วนเราก็รู้ บางส่วนก็ไม่รู้
พวกเราได้รู้จักสิ่งมีชีวิตเรืองแสงได้มากขึ้นอีกนิด ต้องขอบคุณ พิกซ่าร์ (Pixar) ฉันรู็สึกขอบคุณพิกซ่าร์มากที่ร่วมแบ่งปัน เรื่องที่ฉันชอบกับคนหลายๆคน ฉันหวัง ด้วยงบประมาณของพวกเขา ที่พวกเขามีส่วนจ่ายด้วยจำนวนเงินเล็กน้อย ที่ต้องจ่ายเป็นค่าธรรมเนียมการปรึกษาแก่นักศึกษาที่ยากจนและหิวโหย ที่อาจบอกพวกเขาได้ว่าตาของปลา นั้นถูกเก็บรักษาในฟอร์มาลิน นี้เป็นตาของปลาแองเกอร์ตัวเป็นๆ (angler fish) มันมีเหยื่อล่อที่ยื่นออกมา ด้านหน้าของกับดับมีชีวิต ที่เต็มไปด้วยฟันเข็มเแหลมคม เพื่อดึงดูดเหยื่อที่ไม่ระวังตัว ส่วนปลาตัวนี้มีเหยื่อล่อ ที่ดูเหมือนเส้นด้ายหน้าตลกยื่นออกมา
ตอนนี้พวกเราคิดว่าเหยื่อล่อรูปร่างต่างๆกัน ใช้ในการล่อเหยื่อต่างชนิดกันออกไป แต่เมื่อนักวิทยาศาสตร์หรือก็คือเหล่าบัณทิตนักศึกษา วิเคราะห์ดูในกระเพาะของปลาเหล่านี้ มันเผยให้เห็นว่า พวกมันกินเหยื่อชนิดเดียวกัน ทำให้ตอนนี้พวกเราเชื่อว่ารูปร่างที่ต่างกันไปของเหยื่อล่อนั้น เป็นสิ่งที่ตัวผู้ทำให้เป็นจดจำแก่ตัวเมีย ในโลกของปลาแองเกอร์ (angler fish) นั้นมีตัวผู้หลายตัว ที่เป็นตัวผู้แคระ อย่างตัวนี้เป็นต้น จากที่มองเห็นนั้น มันไม่มีอะไรมาส่งเสริมตัวเองให้โดดเด่น มันไม่มีเหยื่อล่อเพื่อจะหาอาหาร ไม่มีฟันเพื่อที่จะกินเหยื่อที่เข้ามาใกล้ ความหวังเดียวที่มันจะอยู่รอดบนโลกใบนี้ คือการเป็นแมงดา มันอยากที่จะหาสาวๆสักตัว เพื่อที่มันจะได้เกาะกินไปตลอดชีวิต และพ่อหนุ่มตัวนี้ ต้องการหาสาวสักตัว คุณอาจจะคิดได้ว่า มันมีรสนิยมดี ในการประกาศตัวเอง โดยไม่ต้องไปเหล่หาสาวจริงๆ (หัวเราะ) แต่เธอก็ยังรู้สิ่งที่ดีในเวลาที่มันมองเห็น เมื่อมันสร้างความสัมพันธ์แนบแน่นด้วยการจูบอย่างดูดดื่ม หลอมรวมร่างกายของมันเข้ากับเธอ หลอดเลือดของเธอเติบโตภายในร่างกายของมัน และมันก็ไม่ได้เป็นอะไรอย่างอื่นนอกจากถุงสเปิร์มใบเล็กๆ (หัวเราะ) ในมุมมองของเพศหญิงในโลกใต้ทะเล เธอจะรู้ได้เสมอว่าเขาอยู่ที่ไหน และเธอก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีคู่เพียงตัวเดียว เพราะตัวเมียเหล่านี้ เป็นที่ดึงดูดของตัวผู้หลายๆตัว
พวกมันสามารถใช้แสงในการหาอาหาร ดึงดูดเพศตรงข้าม พวกมันใช้แสงในการป้องกันตัว ในหลายๆรูปแบบ หลายชนิดปล่อยสารลูซิเฟอริน ลูซิเฟอเรสออกมาในน้ำ เหมือนกันที่หมึกหรือหมึกยักษ์ปล่อยหมึกออกมา อย่างเช่นกุ้ง ที่พ่นแสงออกมาจากปาก เหมือนกับที่มังกรพ่นไฟ เพื่อบดบังสายตาหรือทำให้ไขว้เขว้จากไวเปอร์ฟิช เพื่อที่มันจะได้ว่ายหนีไปในความมืด ยังมีสัตว์อีกหลายชนิดที่ทำเช่นนี้ อย่างแมงกะพรุน หมึก พวกกุ้งกั้งปูอีกหลายชนิด
แม้แต่ปลาก็ทำเช่นนี้ได้ ปลาชนิดนี้เรียกว่า ชายนิ่ง ทูปโชว์เดอร์ (shining tubeshoulder) เพราะว่ามันมีท่ออยู่ตรงไหล่จริงๆ ซึ่งสามารถปล่อยแสงออกมาได้ และฉันก็โชคดีมากที่จับพวกมันมาได้ตัวหนึ่ง ตอนที่พวกเรากำลังลากอวนลาก ขึ้นมาจากชายฝั่งด้านตะวันตกเฉียงเหนือของแอฟริกา ในระหว่างการถ่ายทำ "บลู แพลนเน็ต" ในช่วงของ "ดีฟ" ใน "บลู แพลนเน็ต. พวกเราใช้อวนลากแบบพิเศษ ที่ทำให้สามารถจับสัตว์น้ำขึ้นมาได้โดยไม่ตาย ซึ่งพวกเราจับมันได้ตัวหนึ่ง ฉันได้นำมันไปยังห้องแล็ป ฉันจับมันเอาไว้ และฉันกำลังจะแตะบริเวณท่อที่ตรงหัวไหล่ของมัน เมื่อฉันทำเช่นนั้น คุณก็จะได้เห็นสารเรืองแสงที่ถูกปล่อยออกมา แต่กับฉัน มันน่าทึ่งมาก มันไม่แค่กลุ่มของสารเรืองแสง แต่ไม่ได้มีแค่ลูซิเฟอรินหรือลูซิเฟอเรส สำหรับปลานั้น มันเป็นเซลล์ทั้งเซลล์ ที่มีนิวเคลียสและเยื่อหุ้มเซลล์ มัน ใช้พลังงานอย่างมากสำหรับปลาตัวนี้ที่จะทำอะไรแบบนี้ ซึ่งพวกเราก็ไม่รู้ว่าทำไมมันจึงทำเช่นนี้ และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งปริศนาที่ต้องการการพิสูจน์
ส่วนนี่เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการป้องกันตัว ที่ถูกเรียกว่า สัญญาณกันขโมย ด้วยเหตุผลที่ว่ามันเหมือนกับสัญญาณกันขโมยที่ติดอยู่กับรถ ทั้งเสียงแตรและแสงไฟกระพริบ ที่หวังว่าจะเรียกร้องความสนใจ จนตำรวจมาและรวบตัวคนร้ายไปได้ เมื่อสัตว์โดนจับโดยผู้ล่า จะวิตกกังวล มันหวังอย่างเดียวว่ามันจะหนีให้พ้น ด้วยการการดึงดูดความสนใจของสิ่งที่ใหญ่กว่า น่ากลัวกว่า ที่จะโจมตีผู้ล่าที่จับมันไว้ เพื่อจะได้เปิดโอกาสให้มันหนีออกไป ยกตัวอย่างเช่น แมงกะพรุนตัวนี้ ที่กำลังส่องแสงอย่างสวยงามอยู่นี้ พวกเราได้ไล่จับมันด้วยเรือดำน้ำ มันไม่ใช่การเรืองแสง แต่เป็นการสะท้อนแสงจากอวัยวะเพศ พวกเราจับมันด้วยอุปกรณ์พิเศษที่ด้านหน้าของเรือดำน้ำ ที่ช่วยให้เราสามารถจับมันมาได้ในสภาพที่สมบูรณ์ แล้วนำมันไปยังห้องแล็ปบนเรือ เพื่อที่จะให้พวกคุณได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ที่ฉันจะทำก็คือ การแตะมันหนึ่งครั้งในหนึ่งวินาที ที่่เส้นประสาทวงแหวนด้วยไม้ปลายแหลม ซึ่งเปรียบเสมือนกับฟันแหลมๆของปลา และเมื่อมันเกิดการเรืองแสง ฉันก็จะไม่แตะมันอีก นี่ช่างเป็นการแสดงแสงที่ไม่น่าเชื่อ มันเป็นกังหันแสง และฉันก็ได้คำนวนว่าการส่องแสงนี้ สามารถเห็นได้จากระยะห่างถึง 300 ฟุตจากผู้ล่า และฉันก็คิด คุณรู้ไหม มันช่างเป็นเหยื่อล่อที่ดีมาก เพราะหนึ่งในสิ่งที่ฉันผิดหวังมาก ในฐานะนักสำรวจโลกใต้ท้องทะเลลึก คือ ยังมีสัตว์อีกกี่ชนิดในมหาสมุทรที่เรายังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมัน เพราะวิธีที่เราใช้ในการสำรวจมหาสมุทรนั้น
วิธีเบื้องต้นที่เรารู้ว่าสิ่งนั้นมีชีวิตอยู่ในมหาสมุทรคือ การจับมันขึ้นมาด้วยตาข่ายด้านหลังเรือ และฉันขอท้าไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์แขนงไหนๆ ก็ยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีที่เก่าๆที่มีอายุมากกว่าร้อยปี ส่วนวิธีเบื้องต้นอื่นๆ คือการที่พวกเราดำลงไป ด้วยเรือดำน้ำหรือใช้เครื่องมือที่บังคับจากระยะไกล ฉันได้ดำน้ำด้วยเรือดำน้ำมาหลายร้อยเที่ยวแล้ว เวลาที่ฉันนั่งอยู่ในเรือดำน้ำ ฉันรู้ว่าตัวฉันไม่ได้น่ารำคาญ ฉันแค่พกไฟและมีเสียงดังนิดหน่อย ซึ่งมันทำให้สัตว์ทั้งหลายที่รับรู้ได้หนีไปซะหมด ซึ่งมันทำให้ฉันอยากที่จะหาวิธีอื่นๆ ในการสำรวจมาเป็นระยะเวลานานแล้ว
และเมื่อไม่นานมานี้ ฉันก็ได้ไอเดียสำหรับระบบกล้้อง มันไม่ได้เหมือนกับวิทยศาสตร์การบิน พวกเราเรียกมันว่า อาย อิน เดอะ ซี (Eye-in-the-Sea) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้ใช้มันบนพื้นดินมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว พวกเราแค่ใช้สีที่สัตว์ไม่สามารถมองเห็นได้ และใช้กล้องที่มองเห็นแสงนั้น คุณไม่อาจใช้อินฟราเรดในทะเลได้ พวกเราจึงใช้แสงสีแดง(far-red light)แทน แต่ก็มันมีปัญหา เพราะมันถูกดูดกลืนได้ไวมาก สร้างกล้องที่มีความไวต่อแสง ทำสิ่งที่เหมือนกับแมงกะพรุนไฟฟ้า สิ่งพวกนี้ ในการทดลองทางวิทยาศาสตร์ คุณต้องบอกผู้สนับสนุนเงินทุนว่าคุณกำลังจะสำรวจอะไร ก่อนที่พวกเขาจะให้เงิน และฉันก็ไม่รู้ว่าฉันกำลังจะไปสำรวจอะไร ทำให้ฉันไมไ่ด้เงินช่วยในการสำรวจนี้ ซึ่งฉันได้แก้ปัญหานี้ ด้วยการขอความร่วมมือจากคลีนิกวิศวกรรม ฮาร์เวย์ มัดด์ (Harvey Mudd Engineering Clinic) เพื่อทำมันอย่างที่โปรเจ็คนักศึกษาระดับป.ตรีทำในเริ่มแรก และไปเรี่ยรายหาเงินทุนจากแหล่งที่มาต่่างๆกัน
พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำและสถาบันวิจัยอ่าวมอนเทอเรย์ ได้ให้อุปกรณ์ปฏิบัติการณ์ใต้น้ำบังคับระยะไกลมา ซึ่งทำให้ฉันสามารถทดลองมันและสามารถคำนวนได้ ยกตัวอย่างเช่นช่วงสีไหนในแสงสีแดงที่เราจะนำมาใช้ ให้สามารถมองเห็นสัตว์ได้ โดยที่พวกมันมองเราไม่เห็น ทำให้แมงกะพรุนไฟฟ้าทำงานได้ ซึ่งคุณจะเห็นได้ว่ามันเป็นระบบการทำงานที่ราคาไม่แพง เพราะว่า ฉันทำมันขึ้นมาจากหลอดLED สีฟ้า 16 หลอดบนแบบเรซิ่น และบนแบบเรซิ่นที่พวกเราใช้คุณจะเห็น คำว่า Ziploc อยู่บนนั้น จำเป็นที่จะต้องบอกว่า เมื่อแก้ปัญหาด้วยวิธีแบบนี้ มันมีการทดลองและความยากลำบากมากมายที่ได้รับจากงานนี้ แต่เมื่อผ่านอุปสรรคทั้งหลายมาได้ แล้วทุกสิ่งทำงานได้ดี และมันน่าทึ่งมาก ในชั่วขณะที่กำลังจับภาพ โดยช่างกล้อง มาร์ค ริชชาร์ด (Mark Richards) ที่อยู่ในขณะที่เกิดเหตุการณ์ที่น่าจดจำ ที่พวกเราพบว่าระบบมันทำงานได้ ที่อยู่ทางซ้ายคือ ฉัน นักศึกษาระดับบัณฑิตของฉันในขณะนั้น เอริก้า เรย์มอนด์ (Erica Raymond) และ ลี ฟราย (Lee Fry) ที่เป็นวิศวกรประจำโปรเจ็ค ซึ่งพวกเราได้แปะรูปนี้ไว้ในห้องแล็ป เพื่อเป็นเกียรติ พร้อมคำบรรยายว่า: "วิศวกรสร้างความพึงพอใจให้แก่สาวสองคนในเวลาเดียวกัน" พวกเราก็ดีใจ ดีใจมากๆ
และเมื่อพวกเรามีระบบพร้อม ที่จะนำไปใช้จริงในสถานที่ ที่เหมือนกับโอเอซิสที่ก้นพื้นท้องทะเล ซึ่งจะสามารถล่อพวกนักล่าขนาดใหญ่มาได้ และสถานที่ที่พวกเราเลือกจะนำมันไปวาง คือที่ที่เรียกว่า สระน้ำเค็ม (brine pool) ที่อยู่ที่ตรงตอนเหนือของอ่าวเมกซิโก ที่นี่เป็นที่ที่มีมนต์ขลัง ฉันรู้ว่าภาพถ่ายนี้อาจดูไม่มีความหมายอะไรกับคุณนัก พวกเราใช้กล้องที่ไม่ค่อยดีนักในขณะนั้น แต่ฉันก็ตื่นเต้นมาก พวกเราติดตั้งระบบไว้ที่ขอบของสระน้ำเค็ม ที่ที่ปลาจะว่ายผ่านหน้ากล้องไป โดยไม่ถูกรบกวนโดยพวกเรา และฉันก็ได้หน้าต่างที่จะใช้ดูท้องทะเลลึก สำหรับฉัน นี่เป็นครั้งแรก ที่จะได้ดูสัตว์ทั้งหลายทำอะไรที่ที่ใต้ทะเล โดยที่ฉันไม่ต้องลงไปและรบกวนพวกมันด้วย 4 ชม.ในการปรับแต่งระบบ พวกเราก็เริ่มเดินโปรแกรมของ แมงกะพรุนไฟฟ้าเป็นครั้งแรก 86 วินาทีหลังจาก การแสดงแสงเป็นแบบกังหัน พวกเราได้บันทึกภาพไว้ได้ นี่คือหมึกที่มีความยาวมากกว่า 6 ฟุต มันเป็นอะไรที่ใหม่สำหรับวิทยาศาสตร์ มันไม่สามารถจัดอยู่ในชื่อวิทยาศาสตร์ไหนที่พวกเรารู้จัก ฉันไม่อาจถามถึงแนวคิดพื้นฐานของที่ดีกว่านี้
อ้างอิงจากภาพนี้ ฉันกลับไปยัง มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐอเมริกา(National Science Foundation) และบอกว่า "นี่คือสิ่งที่เราค้นพบ" ซึ่งพวกเขาก็มอบเงินให้ฉันมากพอ ที่จะมาพัฒนาระบบกล้องถ่ายภาพใต้ท้องทะเลตัวแรกของโลก ที่นำไปติดตั้งที่ มอนเทอร์รี แคนยอน ในปีถัดมา และในช่วงไม่นานมานี้ รูปแบบโมดูลาร์ของระบบนี้ ก็ค่อยๆพัฒนาให้โยกย้ายได้ง่ายขึ้น ซึ่งมันก็ง่ายต่อการส่งออกไปทำงานและเก็บกลับมา ฉันก็หวังว่ามันจะใช้ได้กับ "โฮป สป็อต/Hope spot" ของซิลเวียได้ เพื่อช่วยในการสำรวจ และคุ้มครองดูและพื้นที่นี้ และสำหรับฉัน เพื่อที่จะเรียนรู้ ให้มากขึ้นเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตเรืองแสงได้พวกนี้ใน"โฮป สป๊อต"เหล่านั้น
และนั่นคือหนึ่งในข้อความที่ส่งมาจากทางบ้าน ยังมีอีกหลายๆสิ่งในมหาสมุทรที่ยังรอคอยการค้นพบ และ ซิลเวียได้พูดไว้ว่า พวกเรากำลังทำลายมหาสมุทรก่อนที่เราจะได้รู้ว่ามีอะไรในนั้นบาง ซึ่งเธอก็พูดถูก ถ้าคุณมีโอกาส ที่จะได้ดำน้ำด้วยเรือดำน้ำ ให้ตอบตกลง ไม่ว่าจะมีโอกาสกี่ครั้งก็ ตกลง และปิดไฟทั้งหมด ฉันบอกได้เลยว่า คุณจะตกหลุกรักมันอย่างแน่นอน
You can share this video by copying this HTML to your clipboard and pasting into your blog or web page. This video will play with subtitles.
You either have JavaScript turned off or have an old version of the Adobe Flash Player. To view this rating widget you
need to get the latest Flash player.
If your browser allows only "trusted sites" to execute Javascript, you should add the "googleapis.com" domain to your whitelist to allow our Flash detection to work properly.
Got an idea, question, or debate inspired by this talk? Start a TED Conversation.
สิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลราวๆ 80 ถึง 90 เปอร์เซ็นต์นั้นสร้างแสงได้ และเราก็รู้เพียงเล็กน้อยเกี่ยวการสร้างแสงหรือทำไมพวกมันถึงมีแสง ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสิ่งมีชีวิตเรืองแสง อีดิทธ์ วิดเดอร์ ได้สำรวจโลกที่ส่องแสงประกายวาบวับ แบ่งบันเรื่องราวที่สวยงาม อันเจาะลึกลงไปในใต้ท้องมหาสมุทรที่ไม่เคยมีใครได้เห็น (แต่ทว่าเจิดจ้าและน่าสนใจ)
Edith Widder combines her expertise in research and technological innovation with a commitment to stopping and reversing the degradation of our marine environment. Full bio »
Translated into Thai by Chanokporn Uruan-ngam
Reviewed by Sritala Dhanasarnsombut
Comments? Please email the translators above.
18:16 Posted: Feb 2009
Views 480,239 | Comments 141
05:27 Posted: Jan 2008
Views 8,190,853 | Comments 433
18:12 Posted: Feb 2012
Views 530,843 | Comments 131
Just follow the guidelines outlined under our Creative Commons license.
This comment will be attributed to . Not ? Sign Out.