วันนี้ผมรู้สึกเป็นเกียรติจริงๆครับ ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ ในห้องขัง ในเรือนจำ ในแดนประหาร ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ในชุมชนรายได้ต่ำ ภายใต้โครงการและย่านต่างๆที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง และการที่ได้มาอยู่ที่นี่ ที่ TED ได้เห็นสิ่งน่าตื่นตาตื่นใจ ได้ฟัง ช่วยเติมพลังให้ผมมากๆเลยครับ และสิ่งหนึ่งที่ผมค้นพบในช่วงเวลาสั้นๆที่นี่ คือ TED มีความเป็นอัตลักษณ์ และคุณสามารถพูดอะไรหลายๆอย่างที่นี่ ที่จะส่งผลกระทบไปทั่วโลก และบางที เวลาที่คำพูดเหล่านั้นถูกพูดผ่าน TED มันมีความหมาย และ มีพลัง ในแบบที่หาไม่ได้ ถ้าไม่ได้พูดผ่าน TED
และผมพูดอย่างนั้น เพราะผมคิดว่าอัตลักษณ์เป็นสิ่งสำคัญมากๆ และเราก็ได้เห็นการนำเสนอที่เยี่ยมยอด และผมคิดว่าสิ่งที่เราได้เรียนรู้ ก็คือ ถ้าคุณเป็นครู คำพูดของคุณเป็นสิ่งมีความหมาย แต่ถ้าคุณเป็นครูที่เห็นอกเห็นใจนักเรียน คำพูดของคุณจะยิ่งมีความหมายมากขึ้น ถ้าคุณเป็นหมอ คุณสามารถทำอะไรดีๆได้มากมาย แต่ถ้าคุณเป็นหมอที่ห่วงใยคนไข้ คุณสามารถทำได้มากขึ้นอีก ผมเลยอยากพูดถึงพลังของอัตลักษณ์ และผมไม่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับอัตลักษณ์ ผ่านการทำงานด้านกฎหมาย และทำงานที่ผมทำอยู่ จริงๆแล้ว ผมเรียนรู้เรื่องนี้จากคุณยายของผม
ผมโตในบ้าน ที่เป็นครอบครัวตามจารีตแอฟริกันอเมริกัน ที่มีผู้หญิงเป็นหัวหน้าครอบครัว และหัวหน้าคนนั้น คือ ยายของผม เธอเป็นผู้หญิงแกร่ง เธอแข็งแรง และเธอมีพลัง เธอเป็นจุดจบของทุกข้อพิพาทในครอบครัวของเรา เธอเป็นจุดเริ่มต้นของทุกข้อพิพาทในครอบครัวของเรา เธอเป็นลูกสาวของคนที่เป็นทาส พ่อแม่ของเธอเกิดเป็นทาสในเวอร์จิเนียในคริสตทศวรรษ 1840 ยายของผมเกิดในช่วงคริสตทศวรรษที่ 1880 และประสบการณ์ชีวิตทาส หล่อหลอมโลกทรรศน์ของเธอ
ยายของผมแข็งแกร่ง แต่เธอก็มีความรักเต็มเปี่ยม ตอนที่ผมเป็นเด็กชายตัวเล็กๆ เวลาผมเห็นเธอ เธอจะเดินเข้ามาหาผม แล้วกอดแล้วกอดอีก เธอกอดผมแน่น จนผมเกือบหายใจไม่ออก แล้วเธอก็ปล่อย หนึ่งหรือสองชั่วโมงผ่านไป ถ้าผมเห็นเธออีก เธอจะเดินเข้ามาหา แล้วบอกว่า "ไบรอัน ยังรู้สึกว่าฉันกอดเธออยู่หรือเปล่า?" ถ้าผมตอบว่า "ไม่" เธอจะจู่โจมผมอีกครั้ง และถ้าผมต่อว่า "ครับ" เธอก็ปล่อยผมไป เธอเป็นคนแบบที่ ทำให้คุณอยากอยู่ใกล้ๆเธอตลอดเวลา และอุปสรรคอย่างเดียวก็คือเธอมีลูก 10 คน แม่ผมเป็นคนสุดท้องใน 10 คน บางครั้ง เวลาที่ผมอยู่กับเธอ มันก็ยากที่จะได้เวลาและความสนใจจากเธอ ลูกพี่ลูกน้องผมวิ่งวุ่นเต็มไปหมด
และผมจำได้ ตอนที่ผมอายุประมาณ 8 หรือ 9 ขวบ ตื่นขึ้นมาเช้าวันหนึ่ง เดินไปที่ห้องนั่งเล่น และลูกพี่ลูกน้องทั้งหลายกำลังวิ่งวุ่น ยายของผมนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของห้อง มองมาที่ผม ตอนแรกผมคิดว่าเธอเล่นเกมกับผม ผมเลยมองไปที่เธอ แล้วก็ยิ้ม แต่เธอดูจริงจัง หลังนั้นจากประมาณ 15-20 นาที เธอลุกขึ้น และเดิมข้ามห้องมา และเธอจับมือผม และบอกว่า "มา ไบรอัน ฉันมีอะไรจะคุยกับเธอ" และผมจำเหตุการณ์นั้นได้เหมือนมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ผมไม่เคยลืมเลย
ยายพาผมออกไปข้างนอก และบอกว่า "ไบรอัน ฉันมีอะไรจะบอก แต่เธอต้องไม่เอาเรื่องนี้ไปบอกใครนะ" ผมตอบว่า "โอเค ยาย" เธอบอกว่า "แน่ใจนะว่าจะไม่บอกใคร" ผมบอกว่า "แน่ใจ" เธอเลยบอกให้ผมนั่งลง เธอจ้องมองผม และบอกว่า "ฉันอยากให้เธอรู้ ฉันคอยจ้องมองเธออยู่" แล้วเธอบอกว่า "ฉันคิดว่าเธอเป็นคนพิเศษ" เธอบอกว่า "ฉันเชื่อว่าเธอจะทำทุกอย่างที่เธออยากทำได้สำเร็จ" ผมจะไม่เคยลืมคำพูดนั้น
และเธอบอกอีกว่า "ฉันแค่อยากให้เธอสัญญากับฉันสามอย่าง ไบรอัน" ผมบอกว่า "ได้ ยาย" เธอบอกว่า "สิ่งแรกที่ฉันอยากให้เธอสัญญากับฉัน คือ เธอจะรักแม่ของเธอตลอดไป" ยายบอกว่า "แม่เธอเป็นลูกสาวตัวน้อยของฉัน เธอต้องสัญญากับฉันตอนนี้ว่า เธอจะดูแลแม่ของเธอ" ก็ผมก็รักแม่ของผม ผมเลยตอบว่า "ได้ ยาย ผมจะรักแม่ไปตลอด" เธอบอกว่า "อย่างที่สอง ที่ฉันอยากให้เธอสัญญากับฉัน คือ เธอจะทำสิ่งที่ถูกต้องเสมอ แม้ว่าสิ่งที่ถูกต้องนั้นจะเป็นสิ่งที่ยาก" ผมคิดทบทวน แล้วตอบว่า "ได้ครับยาย ผมจะทำตาม" และสุดท้าย เธอบอกว่า "อย่างที่สามที่ฉันอยากให้เธอสัญญา คือ เธอจะไม่ดื่มแอลกอฮอล์" (เสียงหัวเราะ) ก็ ผมอายุ 9 ขวบ ผมเลยตอบว่า "ได้ ยาย ผมจะทำตามนั้น"
ผมโตในชนบทในตอนใต้ และผมมีพี่ชายอายุมากกว่าผม 1 ปี และมีน้องสาวอายุอ่อนกว่า 1 ปี ตอนที่ผมอายุประมาณ 14-15 วันหนึ่ง พี่ชายผมกลับบ้านมาพร้อมกับเบียร์ 6 กระป๋อง ผมไม่รู้ว่าเขาไปเอามาจากไหน แล้วเขาก็เรียกผมกับน้องสาว และเราก็เข้าไปในป่ากัน และเราก็ทำอะไรบ้าๆไปตามประสา แล้วพี่ชายผมก็จิบเบียร์ แล้วก็แบ่งให้น้องสาวผมจิบด้วย แล้วพวกเข้าก็ยื่นให้ผม ผมบอก "ไม่ ไม่ ไม่ ไม่เป็นไร ดื่มกันเถอะ ฉันไม่อยากดื่มเบียร์" พี่ชายผมบอกว่า "เอาน่า เราจะดื่มเบียร์กันวันนี้ เราทำอะไรด้วยกันตลอดนี่ ฉันดื่มแล้ว น้องเราก็ดื่มแล้ว เธอดื่มบ้างสิ" ผมบอก "ไม่ ฉันไม่อยากดื่มน่ะ พวกเธอดื่มกันเถอะ พวกเธอดื่มกันเถอะ" แล้วพี่ชายผมก็เริ่มจ้องมาที่ผม เขาบอกว่า "เป็นอะไรเนี่ย ดื่มเบียร์สิ" แล้วเขาก็จ้องผมมากขึ้นอีก แล้วพูดว่า "โอ้ ฉันหวังว่าเธอคงไม่ได้ยังยึดติดกับ บทสนทนาที่ยายคุยกับเธออยู่หรอกนะ" (เสียงหัวเราะ) ผมบอก "เธอพูดถึงอะไร?" พี่ผมบอกว่า "โอ้ ก็ยายบอกหลานทุกคนว่าทุกคนเป็นคนพิเศษ" (เสียงหัวเราะ) ผมรู้สึกพังทลาย
แต่ผมก็จะสารภาพบางอย่างกับคุณ ผมกำลังจะบอกอะไรบางอย่างที่บางทีผมไม่ควรจะบอก ผมรู้ว่าเดี๋ยวมันจะออกอากาศไปทั่ว แต่ตอนนี้ผมอายุ 52 ปี และผมกำลังจะสารภาพกับคุณ ว่า ผมไม่เคยแตะแอลกอฮอล์สักหยดเดียว (เสียงปรบมือ) ผมไม่ได้เล่าเรื่องนี้เพราะผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่คุณธรรมสูงส่ง ผมพูดอย่างนั้นเพราะ มันมีพลังบางอย่างในอัตลักษณ์ เวลาที่เราสร้างอัตลักษณ์ในแบบที่ถูกที่ควร เราสามารถพูดกับโลกรอบๆตัวเรา ในหลายๆเรื่องที่พวกเขาไม่เชื่อว่ามีเหตุผล เราสามารถให้พวกเขาทำหลายๆอย่าง ที่พวกเขาไม่เชื่อว่าพวกเขาสามารถทำได้ เวลาที่ผมคิดถึงยายของผม ก็แน่นอนที่เธอจะคิดว่าหลานๆของเธอทุกคนเป็นคนพิเศษ ตาของผมติดคุกระหว่างช่วงที่สุราเป็นสิ่งต้องห้าม ลุงของผมตายเพราะโรคที่เกิดจากแอลกอฮอล์ และนี่คือสิ่งที่ยายของผมคิดว่าเราต้องยึดมั่นไว้
คือ ผมกำลังพยายามพูดอะไรบางอย่าง เกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาคดีอาญาของเรา ประเทศนี้ในวันนี้ ต่างจากเมื่อ 40 ปีที่แล้วมาก ในปี 1972 มีคน 300,000 คนในห้องขัง และในเรือนจำ วันนี้ มี 2.3 ล้านคน สหรัฐอเมริกามีอัตราการจำคุกสูงที่สุด ในโลก เราเห็นคน 7 ล้านคนโดนทัณฑ์บน หรือโดนภาคทัณฑ์ และการจำขังคนจำนวนมหาศาล ซึ่งในความเห็นของผม สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนโลกของเราไปสิ้นเชิง ในชุมชนยากจน ในชุมชนคนผิวสี เกิดความสิ้นหวัง เกิดความหมดหวัง ที่เป็นผลมาจากสิ่งเหล่านี้ ผู้ชายผิวดำ หนึ่งในสามคน อายุระหว่าง 18 และ 30 อยู่ในห้องขัง ในเรือนจำ โดนทัณฑ์บน หรือโดนภาคทัณฑ์ ในชุมชนเมือง ทั่วประเทศ ลอสแองเจลลิส ฟิลาเดลเฟีย บอลทิมอร์ วอชิงตัน ร้อยละ 50 ถึง 60 ของวัยรุ่นผิวสี อยู่ในห้องขัง ในเรือนจำ โดนทัณฑ์บน หรือโดนภาคทัณฑ์
ระบบของเราไม่ได้ถูกออกแบบ ในแบบที่ดูเหมือนจะบิดเบี้ยวในด้านเขื้อชาติเท่านั้น ระบบนี้ยังบิดเบี้ยวในด้านฐานะความยากจนด้วย ประเทศนี้ มีกระบวนการยุติธรรม ที่ปฎิบัติต่อคุณดีกว่ามาก ถ้าคุณรวยและทำผิด ดีกว่าถ้าคุณจนและบริสุทธิ์ ความร่ำรวย, หาใช่การกระทำผิด, ที่ตัดสินผลลัพธ์ แต่ดูเหมือนเราจะสบายใจละเลยกับเรื่องเหล่านี้ การเมืองเรื่องความกลัวและความโกรธแค้น ทำให้เราเชื่อว่า นี่เป็นปัญหาที่ไม่ใช่ปัญหาของเรา เราโดนตัดความเชื่อมโยง
มันน่าสนใจมากสำหรับผม เรากำลังดูพัฒนาการที่สำคัญหลายๆอย่างในงานของเรา รัฐอลาบาม่าของผม เหมือนกับรัฐอื่นๆอีกจำนวนมาก ตัดสิทธิ์การเลือกตั้งของคุณอย่างถาวร หากคุณเคยมีความผิดทางอาญา ตอนนี้ ในอลาบาม่า ร้อยละ 34 ของประชากรชายผิวดำ สูญเสียสิทธิ์การเลือกตั้งอย่างถาวร เราคาดการณ์ว่าใน 10 ปีข้างหน้า ระดับการตัดสินการเลือกตั้ง จะเพิ่มสูงขึ้น จนเท่ากับ ช่วงก่อนที่จะประกาศกฎหมายสิทธิการเลือกตั้ง แต่มันมีความเงียบที่น่าทึ่ง
ผมว่าความให้เด็ก ลูกความของผมส่วนใหญ่อายุน้อยมาก สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศเดียวในโลก ที่ตัดสินให้เด็กอายุ 13 ปี ไปตายในคุก เรามีโทษจำคุกตลอดชีวิต โดยไม่มีทัณฑ์บน สำหรับเด็กในประเทศนี้ และเราก็กำลังพิจารณาคดีอย่างนั้นจริงๆ ประเทศเดียวในโลก
ผมเป็นตัวแทนให้คนที่ถูกตัดสินประหารชีวิต มันน่าสนใจ คำถามเกี่ยวกับโทษประหารชีวิต ในหลายๆทาง เราถูกสอนให้คิดว่า คำถามที่แท้จริงคือ สมควรไหม ที่คนเหล่านั้นต้องตายเพราะอาชญากรรมที่พวกเขาก่อ? คำถามนี้เป็นคำถามที่มีเหตุผล แต่มันมีวิธีคิดอีกอย่างหนึ่ง ที่บอกว่าอัตลักษณ์ของเราเป็นอย่างไร วิธีคิดอีกอย่างหนึ่ง ไม่ใช่การถามว่าคนสมควรจะต้องตายเพราะอาชญากรรมที่เขาก่อหรือเปล่า แต่เราสมควรมีสิทธิ์ที่จะฆ่าหรือเปล่า? ผมว่า มันน่าแปลกใจมาก
โทษประหารชีวิตในอเมริกาถูกกำหนดด้วยความคลาดเคลื่อน สำหรับคน 9 คน ที่ถูกตัดสินประหารชีวิต เราสามารถระบุคนบริสุทธิ์ 1 คน ที่ได้รับการตัดสินให้พ้นผิด และปลดปล่อยจากโทษประหาร อัตราความคาดเคลื่อนที่น่าประหลาดใจมาก 1 ใน 9 คน บริสุทธิ์ ผมหมายถึง มันน่าประหลาดใจมาก ในวิศวกรรมการบิน เราไม่มีทางปล่อยให้คนขึ้นเครื่องบิน ถ้าเครื่องบินทุกๆ 9 เครื่อง หนึ่งเครื่องตก แต่เพราะอะไรบางอย่าง เราสามารถกันตัวเราจากปัญหานี้ได้ มันไม่ใช่ปัญหาของเรา มันไม่ใช่ความทุกข์ของเรา มันไม่ใช่การต่อสู้ดิ้นรนของเรา
ผมพูดถึงเรื่องประเด็นบ่อยนี้บ่อยๆ ผมพูดถึงเชื้อชาติกับคำถามว่า เราสมควรมีสิทธิ์จะฆ่าไหม และมันน่าสนใจ เวลาที่ผมสอนนักเรียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์แอฟริกันอเมริกัน ผมบอกนักเรียนเกี่ยวกับเรื่องทาส ผมบอกนักเรียนเกี่ยวกับการก่อการร้าย ยุคก่อการร้ายเริ่มต้นตั้งแต่หลังจากยุคบูรณะ (Reconstruction) เรื่อยมาจนถึงสงครามโลกครั้งที่สอง เราไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มากนัก แต่สำหรับคนแอฟริกันอเมริกันในประเทศนี้ นั่นเป็นยุคที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ในหลายชุมชน ผู้คนต้องกังวลว่าจะถูกจับไปแขวนคอ ผู้คนต้องกังวลว่าจะโดนปาระเบิด มันคือความหวาดกลัวนี้ ที่หล่อหลอมชีวิตของพวกเขา และเดี๋ยวนี้ คนแก่เหล่านี้มาหาผม แล้วบอกว่า "คุณสตีเวนสัน คุณบรรยาย คุณกล่าวสุนทรพจน์ คุณต้องบอกคนอื่นให้เลิกพูดว่า เราต้องเผชิญหน้ากับการก่อการร้ายเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศนี้ หลังจาก 9/11 พวกเขาบอกให้ผมพูดว่า "ไม่ใช่ บอกคนอื่นไปว่า เราเติบโตมากับสภาพนั้น" และยุคแห่งการก่อการร้ายนั้น แน่นอน ตามมาด้วยการแบ่งแยกทางเชื้อชาติ และการแบ่งชั้นตามเชื้อชาติอีกหลายสิบปี และนโยบายแบ่งแยกสีผิว
แต่กระนั้น เราก็ยังมีแรงขับในประเทศนี้ ที่เราไม่ชอบที่จะพูดถึงปัญหาของเรา เราไม่ชอบพูดถึงประวัติศาสตร์ของเรา ด้วยเหตุนี้ เราไม่เคยเข้าใจอย่างถ่องแท้ ว่าการทำสิ่งที่เราทำซ้ำๆในประวัติศาสตร์ หมายความว่าอย่างไร เราเลยเจอปัญหากันอยู่เรื่อยมา เราสร้างความตึงเครียดและความขัดแย้งอยู่ตลอดเวลา เรารู้สึกยากและลำบากที่ต้องพูดเรื่องเชื้อชาติ และผมเชื่อว่า นั่นเป็นเพราะเราไม่เต็มใจที่จะตั้งมั่น ในกระบวนการที่นำไปสู่ความจริงและการปรองดอง ในประเทศแอฟริกาใต้ ผู้คนเข้าใจ ว่าเราไม่สามารถก้าวข้ามนโยบายแบ่งแยกสีผิวได้ โดยปราศจากความตั้งมั่นในความจริงและการปรองดอง ในรวันดา แม้แต่หลังจากการสังหารหมู่ ก็มีความตั้งมั่นนี้เกิดขึ้น แต่ในประเทศนี้ เราไม่เคยทำอย่างนั้น
ผมเคยไปบรรยายที่ประเทศเยอรมนี เรื่องโทษประหาร มันน่าสนใจมาก เพราะนักวิชาการคนหนึ่งลุกขึ้นหลังจากการบรรยาย แล้วบอกว่า "คุณรู้ไหมว่ามันรบกวนใจมาก ที่ได้ฟังสิ่งที่คุณพูด" แล้วบอกว่า "เราไม่มีโทษประหารชีวิตในประเทศเยอรมนี และแน่นอน เราไม่มีทางที่จะมีโทษประหารชีวิตได้ในเยอรมนี" และทั้งห้องก็เงียบลง แล้วผู้หญิงคนนั้นก็บอกว่า "ไม่มีทางเลย ด้วยประวัติศาสตร์ของเรา ที่เราจะแม้แต่มีส่วนร่วม ในการฆ่ามนุษย์อย่างเป็นระบบ มันคงเป็นการไร้สามัญสำนึกสำหรับเรา ที่จะจงใจและตั้งใจ ประหารชีวิตคน" และผมคิดเรื่องนั้น ว่าจะรู้สึกอย่างไร ถ้าได้อยู่ในโลก ที่รัฐของประเทศเยอรมนีประหารชีวิตผู้คน โดยเฉพาะถ้าคนที่โดนประหาร จำนวนมากอย่างผิดสัดส่วน เป็นชาวยิว ผมคงทนไม่ได้ การกระทำนั้นไร้สามัญสำนึก
แต่ในประเทศนี้ ในมลรัฐจำนวนมากในตอนใต้ เรากำลังประหารชีวิตผู้คน และถ้าคุณมีโอกาสโดนประหารเพิ่มขึ้น 11 เท่า ถ้าเหยื่อเป็นคนขาว เทียบกับถ้าเหยื่อเป็นคนดำ มากขึ้น 22 เท่า ที่จะได้รับโทษประหาร ถ้าผู้ถูกกล่าวหาเป็นคนดำ และเหยื่อเป็นคนขาว เกิดขึ้นในมลรัฐที่เป็นหลุมฝัง ร่างกายของผู้คนที่ถูกแขวนคอ แต่ก็ยังมีความไม่เชื่อมโยงนี้
ผมเชื่อว่าอัตลักษณ์ของเรากำลังอยู่ในความเสี่ยง จริงๆแล้วเราไม่ได้สนใจ ในเรื่องความทุกข์ยากเหล่านี้ เรื่องเชิงบวก เรื่องดีๆทั้งหลาย ก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย เราชอบนวัตกรรม เราชอบเทคโนโลยี เราชอบความคิดสร้างสรรค์ เราชอบความบันเทิง แต่ท้ายที่สุดแล้ว ความเป็นจริงเหล่านั้น อยู่ในเงาของความทุกข์ การทารุณ การดูถูก การกีดกันกลุ่มคน และสำหรับผม มันกลายเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะต้องบูรณาการทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน เพราะเหนือกว่าสิ่งอื่น เรากำลังพูดถึง ความจำเป็นที่จะต้องมีความหวังมากขึ้น ยึดมั่นและทุ่มเทมากขึ้น ต่อปัญหาพื้นฐานของโลกที่ซับซ้อนนี้ และสำหรับผม นั่นหมายความว่า ใช้เวลาเพื่อคิดและพูดถึง คนจน และคนด้อยโอกาส ถึงคนที่จะไม่ได้มีโอกาสมาที่ TED แต่คิดถึงพวกเขาในทางที่ บูรณาการเข้ากับวิถีชีวิตของเรา
ในที่สุดแล้ว เราทุกคนก็ต้องเชื่อในสิ่งที่เราไม่เคยเห็น เราเป็นอย่างนั้น ถึงแม้ว่าเราจะมีเหตุผลแค่ไหน ถึงแม้เราจะตั้งมั่นในปัญญาแค่ไหน นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ การพัฒนา ไม่ได้มาจาก ความคิดของเราเองอย่างเดียว แต่มาจากความคิดของเรา ที่ได้เชื้อเพลิงมาจาก ความเชื่อมั่นในใจของเรา และความสัมพันธ์ระหว่างความคิดและจิตใจนั่นแหละ ที่ผมเชื่อว่าเป็นแรงขับให้เรา ไม่เพียงแต่สนใจ แต่สิ่งที่สดใสวิบวับ แต่ให้สนใจสิ่งที่มืดมนและยากลำบากด้วย แวกลาฟ ฮาเวล ผู้นำคนสำคัญของสาธารณรัฐเช็ก พูดถึงเรื่องนี้ เขาพูดว่า "เวลาที่เราอยู่ในยุโรปตะวันออกและต้องเผชิญหน้ากับการกดขี่ เราต้องการอะไรหลายๆอย่าง แต่สิ่งที่เราต้องการมากที่สุดคือความหวัง ความสอดประสานของจิตวิญญาณ ความเต็มใจที่บางทีจะอยู่ในภาวะสิ้นหวัง และเป็นพยานรับรู้เหตุการณ์"
แล้ว ความสอดประสานของจิตวิญญาณนั้น เป็นแก่นของสิ่งที่ผมเชื่อว่า แม้แต่ชุมชนที่ TED นี้ ก็ต้องมีส่วนร่วมด้วย มันไม่มีการแบ่งแยก ระหว่างเทคโนโลยีและการออกแบบ ที่จะทำให้เราเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ได้ จนกว่าเราจะหันมาสนใจความทุกข์ยาก ความยากจน การกีดกัน ความไม่เป็นธรรม ความอยุติธรรม ทีนี้ผมอยากจะเตือนคุณ ว่าอัตลักษณ์ประเภทนี้ เป็นอัตลักษณ์ที่ท้าทาย มากกว่าอัตลักษณ์ที่ละเลยเรื่องเหล่านี้ มันจะกวนใจคุณ
ผมได้รับโอกาสพิเศษ ตอนที่ผมเป็นทนายหนุ่ม ได้พบกับโรซ่า ปาร์คส์ คุณปาร์คส์เคยกลับมาที่มอนโกเมอรี่เป็นครั้งคราว และเธอจะพบปะกับเพื่อนรักที่สุดของเธอสองคน หญิงชราเหล่านี้ จอนนี่ คารร์ ผู้จัดการ การคว่ำบาตรรถบัสในมอนโกเมอรี่ -- ผู้หญิงแอฟริกันอเมริกันที่น่าประทับใจ -- และเวอร์จิเนีย เดอรร์ ผู้หญิงผิวขาว ที่สามีของเธอ คลิฟฟอร์ด เดอรร์ เป็นทนายให้ดอกเตอร์คิง และผู้หญิงพวกนี้ก็จะพบปะ และพูดคุยกัน
และบางครั้งบางคราว คุณคารร์จะโทรหาผม และบอกว่า "ไบรอัน คุณปาร์คส์จะมาที่เมือง เราจะพบปะพูดคุยกัน เธออยากมาด้วย เพื่อมาฟังไหม?" และผมก็ตอบว่า "ครับ คุณผู้หญิง ผมจะไป" เธอถามว่า "แล้วเธอจะทำอะไร เวลาที่เธอมาที่นี่?" ผมบอกว่า "ผมจะฟัง" และผมก็จะไปที่นั่น และก็ฟัง มันเป็นอะไรที่ทำให้หายเหนื่อยและสร้างพลังมาก
ครั้งหนึ่ง ผมไปที่นั่น ไปฟังผู้หญิงกลุ่มนั้นคุยกัน ผ่านไปสองชั่วโมง คุณปาร์คส์หันมาหาผม แล้วพูดว่า "ไบรอัน บอกฉันซิ ว่าโครงการความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมคืออะไร บอกฉันซิว่าเธอกำลังพยายามทำอะไร" แล้วผมก็เริ่มร่ายแร็พให้เธอฟัง ผมบอกว่า "คือ เรากำลังพยายามต่อสู้ความอยุติธรรม เรากำลังพยายามช่วยคนที่ถูกตัดสินคดีผิดพลาด เรากำลังเผชิญหน้ากับอคติกับการเลือกปฏิบัติ ในกระบวนการพิจารณาคดีอาญา เรากำลังพยายามหยุดโทษประหารโดยไม่มีการภาคทัณฑ์สำหรับเด็ก เรากำลังพยายามทำอะไรบางอย่างกับโทษประหารชีวิต เรากำลังพยายามลดประชากรที่ถูกคุมขัง เรากำลังพยายามหยุดยั้งโทษจำคุกจำนวนมหาศาล"
ผมร่ายแร็พทั้งหมดให้เธอฟัง พอผมร่ายจบ เธอจ้องผม แล้วบอกว่า "อึ๊ อึ๊ อือ" เธอบอกว่า "นั่นจะทำให้เธอเหนื่อย เหนื่อย เหนื่อย" (เสียงหัวเราะ) และตอนนั้นเองที่คุณคารร์โน้มตัวมาข้างหน้า เธอชี้นิ้วมาที่หน้าผม เธอบอกว่า "นี่ไง เธอถึงต้องกล้าหาญ กล้าหาญ กล้าหาญ"
และผมเชื่อจริงๆ ว่าชุมชน TED ต้องกล้าหาญมากกว่านี้ เราต้องหาหนทาง ที่จะโอบรับความท้าทายเหล่านี้ ปัญหาเหล่านี้ ความทุกข์ยาก เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความเป็นมนุษย์ของเราแต่ละคนขึ้นอยู่กับ ความเป็นมนุษย์ของเราทุกคน งานของผม ทำให้ผมได้เรียนรู้ความจริงพื้นฐานบางอย่าง งานนี้สอนความจริงพื้นฐานให้กับผม ผมได้เข้าใจและเชื่อ ว่าเราทุกคน เป็นมากกว่าสิ่งที่แย่ที่สุดที่เราเคยทำ ผมเชื่ออย่างนั้นกับมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ผมคิดว่าถ้าคนบางคนพูดโกหก พวกเขาไม่ได้เป็นเพียงคนโกหก ผมคิดว่าถ้าคนบางคนเอาอะไรบางอย่างที่ไม่ได้เป็นของเขาไป พวกเขาไม่ได้เป็นเพียงขโมย ผมคิดว่า แม้แต่คนบางคนที่ฆ่าคน เขาก็ไม่ได้เป็นแค่ฆาตรกร และเพราะเหตุนั้น ทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ขั้นพื้นฐาน ที่กฎหมายต้องให้ความเคารพ ผมเชื่ออีกว่า ในหลายๆที่ในประเทศนี้ และแน่นอน ในหลายๆที่ในโลก ตรงกันข้ามกับความยากจนไม่ใช่ความร่ำรวย ผมไม่เชื่ออย่างนั้น ผมเชื่อว่า จริงแล้วๆ ในที่หลายที่มาก ตรงกันข้ามกับความอยากจนคือความยุติธรรม
และสุดท้าย ผมเชื่อว่า ถึงแม้ว่าความจริงแล้วมันจะน่าประทับใจแค่ไหน จะสวยงาม จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ จะช่วยกระตุ้น มากแค่ไหน ท้ายที่สุดแล้ว เราจะไม่ถูกประเมินค่าด้วยเทคโนโลยี เราจะไม่ถูกประเมินค่าด้วยการออกแบบ เราจะไม่ถูกประเมินค่าด้วยปัญญาและเหตุผล ท้ายที่สุด ถ้าเราดูคุณลักษณะของสังคม ไม่ใช่ดูว่าสังคมนั้นปฏิบัติต่อคนรวย คนมีอำนาจ คนมีอภิสิทธิ์อย่างไร แต่ดูจากว่าสังคมนั้นปฏิบัติต่อคนจน คนถูกประนาม คนถูกคุมขังอย่างไร เพราะในรอยต่อนั้นเอง ที่เราเริ่มจะเข้าใจอย่างลึกซึ้งจริงๆเกี่ยวกับ คำถามว่าเราคือใคร
ผมบางทีก็เสียศูนย์ ผมจะปิดท้ายด้วยเรื่องเล่าเรื่องนี้ บางครั้งผมผลักดันจริงจังมากเกินไป ผมรู้สึกเหนื่อย อย่างที่เราทุกคนเป็น บางทีความคิดเหล่านั้นก็เกิดขึ้นเร็วกว่าสมองเรา ในแบบที่มันสำคัญ ผมก็ว่าความให้เด็กเหล่านี้มาตลอด เด็กที่โดนตัดสินให้รับโทษที่หนักหน่วง และผมไปที่ห้องขัง และผมเห็นลูกความของผม อายุ 13 หรือ 14 และเขาได้รับการรับรองให้พิจารณาคดีอย่างผู้ใหญ่ ผมเริ่มคิด เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? ผู้พิพากษาทำให้คุณกลายเป็นอะไรบางอย่าง ที่คุณไม่ได้เป็นได้อย่างไร? และผู้พิพากษารับรองว่าเขาเป็นผู้ใหญ่ แต่ผมเห็นเด็กคนนี้เป็นเด็ก
และคืนหนึ่ง ผมอยู่ดึกไป และผมเริ่มคิดว่า ก็ถ้าผู้พิพากษาสามารถเปลี่ยนให้คุณเป็นอะไรที่คุณไม่ได้เป็นได้ ผู้พิพากษาต้องมีพลังวิเศษแน่ๆ ใช่แล้ว ไบรอัน ผู้พิพากษาต้องมีพลังวิเศษแน่ๆ เธอควรจะร้องขออำนาจนั้นบ้าง และเพราะผมอยู่ดึกเกินไป สมองผมไม่ค่อยแล่นมากนัก ผมเริ่มเขียนคำร้องต่อศาล และผมมีลูกความอายุ 14 ปีคนนี้ เด็กผิวดำยากจน และผมเริ่มเขียนคำร้องต่อศาล และหัวเรื่องของคำร้องคือ "คำร้องขอพิจารณาคดี ลูกความอายุ 14 ปี ผิวดำ ยากจนของผมคนนี้ เสมือนผู้บริหารบริษัทผิวขาวอายุ 75 ปี ผู้มีอภิสิทธิ์"
และผมเขียนลงไปในคำร้อง ว่ามันมีทั้งการประพฤติมิชอบของอัยการ การประพฤติมิชอบของตำรวจ การประพฤติมิชอบของศาล มีประโยคแหวกๆในนั้น เกี่ยวกับว่าประเทศนี้ไม่มีการประพฤติชอบเลย มีแต่การประพฤติมิชอบ และเช้าวันต่อมา ผมตื่นขึ้นมาและคิดว่าผมฝันถึงคำร้องบ้าๆนั่น หรือว่าผมเขียนมันจริงๆกันแน่? ผมตะลึง ไม่ใช่แค่ผมเขียนมัน แต่ผมส่งมันไปให้ศาลแล้วด้วย
สองเดือนผ่านไป และผมก็ลืมมันไปสนิท แล้วสุดท้ายผมก็คิด โอ้แม่เจ้า! ฉันต้องไปศาล ไปจัดการคดีบ้านี่ และผมขึ้นรถ และผมรู้สึกทุกอย่างถาโถมเหลือเกิน และผมขึ้นรถ แล้วก็ไปที่ศาล และผมก็กำลังคิดว่า นี่จะต้องยากแน่ๆ จะต้องเจ็บปวด และผมออกจากรถ และเริ่มเดินขึ้นไปบนศาล
และขณะที่ผมเดินขึ้นบันไดไปที่ศาล มีชายแก่ผิวดำที่เป็นภารโรงของศาล ตอนที่ชายคนนั้นเห็นผม เขาเดินมาที่ผม แล้วพูดว่า "คุณเป็นใคร?" ผมบอก "ผมเป็นทนาย" เขาบอก "เธอเป็นทนาย?" ผมบอก "ใช่ครับ" และผู้ชายคนนั้นเดินตรงมาที่ผม และกอดผม และเขากระซิบข้างหูผม บอกว่า "ฉันภูมิใจในตัวเธอมาก" และผมขอบอกคุณเลย ว่ามันเติมพลังให้ผมมาก มันเชื่อมโยงกับอะไรบางอย่างที่อยู่ในตัวผม เกี่ยวกับอัตลักษณ์ เกี่ยวกับความสามารถของคนทุกคนที่จะมีส่วนร่วม เพื่อชุมชน เพื่อทัศนคติที่มีความหวัง
ก็ ผมก็เดินเข้าไปในห้องพิจารณาคดี ทันทีที่ผมเดินเข้าไปข้างใน ผู้พิพากษาเห็นผมเดินมา เขาบอก "คุณสตีเวนสัน คุณเขียนคำร้องบ้าๆนี่หรือเปล่า?" ผมบอก "ใช่ครับ ผมเขียน" แล้วเราก็เริ่มเถียงกัน แล้วคนก็เริ่มเข้ามาข้างใน เพราะพวกเขาเดือดพล่าน ผมเขียนอะไรบ้าๆเหล่านี้ แล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เริ่มเข้ามา และผู้ช่วยอัยการ และเจ้าหน้าที่กฎหมาย และเมื่อผมรู้ตัวอีกที ห้องพิจารณาคดีก็มีคนอยู่เต็มแล้ว คนที่โกรธเพราะเรากำลังพูดเรื่องเชื้อชาติ ที่เรากำลังพูดเรื่องความยากจน ที่เรากำลังพูดเรื่องความไม่เท่าเทียม
และที่หางตาของผม ผมเห็นภารโรงคนนั้นเดินวนไปวนมา และเขาคอยมองเข้ามาทางหน้าต่าง และเขาได้ยินทั้งหมดนี้ เขาเดินวนไปวนมา แล้วสุดท้าย ชายแก่ผิวดำคนนั้น ด้วยสีหน้าที่กังวล ก็เดินเข้ามาในห้องพิจารณาคดี และนั่งลงข้างหลังผม เกือบจะที่โต๊ะว่าความ ประมาณ 10 นาทีให้หลัง ผู้พิพากษาบอกว่าเราจะหยุดพัก และระหว่างพัก ผู้ช่วยนายอำเภอคนหนึ่งรู้สึกถูกหยาม ที่ภารโรงคนนั้นเข้ามาในศาล แล้วผู้ช่วยนายอำเภอคนนี้ก็ลุกขึ้น แล้ววิ่งมาที่ชายชราผิวดำคนนี้ เขาพูดว่า "จิมมี่ เธอมาทำอะไรในห้องนี้?" และผู้ชายผิวดำที่อายุมากกว่ายืนขึ้น และมองไปที่ผู้ช่วยนายอำเภอ แล้วมองมาที่ผม แล้วพูดว่า "ฉันเข้ามาที่ห้องนี้ เพื่อบอกชายหนุ่มคนนี้ จ้องมองความหวังเอาไว้ สู้ต่อไป"
ผมมาที่ TED เพราะผมเชื่อว่าคุณหลายคนเข้าใจ ว่าเส้นโค้งแห่งคุณธรรมของจักรวาลยาวมาก แต่มันโค้งเข้าหาความยุติธรรม ว่าเราไม่สามารถเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ได้ จนกว่าเราจะใส่ใจสิทธิและศักดิ์ศรีขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ ว่าความอยู่รอดของเรา ขึ้นอยู่กับความอยู่รอดของคนทุกคน ว่าวิสัยทัศน์เกี่ยวกับเทคโนโลยีและการออกแบบ และความบันเทิงและความสร้างสรรค์ ต้องผสานกันกับวิสัยทัศน์ เกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ ความเห็นอกเห็นใจ และความยุติธรรม และเหนือสิ่งอื่นใด สำหรับทุกๆคนที่เห็นเหมือนกันในเรื่องนั้น ผมมาที่นี่เพียงเพื่อจะบอกคุณ ให้จ้องมองความหวังเอาไว้ สู้ต่อไป
คริส แอนเดอร์สัน: คุณได้เห็นและได้ยิน อย่างชัดเจนแล้วว่าผู้ฟังกลุ่มนี้ต้องการ ที่จะช่วยคุณทำงานของคุณ และทำอะไรบางอย่างในประเด็นนี้ นอกจากการเขียนเช็ค เราทำอะไรได้บ้าง?
สตีเวนสัน: ก็ มีโอกาสหลายๆอย่างรอบๆตัวเราครับ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณอยู่ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย กำลังจะมีการลงประชามติในฤดูใบไม้ผลิ ที่กำลังจะพยายาม ดึงเงินที่ใช้ในกระบวนการลงโทษไปทางอื่น ตัวอย่างเช่น ในแคลิฟอร์เนี่ยนี้ เรากำลังจะใช้เงินจำนวนพันล้านเหรียญ ไปกับโทษประหารชีวิต ในห้าปีข้างหน้า หนึ่งพันล้านเหรียญ แต่ก็ ร้อยละ 46 ของคดีฆาตกรรม ไม่จบลงด้วยการจับกุม ร้อยละ 56 ของคดีข่มขืน ไม่ได้จบลงอย่างนั้น เรามีโอกาสที่จะเปลี่ยนมัน และประชามตินี้ เสนอให้ใช้เงินจำนวนนั้น เพื่อการบังคับใช้กฎหมายและรักษาความปลอดภัย และผมคิดว่าโอกาสมีอยู่รอบตัวเรา
แอนเดอร์สัน: อาชญากรรมลดลงอย่างมาก ในอเมริกา ในสามศตวรรษที่ผ่านมา และส่วนหนึ่งของเรื่องนั้น บางทีก็เป็นเพราะการเพิ่มขึ้นของโทษจำคุก คุณจะตอบคนที่เชื่อเช่นนั้นอย่างไร?
สตีเวนสัน: ก็ ที่จริง อัตราอาชญากรรมร้ายแรง ค่อนข้างคงที่ การเพิ่มขึ้นจำนวนมากของโทษขังในประเทศนี้ ไม่ได้เป็นผลมาจากอาชญากรรมร้ายแรง แต่เกิดมาจากสงครามยาเสพติดที่หลงทิศ นั่นเป็นที่มาของการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ของจำนวนประชากรในเรือนจำ และเราหลงทางในวาทกรรมการลงโทษ เราเลยมีกฎหมายสามสไตรค์ ที่จับคนเข้าคุกตลอดกาล เพราะขโมยจักรยาน เพราะอาชญากรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินเล็กน้อย แทนที่จะทำให้ผู้ก่อเหตุคืนทรัพย์สินเหล่านั้น ให้ผู้คนที่ตกเป็นเหยื่อ ผมเชื่อว่าเราต้องทำมากกว่านี้เพื่อเยียวยาคนที่เป็นเหยื่ออาชญากรรม ไม่ใช่ทำน้อยลง และผมเชื่อว่าปรัชญาการลงโทษของเราในปัจจุบัน ไม่เป็นประโยชน์กับใครเลย และผมคิดว่านั่นเป็นทิศทางที่เราควรจะปรับเปลี่ยน
แอนเดอร์สัน: ไบรอัน คุณได้ปลุกให้เราได้ยินปัญหาแล้ววันนี้ คุณสร้างแรงบันดาลใจให้กับเราครับ ขอบคุณมากครับที่ให้เกียรติมาที่ TED ขอบคุณครับ
You can share this video by copying this HTML to your clipboard and pasting into your blog or web page. This video will play with subtitles.
You either have JavaScript turned off or have an old version of the Adobe Flash Player. To view this rating widget you
need to get the latest Flash player.
If your browser allows only "trusted sites" to execute Javascript, you should add the "googleapis.com" domain to your whitelist to allow our Flash detection to work properly.
Got an idea, question, or debate inspired by this talk? Start a TED Conversation, or join one of these:
ในการบรรยายที่น่าติดตามและเป็นกันเอง -- ซึ่งรวมถึงภาพการปรากฏตัวที่ตราตรึงของยายของเขา และโรซา ปาร์คส์ -- ไบรอัน สตีเวนสันเล่าความจริงที่ยากจะรับฟังเกี่ยวกับระบบยุติธรรมของสหรัฐอเมริกา เริ่มด้วยความผิดสัดส่วนของกลุ่มคนที่รับโทษจำคุก หนึ่งในสามของประชากรชายผิวดำในสหรัฐอเมริกาเคยเข้าคุก ไม่ช่วงใดก็ช่วงหนึ่งในชีวิต ประเด็นเหล่านี้ ซึ่งถูกห่อหุ้มอยู่ในประวัติศาสตร์ที่มักไม่ถูกสืบเสาะของสหรัฐอเมริกา น้อยครั้งที่จะถูกพูดถึงอย่างตรงไปตรงมา เจาะลึก และน่าคล้อยตามเช่นนี้
Bryan Stevenson is the founder and executive director of the Equal Justice Initiative, fighting poverty and challenging racial discrimination in the criminal justice system. Full bio »
Translated into Thai by Fai Wisittanawat
Reviewed by Bank Pohtirak Saengsawang
Comments? Please email the translators above.
20:45 Posted: Feb 2009
Views 1,556,201 | Comments 443
15:27 Posted: Nov 2010
Views 755,860 | Comments 745
03:50 Posted: Nov 2011
Views 651,012 | Comments 141
Just follow the guidelines outlined under our Creative Commons license.
This comment will be attributed to . Not ? Sign Out.