ตอนที่ผมตอบรับงานปัจจุบัน มีคนให้คำแนะนำไว้ว่า ผมควรสัมภาษณ์นักการเมืองวันละ 3 คน และเพราะผมได้เจอกับนักการเมืองมากขนาดนั้น ผมบอกคุณได้ว่า เขาเป็นโรคจิตวิตถารกันหมด เป็นพวกที่ผมเรียกว่า 'พวกวาจาไหลย้อนเข้าจิต' (logorrhea dementia) ซึ่งแปลว่า เขาพูดมากจนทำให้ตัวเองเป็นบ้า (หัวเราะ) แต่สิ่งที่พวกเขามี คือทักษะทางสังคมที่ดีมาก เวลาที่คุณเจอเขา เขาจะเข้ามาประกบ มองตาคุณ บุกรุกพื้นที่ส่วนตัวของคุณ พวกเขานวดท้ายทอยให้คุณ
ผมทานข้าวกับ ส.ว. พรรครีพับลิกัน (Republican) เมื่อ 2-3 เดือนก่อน เขาวางมือไว้บนขาอ่อนผม ตลอดมื้ออาหารเลยครับ -- บีบนวดไปเรื่อย มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน ผมเห็น เท็ด เคนนาดี้ (Ted Kennedy) กับ แดน เควล์ (Dan Quayle) เจอกันที่ห้องสภาสูง เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เลยกอดกัน แล้วก็หัวเราะกัน หน้าเขาสองคนใกล้กันเท่านี้ เขาโยกย้ายไปมา ถูไถกัน และเอามือลูบคลำไปทั่ว จนผมคิดในใจว่า"ไปหาห้องไป๊ ผมไม่อยากเห็น" แต่พวกเขามีทักษะทางสังคม
อีกตัวอย่างนึง การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ผมตาม มิตต์ รอมนี่ (Mitt Romney) ไปทั่วรัฐนิวแฮมพ์เชอร์ เขากำลังหาเสียงพร้อมๆกับลูกชายผู้สมบูรณ์แบบทั้ง 5 บิ๊พ ชิพ ริพ ซิพ ลิพ และ ดิ๊พ (หัวเราะ) พอทีนี้เขากำลังจะเข้าไปในร้านอาหาร พอเขาเข้าไปในร้าน เขาก็เข้าไปแนะนำตัวกับครอบครัวนึง แล้วถามว่า "คุณมาจากหมู่บ้านไหนในนิวแฮมพ์เชอร์" แล้วเขาก็พูดถึงบ้านของเขาในหมู่บ้านนั้น เขาทำอย่างนั้นไปทั่วร้าน และก่อนที่เขาจะออกจากร้าน เขาเรียกชื่อคนเกือบทุกคนที่เพิ่งเจอได้หมด ผมก็เลยแบบว่า "โอเค นั่นแหละ ทักษะทางสังคมของแท้"
แต่สิ่งที่น่าแปลกคือ เมื่อพวกเขาเหล่านี้ต้องไปวางแผนทำนโยบาย ความเข้าใจด้านสังคมหายหมด พวกเขาพูดจากันเหมือนนักบัญชี ดังนั้น ในช่วงการทำงานของผม ก็ได้เขียนถึงความล้มเหลวหลายอย่าง เราส่งนักเศรษฐศาสตร์ไปโซเวียต เพื่อส่งเสริมแผนแปรรูปรัฐวิสาหกิจหลังสหภาพล่มสลาย แต่สิ่งที่พวกเขาขาด คือความไว้วางใจต่อสังคม เราบุกรุกอิรักด้วยกองทัพ โดยไม่รู้ถึงความเป็นจริงทางวัฒนธรรมและสภาพจิตวิทยา เรามีนโยบายกำกับการเงินการธนาคาร บนสมมติฐานที่ว่า นักลงทุนใช้ตรรกะใช้เหตุผล พอที่จะไม่ทำอะไรโง่ๆ 30 ปี ที่ผมตามข่าวการปฏิรูประบบการศึกษาพื้นฐาน สิ่งที่เราทำ ก็แค่เอาระบบราชการแบบเดิมๆมาปะแป้งแต่งตัวใหม่ -- ให้เป็นโรงเรียนในกำกับของรัฐ โรงเรียนเอกชน โรงเรียนในการรับรองของรัฐ -- ผลก็ออกมาทำให้ผิดหวังทุกปี ความจริงแล้ว คนเราเรียนรู้จากคนที่เรารัก และคุณไม่ได้พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ครูกับนักเรียนแต่ละคนแล้ว คุณไม่ได้พูดถึงความเป็นจริง ความจริงถูกลบออกไป จากกระบวนการทางการทำนโยบายของเรา
นี่คือจุดเริ่มต้นของคำถามของผม ทำไมกลุ่มคนที่ชำนาญด้านสังคมที่สุดในโลก ถึงไร้ความเป็นมนุษย์ เมื่อพวกเขาพูดถึงนโยบาย และผมก็สรุปได้ว่า นี่เป็นแค่ส่วนนึงของปัญหาที่ใหญ่กว่านี้ ซึ่งก็คือ มุมมองที่เรามีต่อธรรมชาติของมนุษย์ บนพื้นฐานที่ว่า เราแต่ละคนแยกจากกัน ว่าเหตุผลแยกจากอารมณ์ และว่าสังคมพัฒนา จนถึงขั้นที่เหตุผลกดข่มความรู้สึก ซึ่งนำมาซึ่งมุมมองถึงธรรมชาติมนุษย์ ว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีตรรกะเหตุผล ตอบสนองกับแรงจูงใจอย่างตรงไปตรงมา และสร้างวิธีการมองโลก ที่มีคนพยายามใช้กฏเกณฑ์ทางฟิสิกส์ เพื่อวัดพฤติกรรมมนุษย์ นี่คือความสูญเสียครั้งใหญ่ เป็นมุมมองอันตื้นเขินต่อธรรมชาติของมนุษย์
พวกเราเก่งเรื่องการพูดถึงเรื่องทางวัตถุ แต่ไม่ได้เรื่องเลยในการพูดถึงอารมณ์ เราเก่งเรื่องการพูดถึงทักษะ ความปลอดภัย และสุขภาพ แต่พูดถึงคุณลักษณะไม่เป็นเอาเสียเลย แอลอัสแดร์ แม็คอินไทร์ (Alasdair MacIntyre) นักปราชญ์ชื่อดัง กล่าวว่า "เรารู้จักหลักจรรยาบรรณเก่าแก่ ว่าด้วยคุณธรรม เกียรติยศ คุณความดี แต่เราไม่มีระบบ ที่เชื่อมต่อมันแล้ว" นี่คือต้นเหตุของแนวทางตื้นๆทางการเมือง และในสาขาอื่นๆของมนุษย์ด้วย
มองเห็นได้ในวิธีการเลี้ยงเด็กเล็กๆ ถ้าคุณไปโรงเรียนประถมตอนบ่าย 3 แล้วดูเด็กที่เพิ่งเลิกเรียนออกมา พวกเขาแบกเป้หนัก 80ปอนด์ (36 กิโลกรัม) กันทั้งนั้น ถ้าถูกลมพัดล้ม พวกเขาก็เป็นเหมือนตัวด้วงหงายท้อง คุณจะเห็นรถที่มารับ ซึ่งมักจะเป็นยี่ห้อซาบ ออดี้ และวอลโว่ เพราะบางย่านนั้น การมีรถหรูๆเป็นที่ยอมรับทางสังคม ถ้าหากว่านำเข้ามาจากประเทศที่เป็นปรปักษ์กับนโยบายต่างประเทศของเรา ก็โอเค ผมเรียกคนที่มารับเด็กๆว่า ซูเปอร์แม่ ซึ่งเป็นผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จทางการงานมากๆ แต่ตอนนี้ออกจากงาน เพื่อมาเลี้ยงลูกให้ได้เข้าเรียนที่ฮาร์วาร์ดให้ได้ คุณดูรู้ว่าใครเป็น ซูเปอร์แม่ เพราะพวกเธอน้ำหนักน้อยกว่าลูกๆของตัวเอง (หัวเราะ) ในตอนแรก พวกเธอออกกำลังกายบั้นท้ายนิดหน่อย แล้วเด็กก็ร่วงออกมา พวกเธอพกแผ่นคำศัพท์ภาษาจีนกลางติดตัวไปทั่ว
ตอนขับรถกลับบ้าน พวกเธออยากให้ลูกมีความสุขสดชื่น ก็เลยพาไปบริษัทไอติม เบ็น แอนด์ แจรี่ (ฺBen & Jerry's) ที่มีนโยบายต่างประเทศของตัวเอง ในหนังสือเล่มนึงของผม ผมล้อ เบ็น แอนด์ แจรี่ ว่าน่าจะผลิตยาสีฟันเพื่อสันติ ที่ไม่ฆ่าพวกเชื้อโรค แต่ขอร้องให้มันออกไปแทน คงขายดีพิลึก (หัวเราะ) แล้วพวกเธอก็ไปร้านโฮล์ฟู้ดส์เพื่อซื้ออาหารเด็ก และโฮล์ฟู้ดส์ก็เป็นหนึ่งในร้านขายของชำก้าวหน้า ที่เหมือนว่ายืมพนักงานมาจากองค์กรแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นเนล (Amnesty International) (หัวเราะ) พวกเธอซื้อขนมที่ทำมาจากสาหร่าย เรียกว่า เวจี้ บู้ตี้ (Veggie Booty) แบบใบกระหล่ำเคล (kale) เพื่อที่จะให้เด็กๆกลับมาบ้านแล้วบอกว่า "แม่ๆ อยากกินขนมที่ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักน่ะ"
เด็กๆพวกนี้ถูกเลี้ยงมาในรูปแบบนึง ผ่านกระบวนการคัดเลือกด้วยสิ่งที่เราวัดได้ เรียนเตรียมสอบเอสเอที (SAT) เป่าปี่โอโบ ซ้อมฟุตบอล พวกเขาเข้ามหาวิทยาลัยยากๆได้ ได้งานดี และบางครั้งก็ประสบความสำเร็จในชีวิต ในแบบผิวเผิน และได้เงินเยอะ บางทีก็เห็นพวกเขาในที่พักตากอากาศ อย่างแจ็คสัน โฮล์ (Jackson Hole) หรือ แอสเพ็น (Aspen) พวกเขาจะดูสง่าระหง จนเรียกว่าไม่มีต้นขา พวกเขามีน่องงามๆซ้อนกัน (หัวเราะ) พวกเขามีลูกๆของตัวเอง พวกเขาสร้างปาฏิหาริย์ทางพันธุกรรม ด้วยการแต่งงานกับคนที่หน้าตาดี ย่ายายหน้าตาเหมือนเกอร์ทรูด สไตน์ (Gertrude Stein) แต่ลูกๆหน้าเหมือนเฮลลี่ แบรี่ (Halle Berry) -- ไม่รู้ว่าทำได้ไง พวกเขามาถึงจุดนี้แล้วจึงรู้ว่า การเลี้ยงหมาที่สูง 1 ใน 3 ของเพดานบ้าน เป็นสิ่งที่ทันสมัย พวกเขาก็เลยมีหมาที่หนัก 160 ปอนด์ รูปร่างเหมือนไดโนเสาร์พันธุ์เวโลซีแรปเตอร์ ที่ตั้งชื่อตามตัวละครจากนิยายของเจน ออสติน (Jane Austen)
และเมื่อพวกเขาแก่ พวกเขาก็ยังจะไม่เข้าใจปรัชญาของชีวิต แต่เขาก็ตัดสินเองว่า "ชั้นประสบความสำเร็จในทุกเรื่อง แล้วชั้นก็จะไม่ยอมตายหรอก" พวกเขาก็เลยจ้างครูฝึกออกกำลังกาย กินยาเสริมสมรรถภาพทางเพศเป็นว่าเล่นอย่างกับอมลูกอมงั้น คุณจะพบพวกนี้ได้บนยอดเขา สกีวิบากขึ้นเขากัน หน้าตาซีเรียส จนทำให้ ดิ๊ก เชนี่ (Dick Cheney) ดูเหมือนตลกอย่าง เจรี่ ลูวิส (Jerry Lewis) (หัวเราะ) พวกเขาสกีฉิวผ่านคุณไป ดูเหมือนลูกเกดเคลือบช็อคโกแล็ตยี่ห้อเรซิเน็ตอันแข็งแกร่ง ขึ้นไปบนเขา
นี่คือส่วนนึงของชีวิต แต่ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา ผมคิดว่าเราได้เห็นมุมมองที่ลึกซึ้งขึ้นของธรรมชาติมนุษย์ มุมมองที่ลึกซึ้งขึ้นของตัวเราเอง ที่ไม่ได้มาจากศาสตร์ทางศาสนาหรือปรัชญาอะไร แต่เป็นการศึกษาเกี่ยวกับจิตใจ ในงานวิจัยหลากหลายสาขา ทั้ง วิทยาศาสตร์ทางประสาท ไปจนถึง วิทยาศาสตร์ทางปัญญา เศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม จิตวิทยา สังคมศาสตร์ เรากำลังสร้างการปฏิวัติด้านจิตสำนึก และเมื่อเราสังเคราะห์ความรู้พวกนี้แล้ว ก็จะทำให้เรามีมุมมองใหม่ๆเกี่ยวกับธรรมชาติมนุษย์ ที่ห่างไกลจากมุมมองทางวัตถุนิยมที่เย็นชาต่อธรรมชาติ มันคือมานุษยวิทยาแบบใหม่ที่น่าหลงใหล ผมคิดว่าเมื่อคุณสังเคราะห์งานวิจัยพวกนี้ คุณจะได้ความเข้าใจอย่างลึกซึ่ง 3 อย่าง
อย่างแรกคือ ระหว่างการที่จิตสำนึกเขียนประวัติศาสตร์ของสายพันธุ์ของเรา จิตใต้สำนึกเป็นฝ่ายทำงานหนักกว่า หรือพูดอีกอย่างได้ว่า เราสามารถรับข้อมูลเป็นล้านๆชิ้นต่อนาที แต่เรารู้สึกเหมือนแค่รับไปสัก 40 ชิ้นเท่านั้น และสิ่งนี้ก็ส่งผลที่น่าประหลาด ตัวอย่างนึงที่ผมชอบมากๆ คือคนชื่อ เดนนิส (Dennis) เป็นทันตแพทย์(หมอฟัน)กันมากกว่าคนชื่ออื่น ส่วนคนชื่อลอว์เร้นซ์ (Lawrence) ก็เหมือนจะพากันไปเป็นนักกฏหมาย เพราะแรงดึงดูดใต้สำนึกที่ทำให้พวกเขา เข้าหาสิ่งที่ฟังดูคุ้นเคย ผมเลยตั้งชื่อลูกสาวว่า "ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา บรู๊คส์" (หัวเราะ) สิ่งที่ค้นพบอีกอย่าง คือจิตใต้สำนึก ไม่ได้โง่หรือลามก แต่จริงๆแล้วค่อนข้างฉลาด หนึ่งในสิ่งที่ท้าทายภูมิปัญญาของเรามากที่สุด คือการซื้อเฟอร์นิเจอร์ การจินตนาการว่า โซฟาตัวนี้ จะดูเป็นยังไงในบ้านคุณ และวิธีที่คุณควรใช้คือ การศึกษาเฟอร์นิเจอร์นั้นๆ อย่าตั้งใจคิดถึงมัน แต่ให้มันอยู่ในจิตใต้สำนึกของคุณ แล้วอีก 2-3 วันค่อยตัดสินใจตามความรู้สึก เพราะจิตใต้สำนึกของคุณรู้คำตอบแล้ว
ความเข้าใจลึกซึ้งอย่างที่สอง คือ อารมณ์เป็นศูนย์กลางทางความคิดของคน คนที่เคยมีเส้นเลือดอุดตันหรือมีบาดแผลในสมอง ในส่วนที่รับหน้าที่เกี่ยวกับอารมณ์ มักจะไม่ฉลาดนัก ส่วนใหญ่แล้ว ถึงกับช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ และผู้เชี่ยวชาญสาขานี้ก็อยู่ในห้องกับพวกเราด้วย เขาจะบรรยายพรุ่งนี้เช้า -- อันโตนิโอ้ ดามาสิโอ้ (Antonio Damasio) สิ่งนึงที่เขาจะแสดงให้เราเห็น คือ อารมณ์ไม่ได้แยกจากเหตุผล แต่อารมณ์พื้นฐานของเหตุผลต่างหาก เพราะอารมณ์บอกเราว่าอะไรสำคัญ ดังนั้น การศึกษาเข้าใจอารมณ์ของเรานั้น จึงเป็นหนึ่งวิธีหลักของการสร้างปัญญา
ผมน่ะเป็นชายวัยกลางคน ที่ไม่ชอบพูดถึงเรื่องอารมณ์เท่าไหร่ เรื่องเล่าที่ผมชอบมากเรื่องนึง เล่าถึงพวกผู้ชายวัยกลางคน ที่ถูกส่งไปตรวจสมอง นี่เป็นเรื่องแต่งนะครับ แต่ผมก็ยังชอบ ระหว่างที่สแกนสมอง ตอนแรกก็ให้พวกเขาดูหนังสยองก่อน เสร็จแล้วก็ให้พวกเขาบรรยายความรู้สึกถึงเมียของตัวเองต่อ ปรากฏว่าผลออกมาเหมือนกันเปี๊ยบ คือเป็นความหวาดกลัวครับ ดังนั้น การที่ผมพูดถึงอารมณ์ ก็เหมือนท่านมหาตมะคานธีพูดถึงความตะกละ แต่อารมณ์นี่แหละ คือหัวใจสำคัญ ของวิธีคิดของเราๆ มันบอกเราว่าอะไรควรจดจำ สมองคือที่บันทึกของความรู้สึกต่างๆในชีวิต
และความเข้าใจลึกซึ้งอย่างที่สาม คือ เราแต่ละคนไม่ได้อยู่โดยลำพัง เราเป็นสัตว์สังคม ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตแห่งตรรกะเหตุผล เราเกิดมาจากความสัมพันธ์ของมนุษย์ และเราทุกคนก็เกี่ยวโยงกันในเครือข่ายซับซ้อน เมื่อเราเห็นคนอื่น เราจินตนาการในหัว ว่าเขาคิดเห็นอะไรอยู่ เมื่อเราเห็นฉากขับรถไล่ล่ากันในหนัง มันคล้ายกับว่าเราเองก็ไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นเองด้วย เมื่อเราดูหนังโป๊ ก็เหมือนกับการมีเซ็กส์ แต่อาจจะไม่ดีเท่า และเมื่อเห็นคู่รักเดินบนถนน เมื่อกลุ่มคนในอียิปต์ หรือ ตูนีเซีย อยู่กลางการแพร่กระจายทางอารมณ์ เป็นการเกี่ยวพันที่ล้ำลึก เป็นการปฏิวัติการมองตัวเราใหม่ ผมว่า ทำให้เราเห็นการเมือง ในแบบที่ต่างไป และที่สำคัญที่สุด เห็นค่าเพื่อนมนุษย์มากขึ้นด้วย
ตอนนี้เราเป็นสาวกของสำนักรู้แจ้งแห่งฝรั่งเศส (French Enlightenment) ที่เชื่อว่าตรรกะอยู่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด แต่ผมคิดว่าผลการวิจัยนี้ แสดงให้เห็นว่า แนวคิดการรู้แจ้งแบบอังกฤษหรือสก็อต ของ เดวิด ฮูม (David Hume) และ อดัม สมิธ (Adam Smith) ตรงกับความจริงของตัวตนมนุษย์มากกว่า ที่ว่าเหตุผลมักจะแพ้อารมณ์ และความรู้สึกของเรามักจะเชื่อถึอได้ ผลงานชิ้นนี้แก้ไขอคติ ที่หยั่งรากลึกในสังคมของเรา มันทำให้เราเข้าใจ ถึงปัจจัยที่แท้จริง ในการที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต เวลาที่เราพูดถึงคุณภาพของคน เรามักจะคิดถึงสิ่งที่วัดได้ง่ายๆ อย่างเช่น เกรด คะแนนSAT ปริญญา จำนวนปีที่ได้รับการศึกษา แต่สิ่งที่สำคัญจริงๆ ในการมีชีวิตที่ดีและมีความหมาย เป็นสิ่งที่ล้ำลึกกว่านั้น สิ่งที่เราไม่มีคำพูดบรรยาย ผมจึงอยากยกตัวอย่างซัก 2-3 อัน ที่ผมคิดว่างานวิจัยชิ้นนี้ ชี้นำให้เราพยายามทำความเข้าใจ
พรสวรรค์หรือความสามารถอย่างแรก คือทัศนะทางจิต ทักษะการเข้าถึงจิตใจคนอื่น และเรียนรู้ในสิ่งที่เขามีให้ เด็กทารกเกิดมาพร้อมกับทักษะนี้ เมล์ทซอฟฟ์ (Meltzoff) จาก มหาวิทยาลัยวอชิงตั้น ก้มดูเด็กทารกอายุ 43 นาที เขาแลบลิ้นใส่เด็ก เด็กก็แลบลิ้นตอบ เด็กทารกเกิดมาเพื่อเข้าถึงจิตใจของแม่ แล้วเก็บเกี่ยวสิ่งที่ค้นพบ มาใช้ในกระบวนการเรียนรู้ความเป็นจริง ในอเมริกา เด็กทารกร้อยละ 55 สื่อสารลึกซึ้งได้ระหว่างแม่เค้ากับตัวเค้า ซึ่งทำให้พวกเขาเรียนรู้วิธีสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ และคนที่มีแม่เป็นตัวอย่าง ได้เปรียบกว่าคนอื่นๆในชีวิตมาก นักวิทยาศาตร์ ณ มหาวิทยาลัยมินเนโซต้าได้ทำวิจัย ที่ทำให้พวกเขาสามารถพยากรณ์ได้ ด้วยอัตราความสำเร็จร้อยละ 77 ว่าในเด็กอายุ 18 เดือน ใครจะเรียนจบมัธยมปลายบ้าง โดยดูจากความผูกพันระหว่างแม่กับเด็ก มีเด็กร้อยละ 20 ที่ไม่มีความสัมพันธ์แบบนี้ เราเรียกว่า ความสัมพันธ์ที่ไม่ได้รับการตอบสนอง พวกเขามีปัญหาในการสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่น เขามีชีวิต เหมือนเรือใบที่พยายามต้านลม อยากจะใกล้ชิดกับคนอื่น แต่ไม่เคยเห็นตัวอย่างว่าต้องทำยังไง ดังนั้น นี่คือทักษะนึง ของการดูดซับความรู้ จากคนนึงสู่อีกคน
ทักษะที่ 2 ก็สำคัญไม่แพ้กัน คือความสามารถในการมองเห็น อคติและความล้มเหลวของตัวเองอย่างมีแท้จริง เพราะพวกเราเป็นเครื่องจักรที่ทะนงตน อาจารย์มหาวิทยาลัยร้อยละ 95 บอกว่า ตัวเองเป็นอาจารย์ที่ดีกว่าเกณฑ์เฉลี่ย นักศึกษาปริญญาตรีร้อยละ 96 บอกว่าตนมีทักษะทางสังคมที่ดีกว่าเกณฑ์เฉลี่ย นิตยสารไทม์ถามชาวอเมริกันว่า "คุณมีรายได้สูงสุดในกลุ่ม1% ของประเทศรึเปล่า" ร้อยละ 19 ตอบว่า ตัวเองอยู่ใน1%ที่รวยที่สุด (หัวเราะ) แต่นิสัยนี้ขึ้นอยู่กับเพศด้วย ผู้ชายจมน้ำบ่อยกว่าผู้หญิง 2 เท่า เพราะผู้ชายคิดว่าตัวเองว่ายน้ำข้ามทะเลสาปได้ แต่คนบางคนมีความสามารถและความเข้าใจ ถึงความลำเอียงและความทะนงตนของตัวเอง พวกเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความถ่อมตน พวกเขายอมรับฟังในภาวะที่คลุมเครือ พวกเขาสามารถปรับระดับความมั่นใจในการตัดสินใจ ให้เหมาะกับความน่าเชื่อถือของหลักฐาน พวกเขามีนิสัยอยากรู้อยากเห็น ซึ่งมักจะไม่เกี่ยวข้องกับไอคิว (IQ)
และนิสัยอีกอย่างนึงคือ 'มิดิส' ซึ่งเป็นภาษากรีก แปลว่า มีไหวพริบ เป็นความไวต่อสภาพแวดล้อม ความสามารถในการมองเห็นแบบแผนในสภาพแวดล้อม หาแก่นสำคัญ เพื่อนร่วมงานของผมที่ไทม์คนนึง เขียนบทความเกี่ยวกับทหารในอิรัก ที่แค่มองถนนก็รู้ ว่ามี ไออีดี (IED) หรือกับระเบิด ฝังอยู่รึเปล่า พวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าทำได้ยังไง แต่พวกเขารู้สึกถึงไอเย็น รู้สึกหนาว และการคาดเดาของพวกเขาก็ค่อนข้างแม่นยำ ทักษะสำคัญอย่างที่ 3 คือความเห็นอกเห็นใจ ความสามารถในการทำงานเป็นกลุ่ม ซึ่งมีประโยชน์มาก เพราะคนเป็นกลุ่มรวมกันฉลาดกว่าคนๆเดียว และกลุ่มคนที่เจอกันในชีวิตจริงก็ฉลาดกว่า กลุ่มคนที่สื่อสารกันด้วยเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ เพราะ การสื่อสารของมนุษย์ร้อยละ 90 ไม่ผ่านทางภาษา และประสิทธิภาพของกลุ่ม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับไอคิว แต่ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาสื่อสารกันได้ดีแค่ไหน เขาแบ่งกันพูดโดยทั่วถึงรึเปล่า
คุณอาจจะพูดถึงความสามารถ เช่น การกลมกลืน เด็กๆสามารถบอกว่า "ชั้นเป็นเสือ" แล้วทำท่าเป็นเสือกันได้ทั้งนั้น มันอาจจะดูง่าย แต่ที่จริงๆแล้วมันเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ซึ่งเอานิยามของ"ชั้น"กับ"เสือ" มาผสมเข้าด้วยกัน แต่นี่คือที่มาของนวัตกรรม อย่างสิ่งที่ปิกัสโซ่ (Picasso) ทำ เป็นการเอานิยามของศิลปะทางตะวันตก มาผสมกับหน้ากากแบบอัฟริกา แล้วหลอมรวมกัน ไม่ใช่แค่ทางรูปทรงเท่านั้น แต่รวมถึงระบบศีลธรรมของมันด้วย ทักษะเหล่านี้ เราไม่สามารถนับหรือวัดได้
และสิ่งสุดท้ายที่ผมจะเสริม คือสิ่งที่คุณอาจเรียกว่าการตกหลุมรัก นี่ไม่ใช่ทักษะ แต่เป็นแรงกระตุ้นใจ จิตสำนึกโหยหาความสำเร็จและเกียรติยศ จิตใต้สำนึกต้องการ ช่วงเวลาของการหลุดพ้น ที่เส้นแบ่งตัวตนของเราหายไป ทำให้เราอยู่ในงานหรือสิ่งท้าทายอย่างเต็มตัว เมื่อช่างรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งในงานฝีมือ เมื่อนักชีววิทยาเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เมื่อผู้นับถือกลายเป็นส่วนหนึ่งของความรักของพระเจ้า นี่คือสิ่งที่จิตใต้สำนึกกระหาย และพวกเราหลายคนรู้สึกถึงสิ่งนี้ในความรัก เวลาที่คู่รักรู้สึกเป็นหนึ่งเดียว
และหนึ่งในคำบรรยายที่สวยงามที่สุด ที่ผมเจอในงานวิจัยชิ้นนี้ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของจิตใจ เป็นผลงานเขียนของนักทฤษฎีและนักวิทยาศาสตร์ชื่อดัง ชื่อ ดักลาส ฮอฟแสตดเตอร์ (Douglas Hofstadter) จากมหาวิทยาลัยอินเดียน่า เขาแต่งงานกับผู้หญิงชื่อแครอล พวกเขารักกันมาก เมื่อลูกของพวกเขา คนนึงอายุได้ 5 ขวบและอีกคน 2 ขวบ แครอลก็เกิดเส้นเลือดอุดตันและเนื้องอกในสมอง เสียชีวิตกระทันหัน ฮอฟแสตดเตอร์ จึงเขียนหนังสือ ชื่อว่า "ผมเป็นวงแหวนอันแสนประหลาด (I Am a Strange Loop)" ในหนังสือเล่มนั้น เขาบรรยายถึงเหตุการณ์นึง หลังจากที่ภรรยาเสียไปเมื่อไม่กี่เดือน เขาเห็นรูปเธอเหนือเตาผิง หรือที่โต๊ะข้างเตียง
และนี่คือสิ่งที่เขาเขียน "ผมมองหน้าเธอ มองลึกลงไปมากๆ จนผมรู้สึกว่าผมอยู่ในตาของเธอ แล้วอยู่ๆผมก็พูดออกมา พร้อมกับน้ำตาที่ไหล 'นั่นผมเอง ผมเอง' และคำพูดเพียงเท่านั้น ทำให้ผมคิดถึงความเชื่อมากมายที่ผมมีมาก่อน เกี่ยวกับการผสมผสานทางวิญญาณของเรา จนเป็นหนึ่งเดียวกันที่ดีกว่า เกี่ยวกับความจริงที่ว่า แกนกลางของเราทั้งคู่ มีความหวังและความฝันเดียวกันสำหรับลูกๆ เกี่ยวกับความที่ว่าความหวังนั้น ไม่ได้แตกต่างกัน หรือเป็นคนละอย่าง แต่เป็นความหวังเดียว สิ่งเดียวที่ให้นิยามเราทั้งคู่ ที่หลอมให้เราเป็นหนึ่งเดียว ความเป็นหนึ่งเดียวที่ผมเคยแต่จินตนาการลางๆ ก่อนที่จะแต่งงานแล้วมีลูก ผมเข้าใจแล้วว่า ถึงแม้แครอลจะตายไปแล้ว แก่นแท้ของเธอยังไม่จากไปไหน ยังมีชีวิตอยู่ดีในสมองของผมนั่นเอง"
ชาวกรีกบอกว่า เราต้องทุกข์เพื่อเรียนรู้ จากความสูญเสีย ฮอฟแสตดเตอร์จึงเข้าใจ ว่าคนเราผูกพันกันแค่ไหน หากมองดูความล้มเหลวทางการเมืองตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ผมว่า เราก็คงต้องยอมรับแล้ว ว่ามุมมองที่เรามีเกี่ยวธรรมชาติของมนุษย์มันตื้นเขินแค่ไหน เวลานี้ ที่เราได้มาเผชิญกับความตื้นเขิน และความล้มเหลวที่เกิดจากการขาดความสามารถ ในการทำความเข้าใจถึงตัวตนที่แท้จริงของเรา ได้นำมาสู่การปฏิวัติด้านจิตสำนึก ผู้คนในหลากหลายสาขาวิชา ที่ศึกษาธรรมชาติมนุษย์ และได้ค้นพบถึงความมหัศจรรย์ ของธรรมชาติมนุษย์แบบใหม่ เมื่อสมัยที่ฟรอยด์ (Freud) ค้นพบแนวคิดด้านจิตใต้สำนึกของเขา มันส่งผลกระทบต่อสังคมในเวลานั้นอย่างมาก ตอนนี้เราค้นพบแนวคิดที่ใกล้เคียงความจริงมากขึ้น เกี่ยวกับจิตใต้สำนึก เกี่ยวตัวตนลึกๆของเรา มันจะก่อให้เกิดอิทธิพลที่พิเศษลึกซึ้ง และสร้างความเป็นมนุษย์ในสังคมของเรา
You can share this video by copying this HTML to your clipboard and pasting into your blog or web page. This video will play with subtitles.
You either have JavaScript turned off or have an old version of the Adobe Flash Player. To view this rating widget you
need to get the latest Flash player.
If your browser allows only "trusted sites" to execute Javascript, you should add the "googleapis.com" domain to your whitelist to allow our Flash detection to work properly.
Got an idea, question, or debate inspired by this talk? Start a TED Conversation.
จากการค้นพบในหนังสือเล่มล่าสุดของเขา นักเขียนคอลัมน์ของนิวยอร์คไทม์ เดวิด บรู๊คส์ (David Brooks) เปิดประตูสู่ความเข้าใจใหม่ๆเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ ผ่านทางศาสตร์เกี่ยวกับระบบการเรียนรู้ -- เป็นความเข้าใจที่จะส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ การเมือง และรวมไปถึงความเข้าใจถึงตัวตนของเราด้วย ในการบรรยายที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน เดวิดแสดงให้เห็นว่า มุมมองการศึกษามนุษย์เป็นหน่วยบุคคลที่ตัดสินใจทำอะไรๆตามเหตุผลนั้น ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด
New York Times columnist David Brooks is the author of “Bobos in Paradise,” “On Paradise Drive” -- and his new narrative of neuroscience, "The Social Animal: The Hidden Sources of Love, Character and Achievement." Full bio »
Translated into Thai by Paninya Masrangsan
Reviewed by Heartfelt Grace
Comments? Please email the translators above.
18:42 Posted: Sep 2008
Views 1,582,287 | Comments 595
Just follow the guidelines outlined under our Creative Commons license.
This comment will be attributed to . Not ? Sign Out.