ผมจะพูดถึงสัจจธรรมง่ายๆ ของการเป็นผู้นำ ในคริสต์ศตวรรษที่ 21 ในคริสต์ศตวรรษที่ 21 เราจำเป็นต้องพิจารณากันถึง -- และนี่เป็นสิ่งที่ผมจะมาชวนให้คุณคิดวันนี้ -- นั่นคือ เราจะมาย้อนเวลากลับไปสมัยเรียน ตอนที่เราเริ่มเรียนว่าเราจะนับอย่างไร แต่ผมคิดว่า ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะมาคิดกันว่า เรานับอะไร เพราะการที่เราจะเลือกนับอะไร มันสำคัญจริงๆ นะครับ
ผมขอเริ่มด้วยเรื่องราวเล็กๆ เรื่องหนึ่ง นี่คือแวน ควอช เธอมาจากเวียดนาม เข้ามาอเมริกาในปี 1986 เธอเปลี่ยนชื่อเป็นวิเวียน เพราะเธออยากทำตัวให้กลมกลืนกับที่นี่ เธอได้งานแรกเป็นพนักงานทำความสะอาด ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในซานฟรานซิสโก แล้วผมก็บังเอิญไปซื้อโรงแรมนั้น หลังจากวิเวียนเริ่มทำงานที่นั่นได้สามเดือน ฉะนั้น ผมกับวิเวียนก็ทำงานด้วยกันมาตั้ง 23 ปีแล้ว
ด้วยอุดมคติของคนหนุ่มอายุ 26 ปี ในปี 1987 ผมตั้งบริษัทของตัวเอง และให้ชื่อว่า Joie de Vivre (ความสุขแห่งชีวิต) เป็นชื่อที่ดูเพ้อฝันมากเลยนะครับ นั่นเป็นเพราะผมตั้งใจที่จะสร้างความสุขแห่งชีวิต และโรงแรมแห่งแรกที่ผมซื้อนั้น เป็นโรงแรมรายชั่วโมงแบบที่เข้าพักแล้วไม่ควรให้ใครรู้ ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองซานฟรานซิสโก เมื่อผมได้ทำงานกับวิเวียน ผมก็เห็นว่าเธอเป็นคนที่มีความสุขในชีวิต ตลอดเวลาที่เธอทำงาน ทำให้ผมตั้งคำถามและอยากรู้ว่า คนเราจะหาความสุข จากการล้างห้องน้ำเพื่อหาเลี้ยงชีพได้ยังไง ผมก็เลยใช้เวลาสังเกตวิเวียน และพบว่า เธอไม่ได้หาความสุขจากการขัดห้องน้ำ งานของเธอ เป้าหมาย และความมุ่งมั่นของเธอ ไม่ได้ต้องการเป็นคนขัดห้องน้ำมือหนึ่งของโลก สิ่งที่มีคุณค่าสำหรับวิเวียน คือความผูกพันทางใจ ที่เธอสร้างขึ้นกับเพื่อนร่วมงานและแขกที่มาพัก และสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจและความหมายในชีวิตให้เธอ ก็คือความจริงที่ว่า ที่จริงแล้ว เธอกำลังดูแลผู้คน ที่ต้องอยู่ไกลบ้าน เพราะวิเวียนรู้ดีว่าการต้องอยู่ไกลบ้านมันเป็นยังไง
บทเรียนที่ลึกซึ้งถึงความเป็นมนุษย์ ที่ผมได้รับเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ช่วยผมได้มากในช่วง ที่เผชิญภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งล่าสุด จากผลของฟองสบู่ดอทคอมแตก และเหตุการณ์ 9/11 โรงแรมแถบเบย์ แอเรีย ในซานฟรานซิสโก ประสบปัญหารายได้ตกต่ำครั้งที่ใหญ่ที่สุด ในประวัติศาสตร์ของวงการโรงแรมในอเมริกา เราเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สุดในแถบเบย์ แอเรีย เราก็เสี่ยงที่จะเสียหายมากกว่าคนอื่นอยู่แล้ว ยังไม่พอ ย้อนกลับไปตอนนั้น จำได้ไหมครับ ที่ในอเมริกาเราเลิกกินเฟรนช์ฟรายส์ (French fries) คือ ก็ไม่เชิงว่าเลิกหรอกครับ แต่เราเปลี่ยนชื่อมันเป็น "ฟรีดอม ฟรายส์" (freedom fries) และเราก็เริ่มคว่ำบาตรอะไรก็ตามที่เป็นของฝรั่งเศส เอ่อ แล้วดูชื่อบริษัทผมสิครับ Joie de Vivre ผมก็เลยได้รับจดหมาย จากที่ต่างๆ อย่างอลาบามา ออเรนจ์เคาน์ตี้ บอกว่าเขาจะคว่ำบาตรบริษัทของผม เพราะเขาคิดว่าเราเป็นบริษัทฝรั่งเศส ผมก็เขียนกลับไปว่า "เดี๋ยวก่อนสิครับ เราไม่ใช่บริษัทฝรั่งเศสนะ เราเป็นบริษัทอเมริกัน ตั้งอยู่ในซานฟรานซิสโกนี่เอง" แล้วผมก็ได้จดหมายตอบมาสั้นๆ ว่า "เหรอ งั้นยิ่งแย่เข้าไปใหญ่"
แล้ววันหนึ่ง ขณะที่ผมจิตตกและไม่ค่อยมีความสุข (joie de vivre) เท่าไหร่ ผมเดินไปร้านหนังสือแถวๆ ที่ทำงาน แล้วก็มาหยุดตรงชั้นหนังสือหมวดธุรกิจ เพื่อมองหาทางออกทางธุรกิจ แต่ด้วยสภาพจิตใจที่กำลังย่ำแย่ ไม่นานผมก็เลยมาลงเอย ตรงชั้นหนังสือหมวดการสร้างกำลังใจและพัฒนาตนเอง และนั่นก็คือจุดที่ทำให้ผมได้มารื้อฟื้นสิ่งที่ผมรู้ เกี่ยวกับลำดับขั้นความต้องการของเอบราเฮม มาสโลว์อีกครั้ง ตอนเรียนมหาวิทยาลัยผมลงวิชาจิตวิทยาวิชาหนึ่ง และผมก็ได้รู้จักผู้ชายคนนี้ เอบราเฮม มาสโลว์ อย่างที่ทุกคนคงคุ้นเคยกับแนวคิด "ลำดับขั้นความต้องการ" ของเขา ระหว่างที่ผมนั่งอยู่ตรงนั้นสี่ชั่วโมง อ่านมาสโลว์อยู่ตลอดบ่ายนั้น ผมก็นึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ สิ่งที่เป็นเรื่องจริงสำหรับผู้นำส่วนใหญ่ และเป็นหนึ่งในข้อเท็จจริงที่ง่ายที่สุดในการทำธุรกิจ ที่เรามักละเลย นั่นคือ เราทุกคนล้วนเป็นมนุษย์ และเราแต่ละคน ไม่ว่าจะมีบทบาทอะไรในธุรกิจ ล้วนมีลำดับขั้นความต้องการในระดับต่างๆ กัน ในที่ทำงาน
เมื่อผมเริ่มอ่านงานของมาสโลว์มากขึ้น ผมจึงพบว่า ที่จริงแล้ว ตอนปีท้ายๆ ของชีวิต มาสโลวต้องการเอาลำดับขั้นความต้องการของคนแต่ละคน ไปปรับใช้กับกลุ่มคน และในองค์กร โดยเฉพาะในภาคธุรกิจ แต่น่าเสียดายที่เขาเสียชีวิตเร็วเกินไป ในปี 1970 เขาจึงไม่สามารถทำความฝันของเขาให้เป็นจริงได้ ในยุคฟองสบู่ดอทคอมแตกนั่นเอง ผมจึงได้ตระหนักว่า บทบาทในชีวิตของผมคือการเป็นร่างทรงให้เอบ มาสโลว์ และนั่นเป็นสิ่งที่ผมทำเมื่อสองสามปีที่แล้ว เมื่อผมเอาพีระมิดลำดับขั้นความต้องการที่มีห้าขั้น มาดัดแปลงเป็นสิ่งที่ผมเรียกว่าพีระมิดของการปฏิรูปตัวเอง ซึ่งประกอบไปด้วยการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ความสำเร็จ และการปฏิรูปตัวเอง มันไม่ใช่แค่พี้นฐานในธุรกิจ แต่มันเป็นพี้นฐานของชีวิต และเราก็เริ่มถามตัวเองจริงๆ ว่าตอนนี้เรากำลังทำอะไรเพื่อตอบสนอง ต่อความต้องการในขั้นที่สูงขึ้นไป ความต้องการที่จะปฏิรูป ของพนักงานคนสำคัญของบริษัท ลำดับขั้นของความต้องการสามขั้นนี้ ก็ยังเกี่ยวเนื่องกับห้าขั้น ในลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว
แต่เมื่อเราเริ่มถามตัวเองว่าเราตอบสนองความต้องการ ขั้นที่สูงกว่าของพนักงานและลูกค้าของเราอย่างไร ผมถึงเพิ่งรู้ตัวว่าเราไม่มีระบบการวัดสิ่งเหล่านี้เลย เราไม่มีข้อมูลอะไรเลยที่สามารถบอกได้ว่าเรากำลังทำสิ่งที่ถูกหรือเปล่า เราจึงเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า วิธีวัดแบบไหนที่จะดูกลมกลืน แต่เราสามารถใช้ประเมิน ว่าพนักงานของเรารู้สึกว่างานมีความหมายมากแค่ไหน ว่าลูกค้าของเรามีความผูกพันทางใจกับเราแค่ไหน เช่น เราเริ่มถามพนักงานของเราว่า เขาเข้าใจพันธกิจหรือเป้าหมายของบริษัทเราไหม แล้วเขาเชื่อในพันธกิจหรือเป้าหมายนั้นไหม เขามีส่วนในการกำหนดเป้าหมายนั้นหรือเปล่า และเขารู้สึกว่างานที่เขาทำมีส่วนส่งเสริมเป้าหมายนั้นหรือไม่ แล้วเราก็เริ่มถามลูกค้าของเราว่า♫ เขารู้สึกผูกพันทางใจกับเรา ในด้านหนึ่งด้านใด จาก 7 ด้าน ต่างๆ กัน ราวกับปาฏิหาริย์ เมื่อเราถามคำถามพวกนี้ และให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่บนพีระมิดขั้นสูงกว่า เราพบว่าความจงรักภักดีต่อบริษัทเพิ่มมากขึ้น ความภักดีของลูกค้าพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว อัตราการลาออกของพนักงานลดลง เหลือแค่หนึ่งในสามของค่าเฉลี่ยการลาออกในธุรกิจโรงแรม และในระยะเวลาห้าปีของยุคที่ฟองสบู่ดอทคอมแตก กิจการของเราขยายตัวถึงสามเท่า
ต่อมาผมก็เริ่มไปคุยกับผู้นำคนอื่นๆ และถามเขาว่าช่วงนั้นเขาทำอย่างไร สิ่งที่ผู้นำเหล่านี้บอกผมครั้งแล้วครั้งเล่า ก็คือ พวกเขาบริหารจัดการกับสิ่งที่เขาวัดได้ และสิ่งที่เราวัดได้ ก็คือสิ่งที่จับต้องมองเห็นได้ ซึ่งอยู่ด้านล่างสุดของพีระมิด® พวกเขาไม่แม้แต่จะมอง สิ่งที่ตามองไม่เห็น ซึ่งอยู่ขั้นสูงขึ้นไปบนยอดพีระมิด ผมจึงตั้งคำถามกับตัวเองว่า ผมจะทำให้ผู้นำทั้งหลาย หันมาให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตามองไม่เห็นได้อย่างไร? ถ้าเราสอนให้ผู้นำบริหารกันแต่เฉพาะสิ่งที่สามารถวัดได้ แล้วสิ่งที่เราวัดได้ก็มีแต่สิ่งที่จับต้องมองเห็นได้ เราก็พลาดอะไรมากมายที่อยู่บนยอดพีระมิด
ผมจึงไปศึกษาอะไรอีกหลายอย่าง และพบผลสำรวจที่ชี้ให้เห็นว่า 94 เปอร์เซ็นต์ ของผู้นำทางธุรกิจทั่วโลก เชื่อว่าสิ่งที่ไม่อาจจับต้องมองเห็นได้ด้วยตานั้นสำคัญมากในธุรกิจของเขา เช่น ทรัพย์สินทางปัญญา วัฒนธรรมองค์กร และความจงรักภักดีต่อตราสินค้า แต่มีเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ของผู้นำกลุ่มนี้ ที่มีวิธีการวัดสิ่งที่ไม่อาจเห็นด้วยตาในธุรกิจของตัวเอง ในฐานะของผู้นำ เราเข้าใจว่า สิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเป็นสิ่งสำคัญ♫ แต่เราไม่รู้เลยสักนิด ว่าเราจะวัดมันได้อย่างไร ไอน์สไตน์กล่าวไว้ว่า "สิ่งที่นับได้ ก็ใช่จะมีค่าไปเสียทุกอย่าง และสิ่งที่มีค่า ก็ใช่จะนับได้เสียทุกอย่างเช่นกัน" ผมไม่อยากเถียงไอน์สไตน์น่ะนะ แต่ถ้าสิ่งที่เราให้คุณค่าสูงสุด ในชีวิตและในธุรกิจของเรา ไม่สามารถนับหรือประเมินค่าได้จริงๆ มันจะไม่กลายเป็นว่า เราต้องใช้ชีวิต จมอยู่กับการวัดอะไรที่ไร้ค่าน่าเบื่อตลอดไปหรือครับ
คำถามที่รบกวนจิตใจว่าอะไรคือสิ่งที่มีคุณค่าควรแก่การนับ ทำให้ผมถอดหมวกผู้บริหารออกไปสัปดาห์หนึ่ง แล้วบินไปยอดเขาหิมาลัย ผมบินไปยังดินแดนที่ซ่อนตัวอยู่ในความเร้นลับมาหลายศตวรรษ ดินแดนที่บางคนเรียกว่าแชงกรีลา (เมืองสวรรค์) ดินแดนที่ได้ข้ามพ้นฐานของพีระมิดที่เน้นแต่การเอาชีวิตให้รอด ไปสู่การเป็นต้นแบบการปฏิรูปตัวเอง เป็นแบบอย่างให้ประเทศอื่นๆ ในโลก ผมไปภูฏาน กษัตริย์หนุ่มแห่งภูฏานก็ทรงเป็นคนช่างสงสัยเหมือนกัน แต่ย้อนไปตั้งแต่ปี 1972 ปีที่ท่านขึ้นครองราชย์ สองวันหลังจากพระบิดาของท่านเสด็จสวรรคต ตอนพระชนมายุ 17 พรรษา ท่านได้เริ่มตั้งคำถาม ที่คุณอาจจะคาดว่าจะได้ยินจากคนที่มีความคิดอ่อนหัด
ครั้งหนึ่ง ท่านเสด็จอินเดีย ตอนที่เพิ่งครองราชย์ใหม่ๆ มีนักหนังสือพิมพ์ชาวอินเดียถามท่าน เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) ของภูฏาน คือถามถึงตัวเลข GDP ของภูฏาน ท่านให้คำตอบชนิดที่ มีผลปฏิรูปความคิดของเราในสี่ทศวรรษต่อมาเลย ท่านตอบว่าอย่างนี้ครับ ท่านพูดว่า "ทำไมเราถึงหมกมุ่นกันนัก กับผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ทำไมเราไม่หันมาสนใจ ความสุขมวลรวมประชาติให้มากขึ้น? " นี่ล่ะ กษัตริย์ภูฏานท่านเรียกร้องให้เราพิจารณา นิยามใหม่ของความสำเร็จ สิ่งที่ต่อมาเรารู้จักกันในชื่อ GNH หรือความสุขมวลรวมประชาชาติ ผู้นำส่วนใหญ่ในโลกไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้ ส่วนที่สนใจก็คิดว่ามันเป็นแค่เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ แต่กษัตริย์ภูฏานท่านจริงจังกับเรื่องนี้ และนี่เป็นวาระสำคัญอันหนึ่ง เพราะนี่เป็นครั้งแรก ในรอบเกือบ 200 ปี ที่ผู้นำระดับโลกกล่าวถึง ความสุขที่ไม่อาจจับต้องมองเห็นได้ -- คือ เมื่อ 200 ปีก่อน ก็มีผู้นำอย่างโธมัส เจฟเฟอร์สัน ซึ่งเป็นผู้ประกาศอิสรภาพของอเมริกา -- และสองร้อยปีต่อมา กษัตริย์ภูฏานก็ได้กล่าวว่าความสุขที่ไม่อาจจับต้องมองเห็นได้ คือสิ่งที่เราควรจะวัด และให้คุณค่า ในฐานะที่เราเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ
และตลอดระยะเวลาสามสิบกว่าปีที่ท่านครองราชย์ กษัตริย์พระองค์นี้ก็ทรงเริ่มวัดความสุขของประชาชน และบริหารประเทศภูฏานโดยตั้งอยู่บนพี้นฐานของความสุข ซึ่งนั่นรวมไปถึงเมื่อเร็วๆ นี้ที่ท่านได้ทรงเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไปสู่ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดยไม่มีการเสียเลือดเนื้อ ไม่มีรัฐประหาร และสำหรับคนที่ไม่รู้จักประเทศนี้นะครับ ภูฏานเป็นประเทศล่าสุดของโลกที่เปลี่ยนเป็นประชาธิปไตย เพิ่งสองปีมานี้เอง
ระหว่างที่ผมใช้เวลาอยู่กับบรรดาผู้นำการเคลื่อนไหวเรื่อง GNH ผมจึงได้เข้าใจสิ่งที่เขากำลังทำกันอยู่ ผมได้คุยกับนายกรัฐมนตรีของภูฏานด้วย ระหว่างอาหารเย็นวันหนึ่ง ผมทะลึ่งไปถามคำถามอันหนึ่ง ผมถามท่านว่า "คุณสร้างและวัด สิ่งที่จางหายไปในพริบตา อย่างความสุขได้อย่างไร?" ท่านนายกฯ เป็นคนมีไหวพริบปฏิภาณสูงมากครับ ท่านตอบว่า "คืออย่างนี้นะครับ เป้าหมายของภูฏานไม่ใช่การสร้างความสุข เราสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ความสุขเกิดขึ้นได้ พูดอีกอย่างคือ เราสร้างบ้านให้ความสุข" ว้าว น่าสนใจนะครับ และท่านก็บอกว่า ท่านมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มารองรับศิลปะการสร้างบ้านที่ว่านะ เขาสร้างเสาสี่ต้น เก้าตัวชี้วัดหลัก และตัวเลข 72 ตัว ที่ใช้ในการวัดความสุขมวลรวมประชาติ ที่จริง หนึ่งในตัวชี้วัดหลักคือ คนภูฏานรู้สึกอย่างไร กับการใช้เวลาของตัวเองในแต่ละวัน£ เป็นคำถามที่ดีนะครับ คุณรู้สึกอย่างไร กับการใช้เวลาของตัวเองไปกับเรื่องต่างๆ ในแต่ละวัน?" เวลาเป็นทรัพยากรที่มีจำกัดที่สุด ในโลกสมัยใหม่ แต่แน่ละ ทั้งที่เป็นอย่างนี้ ข้อมูลชิ้นเล็กๆ ที่ไม่อาจจับต้องมองเห็นได้นี้ ก็ไม่ได้ถูกนำไปคำนวณใน GDP
ดังนั้น ระหว่างหนึ่งสัปดาห์ที่ผมอยู่บนเขาหิมาลัย ผมเริ่มจินตนาการถึง สิ่งที่ผมเรียกว่าสมการอารมณ์ ซึ่งมุ่งคำนวณสิ่งที่ผมเคยอ่านเมื่อนานมาแล้ว จากแรบไบ ไฮแมน แชคเทล มีใครรู้จักท่านบ้างไหมครับ มีไหมครับ? เมื่อปี 1954 ท่านเขียนหนังสือเรื่อง "ความสุขที่แท้ในการใช้ชีวิต" ท่านกล่าวว่า ความสุขนั้น ไม่ได้มาจากการมีสิ่งที่คุณพอใจและอยากจะได้ แต่มาจากการพอใจในสิ่งที่คุณมี พูดอีกอย่างหนึ่ง คือ ผมคิดว่าคนภูฏานเชื่อว่า ความสุขคือการพึงพอใจในสิ่งที่คุณมี นั่นคือความรู้สึกขอบคุณหรือกตัญญูต่อสิ่งต่างๆ หารด้วยการมีสิ่งที่คุณต้องการ นั่นคือการได้รับการตอบสนองความพึงพอใจ คนภูฏานไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่บนความทะเยอทะยาน มุ่งแสวงหาสิ่งที่ตัวเองยังไม่มีอยู่ตลอดเวลา ศาสนาและความสันโดษของคนภูฏาน ความเคารพอย่างลึกซึ้งต่อวัฒนธรรมของตัวเอง และตอนนี้ก็มีการเคลื่อนไหวในเรื่อง GNH เหล่านี้ได้เสริมสร้างความรู้สึกยินดีและซึ้งในบุญคุณ ของสิ่งต่างๆ ที่พวกเขามี มีพวกเราชาว TED สักกี่คนในที่นี้ ที่ใช้เวลาของเรา ไปกับครึ่งล่างของสมการ กับตัวหารน่ะครับ? พวกเราอยู่ในวัฒนธรรมที่ช่วงล่างใหญ่ ในหลายๆ แง่นะ
ความจริงก็คือ ในประเทศทางตะวันตก เรามักจะมุ่งใส่ใจอยู่กับการแสวงหาความสุข ราวกับว่าความสุขคืออะไรบางอย่างที่เราต้องออกไปไขว่คว้า เป็นสิ่งของอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่าง ที่เราต้องไปหามา ที่จริง ถ้าคุณไปดูในพจนานุกรม พจนานุกรมหลายเล่มนิยามคำว่าแสวงหา (persuit) ว่า "การไล่ล่าด้วยท่าทีเป็นปฏิปักษ์" เราแสวงหาความสุขด้วยท่าทีเป็นปฏิปักษ์หรือเปล่า? เป็นคำถามที่ดีนะ แต่กลับมาที่ภูฏาน
ภูฏานมีพรมแดนทางเหนือและใต้ติดกับประเทศ ที่มีประชากรคิดเป็น 38 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลก จะเป็นไปได้ไหม ที่ประเทศเล็กๆ แห่งนี้ เช่นเดียวกับการเริ่มต้นในประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้ว ที่จะเป็นผู้จุดประกายและมีอิทธิพลต่อชีวิต ในศตวรรษที่ 21 ของชนชั้นกลางชาวอินเดียและจีน ภูฏานได้สร้าง กระแสใหม่เรื่องสุขภาวะส่งออกไปทั่วโลก ปัจจุบันมี 40 ประเทศทั่วโลก ที่ศึกษา GNH ของตนเอง คุณอาจจะได้ยินมาบ้าง เมื่อฤดูใบไม้ร่วงที่แล้ว นิโคลัส ซาร์โคซี ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ได้แถลงผลการศึกษาที่ใช้เวลา 18 เดือน โดยนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลสองคน เพื่อมุ่งศึกษาเรื่องความสุขและสุขภาวะในฝรั่งเศส ซาร์โคซีได้กล่าวว่า ผู้นำของโลกทั้งหลาย ควรหยุดมองอะไรแคบๆ โดยจำกัดอยู่แค่ GDP และหันมาใช้ดัชนีใหม่ ที่คนฝรั่งเศสบางคนเรียกว่า "Joie de vivre index" (ดัชนีความสุขของชีวิต) โอ้โห ผมชอบมากเลย เป็นโอกาสดีในการสร้างแบรนด์ร่วมกันเลย
และเมื่อสามวันก่อน ที่ TED นี่เอง เราก็ได้ชมการถ่ายทอดปาฐกถาของเดวิด คาเมรอน ซึ่งอาจจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปของอังกฤษ ท่านยกหนึ่งในปาฐกถาที่ผมชอบที่สุดตลอดกาลขึ้นมา เป็นปาฐกถาที่ไพเราะมากของโรเบิร์ต เคนเนดีเมื่อปี 1968 โดยท่านกล่าวว่า เรามุ่งความสนใจของเราไปไม่ถูกทาง และว่า GDP เป็นตัวเลขที่ไม่เหมาะที่จะนำมาใช้ นี่สะท้อนว่าทิศทางลมเปลี่ยนแล้ว
ผมนำคำพูดของท่านวุฒิสมาชิกโรเบิร์ต เคนเนดี มาแปลงเป็นตารางเปรียบเทียบให้คุณดูตรงนี้ นี่คือรายการของสิ่งที่ท่านวุฒิสมาชิกโรเบิร์ต เคนเนดี กล่าวเอาไว้ในปาฐกถาดังกล่าว GDP นับทุกอย่างตั้งแต่มลภาวะทางอากาศ ไปจนถึงการทำลายป่าต้นเรดวูดของเรา แต่มันไม่ได้นับเรื่องสุขภาพของลูกหลานเรา หรือความซื่อสัตย์สุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐของเรา เมื่อคุณมองดูรายการสองคอลัมน์นี้ คุณไม่รู้สึกบ้างหรือครับ ว่ามันถึงเวลาแล้ว ที่เราจะมาคิดถึงวิธีการนับใหม่ๆ วิถีทางใหม่ที่เราจะมาจินตนาการกัน ว่าสิ่งที่สำคัญในชีวิตของเราคืออะไรกันแน่?
และท่านวุฒิสมาชิกโรเบิร์ต เคนเนดีก็กล่าวปิดท้ายปาฐกถานั้นไว้แบบนี้เลย ท่านกล่าวว่า "สรุปว่า GDP วัดทุกอย่าง ยกเว้นสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีค่าควรแก่การดำรงอยู่" ว้าว แล้วเราจะทำยังไงล่ะครับ? ผมขอพูดถึงเรื่องหนึ่งที่เราสามารถเริ่มทำได้เลย ภายในสิบปีจากวันนี้ อย่างน้อยก็ในประเทศนี้ คิดดูสิ ประเทศอย่างอเมริกา สำรวจสำมะโนประชากรปี 2010 กันไปทำไม เราจ่ายเงินหมื่นล้านดอลลาร์เพื่อทำสำมะโนประชากร แล้วเราก็ถามคำถามง่ายๆ 10 คำถาม เอาล่ะ มันก็เพื่อความสั้นและง่าย แต่คำถามทุกข้อถามเรื่องสิ่งที่จับต้องได้หมดเลย ถามเกี่ยวกับข้อมูลทางประชากรศาสตร์ ถามว่าคุณอยู่ที่ไหน มีคนอยู่ด้วยกี่คน คุณเป็นเจ้าของบ้านหรือเปล่า แค่นี้เอง เราไม่ถามถึงตัวเลขอะไรที่มีความหมายเลย เราไม่ได้ถามคำถามที่สำคัญ เราไม่ได้ถามถึงอะไรที่ไม่อาจจับต้องมองเห็นด้วยตาเลย
เอบ มาสโลว์พูดไว้นานแล้ว คุณน่าจะเคยได้ยิน แต่อาจไม่รู้ว่าเขาเป็นคนพูด เขาบอกว่า "ถ้าคุณมีเครื่องมืออยู่แค่อย่างเดียว คือค้อน ทุกอย่างก็จะเริ่มดูเหมือนตะปูไปหมด" เราถูกเครื่องมือที่เรามีมันลวงเอาน่ะครับ ขอโทษที่ต้องพูดอย่างนี้ (เสียงหัวเราะ) เราถูกหลอกโดยเครื่องมือที่เรามีอยู่ GDP คือค้อนของเรา และตะปูก็คือโมเดลความสำเร็จ ของศตวรรษที่ 19 และ 20 แต่ถึงอย่างนั้น 64 เปอร์เซ็นต์ ของ GDP ในโลกทุกวันนี้ มาจากอุตสาหกรรมที่เราเรียกว่าการบริการนะครับ อุตสาหกรรมการบริการ อุตสาหกรรมแบบที่ผมทำอยู่ และอีกแค่ 36 เปอร์เซ็นต์มาจากอุตสาหกรรมที่มีสิ่งของจับต้องได้ อย่างการผลิตสินค้าและเกษตรกรรม ดังนั้น นี่คงถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมีกล่องเครื่องมือที่ใหญ่ขึ้น ใช่ไหมครับ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องมีกล่องเครื่องมือ ที่ไม่ได้นับแค่สิ่งที่นับได้ง่ายๆ อย่างสิ่งที่จับต้องได้ในชีวิตของเรา แต่ต้องนับสิ่งที่เราให้คุณค่ามากที่สุด สิ่งที่ไม่อาจจับจ้องมองเห็นด้วยตา
ผมว่าผมเป็นผู้บริหารที่ขี้สงสัย และสมัยเรียนปริญญาตรีผมก็เป็นนักศึกษาวิชาเอกเศรษฐศาสตร์ที่ขี้สงสัยด้วย ผมเรียนมาว่านักเศรษฐศาสตร์วัดทุกอย่าง ในรูปของหน่วยผลผลิตและการบริโภคที่จับต้องมองเห็นได้ ราวกับว่าหน่วยวัดเหล่านั้น มันเหมือนกันเลย แต่มันไม่เหมือนนะครับ ที่จริง ในฐานะผู้นำ สิ่งที่เราต้องเรียนรู้ ก็คือ เราสามารถส่งอิทธิพลต่อ คุณภาพของหน่วยผลผลิตนั้นได้ โดยการสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงาน ที่เอื้อให้พนักงานของเราได้ใช้ชีวิตเพื่อทำสิ่งที่เขามุ่งมั่น และที่จริง ในกรณีของวิเวียน หน่วยผลผลิตของเธอ ไม่ใช่จำนวนชั่วโมงที่เธอทำงาน แต่เป็นความแตกต่างที่ไม่อาจมองเห็นด้วยตาที่เธอสร้างขึ้น ภายในหนึ่งชั่วโมงที่เธอทำงาน
นี่คือเดฟ อาร์ริงเดล ซึ่งเป็นแขกประจำเก่าแก่ของโรงแรมที่วิเวียนทำงาน เขาเข้าพักที่นั่นเป็นร้อยครั้งแล้ว ภายใน 20 ปีที่ผ่านมา ที่เขาภักดีเหนียวแน่นกับโรงแรมก็เพราะความสัมพันธ์ ที่วิเวียนและเพื่อนร่วมงานของเธอได้สร้างขึ้นกับเขา พวกเขาได้สร้างบ้านของความสุขให้กับเดฟ เขาบอกผมว่า เขาสามารถไว้วางใจ ในตัววิเวียนและพนักงานที่นั่นได้ ว่าจะทำให้เขารู้สึกเหมือนอยู่บ้าน แล้วทำไม ผู้นำทางธุรกิจและนักลงทุน จึงไม่ค่อยเห็นความเชื่อมโยง ระหว่างการสร้างสิ่งที่ไม่อาจจับต้องมองเห็นได้ด้วยตา อย่างความสุขของพนักงาน กับการสร้างผลประโยชน์ที่จับต้องได้ อย่างกำไรในธุรกิจของเขา เราไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ระหว่างการสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานกับกำไรก้อนใหญ่ เราสามารถมีได้ทั้งสองอย่าง และที่จริง พนักงานที่มีแรงบันดาลใจ ก็มักจะช่วยทำกำไรก้อนใหญ่ให้เราด้วย ใช่ไหมครับ
ดังนั้น สิ่งที่โลกเราต้องการในขณะนี้ ตามความเห็นของผม ก็คือผู้นำทางธุรกิจและผู้นำทางการเมือง ที่รู้ว่าควรจะนับอะไร เรานับตัวเลข เราไว้วางใจคนอื่น สิ่งที่มีคุณค่าอย่างแท้จริงก็คือเมื่อเราใช้ตัวเลขที่เรามี เพื่อทำความเข้าใจและเอาใจใส่คนของเราอย่างแท้จริง ผมเรียนรู้สิ่งนี้จากพนักงานทำความสะอาดในโรงแรมเล็กๆ และพระมหากษัตริย์ของประเทศเล็กๆ แห่งหนึ่ง แล้วคุณล่ะครับ วันนี้คุณจะเริ่มนับอะไร แล้ววันนี้ถ้าจะเริ่มนับอะไรสักอย่างหนึ่ง คุณจะนับอะไร ที่จะมีความหมายอย่างแท้จริงในชีวิตของคุณ ไม่ว่าจะเป็นชีวิตการทำงานหรือธุรกิจของคุณ
You can share this video by copying this HTML to your clipboard and pasting into your blog or web page. This video will play with subtitles.
You either have JavaScript turned off or have an old version of the Adobe Flash Player. To view this rating widget you
need to get the latest Flash player.
If your browser allows only "trusted sites" to execute Javascript, you should add the "googleapis.com" domain to your whitelist to allow our Flash detection to work properly.
Got an idea, question, or debate inspired by this talk? Start a TED Conversation.
ช่วงที่ฟองสบู่ดอทคอมแตก ชิพ คอนลี เจ้าของกิจการโรงแรม ได้มุ่งหน้าแสวงหาโมเดลธุรกิจที่มีพื้นฐานบนความสุข ด้วยมิตรภาพเก่าแก่ของเขากับลูกจ้างคนหนึ่ง และจากปรัชญาของกษัตริย์ชาวพุทธพระองค์หนึ่ง ชิพได้เรียนรู้ว่าความสำเร็จที่แท้ ขึ้นอยู่กับว่าคุณให้คุณค่ากับอะไร
Chip Conley creates joyful hotels, where he hopes his employees, customers and investors alike can realize their full potential. His books share that philosophy with the wider world. Full bio »
Translated into Thai by Thipnapa Huansuriya
Reviewed by Korawan Kitsommart
Comments? Please email the translators above.
18:36 Posted: Aug 2009
Views 5,566,980 | Comments 818
21:16 Posted: Sep 2006
Views 5,088,269 | Comments 715
19:37 Posted: Sep 2006
Views 3,380,245 | Comments 727
Just follow the guidelines outlined under our Creative Commons license.
This comment will be attributed to . Not ? Sign Out.