ผมเป็นแพทย์รักษาโรคมะเร็ง และผมเดินออกมาจากห้องทำงานของผม แล้วเดินผ่านแผนกยาของโรงพยาบาลเมื่อสามหรือสี่ปีที่แล้ว และนี่เป็นปกของนิตยสาร "ฟอร์จูน" ที่อยู่ในตู้โชว์ของแผนกยาตอนนั้น
ในฐานะแพทย์รักษามะเร็ง พอได้มาเห็นนี่เข้า ก็อดรู้สึกเศร้าใจบ้างไม่ได้ครับ แต่เมื่อได้เริ่มอ่านบทความของคลิฟ ซึ่งเป็นผู้รอดชีวิตจากโรคมะเร็ง โดยได้การทดลองทางการแพทย์ช่วยชีวิตไว้ พ่อแม่ของเขาขับรถพาเขา จากตัวเมืองนิวยอร์ค ไปยังตอนเหนือของนิวยอร์ค เพื่อทดลองรับการรักษา -- ในตอนนั้นคือ -- โรคฮอดจ์กิ้น และช่วยให้เขารอดชีวิตมาได้ เขาชี้ประเด็นที่น่าที่งไว้ในบทความนี้ ประเด็นนั้นก็คือ ปัจจุบันเราได้รับ แนวคิดการศึกษาแบบลดทอนในทางชีววิทยา มาใช้กับโรคมะเร็งด้วย ช่วง 50 ปีที่ผ่านมา เราได้เน้นการรักษาพยาบาลไปที่ ยีนจำเพาะตัว เน้นเรื่องความเข้าใจมะเร็ง ไม่ใช่การควบคุมมะเร็ง
นี่เป็นตารางที่น่าตกใจมาก และเป็นสิ่งที่ทำให้เราหูตาสว่างถึงสาขาวิชาของเราทุกวันเลยครับ เห็นได้ชัดว่า เราได้สร้างความเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่งขึ้นมา ต่อโรคหัวใจ แต่เมื่อดูที่โรคมะเร็ง อัตราการตายของโรคมะเร็ง ในช่วงกว่า 50 ปีที่ผ่านมายังไม่เปลี่ยนเลย เราเอาชนะได้บ้าง ในกรณีของมะเร็งเม็ดเลือดขาว ที่เรามียาเม็ด ซึ่งช่วยทุเลามะเร็งลงได้ในผู้ป่วยจำนวนทั้ง 100 เปอร์เซนต์ แต่โดยรวมแล้ว เรายังไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอะไร ในสงครามต้านมะเร็งเลย
สิ่งที่ผมจะเล่าให้คุณฟังในวันนี้ เป็นเหตุผลส่วนหนึ่งว่า ทำไมผมจึงคิดว่าเป็นอย่างนั้น แล้วออกไปนอกกรอบเรื่องที่ผมคุ้นชิน และเล่าถึงทิศทางที่ผมคิดว่าเรื่องนี้กำลังมุ่งไป เป็นวิธีการแนวใหม่ -- ซึ่งเราตั้งใจจะผลักดันสนับสนุน ในแง่ของการรักษาโรคมะเร็ง เพราะว่าสิ่งนี้มันผิดครับ
งั้น อันดับแรกเลย มะเร็งคืออะไร? ถ้าใครมีก้อนหรือคุณภาพของเลือดที่ผิดปรกติ คุณก็ไปหาหมอ หมอก็ทิ่มเข็มฉีดยาเข้าไป วิธีการที่เราวินิจฉัยโรคในปัจุบันนี้ก็คือ การตรวจจับรูปแบบของโรค มันดูเป็นปรกติไหม? มันดูผิดปรกติไหม?
ที่พยาธิแพทย์ทำ ก็เหมือนกับการดูขวดพลาสติกนี่ครับ นี่คือเซลล์ปรกติ ส่วนนี่คือเซลล์มะเร็ง นั่นเป็นวิธีการวินิจฉัยโรคมะเร็งที่ดีที่สุด เท่าที่มีในปัจจุบันแล้วครับ ไม่มีการทดสอบโมเลกุล ไม่มีการจัดลำดับยีนส์ที่เราพูดถึงกันเมื่อวาน ไม่มีการการตรวจสอบลงลึกเรื่องโครโมโซมส์เลย นี่เป็นวิธีทันสมัยที่สุดเท่าที่เรามีอยู่ครับ
ผมรู้ดี ในฐานะแพทย์มะเร็ง ว่าผมรักษามะเร็งระยะสุดท้ายไม่ได้ ดังนั้น ผมขอเสริมว่า ผมจึงเชื่ออย่างยิ่ง ในการพยายามหามะเร็งให้พบแต่เนิ่นๆ มันเป็นวิธีการเดียว ที่คุณสามารถต่อสู้กับมะเร็งได้ คือการจับตัวมันให้ได้แต่เนิ่นๆ เราป้องกันมะเร็งส่วนใหญ่ได้ครับ การพูดครั้งก่อน กล่าวถึงการป้องกันโรคหัวใจ เราทำสิ่งเดียวกันนั้นกับโรคมะเร็งได้ครับ ผมได้ร่วมก่อตั้งบริษัทชื่อว่า "นาวิจีนิคส์" ที่ซึ่ง ถ้าคุณถ่มนํ้าลายลงในหลอดแก้ว เราจะมองหาตัวชี้บ่งการเกิดโรคทางพันธุศาสตร์ได้ 35 หรือ 40 ตัว ซึ่งทั้งหมดถ่วงเวลาการเกิดออกไปได้ ในกรณีมะเร็งหลายๆชนิด เราจะระบุมะเร็งที่คุณมีโอกาสเป็น แล้วเราก็จะเริ่มทำงาน เพื่อป้องกันมันได้ เพราะปัญหาก็คือ เมื่อคุณเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เราก็ทำอะไรไม่ค่อยได้แล้ว สำหรับปัจจุบันนี้ อย่างที่สถิติแสดงให้เห็น
ดังนั้น เรื่องสำคัญเกี่ยวกับมะเร็งก็คือ มะเร็งเป็นโรคของคนแก่ ทำไมมันจึงเป็นโรคของคนแก่หรือครับ? ก็เพราะว่าวิวัฒนาการไม่สนใจเรา หลังจากเรามีลูกแล้วครับ กล่าวคือ วิวัฒนาการจะปกป้องเรา ในช่วงวัยที่เราผลิตลูก แล้วพอหลังจากอายุ 35 หรือ 40 หรือ 45 ปี มันก็บอกว่า ไม่สำคัญแล้วล่ะ เพราะแต่ละคนก็มีทายาทกันแล้วนี่ ดังนั้น สำหรับมะเร็ง จึงเป็นเรื่องยากมาก ยากมากเหลือเกิน ที่จะพบมะเร็งในเด็ก อยู่ในระดับหลักพันรายต่อปีเท่านั้นครับ แต่พอเราแก่ตัวลง กลับมีคนเป็นกันเยอะมากๆ
ทำไมมะเร็งถึงรักษายากหรือครับ? ก็เพราะว่ามันเป็นเซลล์เนื้อผสม ซึ่งเป็นสารตั้งต้นอันสมบูรณ์แบบ สำหรับการเติบโตในเนื้อมะเร็งเลย เริ่มด้วยการเลือกขจัดเซลล์ไม่ดีที่พร้อมจะรุกรานร่างกายออกไป ที่เราเรียกว่า "โคลนัล ซีเลคชั่น" แต่ ถ้าเราตระหนัก ว่ามะเร็งไม่ใช่แค่ความบกพร่องของโมเลกุล แต่มีอะไรมากกว่านั้น เราก็จะเล็งเห็นวิธีการรักษาใหม่ๆ อย่างที่ผมจะแสดงให้คุณดู
ปัญหาพื้นฐานอย่างหนึ่งเกี่ยวกับมะเร็ง ก็คือ ปัจจุบันนี้ เราอธิบายมะเร็ง โดยใช้คำคุณศัพธ์ หรืออาการของโรคต่างๆ ฉันรู้สึกเหนื่อย, แน่นอึดอัด, เจ็บปวด, ฯลฯ แล้วก็มีคำอธิบายในเชิงกายวิภาค คุณเข้าเครื่อง CAT scan มีก้อนเนื้อขนาดสามเซ็นติเมตรอยู่ในตับ แล้วหมอก็อธิบายโรคตามส่วนของร่างกาย มันอยู่ในตับ, ในเต้านม, ในต่อมลูกหมาก และก็แค่นั้นแหละครับ คลังคำที่เราใช้อธิบายมะเร็ง จึงแย่เอามากๆ เป็นแค่คำบอกอาการของโรค เป็นคำบอกการสำแดงอาการของโรคเท่านั้น
ที่น่าตื่นเต้นก็คือ เมื่อสองหรือสามปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ใช้เงิน 400 ล้านดอลล่าร์ และได้จัดสรรเงินอีกพันล้านดอลล่าร์ ให้กับสิ่งที่เราเรียกว่า "โครงการแผนผังพันธุกรรมมะเร็ง" เป็นแนวคิด ที่จะจัดเรียงลำดับหน่วยพันธุกรรมของยีนทั้งหมดในมะเร็ง ทำให้เรามีศัพท์บัญญัติใหม่ๆ มีคลังคำใหม่ๆ เพื่อใช้อธิบายมะเร็ง กลางทศวรรษที่ 1850 ในฝรั่งเศส เราเริ่มต้นอธิบายมะเร็ง โดยใช้อวัยวะของร่างกาย วิธีนี้ ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยตลอด 150 ปี เป็นเรื่องโบราณล้าสมัยจริงๆ ที่เราเรียกมะเร็ง โดยใช้คำว่า ต่อมลูกหมาก, เต้านม, กล้ามเนื้อ ไม่สมเหตุสมผลเลย ถ้าเราคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้
เห็นได้ชัดว่า ตอนนี้เรามีเทคโนโลยีแล้ว และ อีกหลายปีข้างหน้า สิ่งนี้จะเปลียนไปครับ คุณจะไม่ไปคลีนิคมะเร็งเต้านมอีกต่อไปแล้ว คุณจะไปที่คลินิคขยายโปรตีน HER2 หรือคลินิคกระตุ้นโปรตีน EGFR หมอก็จะตรวจที่แผลติดเชื้อ ที่มีส่วนก่อให้เกิดมะเร็งแต่ละอย่างๆ ดังนั้น จึงหวังได้ว่า เราจะคืบหน้า จากการเป็นศิลปะทางการแพทย์ ไปเป็นวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ได้มากขึ้น และสามารถทำสิ่งที่เราทำกันกับโรคติดเชื้อได้ นั่นคือ ศึกษาสิ่งที่มีชีวิตนั้นๆ แบคทีเรียตัวนั้น แล้วก็บอกได้ว่า ยาปฏิชีวนะตัวนี้ใช้ได้ เพราะว่า เรามีเชื้อโรคตัวใดตัวหนึ่งที่ตอบรับกับยา เมื่อคุณติดเชื้อ H1N1 คุณก็กินยาทามิฟลู คุณก็จะลดความรุนแรงของโรคได้ อย่างยอดเยี่ยม และป้องกันการสำแดงอาการของโรค ได้อีกหลายๆอย่าง ทำไมหรือ? เพราะเรารู้ว่า คุณเป็นโรคอะไร และรู้ว่าจะรักษาโรคนั้นได้อย่างไร ถึงเราจะผลิตวัคซีนในประเทศนี้ไม่ได้ แต่นั่นเป็นคนละเรื่องกันอีก
แผนผังแสดงชุดหน่วยพันธุกรรมมะเร็ง กำลังจะออกมาแล้ว มะเร็งแรกเสร็จสมบูรณ์แล้ว ซึ่งก็คือมะเร็งสมอง ในเดือนหน้า ปลายเดือนธันวาคม คุณจะได้เห็นแผนภูมิมะเร็งรังไข่ แล้วมะเร็งปอดจะตามมา อีกหลายเดือนหลังจากนั้น นอกจากนั้น ยังมีสาขาการศึกษาโปรตีน ซึ่งผมจะพูดถึงในอีกไม่กี่นาทีนี้ ที่ผมคิดว่า กำลังจะเป็นขั้นถัดไป ในการทำความเข้าใจ และการจำแนกโรค แต่จำไว้นะครับ ผมไม่ได้สนับสนุนให้วิชายีนส์ศึกษา และโปรตีนศึกษา เป็นไปตามแนวคิดการศึกษาแบบลดทอน ผมกำลังทำงานนี้ เพื่อที่เราจะระบุได้ว่า เรากำลังต่อสู้กับอะไร ตรงนี้ มีข้อแตกต่างที่สำคัญมาก ซึ่งไว้ผมจะได้อธิบายต่อไป
ในการรักษาพยาบาลยุคปัจจุบัน เราหมดเงินส่วนใหญ่ไปกับ เรื่องการรักษาโรค -- เงินส่วนมาก ถูกใช้ไปในสองปีสุดท้าย ของชีวิตคนๆหนึ่ง เราใช้เงินน้อยมากๆ ถ้าใชัไปจริง ในการระบุว่า เรากำลังเผชิญกับปัญหาอะไร ถ้าเราเริ่มเปลี่ยนไปเน้นเรื่องการระบุว่า เรากำลังเผชิญกับปัญหาอะไรได้ เราจะทำสิ่งต่างๆได้ดีขึ้นอีกมากครับ ถ้าเราพยายามรุดหน้าไปอีกขั้น และทำการป้องกันโรค เราจะก้าวหน้าไปได้อย่างมากในอีกทิศทางหนึ่ง และเห็นได้ชัดว่า นั่นคือที่ๆเราจำเป็นต้องไป รุดไปข้างหน้า
นี่เป็นเว็บไซท์ของ "สถาบันมะเร็งแห่งชาติ" และผมขอบอกไว้ตรงนี้เลยครับว่า มันผิด เว็บไซท์ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ บอกว่า มะเร็งเป็นโรคทางพันธุกรรม เว็บไซท์นี้บอกว่า ถ้าคุณดู จะมีเซลล์กลายพันธุ์ขึ้นตัวนึง แล้วก็ อาจจะมีตัวที่สอง แล้วก็ตัวที่สาม นั่นแหละ มะเร็ง แต่ ในฐานะที่เป็นหมอมะเร็ง นี่คือสิ่งที่ผมเห็นครับ นี่ไม่ใช่โรคทางพันธุกรรม ที่คุณเห็นนี้ เป็นตับ ที่มีมะเร็งลำไส้ใหญ่อยู่ข้างใน พอส่องกล้องจุลทรรศน์ ก็จะเห็นต่อมนํ้าเหลือง ที่มะเร็งลุกลามเข้าไป คุณจะเห็นภาพ CAT scan ซึ่งมีมะเร็งอยู่ในตับ มะเร็งเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันของเซลล์ ซึ่งไม่ได้ถูกควบคุมการเติบโตให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม มะเร็งไม่ได้มีเพียงภาพกว้างๆ แต่เป็นปฏิสัมพันธ์ที่เกิดกับสภาพแวดล้อมด้วย มันเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า ระบบ
เป้าหมายของผมในฐานะแพทย์มะเร็ง ไม่ใช่เพื่อเข้าใจมะเร็ง และผมคิดว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาพื้นฐาน ในช่วงห้าทศวรรษที่ผ่านมา กล่าวคือ เราพยายามอย่างหนัก ที่จะเข้าใจมะเร็ง เป้าหมายคือ การควบคุมมะเร็ง และนั่นเป็นแผนบรรลุผลที่แตกต่างไปมาก เป็นกลยุทธ์ที่แตกต่างไปมาก สำหรับเราทุกคน
ผมลุกขึ้นพูด ที่สมาคมวิจัยมะเร็งอเมริกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในการประชุมงานวิจัยมะเร็งที่สำคัญ มีคนเข้าประชุม 20,000 คน ผมพูดว่า เราได้ทำผิดพลาดไปแล้ว พวกเราทั้งหมดได้ทำพลาดไปแล้ว รวมทั้งตัวผมด้วย เพราะการศึกษาแบบเจาะจง แบบลดทอนองค์ประกอบ เราต้องถอยหลังออกมาครับ และ เชื่อมั้ยครับว่า มีเสียงไม่เห็นด้วยออกมาจากผู้ชม มีคนไม่พอใจ แต่นี่เป็นวิธีเดียว ที่เราจะก้าวไปข้างหน้าได้
ผมโชคดีมาก ที่ได้พบ แดนนี่ ฮิลลิส เมื่อสองสามปีที่แล้ว เราถูกผลักดันให้มาพบกัน และเราทั้งสองคน จริงๆแล้วก็ไม่อยากจะพบกัน ผมพูดว่า "จริงหรือ ที่ผมอยากจะพบใครก็ไม่รู้จากดิสนี่ย์ ที่ออกแบบคอมพิวเตอร์?" ส่วนเขาก็พูดว่า จริงหรือ ที่เขาอยากจะพบหมอที่ไหนไม่รู้อีกคนหนึ่ง แต่คนเขาก็ชักชวนเราให้พบกัน และเราก็มาร่วมมือกัน ซึ่งเป็นการพลิกโฉมสิ่งที่ผมทำไปเลย พลิกโฉมอย่างสิ้นเชิงเลย เราได้ออกแบบ และทำงานด้านแบบจำลองคอมพิวเตอร์ -- และหลายๆแนวคิดเลย ที่ได้มาจากแดนนี่ และทีมงานของเขา -- แบบจำลองคอมพิวเตอร์ของมะเร็งในร่างกาย ที่เป็นระบบซับซ้อน และผมจะแสดงข้อมูลบางอย่างให้คุณดู ซึ่งผมเชื่อว่าสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลง และเป็นแนวทางใหม่ในการต้านมะเร็ง
กุญแจสำคัญคือ เมื่อคุณดูที่ตัวแปรเหล่านี้ และดูข้อมูลเหล่านี้ คุณต้องเข้าใจข้อมูลที่นำไปใช้ ถ้าผมวัดอุณหภูมิของร่างกายคุณ ในช่วง 30 วัน และผมถามว่า อุณหภูมิเฉลี่ยเป็นเท่าไร แล้วผลออกมาเป็น 98.7 ผมก็จะบอกว่าเยี่ยม แต่ถ้าเกิดมีวันหนึ่งในช่วงนั้น อุณหภูมิของคุณสูงถึง 102 นานหกชั่วโมง และคุณทานยาไทลีนอล และรู้สึกดีขึ้น, ฯลฯ ผมก็จะไม่ได้ข้อมูลนี้เลย ดังนั้น ปัญหาพื้นฐานที่สำคัญอย่างหนึ่งทางการแพทย์ ก็คือทั้งคุณ และผม และพวกเราทุกคน ไปหาหมอแค่ปีละครั้ง เรามีรูปแบบข้อมูลที่ไม่ต่อเนื่องกัน เราไม่ได้พิจารณาข้อมูลที่ต่อเนื่องด้านเวลา
ก่อนหน้านี้ มีการพูดถึงเจ้าสิ่งประดิษฐ์เพื่อชีวิตโดยตรงนี้ ผมใช้เครื่องนี้มานานสองเดือนครึ่งแล้วครับ เป็นเครื่องมือที่น่าทึ่งมาก ไม่ใช่เพราะว่ามันบอกผม ว่าทุกๆวัน ผมใช้พลังงานไปกี่กิโลแคลอรี่ แต่เพราะว่ามันเก็บข้อมูล ตลอด 24 ชั่วโมงเลย ว่าผมทำอะไรบ้างในหนึ่งวัน ผมไม่รู้ตัวเลยว่า ผมนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน นานถึงสามชั่วโมง โดยไม่ได้เคลื่อนไหวไปไหนเลย และตัวแปรหลายๆตัวในข้อมูล ที่เรานำไปใช้เป็นระบบป้อนข้อมูลนี้ ต่างไปจากที่เราเข้าใจอย่างมากจริงๆครับ เพราะว่าเราไม่ได้วัดมันในแบบที่แสดงการเปลียนแปลง
ดังนั้น ถ้าคุณคิดว่ามะเร็งเป็นระบบ มีทั้งข้อมูลป้อนเข้า และผลที่ออกมา และสภาวะระหว่างกลาง สภาวะที่ว่า คือกลุ่มประวัติ ซึ่งมีความสำคัญเท่าๆกัน และคนป่วยเป็นโรคมะเร็ง ข้อมูลที่นำมาใช้คือสภาพแวดล้อม, อาหาร, การให้การรักษา, การกลายพันธุ์ทางพันธุกรรม ผลที่ออกมา ก็คืออาการป่วย เรามีอาการเจ็บปวดไหม? มะเร็งกำลังโตขึ้นใช่ไหม? เรารู้สึกแน่นอึดอัดไหม, ฯลฯ? สภาวะเหล่านั้น มักไม่มีใครเห็น ดังนั้น สิ่งที่เราทำในสาขาของเราก็คือ เปลี่ยนข้อมูลป้อนเข้าเสีย เราใช้เคมีบำบัดเชิงรุก แล้วก็ถามว่า ผลที่ออกมาดีขึ้นไหม? อาการเจ็บปวดทุเลาลงไหม, ฯลฯ?
ปัญหาก็คือ มะเร็งไม่ใช่เพียงแค่ระบบเดี่ยว มันเป็นระบบหลายระบบ ในระดับหลายระดับ มันเป็นระบบหนึ่ง ของหลายๆระบบ ดังนั้น เมื่อคุณเริ่มดูระบบที่เพิ่งเกิดใหม่ คุณลองดูเซลล์ประสาทผ่านกล้องจุลทรรศน์ก็ได้ครับ เซลล์ประสาท เมื่อดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ งดงามมากครับ มีอะไรต่ออะไรเล็กๆยื่นออกมา ตรงโน้นนิดตรงนี้หน่อย แต่พอคุณเริ่มรวมมันเข้ากัน เป็นระบบที่ซับซ้อน คุณก็จะเริ่มเห็นว่า มันกลายเป็นสมอง และสมองนั้น สร้างความเฉลียวฉลาดได้ครับ สิ่งที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่ก็คือ ในร่างกาย มะเร็งจะเริ่มก่อรูป เป็นเหมือนระบบที่ซับซ้อน ข่าวร้ายก็คือ ระบบที่ทนทาน -- ทนทานนี้เป็นคำสำคัญนะครับ -- และเพิ่งเกิดใหม่นี้ ทำความเข้าใจรายละเอียดได้ยากมากๆ ข่าวดีก็คือ คุณยังจัดการกับมันได้ คุณอาจลองควบคุมมันดู โดยไม่ต้องเข้าใจส่วนประกอบทุกๆส่วน อย่างลึกซึ้งก็ได้
การทดลองทางการแพทย์ขั้นพื้นฐานที่สุดอย่างหนึ่งเกี่ยวกับมะเร็ง ถูกตีพิมพ์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ใน "วารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์", ซึ่งเขาใช้ผู้หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือน ที่เป็นมะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นมะเร็งเต้านม ชนิดร้ายแรงที่สุดที่คุณจะเป็นได้เลย พวกเขาได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัด แล้วแพทย์ก็สุ่มเลือกผู้ป่วย ครึ่งหนึ่งได้ยาหลอก ไม่มีผลทางการรักษา และอีกครึ่งหนึ่ง ได้รับยา "กรดโซเลโดรนิค" ที่ใช้สร้างกระดูก ใช้สำหรับรักษาโรคกระดูกอ่อน ผู้ป่วยได้รับยานี้ปีละสองครั้ง แพทย์ดูผล และในจำนวนหญิงผู้ป่วย 1,800 คน ที่ได้รับยาสร้างกระดูกปีละสองครั้ง สามารถลดการเกิดขึ้นใหม่ของมะเร็ง ได้ประมาณ 35 เปอร์เซนท์ เป็นการลดการเติบโตของมะเร็งด้วยยา ซึ่งไม่ได้แตะต้องมะเร็งด้วยซํ้า แนวคิดก็คือ พอคุณเปลี่ยนดิน เมล็ดพืชก็ไม่สามารถเติบโตได้เหมือนเดิม พอคุณเปลี่ยนระบบนั้น คุณก็จะสร้างผลกระทบที่เห็นได้ชัดต่อมะเร็งได้ครับ
ไม่มีใครเคยแสดงให้เห็นเลย -- เรื่องนี้น่าตกใจมากๆครับ -- ไม่มีใครเคยแสดงให้เห็นเลยว่า การรักษาด้วยเคมีบำบัดส่วนมาก มีการแตะต้องเซลล์มะเร็งจริงๆ มันไม่เคยถูกนำมาแสดง มีแต่งานเก๋ไก๋ในจานเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพวกนี้ ที่ ถ้าคุณให้ยารักษามะเร็งตัวนี้ ก็จะเกิดผลอย่างนี้ต่อเซลล์ แต่ปริมาณยาในจานทดลองเหล่านั้น ไม่ได้ใกล้เคียงกับ ปริมาณยาที่เกิดขึ้นในร่างกายคนเลยครับ
ถ้าผมให้ยารักษามะเร็งเต้านมชื่อ "แท็กซอล" กับผู้ป่วยสตรี ทุกๆสามสัปดาห์ ซึ่งเป็นมาตรฐาน ประมาณร้อยละ 40 ของหญิงที่ป่วยเป็นมะเร็งแบบลุกลามสู่อวัยวะอื่น มีผลตอบรับกับยานี้อย่างดีเยี่ยม นั่นคือ มีการหดตัวของมะเร็งลงร้อยละ 50 อย่าลืมว่า นี่ยังไม่ได้ใช้หน่วยวัดเป็นขนาดจริงๆเลยด้วยซ้ำ แต่นั่นเป็นคนละเรื่องอีกครับ มะเร็งเกิดขึ้นใหม่อีก ผมก็ให้ยาเดิมกับผู้ป่วยทุกสัปดาห์ ร้อยละ 30 จะตอบรับกับยา พอมะเร็งกลับมาอีก ผมก็ให้ยาเดิมกับผู้ป่วยอีก กว่า 96 ชั่วโมงโดยให้ยาทางเส้นเลือดอย่างต่อเนื่อง อีกร้อยละ 20 หรือ 30 จะตอบรับกับยา ดังนั้น คุณบอกผมไม่ได้หรอกครับว่า มะเร็งมันมีกลไกทำงานแบบเดียวกันในทั้งสามขนาด ไม่ใช่เลย เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับกลไกนั้นเลย ดังนั้น แนวคิดที่ว่าเคมีบำบัด อาจแค่เข้าขัดขวางการทำงานของ ระบบซับซ้อนนั้น เหมือนกับการสร้างกระดูก ทำให้ระบบสับสนและลดการกลับมาเกิดใหม่ เคมีบำบัดอาจจะทำงานในทำนองเดียวกันเปี๊ยบ สิ่งที่น่าตื่นเต้นเกี่ยวกับการทดลองอีกอย่าง คือมันลดการเกิดขึ้นของเนื้อร้ายใหม่ หรือมะเร็งใหม่ ได้ราวร้อยละ 30 ด้วย
ดังนั้น ปัญหาทั้งของคุณและของผม ก็คือ ระบบของเราทั้งหมดเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ผมคิดว่า นี่เป็นสไลด์ที่น่ากล้ว ไม่ได้นอกเรื่องนะครับ สไลด์นี้แสดงสถิติโรคอ้วนในโลก ผมขอโทษด้วยถ้าคุณอ่านต้วเลขไม่ได้ ตัวเลขมันเล็กไปหน่อยครับ แต่ ถ้าคุณลองดู ตรงที่มีสีแดง ที่สีเข้มๆตรงนั้น มากกว่าร้อยละ 75 ของประชากร ของประเทศเหล่านั้น เป็นโรคอ้วน เทียบกับทศวรรษก่อน สองทศวรรษก่อน แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดครับ ดังนั้นระบบของเราในวันนี้ จึงต่างไปจากเดิมมาก เมื่อเทียบกับหนึ่งหรือสองทศวรรษก่อน ดังนั้น โรคภัยที่เรามีในวันนี้ ซึ่งสะท้อนแบบแผนของระบบ ในหลายๆทศวรรษที่ผ่านมา จะเปลี่ยนไปอย่างมาก ในทศวรรษต่อไปหรือหลังจากนั้น ถ้าหากดูตามสถิติอย่างนี้
ภาพนี้ ถึงแม้ว่าจะงดงาม เป็นรูปขนาด 40 กิกาไบท์ ของชุดโปรตีนทั้งหมด นี่เป็นหยดเลือดที่ได้ผ่านแม่เหล็กนำไฟฟ้ายิ่งยวด และเราได้ภาพที่มีความละเอียด ขนาดที่เราสามารถเห็นโปรตีนทั้งหมดในร่างกายได้เลย เราสามารถมองเห็นระบบดังกล่าว จุดสีแดงแต่ละจุด เป็นโปรตีนตัวที่เราระบุชนิดได้แล้ว พลังของเจ้าแม่เหล็กนี้ พลังของสิ่งที่เราทำได้ตรงนี้ คือ เราเห็นลึกถึงอนุภาคนิวตรอนเป็นตัวๆได้เลย ด้วยเทคโนโลยีนี้ ยํ้าอีกครั้งหนึ่ง นี่คือสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ร่วมกับแดนนี่ ฮิลลิส และกลุ่มที่เรียกว่า "โปรตีนศึกษาประยุกต์" ซึ่งช่วยให้เราเริ่มสังเกตความแตกต่างของนิวตรอนเป็นต้วๆได้ และเราสามารถศึกษาระบบนั้น ในแบบที่เราไม่เคยทำได้มาก่อน ดังนั้น แทนที่จะศึกษาแบบลดทอนองค์ประกอบ เราถอยหลังไปหนึ่งก้าว
นี่เป็นผู้หญิง อายุ 46 ปี ซึ่งกลับมาเป็นมะเร็งปอดอีก มะเร็งอยู่ในสมอง ในปอดทั้งสองข้าง ในตับของเธอ เธอได้รับยา คาร์โบพลาติน แท็กซอล, ดาร์โบพลาติน แท็กโซเทียร์, เจ็มไซทาบีน, นาเว็ลบีน เธอได้รับยาทุกตัวที่เรามี แต่มะเร็งก็ยังลุกลามต่อไปเรื่อยๆ เธอมีลูกสามคน อายุตํ่ากว่า 12 นี่คือภาพ CAT scan ของเธอ ที่อยู่ในภาพ ก็คือภาพถ่ายร่างกายตามแนวตัดของเธอ ที่คุณเห็นอยู่ตรงกลางภาพนั้น ก็คือหัวใจของเธอครับ และข้างๆหัวใจทางซ้ายมือนั้น ก็คือเนื้องอกขนาดใหญ่ ที่จะเข้าไปทำร้ายและฆ่าเธอ ถ้าไม่ได้รับการรักษา ในเพียงไม่กี่สัปดาห์ เธอได้รับยาวันละเม็ด ซึ่งพุ่งเป้าไปที่เส้นทางลำเลียงเลือด ยํ้าอีกครั้ง ผมก็ไม่แน่ใจว่าเส้นทางลำเลียงนี้อยู่ในระบบ นั่นคือในมะเร็งหรือเปล่า แต่ยาพุ่งเป้าไปที่เส้นทางลำเลียง และหนึ่งเดือนหลังจากนั้น เปรี้ยง มะเร็งนั้นก็หมดไป หกเดือนหลังจากนั้น มันก็ยังไม่กลับมา มะเร็งเกิดขึ้นใหม่อีก และเธอก็เสียชีวิตจากมะเร็งปอดสามปีต่อมาด้วยมะเร็งปอด แต่เธอได้ใช้ชีวิตอีกสามปี จากการใช้ยา ซึ่งมีอาการส่วนใหญ่ เป็นแค่สิว เท่านั้นเอง
ปัญหาก็คือ ได้มีการทดลองทางการแพทย์แล้ว และเราเป็นส่วนหนึ่งของการทดลอง และในการทดลองทางการแพทย์ขั้นพื้นฐานนี้ การทดลองที่เป็นจุดเปลี่ยนนี้ เราเรียกว่าระยะที่สาม เราปฏิเสธไม่ใช้ยาหลอก คุณอยากให้แม่ พี่น้องชาย หรือพี่น้องสาวของคุณ ได้ยาหลอกหรือครับ ถ้าเขาเป็นมะเร็งปอดขั้นสุดท้าย และจะมีชีวิตอยู่อีกไม่กี่สัปดาห์? คำตอบก็ชัดเจนครับ ว่าไม่ ดังนั้น เราเลยทำการทดลองในกลุ่มผู้ป่วยนี้ ร้อยละ 10 ของกลุ่มทดลองมีผลตอบรับที่น่าตื่นเต้นมาก ตามที่แสดงอยู่นี้ และยานี้ก็ไปถึง FDA และ FDA บอกว่า ถ้าไม่ใช้ยาหลอก แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ว่าคนไข้ได้รับประโยชน์จากยานี้จริง? พอตอนเช้า FDA กำลังจะประชุม นี่คือบทบรรณาธิการใน "วอลล์สตรีทเจอร์นัล" ครับ (เสียงหัวเราะ) แล้ว ใครจะไปนึกล่ะ ยานั้นได้รับการอนุมัติครับ
สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ อีกบริษัทหนี่งได้ทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์อย่างถูกต้อง โดยให้ครึ่งหนึ่งได้รับยาหลอก และอีกครึ่งได้ตัวยาจริง และเราเรียนรู้สิ่งสำคัญบางอย่างตรงนั้น สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เขาทำการทดลองนี้ในอเมริกาใต้และแคนาดา ที่ซึ่ง "การให้ยาหลอกมีจริยธรรมมากกว่า" พวกเขาต้องให้ยาหลอกในอเมริกาด้วย เพื่อให้ได้รับการอนุมัติ ผมคิดว่ามีคนไข้ชาวอเมริกันสามคน ในตอนเหนือของรัฐนิวยอร์ค ที่เข้าร่วมการทดลองนี้ เขาได้ให้ยาหลอก และสิ่งที่เขาพบ ก็คือ ร้อยละ 70 ของคนไข้ที่ไม่ตอบรับยา มีชีวิตอยู่นานกว่ามาก และอาการดีกว่าผู้ที่ได้รับยาหลอก ผลการทดลองจึงท้าทายทุกอย่างที่เรารู้เกี่ยวกับมะเร็ง กล่าวคือ คนไข้ไม่ต้องตอบรับยาก็ได้ คุณไม่ต้องทำให้โรคหดตัวลงก็ได้ ถ้าเราทำให้โรคช้าลง เราอาจจะได้รับประโยชน์มากกว่า ในด้านการรอดชีวิตของผู้ป่วย, ผลที่ได้ต่อผู้ป่วย, สิ่งที่คนไข้รู้สึก, มากกว่าการทำให้มะเร็งหดตัวลง
ปัญหาก็คือ ถ้าผมเป็นหมอคนนั้น และผมได้ผล CAT scan ของคุณมาในวันนี้ และคุณมีก้อนขนาดสองเซ็นติเมตรอยู่ในตับ และคุณกลับมาหาผมในอีกสามเดือน และมันโตเป็นสามเซ็นติเมตร ยานั้นมันช่วยคุณหรือเปล่า? ผมจะทราบได้อย่างไร? ยาช่วยให้มันไม่โตเป็น 10 เซ็นติเมตร หรือผมให้ยา ที่ไม่มีผลต่อการรักษา และมีค่าใช้จ่ายสูงกันแน่? ดังนั้น นี่จึงเป็นปัญหาพื้นฐานที่สำคัญ และยํ้าอีกครั้ง นั่นคือที่ที่เทคนิคใหม่ๆ สามารถเข้ามามีบทบาท
ดังนั้น เห็นได้ชัดว่าเป้าหมายก็คือ พอคุณไปหาหมอ -- เป้าหมายสูงสุดก็คือ คุณไปป้องกันโรค ใช่มั้ยครับ เป้าหมายสูงสุดก็คือ คุณป้องกันไม่ให้สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้น นั่นเป็นวิธีที่ได้ผลมากที่สุด ด้านค่าใช้จ่าย เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่เราทำได้ในวันนี้ แต่ถ้าใครโชคร้ายพอที่จะเป็นโรค คุณก็ไปหาหมอ คุณหมอก็จะเจาะเลือดหยดนึง และเราก็จะรู้ว่า จะรักษาโรคของคุณได้อย่างไร แนวทางที่เรานำมาใช้รักษาก็คือ ใช้วิชาโปรตีนศึกษา ยํ้าอีกครั้ง การศึกษาระบบแบบนี้ เป็นการมองภาพใหญ่
ปัญหาของเทคโนโลยีแบบนี้ก็คือ ถ้าเราดูโปรตีนในร่างกาย จะมีความแตกต่างด้านอันดับของขนาดถึง 11 ระดับ ระหว่างโปรตีนที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง และโปรตีนที่มีความอุดมสมบูรณ์ตํ่า ไม่มีเทคโนโลยีใดในโลกที่สามารถใช้กับโปรตีนได้ทั้ง 11 ระดับขนาด และดังนั้น หลายๆอย่างที่ได้ลงมือทำกับแดนนี่ ฮิลลิส และคนอื่นๆ ก็คือ การพยายามนำหลักด้านวิศวกรรมมาร่วมใช้ ใช้ซอฟต์แวร์เข้าช่วย เราจะสามารถเริ่มดูส่วนประกอบที่แตกต่างกันตามแนวนี้
ฉะนั้น ก่อนหน้านี้ ที่ผมพูดถึงการประยุกต์ใช้หลายศาสตร์ พูดถึงการร่วมมือกัน และผมคิดว่า สิ่งที่น่าตื่นเต้นอย่างหนึ่ง ที่กำลังเริ่มเกิดขึ้นขณะนี้ ก็คือ คนจากหลายๆสาขาวิชา กำลังเข้ามาร่วมกัน เมื่อวาน สถาบันมะเร็งแห่งชาติได้ประกาศโปรแกรมใหม่ ชื่อว่า วิทยาศาสตร์กายภาพและวิทยามะเร็ง ที่ซึ่งนักฟิสิกส์ นักคณิตศาสตร์ มาร่วมกันเพื่อช่วยกันคิดเกี่ยวกับมะเร็ง คนซึ่งไม่เคยเกี่ยวข้องกับมะเร็งมาก่อน แดนกับผมได้รับทุน 16 ล้านดอลล่าร์ เขาประกาศแล้วเมื่อวาน เพื่อเป็นการยึดมั่นต่อการแก้ปัญหานี้ เป็นวิธีการใหม่ทั้งหมด แทนที่จะให้เคมีบำบัดในปริมาณสูง ก็ใช้กลไกต่างๆ เพื่อพยายามนำเทคโนโลยีมาใช้ ให้ได้ภาพของสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ในร่างกาย
อีกแค่สองวินาที เรื่องกลไกของเทคโนโลยีพวกนี้ครับ -- เพราะผมคิดว่า เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องเข้าใจเรื่องนี้ครับ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ โปรตีนทุกตัวในร่างกายเรานั้นมีประจุไฟฟ้า โปรตีนจะถูกฉีดเข้าไป แม่เหล็กก็หมุนโปรตีนเหล่านั้นไปรอบๆ แล้วจะมีตัวตรวจจับอยู่ตอนสุดท้าย โปรตีนจะไปชนตัวตรวจจับเมื่อใดนั้น ขึ้นอยู่กับมวลและประจุไฟฟ้าในตัวมัน พูดตรงๆก็คือ, ถ้าแม่เหล็กขนาดใหญ่พอ และความละเอียดของภาพสูงพอ คุณก็จะสามารถตรวจจับโปรตีนทุกตัวในร่างกายคุณ และเริ่มทำความเข้าใจระบบแต่ละระบบได้เลย
ดังนั้น ในฐานะแพทย์มะเร็ง แทนที่จะมีแผ่นกระดาษ เป็นใบงานของผม ใบงานของคุณ และหนาเตอะขนาดนี้ การไหลเวียนของข้อมูลในสำนักงานของเรา จะดูคล้ายๆแบบนี้ ที่ซึ่งเลือดเพียงหยดเดียว ให้กำเนิดข้อมูลจำนวนมหาศาล องค์ประกอบข้อมูลเชิงอีเลคโทรนิค จะอธิบายทุกๆแง่มุมของโรค และแน่นอนว่าเป้าหมายก็คือ เราจะเริ่มเรียนรู้ได้จากการเผชิญหน้าโรคทุกๆครั้ง และก้าวไปข้างหน้าได้อย่างจริงจัง แทนที่เพียงต้องเผชิญหน้า ซํ้าแล้วซํ้าอีก โดยไม่ได้เรียนรู้ขั้นพื้นฐานเลย
ดังนั้น สรุปคือ เราต้องหลีกหนีแนวคิดการศึกษาแบบลดทอนแยกส่วน เราต้องเริ่มคิดให้แตกต่างออกไป และอย่างสุดกู่ ดังนั้น ผมขอร้องทุกท่านที่นี้ ให้คิดต่างออกไป หาแนวคิดใหม่ๆ นำมาบอกผม หรือใครก็ได้ในสาขาวิชาของเรา เพราะว่า ที่ผ่านมากว่า 59 ปี ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย เราต้องการแนวทางที่แตกต่างจากเดิม อย่างสุดกู่
เมื่อ แอนดี้ กรูฟ ลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการที่อินเทล -- แอนดี้เป็นหนึ่งในที่ปรึกษาของผม เป็นคนสู้ไม่ถอย -- เมื่อแอนดี้ออกจากตำแหน่ง เขาพูดว่า "ไม่มีเทคโนโลยีใดจะชนะ ตัวเทคโนโลยีเองจะชนะ" และผมเป็นผู้ที่เชื่ออย่างแรงกล้า ในสาขาวิชาการแพทย์ โดยเฉพาะเรื่องมะเร็ง ว่ามะเร็ง จะเป็นโอกาสอันกว้างขวางของเทคโนโลยี ที่จะช่วยให้เราเคลื่อนไปข้างหน้า และหวังว่าจะช่วยผู้ป่วยได้ ในช่วงเวลาอันใกล้
You can share this video by copying this HTML to your clipboard and pasting into your blog or web page. This video will play with subtitles.
You either have JavaScript turned off or have an old version of the Adobe Flash Player. To view this rating widget you
need to get the latest Flash player.
If your browser allows only "trusted sites" to execute Javascript, you should add the "googleapis.com" domain to your whitelist to allow our Flash detection to work properly.
Got an idea, question, or debate inspired by this talk? Start a TED Conversation.
เดวิด เอกัสอธิบายว่าการรักษาโรคมะเร็งที่ปฏิบัติสืบเนื่องกันมาเน้นไปที่การโจมตีเซลล์เป็นรายตัวโดยไม่คำนึงถึงผลที่อาจจะตามมา เขาเสนอแนะวิธีการใหม่ที่ใช้ความรู้ผสมผสานจากหลายศาสตร์ ทั้งใช้ยาที่ต่างออกไป แบบจำลองคอมพิวเตอร์ และการวิเคราะห์โปรตีน เพื่อรักษาและวิเคราะห์ร่างกายโดยรวมทั้งหมด
Although a highly-accomplished conventional doctor, David Agus has embraced the future of medicine and is constantly exploring ways that new technologies can help in the fight against cancer. Full bio »
Translated into Thai by yamela areesamarn
Reviewed by Teerachart Prasert
Comments? Please email the translators above.
19:25 Posted: Jul 2007
Views 733,026 | Comments 125
18:49 Posted: Oct 2006
Views 467,844 | Comments 182
03:12 Posted: Jun 2008
Views 535,409 | Comments 76
Just follow the guidelines outlined under our Creative Commons license.
This comment will be attributed to . Not ? Sign Out.