ผมจะเริ่มจากการกล่าวถึงกวีคนโปรด เอมิลี ดิกคินสัน ผู้ที่กล่าวว่า ความพิศวงหาใช่ความรู้ หรือความไม่รู้ หากแต่เป็นสิ่งที่อยู่ตรงกลาง ระหว่างสิ่งที่เราเชื่อมั่นว่าเราเป็นได้ และธรรมเนียมที่เราหลงลืมไป ผมคิดว่า เมื่อผมได้ฟังคำพูดจากคนที่เหลือเชื่อเหล่านี้ ผมเกิดแรงบันดาลใจอย่างมาก ผมได้ความคิดดีๆ และจินตนาการมากมาย แต่เมื่อมองไปที่โลกภายนอก คุณก็เห็นว่าสถาปัตยกรรมมีแรงต่อต้านการเปลียนแปลง มีแรงต่อต้านแนวคิดเหล่านั้นแค่ไหน เราสามารถคิดอะไรเจ๋งๆออก เราสามารถสร้างสิ่งมหัศจรรย์ได้ แต่ทว่า ในที่สุด มันยากเหลือเกินที่เปลี่ยนกำแพงเดิมๆ เราชื่นชมกล่องเรียบๆ แต่การสร้างพื้นที่ที่ไม่เคยมีมาก่อนต่างหากที่ผมสนใจ สนใจสร้างบางสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน พื้นที่ที่เราไม่เคยเข้าไปนอกเสียจากด้วยจิตวิญญาณของเรา นี่แหละคือสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นรากฐานของสถาปัตยกรรม
รากฐานของสถาปัตยกรรมไม่ใช่คอนกรีต เหล็กกล้า หรือองค์ประกอบของดิน หากแต่เป็นความมหัศจรรย์ และความมหัศจรรย์นั่นแหละ ที่ได้สรรค์สร้างเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุด สเปซที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เราเคยมีมา นี่สิคือสถาปัตยกรรมที่แท้จริงในความคิดของผม และสถาปัตยกรรมก็ยังเป็นเรื่องราวที่ถูกเล่าผ่าน วัสดุที่แข็งแกร่ง แต่มันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความพยายามและการดิ้นรน ต่อสู้กับความไม่น่าจะเป็น หากคุณลองคิดถึงอาคาร โบสถ์ หรือวิหาร อันยิ่งใหญ่ ปิรามิด หรือเจดีย์ ในอินเดียหรือที่ที่ไกลยิ่งกว่านั้น หากคุณลองถึงความมหัศจรรย์เหล่านั้น และคิดว่ามันไม่ได้มาจากอะไรทีจับต้องไมได้ แต่มันมาจากมนุษย์
ดังนั้นสิ่งต่างๆที่ถูกสร้างขึ้นก็ถูกรื้อถอนได้ สิ่งที่ถูกสร้างขึ้น ก็สามารถสร้างให้ดีกว่าก็ได้ นี่แหละครับ สิ่งที่ผมเชื่อ ว่าเป็นสิ่งสำคัญในงานสถาปัตยกรรม สิ่งเหล่านี้เป็นมิติต่างๆที่ผมชอบทำในงานของผม เป็นสิ่งเฉพาะตัวมากๆ และอาจจะไม่ได้เป็นมิติที่เป็นที่ยอมรับกัน ในวงการนักวิจารณ์งานศิลปะ วงการนักวิจารณ์งานสถาปัตยกรรม หรือนักวางผังเมือง แต่ผมกลับคิดว่าเป็นออกซิเจนที่ขาดเสียไม่ได้ สำหรับพวกเราที่มีชีวิตอยูู่ในอาคาร ในเมือง มีปฏิสัมพันธ์ในพื้นที่สาธารณะ
ผมจึงเชื่อว่าการมองโลกในแง่ดีขับเคลื่อนให้ สถาปัตยกรรมให้ก้าวไปข้างหน้า นี่เป็นวิชาชีพเดียวที่คุณจะต้องเชื่อมั่นในอนาคต คุณเป็นนายพล นักการเมือง หรือนักเศรษฐศาสตร์ ที่นั่งอมทุกข์ได้ เป็นนักดนตรีในคีย์ไมเนอร์ จิตรกรสีทึมๆ แต่สถาปัตยกรรมอาศัยความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า ในอนาคตอันสดใส และความเชื่อมั่นนั้นแหละที่ขับเคลื่อนสังคมไป
ทว่าวันนี้เราถูกล้อมรอบไปด้วย พวกคนหดหู่มองโลกในแง่ร้าย ถึงกระนั้น ในเวลาเช่นนี้ ผมยังคิดว่าสถาปัตยกรรม สามารถงอกงามได้ด้วยความคิดใหญ่ๆ ไม่ใช่ความคิดเล็กๆ ลองนึกถึงเมืองใหญ่ๆ นึกถึงตึกเอมไพร์สเตด (Empire State) นึกถึงร็อคกีเฟลเลอร์เซ็นเตอร์ (Rockefeller Center) พวกมันไม่ได้ถูกสร้างขึ้น ในเวลาที่ดีที่สุด หรือเหมาะสมที่สุด แต่ว่าพลังของสถาปัตยกรรมเหล่านั้น ได้ขับเคลื่อนสังคม และการเมือง ด้วยพื้นที่ของมัน
ผมเชื่อในการแสดงออก ผมไม่เคยชื่นชมความเป็นกลาง ผมไม่ชอบความเป็นกลางในชีวิต หรือในอะไรก็ตาม ผมคิดถึงการแสดงออก ว่ามันเหมือนกับกาแฟเอสเปรซโซ เป็นเหมือนกับกาแฟสกัดเข้มข้น นี่แหละคือการแสดงออก ที่ยังขาดหายไปอย่างมากในงานสถาปัตยกรรม เพราะเรามัวแต่คิดว่าสถาปัตยกรรม ต้องอยู่ในขอบเขตของความเป็นกลาง อยู่ในขอบเขตของสภาวะที่ไร้ข้อคิดเห็น ไม่มีการให้คุณค่า แต่ผมกลับเชื่อในการแสดงออก การแสดงออกของเมือง การแสดงออกของพื้นที่ส่วนตัวของเรา นี่แหละที่ให้ความหมายกับสถาปัตยกรรม
และแน่นอน พื้นที่ที่แสดงออก จะไม่นิ่งเงียบต่อการแสดงความเห็น พื้นที่ที่แสดงออกไม่ใช่สถานที่ ที่จะเออ-ออไปกับสิ่งที่เรารู้ๆกันอยู่ พื้นที่แสดงออกอาจรบกวนเรา แต่ผมคิดว่านั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เพราะชีวิตไม่ได้เป็นยาชาที่แค่ทำให้เรายิ้มละไม แต่สามารถทำให้เราเอื้อมผ่านหุบเหวนรกในประวัติศาสตร์ ไปยังที่ที่เราไม่เคยไป หรือบางทีอาจจะเคย หากว่าเราไม่ได้โชคดีปานนั้น
หัวรุนแรง หรืออนุรักษ์นิยม หัวรุนแรงหมายความว่าอะไร มันเป็นสิ่งที่ฝังรากลึก ฝังรากลึกอยู่ในประเพณี ผมคิดว่านี่แหละคือความหมายของสถาปัตยกรรม ความหัวรุนแรง ไม่ได้เป็นแค่การแช่น้ำยาดองศพเพื่ออนุรักษ์ รูปแบบเดิมๆ หากแต่จริงแล้วมันเป็นการเชื่อมต่อชีวิต เข้ากับเหตุการณ์ต่างๆในจักรวาลที่เราได้มีส่วนเกี่ยวข้อง เป็นเรื่องราวที่ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ ไม่ใช่อะไรที่จบลงด้วยดีหรือร้าย หากแต่เป็นเรื่องราวที่การกระทำเองนั่นแหละ ที่เป็นสิ่งผลักดันเรื่องราวไปในทิศทางเฉพาะ
ผมเชื่อในสถาปัตยกรรมสุดโต่ง คุณเห็นสถาปัตยกรรมโซเวียตในภาพไหมครับ นี่เป็นการอนุรักษ์ เหมือนกับที่ลาสเวกัส เคยเป็นมาก่อน มันเป็นการเก็บรักษาอารมณ์ เก็บรักษาประเพณี ซึ่งเป็นการกีดขวางความคิดไม่ให้ก้าวไปข้างหน้า และแน่นอนความสุดโต่งจะมาเผชิญหน้ากับมัน ผมคิดว่าสถาปัตยกรรมของเราเป็นการเผชิญหน้า กับการรับรู้ของเราเอง ดังนั้นผมจึงเชื่อว่ามันไม่ควรจะเย็นชา
สถาปัตยกรรมทันสมัยอันเย็นชา ได้รับความชื่นชมเป็นอย่างมาก ผมกลับต่อต้านมันอยู่เสมอมา ผมคิดว่าอารมณ์เป็นสิ่งที่จะขาดไปเสียไม่ได้ ชิวิตที่ปราศจากอารมณ์นั้นหาใช่ชีวิตที่แท้จริง แม้แต่ความคิดก็ยังเป็นอารมณ์ความรู้สึก ไม่มีการให้เหตุผลใดที่ไม่เลือกจุดยืน ในโลกของชนกลุ่มน้อย ในความลี้ลับทางปรัชญาว่าเรานั้นคืออะไร หากเราลองคิดว่าอารมณ์เป็นมิติหนึ่ง ที่สำคัญและควรเป็นที่ยอมรับในที่ว่างของเมือง และชีวิตในเมือง
แน่นอน พวกเราทุกคนล้วนแต่ต่อสู้ดิ้นรนทางอารมณ์ ผมคิดว่านี่แหละเป็นสิ่งที่ทำให้โลกนี้มหัศจรรย์ และแน่นอน การเผชิญหน้ากับความเงียบเย็น ความด้านชากับความความอ่อนไหว เป็นการเผชิญหน้าที่ผมคิดว่า เมืองทั้งหลายได้ฟูมฟักขึ้นมา ผมคิดว่านี่แหละคือความก้าวหน้าของเมือง มันไม่ใช่แค่เรื่องรูปลักษณ์ หากแต่เป็นวิธีที่เมืองทำให้อารมณ์ปรากฎขึ้น ไม่ใช่แค่สำหรับผู้ที่สร้างมัน แต่สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่กับมันเช่นกัน
คลุมเครือ หรือชัดเจน สังเกตไหม บ่อยครั้งที่เราอยากเข้าใจทุกสิ่ง แต่สถาปัตยกรรมไม่ใช่ภาษาที่สื่อด้วยคำพูด มันเป็นภาษา แต่ไม่ได้เป็นภาษาที่สามารถถูกลดทอน เป็นชุดสัญลักษณ์ที่สามารถถูกถ่ายทอดผ่านการเขียน อาคารทั้งหลายแหล่ที่ดูภายนอกแสนจะน่าเบื่อ ก็ยังมีเรื่องเล่า แต่เรื่องที่ถูกเล่านั้นสั้นเอามากๆ เรื่องมีอยู่ว่า "เราไม่มีเรื่องอะไรจะเล่าให้คุณฟัง" (เสียงหัวเราะ)
แท้ที่จริงสิ่งสำคัญ อยู่ที่การสร้างมิติทางสถาปัตยกรรมที่แท้จริง ซึ่งอาจไม่สามารถถูกอธิบายได้ด้วยคำพูด เพราะมันถูกถ่ายทอดผ่านสัดส่วน ผ่านวัสดุ ผ่านแสง พวกมันเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับต้นกำเนิดต่างๆ สู่อะไรบางอย่างที่ซับซ้อนเหมือนเวคเตอร์เมตทริกซ์ (vector matrix) ที่ไม่ใช่เรื่องที่่จะเห็นอยู่ตำตา แต่มันฝังลึกอยู่ในชีวิตของเรา ในประวัติศาสตร์ของเมือง และในผู้คน ความเชื่อที่ว่าสถาปัตยกรรม ควรคลุมเครือและเข้าใจได้ยาก เป็นความเชื่อผิดๆ และมันได้ลดทอนสถาปัตยกรรมมาสู่ความน่าเบื่อหน่าย
จะเป็นมือ หรือคอมพิวเตอร์ แน่นอน เราคงอยู่ไม่ได้หากไม่มีคอมพิวเตอร์ วิชาชีพของเราทั้งหมดดำรงอยู่ได้ด้วยคอมพิวเตอร์ แต่คอมพิวเตอร์ควรเป็นแค่ถุงมือที่สวมมือไว้ มือนั่นแหละที่มีหน้าที่คอยขับเคลื่อน พลังของคอมพิวเตอร์ไป เพราะผมเชื่อในพลังของมือ ด้วยพื้นฐานของมันทั้งหมด และด้วยจิตวิทยาที่ยังไม่ชัดแจ้ง มีต้นกำเนิดอยู่ แม้ว่าต้นกำเนิดนั้นจะไม่เป็นที่รู้จัก แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องลึกลับอะไร เรารู้ดีว่ามือของเรานั้นได้ให้ พลังอำนาจที่อยู่เหนือความควบคุมของเรา ผมคิดว่าเวลาผมวาดรูป รูปอาจจะเหมือนออกมาจากคอมพิวเตอร์ แต่มันก็ไม่ใช่รูปที่คอมพิวเตอร์วาด รูปที่มีต้นกำเนิดมาจากที่ ที่ไม่มีใครรู้ ไม่ธรรมดา ไม่เคยพบเห็น แต่มือนี่แหละที่สร้างมันขึ้นมา และนี่คือสิ่งที่ผมอยากบอกทุกคนที่ใช้มือ เราจะทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามมือเราได้อย่างไร โดยไม่ให้มือของเราทำงานตามคอมพิวเตอร์
ผมคิดว่านี่คิดส่วนหนึ่งของความซับซ้อนทางสถาปัตยกรรม เพราะเราคุ้นเคยอยู่กับโฆษณาชวนเชื่อ ว่าความเรียบง่ายนั้นแหละดี แต่ผมไม่เชื่อหรอก การได้ฟังพวกคุณทั้งหมด ความซับซ้อนของความคิด ความซับซ้อนหลากชั้นของความหมาย เป็นสิ่งที่น่าทึ่งเสียเหลือเกิน ผมว่าเราไม่ควรหลบเลี่ยงมันในงานสถาปัตยกรรม คิดดูสิ ศัลยกรรมสมอง ทฤษฎีอะตอม พันธุศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ เป็นสาขาความรู้ที่ซับซ้อน ซับซ้อนเสียเหลือเกิน ไม่มีเหตุผลอะไรที่วงการสถาปัตยกรรมควรต้องหลบเลี่ยงความซับซ้อนนี้ และนำเสนอแต่ความเรียบง่ายอันหลอกลวง โลกมันซับซ้อน พื้นที่ก็ซับซ้อน พื้นที่เป็นสิ่งที่คลี่ตัวเองออกสู่โลกใบใหม่ มันมหัศจรรย์เสียจน เราไม่สามารถลดทอนมันให้เหลือเพียงความเรียบง่าย ที่เรามักชื่นชมได้ ชีวิตของเราก็เช่นกัน มันซับซ้อน อารมณ์ของเราก็ซับซ้อน ความปรารถนาทางสติปัญญาของเราก็ซับซ้อน ผมจึงเชื่อว่าสถาปัตยกรรมในมุมมองของผม จำเป็นต้องสะท้อนความซับซ้อนในทุกๆ พื้นที่ที่เรามี ในทุกๆความสัมพันธ์ใกล้ชิดที่เรามี
แน่นอน นั่นหมายความว่าสถาปัตยกรรม จะต้องเกี่ยวข้องกับการเมือง การเมืองมิใช่ศัตรูของสถาปัตยกรรม การเมืองอยู่คู่กับเมือง รวมเราเข้าไว้ตัวกับ ผมเชื่อเสมอว่าการเคลื่อนไหวทางสถาปัตยกรรม แม้แต่กับบ้านพักอาศัย เมื่อมีคนมาเห็นแล้วมันก็เป็นศิลปะการเมือง เพราะมีผู้คนที่มองเห็นมันได้ เราอยู่ในโลกที่เชื่อมโยงเราเข้าหากันมากขึ้นๆ การหลบเลี่ยงขอบเขตของความซับซ้อน ที่กลายเป็นลักษณะเฉพาะถิ่นของสถาปัตยกรรมบริสุทธิ์ สถาปัตยกรรมที่แสดงออกถึงตัวตนเพียงแค่เป็นวัตถุนามธรรม ไม่เคยถูกใจผมเลย และผมเชื่อในการสร้างความเชื่อมโยง กับประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะกับประวัติศาตร์ยากๆ การทำความเข้าใจมัน เพื่อจะสร้างบางสิ่ง ที่เหนือความคาดหมายทั่วไปของเรา และนำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์
เพราะสถาปัตยกรรมยังมีหน้าที่ตั้งคำถาม มิใช่แค่ให้คำตอบเพียงอย่างเดียว ก็เหมือนกับการตั้งคำถามในชีวิต จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่สถาปัตยกรรมจะต้องเป็นจริง เราสามารถจำลองอะไรขึ้นมาก็ได้เกือบทุกอย่าง แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถถูกจำลองได้ สิ่งนั้นคิอจิตใจของมนุษย์ จิตวิญญาณของมนุษย์ และสถาปัตยกรรมเกี่ยวข้องกับมันอย่างเหนียวแน่นเหลือเกิน เพราะเกิดขึ้นในที่ที่หนึ่ง และตายไปในที่ที่หนึ่ง ดังนั้น ในความเป็นจริง สถาปัตยกรรมจึงเป็นดั่งอวัยวะของเรา ไม่ได้เป็นสติปัญญา ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราจากหนังสือหรือจากทฤษฎี มันเป็นสิ่งที่เราสัมผัส--- เป็นประตู หน้าต่าง ทางเข้า เตียงนอน -- ช่างเป็นของที่จืดชืด น่าเบื่อ แต่กระนั้น ในทุกๆ อาคารของผม ผมพยายามนำโลกที่อยู่ในจิตวิญญาณของเรา โลกที่แสนจะรุ่มรวย และแสนจะยากต่อการเข้าใจ มาสร้างขึ้นเป็นสิ่งที่จับต้องได้ในโลกความเป็นจริง สร้างพื้นที่สำหรับสำนักงาน พื้นที่แห่งความยั่งยืน ที่เป็นคำตอบที่ดีสำหรับการสร้างโลกเสมือนในใจของเรา ที่ยังสามารถสร้างขึ้นเป็นสิ่งที่จับต้องได้
ไม่คาดคิด หรือติดเป็นนิสัย นิสัยคืออะไร มันเป็นแค่พันธนาการที่ผูกเราไว้ เป็นยาพิษที่เราสร้างขึ้้นเอง ส่วนสิ่งที่ไม่คาดคิด ก็จะเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดเสมอ จริงๆ นะครับ คุณเห็นไหม โบสถ์ใหญ่ๆเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมาย และยังคงเป็นอย่างนั้นเสมอ อาคารของแฟร้งค์ เกห์รี ก็ยังจะคงเป็นสิ่งที่เหลือเชื่อในอนาคต นั้นหมายความว่าสถาปัตยกรรม ที่เราเคยชินไม่ได้ตราตึงอยู่ในใจ มันเป็นเหมือนเสถียรภาพแบบผิดๆ แต่สถาปัตยกรรมที่เปี่ยมไปด้วยแรงตึง เป็นสถาปัตยกรรมที่ก้าวพ้นตัวมันไป เพื่อเชื่อมโยงสู่จิตวิญญาณของมนุษย์ และทลายพันธนาการของความเคยชินลง
และแน่นอน ความเคยชินถูกหล่อหลอม ด้วยสถาปัตยกรรม เมื่อเราอยู่ในสถาปัตยกรรมเดิมๆ เหมือนเราถูกกุมขังอยู่ด้วยมุมมองเดิมๆ แสงเดิมๆ วัสดุเดิมๆ เราคิดว่าโลกช่างมีหน้าตา เหมือนกับอาคารของเราเสียจริง และอาคารของเราก็ถูกจำกัดด้วยเทคนิควิธี และความเชื่อต่างๆเบื้องหลังมัน
สิ่งที่ไม่คาดคิดเป็นคล้ายกับความดิบเถื่อน และผมมักจะคิดว่าความดิบเถื่อนคู่กับความละเอียดละออ ความดิบคืออะไร ผมขอนิยามว่า มันเป็นประสบการณ์พื้นๆ ไม่มีความหรูหรามาปนเปื้อน ไม่มีวัสดุแพงๆ ไม่มีการประดิษฐ์ประดอย ที่มักเกิดขึ้นในวัฒนธรรมชั้นสูง ส่วนความดิบในพื้นที่ ผมคิดว่า ในอนาคต จะสามารถถ่ายทอดความยั่งยืน ในพื้นที่ดิบๆได้ พื้นที่ที่ไม่ผ่านการประดับตกแต่ง พื้นที่ที่ไม่มีจริตใดๆ แต่อาจมีอุณหภูมิเย็นสบาย อาจหักเหความปรารถนาของเรา เป็นพื้นที่ที่ไม่ได้คอยตามเราต้อยๆ เหมือนสุนัขที่ถูกฝึกให้ตามเจ้าของ แต่ก้าวไปข้างหน้าในทิศทางที่ชี้นำ ความเป็นไปได้อื่นๆ ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของภาษาสถาปัตยกรรมใดมาก่อน
ผมให้ความสนใจกับการใช้สิ่งที่ขัดแย้งแตกต่าง เพราะมันจุกประกายพลังงานใหม่ๆ และผมก็ชอบอะไรแหลมๆ ไม่ใช่ทื่อๆ อะไรที่เพ่งความสนใจไปที่ความจริง อะไรที่มีกำลังเพียงพอ ที่จะเปลี่ยนแปลงแม้กระทั่งพื้นที่ที่เล็กมากๆ
ดังนั้นสถาปัตยกรรมอาจจะไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่าวิทยาศาสตร์ แต่ด้วยการส่งแรงงัดผ่านจุดหมุน ด้วยวิธีของอาร์คีมีดีส มันสามารถเคลื่อนโลกทั้งใบ และบ่อยครั้งที่อาคารเดียว สามารถพลิกความคิดเกี่ยวกับสิ่งเราสามารถทำ และสิ่งที่เราเคยทำๆมา และโลกสามารถคงอยู่ระหว่าง ความเสถียรและความไม่เสถียรได้อย่างไร แน่นอนว่าอาคารชนิดต่างๆ มีรูปร่างหรือรูปแบบที่เฉพาะตัว ซึ่งนั่นก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลง แต่ผมเชื่อว่าทุกๆ พื้นที่ในสังคม ทุกๆ พื้นที่สาธารณะ มีความต้องการที่จะสื่อสารกันมากขึ้น กว่าที่ความคิดทื่อๆ เทคนิคเดิมๆ เคยสื่อสาร แต่เป็นอะไรที่สามารถชี้จุดสำคัญในทิศต่างๆ ไปข้างหน้า ไปข้างหลัง ไปข้างๆ หรือไปรอบๆ และนั่นคือความทรงจำ ผมเชื่อมั่นในการจดจำเหลือเกิน หากไม่มีมันเราจะสูญเสียความทรงจำ เราจะไม่รู้ว่ากำลังไปทางไหน ไม่รู้ว่าเราจะไปที่นั่นทำไม
ดังนั้นผมจึงไม่เคยสนใจนำของเก่าที่น่าลืมกลับมาใช้ใหม่ เป็นการทำสิ่งเดิมซ้ำๆ ซากๆ ซึ่งแน่นอนว่ามักได้รางวัลจากนักวิจารณ์ นักวิจารณ์ชอบการแสดง ที่ทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าในแบบเดิมๆ แต่ผมอยากจะเล่นอะไร ที่ไม่เคยมีใครได้ยินได้ฟังมาก่อนมากกว่า แม้ว่ามันจะมีข้อผิดพลาด ก็ยังดีเสียกว่าทำอะไรกลวงๆ ซ้ำๆ ซากๆ เพราะมันช่างไร้ความหมาย ความทรงจำสร้างเมือง ความทรงจำสร้างโลก หากปราศจากความทรงจำ ก็จะปราศจากเรื่องเล่า ไม่มีที่ทางที่น่าสนใจ
ผมคิดว่าสิ่งที่น่าจดจำสร้างโลกของเราขึ้นมา อย่างที่เราคิดว่ามันเป็น และไม่ใช่เพียงความทรงจำของเราเท่านั้น แต่รวมทั้งผู้ที่จดจำเราได้ด้วย นั่นหมายความว่าสถาปัตยกรรมไม่ได้ปิดปากเงียบ แต่เป็นศิลปะแห่งการสื่อสาร เล่าเรื่องราว เรื่องราวที่จะไขความปรารถนาที่ไม่การจ่าง เข้าถึงแหล่งที่มาซึ่งมิได้มีอยู่อย่างชัดเจน สามารถย้อนกลับไปในสหัสวรรษ ที่ถูกฝังอยู่ในประวัติศาสตร์ และนำมันกลับมาได้อย่างเที่ยงตรงอย่างไม่น่าเชื่อ
ผมไม่เคยชอบใจแนวคิดที่ว่า สถาปัตยกรรมที่ดีที่สุดต้องเงียบเชียบ ความเงียบอาจเป็นสิ่งที่ดีในสุสาน แต่ไม่ใช่กับเมือง เมืองควรเต็มไปด้วยแรงสั่น เต็มไปด้วยสรรพเสียงและดนตรี นี่แหละเป็นภาระกิจของสถาปัตยกรรม ที่ผมเชื่อว่าสำคัญเหลือเกิน คือการสร้างพื้นที่ที่มีสีสัน เป็นพหุนิยม ที่สามารถจะนำกิจกรรมที่น่าเบื่อที่สุด มาเปลี่ยนเป็นบางอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน สร้างศูนย์การค้า หรือสระว่ายน้ำ ที่เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์ มากกว่าเป็นสถานให้ความบันเทิง นี่เป็นความฝันของเรา
ส่วนความเสี่ยง ผมคิดว่าสถาปัตยกรรมต้องกล้าเสี่ยง แน่นอนว่ามันจะต้องในเงินมหาศาล แต่อย่างไรก็ตาม สถาปัตยกรรมไม่ควรกลัวความล้มเหลว เพราะว่าหากกลัวความล้มเหลวแล้ว มันจะไม่สามารถนำเราไปในทิศทางที่ต้องการได้ แน่นอน ผมคิดว่า ความเสี่ยงเป็นพื้นฐานของโลก โลกที่ปราศจากความเสี่ยงเป็นโลกที่ไม่ควรค่าที่จะอยู่ ใช่ครับ ผมเชื่อว่าความเสียงที่เรายอมใส่ไปในทุกๆ อาคาร เสี่ยงที่จะสร้างพื้นที่ยื่นยาวเกินจากเขตที่เคยมีมาก่อน เสี่ยงที่จะสร้างพื้นที่ที่ไม่เคยมีมาก่อน แม้จะน่าเวียนหัว แต่มันก็เหมาะสมแล้วกับการผลักดันเมือง ความเสี่ยงที่ขับเคลี่อนสถาปัตยกรรม แม้ว่าจะมีข้อบกพร่องก็ทำให้พื้นที่ดีขึ้น ดีกว่าสิ่งที่ถูกทำซ้ำๆ สิ่งสำเร็จรูปที่ไร้คุณค่า
และสุดท้าย สิ่งที่ผมเชื่อว่าสถาปัตยกรรมเป็น คือ พื้นที่ ไม่ใช่แฟชั่น ไม่ใช่การประดับตกแต่ง แต่เป็นการสร้างจากต้นทุนที่น้อยที่สุด ให้เกิดสิ่งที่ไม่สามารถนำไปลอกเลียนแบบ ไม่สามารถจำลองขึ้นในสภาพแวดล้อมอื่น ในที่ที่เป็นเหมือนอากาศให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้ ก็คือพื้นที่ที่เราใฝ่ฝันถึง เป็นพื้นที่ที่อาจจะ ไม่ได้หรูหราสำหรับพวกเราบางคน แต่ว่าสำคัญกับทุกๆคนในโลกใบนี้
สถาปัตยกรรมไม่ใช่เรื่องของเทรนด์แฟชั่น หรือทฤษฎีที่เปลี่ยนไป แต่เป็นการสลักเสลาพื้นที่สำหรับต้นไม้ พื้นที่ที่ธรรมชาติจะเข้าไป ในโลกของที่อยู่อาศัยในเมืองได้ เปลี่ยนสเปซที่ไม่เคยมีแสงสว่างส่องถึง ให้มีคุณภาพ และประสิทธิภาพในการทำงานสูง ผมคิดว่านี่แหละคือธรรมชาติของสถาปัตยกรรม
และผมก็เชื่อในประชาธิปไตย ผมไม่ชอบตึกสวยๆ ที่สร้างขึ้นเพื่อระบอบเผด็จการ ที่ผู้คนไม่สามารถออกความเห็น ลงคะแนนเสียง ไม่สามารถทำอะไรทั้งนั้น บ่อยครั้งที่เราชื่นชมอาคารเหล่านี้ เพียงเพราะเราคิดว่ามันสวยงาม แต่เมื่อย้อนกลับมามองความยากจนในสังคม ว่ามันไม่ได้ให้เสรีภาพแก่ประชาชนเลย ผมจึงไม่ศรัทธาในอาคารเหล่านี้ ผมจึงเชื่อในประชาธิปไตยไม่ว่ามันจะยากเข็ญแค่ไหน
และแน่นอนครับ ผมต้องพูดถึงกราวนด์ซีโร่ จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ มันเป็นโปรเจคที่ซับซ้อนเหลือเกิน เป็นเรื่องอ่อนไหว มีเรื่องที่เกี่ยวข้องมากมาย เป็นเรื่องทางการเมืองซึ่งมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ทั้งเรื่องเงิน เรื่องอำนาจทางการเมือง สภาพจิตใจของผู้เคราะห์ร้าย และถึงกระนั้น ท่ามกลางความสับสนอลหม่าน และความยุ่งยากทั้งหมด ผมไม่ได้อยากให้มีคนมาหาผมแล้วพูดว่า "ผมไม่มีความเห็นอะไรครับคุณสถาปนิก ทำตามใจคุณได้ทุกอย่างเลยครับ" ผมคิดว่านั่นไม่ช่วยอะไรสักอย่าง
ผมคิดว่าสถาปัตยกรรมเป็นเรื่องของเสียงส่วนใหญ่ เป็นเรื่องของ "การประนีประนอม" ที่มักถูกรังเกียจ แต่มันไม่ใช่เรื่องเลวร้าย จงประนีประนอม หากมันเป็นเรื่องของศิลปะ หากมันยังอยู่ในลู่ทางของยุทธศาสตร์เดิม นี่คือแบบร่างชิ้นแรกของผม เปรียบเทียบกับงานออกแบบขั้นสุดท้าย มันก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก แต่อย่างไร การประนีประนอม และการรับฟังเสียงส่วนใหญ่ คือสิ่งที่ผมเชื่อมั่น และไม่ว่าทุกอย่างจะยากเย็นแค่ไหน งานที่กราวนด์ซีโร่ยังคงดำเนินต่อไป แม้ว่ามันจะยาก ไม่ว่าปี 2011 หรือ 2013 อนุสรณ์สถาน ตึกเสรีภาพ ผมจะจบการพูดด้วยการบอกคุณว่า
อเมริกาสร้างแรงบันดาลใจให้ผมอย่างมาก ผมมาที่นี่ในฐานะผู้ลี้ภัยบนเรือ เฉกเช่นเดียวกับผู้คนนับล้าน มองแผ่นดินอเมริกาจากตรงนั้น ผมคิดว่า นี่แหละอเมริกา นี่แหละเสรีภาพ นี่คืดสิ่งที่เราล้วนใฝ่ฝันถึง ความเป็นปัจเจกนิยม สะท้อนออกมาในเส้นขอบฟ้าของเมือง เช่นเดียวกับความยืดหยุ่น และท้ายที่สุด มันคือเสรีภาพ ที่เป็นสัญลักษณ์ของอเมริกา ไม่ใช่เฉพาะกับผมที่เป็นผู้ลี้ภัย แต่กับทุกๆ คนบนโลกใบนี้ ขอบคุณครับ
คริส แอนเดอร์สัน: ผมมีคำถามครับ สรุปว่าคุณตกลงเจรจา กระบวนการทำงานที่กราวนด์ซีโร่ เรื่องการเปลี่ยนแบบจากดีไซน์เดิมที่เหลือเชื่อของคุณ ได้เรียบร้อยหรือยังครับ
แดเนียล ลิเบสกิน: ครับ คนเราต้องรู้จักรักษาตัวเอง จากการเป็นจอมเผด็จการ ที่คอยบงการทุกสิ่งอย่าง เราต้องรู้จักการพึ่งพาผู้อื่น และขัดเกลากระบวนการ ไปในวิถีที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ผมมาจากบรองส์ ผมถูกสอนไม่ให้เป็นไอ้ขี้แพ้ ไม่ให้เป็นคนที่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ คุณต้องต่อสู้เพื่อสิ่งที่คุณเชื่อมั่น แม้ว่าอาจจะไม่ชนะ ในสิ่งที่คุณอยากชนะเสมอไป แต่คุณสามารถควบคุมกระบวนการ และผมเชื่อว่าสิ่งที่เราจะสร้างที่กราวด์ซีโร่ จะมีความหมายและสร้างแรงบันดาลใจอย่างมาก มันจะเล่าเรื่องราวของการเสียสละให้คนรุ่นต่อไป ได้เข้าใจความหมายของเหตุการณ์ครั้งนั้น ไม่ใช่แค่เพียงกับนิวยอร์ค แต่กับโลกทั้งใบ
You can share this video by copying this HTML to your clipboard and pasting into your blog or web page. This video will play with subtitles.
You either have JavaScript turned off or have an old version of the Adobe Flash Player. To view this rating widget you
need to get the latest Flash player.
If your browser allows only "trusted sites" to execute Javascript, you should add the "googleapis.com" domain to your whitelist to allow our Flash detection to work properly.
Got an idea, question, or debate inspired by this talk? Start a TED Conversation.
แดเนียล ลิเบสกิน สร้างสถาปัตยกรรมจากความคิดบ้าบิ่น เขามาแบ่งปัน 17 คำที่ภายใต้ทรรศนะต่อสถาปัตยกรรมของเขา -- ดิบ, เสี่ยง, เร้าอารมณ์, หัวรุนแรง -- สร้างแรงบันดาลใจแก่นักสร้างสรรค์ผู้กล้าหาญ
Being a designer of breathtaking and sometimes confounding buildings seems almost a footnote to the amazing life of architect Daniel Libeskind. Full bio »
Translated into Thai by Pat Likitswat
Reviewed by Unnawut Leepaisalsuwanna
Comments? Please email the translators above.
17:06 Posted: Dec 2007
Views 810,617 | Comments 120
31:57 Posted: Mar 2008
Views 301,045 | Comments 43
17:46 Posted: Feb 2008
Views 291,550 | Comments 25
Just follow the guidelines outlined under our Creative Commons license.
This comment will be attributed to . Not ? Sign Out.