ในสุนทรพจน์พิธีเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี บารัค โอบามาเรียกร้องให้พวกเราทุกคนพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อนำพาประเทศให้หลุดพ้นจากวิกฤตทางการเงินในปัจจุบัน ท่านขอให้เราทำอะไรล่ะครับ? เป็นที่น่ายินดีว่า ท่านไม่ได้เดินรอยตามผู้นำคนก่อนหน้า และบอกเราให้แค่ไปจับจ่ายซื้อของ ท่านไม่ได้ขอให้เรา “เชื่อมั่นในรัฐบาล เชื่อมั่นในประเทศของเรา แล้วลงทุน ลงทุน และลงทุนต่อไป” แต่ท่านขอให้พวกเราเลิกนิสัยเด็กๆ แล้วหันมายึดถือคุณธรรม คุณธรรมนี่เป็นคำโบราณนะครับ มันอาจจะฟังดูเหมือนเป็นคำที่ตกยุคไปแล้วในสมัยนี้ และพวกคุณบางคนก็อาจสงสัยว่า จริงๆ แล้วมันหมายความว่าอะไรกันแน่?
ผมขอเริ่มต้นด้วยตัวอย่างแล้วกันครับ นี่คือรายการหน้าที่รับผิดชอบของภารโรงในโรงพยาบาล ที่กำลังเลื่อนขึ้นมาอยู่บนจอ ทุกข้อในรายการนี้ ไม่มีข้อไหนดูแปลกประหลาด มีแต่สิ่งที่คุณคาดเดาได้ เช่น ถูพื้น, กวาดพื้น, เอาขยะไปทิ้ง, เอาของมาเติม คุณอาจจะแปลกใจเล็กน้อยว่าทำไมรายการมันเยอะนัก แต่คงไม่แปลกใจเลยว่าแต่ละรายการคืออะไรบ้าง แต่มีอย่างหนึ่งที่ผมอยากให้คุณสังเกต คือ ถึงแม้ว่ารายการของสิ่งที่ภารโรงต้องทำนี้จะยาวมาก แต่ไม่มีข้อไหนเลยที่พูดถึงมนุษย์คนอื่น ไม่มีเลยสักข้อเดียว งานของภารโรงในโรงพยาบาลก็เหมือนงานที่ทำในป่าช้าดีๆ นี่เอง
แต่เมื่อนักจิตวิทยาไปสัมภาษณ์ภารโรงในโรงพยาบาล เพื่อเรียนรู้ว่าพวกเขาคิดอย่างไรกับงานของเขา นักจิตวิทยาก็ได้พบกับไมค์ ซึ่งเล่าให้พวกเขาฟังว่า เขาหยุดถูพี้น ตอนที่คุณโจนส์ลุกจากเตียงขึ้นออกมายืดเส้นยืดสาย เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น ด้วยการเดินไปมาช้าๆ ในโถงของโรงพยาบาล และชาร์ลีนซึ่งเล่าถึงเหตุการณ์ที่เธอไม่ใส่ใจคำตักเตือนจากหัวหน้า โดยไม่ยอมดูดฝุ่นห้องนั่งเล่นของญาติผู้ป่วย เพราะมีญาติผู้ป่วยบางคนซึ่งรออยู่ในห้องนั้นทั้งวัน ทุกวัน และบังเอิญขณะนั้นกำลังหลับอยู่ แล้วก็มีลูค ซึ่งถูพื้นในห้องของเด็กหนุ่มที่นอนป่วยไม่ได้สติคนหนึ่งซ้ำสองรอบ เพราะพ่อของเด็กหนุ่มคนนั้น ซึ่งมาเฝ้าไข้อยู่ตลอดหกเดือน ไม่เห็นตอนที่ลูคทำความสะอาดไปรอบแรก พ่อผู้ป่วยเขาเลยโกรธ พฤติกรรมเหล่านี้ จาก ภารโรง ช่างเทคนิค พยาบาล และถ้าโชคดี บางครั้งก็อาจจะได้เห็นจากหมอ มันไม่ได้แค่ทำให้ผู้คนรู้สึกดีขึ้นนิดๆ หน่อยๆ แต่มันช่วยยกระดับคุณภาพการบริการผู้ป่วย และทำให้โรงพยาบาลดำเนินงานไปได้ด้วยดีเลยทีเดียว
ทีนี้ แน่ละ ภารโรงทุกคนไม่ได้เป็นเหมือนตัวอย่างที่ผมเล่าให้ฟัง แต่คนที่เป็นอย่างนี้เขาคิดว่าการปฎิบัติต่อคนอื่น ด้วยความเมตตา เอาใจใส่ดูแล และเห็นอกเห็นใจ เป็นหัวใจสำคัญของงาน แต่รายการหน้าที่รับผิดชอบของภารโรงนั้น ไม่มีคำที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์คนอื่นแม้แต่คำเดียว ภารโรงเหล่านี้มีเจตจำนงทางคุณธรรมที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องกับผู้อื่น และก็มีทักษะทางคุณธรรมที่จะตีความว่าการ “ทำสิ่งที่ถูกต้อง” นั้น ทำอย่างไร
อริสโทเทิลกล่าวไว้ว่า "ปัญญาในรูปสามัญสำนึกขั้นสูง" ประกอบด้วยเจตจำนงและทักษะทางคุณธรรม ผู้มีปัญญารู้ว่าควรจะยกเว้นกฎระเบียบทุกๆ ข้อเมื่อไหร่ และอย่างไร เหมือนภารโรงที่รู้จักละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์อื่น ผู้มีปัญญารู้จักพลิกแพลงอย่างเหมาะสม เหมือนที่ลูคยอมล้างพี้นซ้ำสองรอบ ปัญหาที่เราเจอในโลกความเป็นจริงมักจะคลุมเครือและจับประเด็นได้ยาก และบริบทต่างๆ ก็เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ผู้มีปัญญาก็เหมือนนักดนตรีแจ๊ส ดูโน้ตเพลงบนหน้ากระดาษ แต่ก็นำมาพลิกแพลง สร้างส่วนผสมทางดนตรีขึ้นมาใหม่ให้เหมาะกับสถานการณ์และผู้คนรอบข้าง ผู้มีปัญญารู้ว่าจะประยุกต์ใช้ทักษะทางคุณธรรมอย่างไร เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ถูกต้อง เพื่อประโยชน์ของผู้อื่นไม่ใช่เพื่อหลอกลวงหรือปั่นหัวผู้อื่น ประการสุดท้าย และน่าจะเป็นประเด็นสำคัญที่สุดก็คือ คนมีปัญญาเกิดจากการสั่งสม ไม่ได้ติดตัวมาแต่เกิด ปัญญาเกิดจากการบ่มเพาะผ่านประสบการณ์ และไม่ใช่ประสบการณ์ใดๆ ก็ได้ คุณต้องการเวลาเพื่อเรียนรู้ทำความเข้าใจคนที่คุณให้บริการ คุณต้องได้รับอนุญาตให้พลิกแพลง ให้ลองสิ่งใหม่ๆ ให้ล้มเหลวได้เป็นบางครั้ง และเรียนรู้จากความล้มเหลวของตัวเอง และคุณต้องได้รับการชี้แนะจากครูที่เป็นผู้มีปัญญาด้วย
ถ้าคุณถามภารโรงที่มีพฤติกรรมแบบที่ผมเล่าให้ฟัง ว่าการเรียนรู้ที่จะทำงานของเขานั้นมันยากแค่ไหน เขาจะตอบคุณว่ามันต้องอาศัยประสบการณ์อย่างมาก เขาไม่ได้หมายความว่าเขาต้องอาศัยประสบการณ์เพื่อเรียนรู้วิธีถูพี้นและเอาขยะไปทิ้ง แต่หมายความว่าเขาต้องอาศัยประสบการณ์อย่างมากในการเรียนรู้วิธีดูแลเอาใจใส่ผู้คน อย่างที่ TED นี่ เราเห็นความฉลาดเต็มไปหมด เยอะมากจนน่ากลัว ข่าวดีคือ คุณไม่จำเป็นต้องฉลาดถึงจะมีปัญญาได้ แต่ข่าวร้ายก็คือ ถ้าขาดปัญญา ความฉลาดอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ มันมีโอกาสที่จะสร้างปัญหาให้คุณและคนอื่นไม่แพ้สิ่งอื่นๆ (เสียงปรบมือ)
ทีนี้ ผมหวังว่าเราทุกคนเข้าใจเรื่องนี้แล้วนะครับ ผมรู้สึกว่ามันชัดเจนแล้วละ แต่ขอให้ผมเล่าเรื่องสั้นๆ ให้คุณฟังอีกสักเรื่องหนึ่ง เรื่องนี้เกี่ยวกับน้ำมะนาวครับ คุณพ่อคนหนึ่งกับลูกชายอายุเจ็ดขวบกำลังดูการแข่งขันของทีมดีทรอยต์ ไทเกอร์สอยู่ในสนามเบสบอล ลูกชายบอกพ่อว่าอยากดื่มน้ำมะนาว พ่อจึงเดินไปซื้อให้ที่ซุ้มขายน้ำ ปรากฏว่ามีน้ำมะนาวขายอยู่ยี่ห้อเดียว คือ ยี่ห้อไมค์ ฮาร์ด ซึ่งมีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ห้าเปอร์เซ็นต์ คุณพ่อคนนี้เป็นคุณครูซึ่งไม่รู้เลยจริงๆ ว่าน้ำมะนาวยี่ห้อไมค์ ฮาร์ดมีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ เขาจึงซื้อกลับมาให้ลูกชายดื่ม ลูกชายของเขาก็ดื่ม แล้วพนักงานรักษาความปลอดภัยก็เห็นเข้า จึงแจ้งตำรวจ ตำรวจก็โทรเรียกรถพยาบาล ซึ่งรีบบึ่งมาที่สนามเบสบอล คว้าตัวเด็กชายไปโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ในห้องฉุกเฉินตรวจจนแน่ใจว่าเด็กไม่มีแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดแล้ว จึงยอมปล่อยให้เด็กกลับบ้านได้
แต่เด็กก็ไม่ได้กลับบ้านเร็วขนาดนั้น องค์การพิทักษ์สวัสดิภาพเด็กเมืองเวย์นเคาน์ตี้บอกว่าไม่ให้กลับ เด็กถูกส่งไปพักที่สถานรับเลี้ยงเด็กเป็นเวลาสามวัน มาถึงตรงนี้แล้วเด็กกลับบ้านได้หรือยัง อืม ผู้พิพากษาบอกว่าได้ แต่พ่อของเด็กต้องย้ายออกจากบ้านไปพักอยู่ที่โรงแรม เวลาผ่านไปสองสัปดาห์ ผมดีใจที่จะบอกคุณว่า ครอบครัวนี้ได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว แต่เจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์ เจ้าหน้าที่หน่วยรถพยาบาล และผู้พิพากษาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เราไม่อยากทำแบบนี้เลย แต่เราต้องทำตามกระบวนการ”
เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร สก็อต ไซมอน คนที่เล่าเรื่องนี้ออกอากาศทางสถานีวิทยุ เอ็น พี อาร์ บอกว่า “บางทีกฎระเบียบและกระบวนการอาจจะดูไร้สาระ แต่มันช่วยให้คุณไม่ต้องคิด” และจะว่ากันอย่างยุติธรรม กฎระเบียบนั้นถูกประกาศใช้ ก็เพราะเจ้าหน้าที่คนก่อนๆ ทำงานหละหลวม และปล่อยให้เด็กคนหนึ่งกลับบ้านไปอยู่กับผู้ปกครองที่ทารุณ ซึ่งก็เข้าใจได้ เมื่อมีอะไรผิดพลาด ซึ่งต้องมีอยู่แล้วเป็นธรรมดา เรามักพยายามแก้ไขโดยหยิบเครื่องมือสองชนิดมาใช้
เครื่องมืออย่างหนึ่งที่เรานำมาใช้ก็คือกฎระเบียบ ออกกฎให้ดีขึ้น มากขึ้น เครื่องมืออย่างที่สองที่เราใช้ก็คือรางวัลจูงใจ ให้รางวัลที่ดีขึ้น มากขึ้น แล้วเรามีเครื่องมืออื่นบ้างไหมครับ เราจะเห็นได้ชัดเจนจากวิธีการแก้ปัญหาวิกฤตการเงินในปัจจุบัน วางระเบียบ วางระเบียบ และวางระเบียบ แก้ไขระบบการจูงใจ แก้ไขระบบการจูงใจ และแก้ไขระบบการจูงใจ แต่ความจริงก็คือ ทั้งกฎระเบียบและสิ่งจูงใจ ไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหาได้ คุณจะเขียนกฎระเบียบที่กำกับให้ภารโรงทำสิ่งที่ภารโรงตัวอย่างเหล่านั้นเขาทำได้อย่างไร คุณจะจ่ายโบนัสเพื่อให้เขาเป็นคนเห็นอกเห็นใจคนอื่นได้ไหม? มันคงดูประหลาดมาก และสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ เมื่อเราหันไปพึ่งพากฎระเบียบมากขึ้นเรื่อยๆ กฎระเบียบและสิ่งจูงใจอาจทำให้สิ่งต่างๆ ดีขึ้นในระยะสั้น แต่มันสร้างวังวน ที่ทำให้ปัญหาแย่ลงในระยะยาว ทักษะทางคุณธรรมถูกบั่นทอนเพราะการพึ่งพากฎระเบียบมากเกินไป ทำให้เราขาดโอกาส ที่จะพลิกแพลงอย่างเหมาะสมและเรียนรู้จากการพลิกแพลงของเรา ส่วนเจตจำนงทางคุณธรรมก็ลดถอยลง เพราะเรามัวแต่ใช้สิ่งจูงใจ ซึ่งทำลายความปรารถนาที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องของเรา และโดยไม่ได้ตั้งใจ การพึ่งพากฎระเบียบและสิ่งจูงใจมากๆ ก็พาเราเข้าสู่การทำสงครามกับปัญญาและสามัญสำนึก
ผมขอยกตัวอย่างอีกสองสามเรื่อง เรื่องแรกเกี่ยวกับกฎระเบียบและผลกระทบของมันที่มีต่อทักษะทางคุณธรรม เรื่องน้ำมะนาวนั่นก็เป็นตัวอย่างอันหนึ่ง เรื่องที่สอง ซึ่งคุณน่าจะคุ้นเคยกันมากกว่า คือเรื่องการศึกษายุคใหม่ของอเมริกา ที่มีหลักสูตรเป็นขั้นตอนตายตัว เราลองมาดูตัวอย่างจากโรงเรียนอนุบาลในรัฐชิคาโกกัน การอ่านและเพลิดเพลินไปกับวรรณกรรม และคำที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร 'บี' การอาบน้ำ: จัดให้นักเรียนนั่งลงบนพรม เตือนนักเรียนถึงอันตรายของน้ำร้อน พูดข้อความ 75 ข้อความตามบทเพื่อสอนเรื่องราวในหนังสือภาพ 25 หน้านี้ ในชั้นเรียนอนุบาลทุกโรงเรียนทั่วทั้งรัฐชิคาโก คุณครูทุกคนพูดประโยคเดียวกัน ด้วยวิธีเดียวกัน ในวันเดียวกัน พวกเราต่างก็รู้กันดีว่าทำไมจึงต้องมีบทที่ตายตัวเหล่านี้ เพราะเราไม่ไว้วางใจวิจารณญาณของครูเหล่านี้มากพอ ที่จะปล่อยให้เขาสอนไปตามวิถีทางของเขาเอง บทที่ตายตัวเหล่านี้ก็เหมือนประกันวินาศภัย และมันก็ป้องกันวินาศภัยได้จริงๆ แต่สิ่งที่มันสร้างขึ้นมาแทนที่ คือ คุณภาพแค่ระดับดาดๆ (เสียงปรบมือ)
อย่าเข้าใจผมผิดนะครับ เรายังจำเป็นต้องมีกฎระเบียบ ถึงยังไงนักดนตรีแจ๊สก็ต้องมีโน้ต ส่วนใหญ่เขาต้องมีโน้ตอยู่บ้าง แน่นอนว่าเราต้องสร้างกฎระเบียบมากขึ้นสำหรับนายธนาคาร แต่การมีกฎระเบียบมากเกินไปทำให้นักดนตรีแจ๊สฝีมือดี ไม่สามารถเล่นพลิกแพลงแบบด้นสดได้ ผลก็คือ เขาสูญเสียพรสวรรค์ หรือแย่ยิ่งกว่านั้น เขาอาจเลิกเล่นดนตรีไปเลย
ทีนี้ การให้สิ่งจูงใจล่ะ เป็นอย่างไร มันก็ดูเป็นวิธีที่ฉลาดดีนะครับ ถ้าคุณมีเหตุผลหนึ่งข้อที่จะทำอะไรสักอย่าง แล้วผมเพิ่มเหตุผลข้อที่สองให้ว่าทำไมคุณจึงควรทำสิ่งนั้น ตามตรรกะ เหตุผลสองข้อก็ย่อมดีกว่าข้อเดียวใช่ไหมครับ และก็น่าจะทำให้คุณอยากทำสิ่งนั้นมากขึ้น ถูกไหมครับ แต่ว่า มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป บางครั้งเหตุผลสองข้อสำหรับการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอาจขัดแย้งกัน แทนที่จะส่งเสริมซึ่งกันและกัน แล้วกลับไปลดแนวโน้มที่เราจะทำสิ่งนั้น
ผมจะยกตัวอย่างอีกเรื่องเดียวเพราะเวลาใกล้หมดแล้ว เมื่อสิบห้าปีที่แล้ว ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ มีการพิจารณาว่าจะสร้างโรงกำจัดขยะนิวเคลียร์ที่ไหนดี ตอนนั้นจะมีการลงประชามติระดับชาติ นักจิตวิทยากลุ่มหนึ่งได้ออกไปสำรวจความเห็นของประชาชนที่รู้ข้อมูลเรื่องนี้เป็นอย่างดีแล้ว โดยถามว่า “คุณยอมให้มีโรงกำจัดขยะนิวเคลียร์อยู่ในชุมชนของคุณหรือไม่” ไม่น่าเชื่อครับ ประชาชนร้อยละ 50 บอกว่ายอม เขารู้ว่ามันอันตราย และจะทำให้มูลค่าบ้านและที่ดินของเขาตกต่ำลง แต่ประเทศก็จำเป็นต้องสร้างโรงกำจัดขยะนิวเคลียร์ขึ้นไม่ที่ใดก็ที่หนึ่ง และพวกเขาก็มีความรับผิดชอบในฐานะพลเมืองของประเทศ นักจิตวิทยาถามประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งด้วยคำถามที่ต่างไปเล็กน้อย ว่า "ถ้ารัฐจ่ายค่าตอบแทนให้คุณหกสัปดาห์ทุกๆ ปี คุณจะยอมให้มีโรงกำจัดขยะนิวเคลียร์อยู่ในชุมชนของคุณหรือไม่?" เขามีเหตุผลสองข้อนะครับ คือ มันเป็นความรับผิดชอบของฉันและฉันได้รับค่าตอบแทน แทนที่จำนวนคนตอบว่ายอมจะเป็นร้อยละ 50 มีแค่ร้อยละ 25 เท่านั้นที่ตอบว่ายอม ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะ เหตุผลข้อสองซึ่งเป็นการเสนอสิ่งจูงใจ ทำให้แทนที่เราจะถามตัวเองว่า “ความรับผิดชอบของฉันคืออะไร?” เรากลับถามตัวเองว่า “ฉันจะได้ผลประโยชน์อะไร?” เมื่อสิ่งจูงใจใช้ไม่ได้ผล และเมื่อผู้บริหารไม่สนใจความเข้มแข็งของบริษัทในระยะยาว เอาแต่มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ระยะสั้นที่จะนำไปสู่โบนัสก้อนใหญ่ ผลก็จะเป็นเหมือนเดิมเสมอ นั่นคือ เราต้องหาสิ่งจูงใจที่ดีและแยบยลกว่าเดิมอีก
แต่ความจริงก็คือ ไม่มีสิ่งจูงใจใดๆ ที่คุณสร้างขึ้น แล้วจะแยบยลเพียงพอได้ตลอดไป ระบบการจูงใจใดๆ ก็ตาม อาจถูกทำลายด้วยเจตจำนงแง่ลบอย่างที่กล่าวมา พวกเราทุกคนต้องการสิ่งจูงใจ คนเราต้องทำมาหากิน แต่การพึ่งพาสิ่งจูงใจมากเกินไป ทำลายความภาคภูมิใจในการทำงานอย่างมืออาชีพ ในสองแง่ คือ มันทำให้คนที่ทำงานนั้นหมดขวัญกำลังใจในการทำงาน และทำให้งานนั้นขาดความชอบธรรมในตัวมันเอง
บารัค โอบามากล่าวก่อนที่จะสาบานตนเข้ารับตำแหน่งว่า “เราต้องตั้งคำถามไม่ใช่แค่ว่า 'มันจะได้กำไรไหม?' แต่ต้องถามด้วยว่า 'มันถูกต้องหรือไม่?'” เมื่อความเชื่อมั่นและภาคภูมิใจในวิชาชีพถูกทำลายไป คนที่อยู่ในวิชาชีพเหล่านั้นก็จะหันมาพึ่งพิง หรือเสพติดสิ่งจูงใจ แล้วก็เลิกถามว่า “มันถูกต้องหรือไม่” เราเห็นปรากฏการณ์นี้แล้วในวงการแพทย์ (“ถึงไม่มีอะไรร้ายแรง แต่เราก็น่าจะเฝ้าดูอาการไปก่อน เพื่อให้แน่ใจว่ามันจะไม่กลายเป็นเรื่องฟ้องร้องใหญ่โตนะครับ”) และแน่นอน เราเห็นปรากฎการณ์นี้ในวงการธุรกิจด้วย ("เพื่อให้เรามีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดปัจจุบัน ผมคิดว่าเราต้องรับคนไร้คุณธรรมมาทำงานแทนคุณแล้วล่ะ") ("โธ่เอ๊ย ผมขายวิญญาณของผมไปในราคาแค่หนึ่งในสิบของที่เขาขายกันวันนี้เอง") แน่นอนว่าไม่มีใครอยากทำงานตามวิถีทางแบบนี้
ถ้าอย่างนั้นเราทำอะไรได้บ้างล่ะ เรายังพอมีหวังอยู่ครับ เราต้องพยายามรื้อฟื้นคุณธรรมในการทำงานขึ้นมา วิธีหนึ่งที่ไม่ควรทำเลยก็คือ เปิดสอนวิชาจริยธรรมให้มากขึ้น (เสียงปรบมือ) ไม่มีวิธีไหนที่จะทำให้คนรู้สึกว่าคุณไม่เห็นความสำคัญของจริยธรรม ได้ดีไปกว่าการรวมเอาทุกอย่างที่คุณอยากบอกเกี่ยวกับเรื่องจริยธรรม ใส่ห่อเล็กๆ ติดโบว์ แล้วก็ผลักมันไปอยู่ชายขอบในรูปของวิชาจริยธรรม
แล้วเราควรทำยังไงล่ะครับ ข้อหนึ่ง เราต้องยกย่องชื่นชมต้นแบบทางคุณธรรม ยอมรับว่า ตอนที่คุณเลือกเรียนกฎหมาย มีเสียงเล็กๆ กระซิบข้างหูคุณ เกี่ยวกับแอตติคัส ฟินช์ (ทนายความที่มีคุณธรรมในนิยายเรื่อง To Kill A Mocking Bird) ไม่มีเด็กสิบขวบคนไหนฝันอยากเรียนกฎหมายเพราะอยากทำเรื่องควบรวมกิจการบริษัทหรอกครับ คนเราล้วนได้รับแรงบันดาลใจจากวีรบุรุษที่มีคุณธรรม แต่เมื่อเราโตขึ้น มีความคิดซับซ้อนมากขึ้น เราก็เกิดความคิดว่าเราไม่สามารถพูดได้ว่าเราทำอะไรตามวีรบุรุษ ยอมรับเถอะครับ จงภูมิใจที่มีพวกเขาเป็นต้นแบบ ยกย่องชื่นชมเขา และเรียกร้องให้คนที่สอนคุณยกย่องเชิดชูวีรบุรุษที่เป็นต้นแบบทางคุณธรรมของเขาด้วย นั่นคือสิ่งหนึ่งที่เราทำได้
ผมไม่ทราบว่ามีพวกคุณกี่คนที่จำเรื่องต่อไปนี้ได้ เมื่อสิบห้าปีก่อน เรามีแบบอย่างทางคุณธรรมอีกคนหนึ่ง คือแอรอน ฟิวเออร์สไตน์ เจ้าของโรงงานทอผ้ามัลเดนในรัฐแมสซาจูเซตส์ ผู้ผลิตผ้าโพลาร์เทค โรงงานของเขาถูกไฟไหม้ เขามีพนักงานตั้งสามพันคน แต่เขาไม่เลิกจ้างพนักงานแม้แต่คนเดียว ทำไมน่ะหรือครับ ก็เพราะมันจะเป็นหายนะกับชีวิตของคนงาน และชุมชน ถ้าเขาเลิกจ้างพนักงานเหล่านั้น “บริษัทของเราอาจจะมีมูลค่าลดลงในตลาดหุ้น แต่ผมบอกคุณได้เลยว่ามันมีคุณค่ามากขึ้น และกิจการของเราก็ไปได้สวย”
ที่ TED นี่เอง เราก็ได้ฟังวีรบุรุษที่เป็นต้นแบบทางคุณธรรมหลายคน มีสองคนที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผมเป็นพิเศษ คนแรกคือเรย์ แอนเดอร์สันผู้เปลี่ยน-- (เสียงปรบมือ) เปลี่ยนส่วนหนึ่งของอาณาจักรทางธุรกิจที่ชั่วร้าย ให้กลายเป็นธุรกิจที่ปลอดหรือเกือบจะปลอดมลภาวะ เขาทำไปทำไมเหรอครับ ก็เพราะมันเป็นสิ่งที่ถูกต้องและควรทำ แล้วเขาก็พบว่ารางวัลที่เขาได้รับก็คือ เขากำลังทำเงินได้มากกว่าเดิมเสียอีก พนักงานของเขาได้รับแรงบันดาลใจจากความพยายามครั้งนี้ ทำไมน่ะเหรอ ก็เพราะพวกเขามีความสุขที่ได้ทำสิ่งที่ถูกต้อง เมื่อวานนี้เราก็ได้ฟังวิลลี่ สมิทพูดถึงการปลูกป่าในอินโดนีเซีย (เสียงปรบมือ)
นี่เป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมในหลายแง่ เพราะการทำสิ่งที่ถูก จะต้องมีความตั้งใจจริง พระเจ้ารู้ดีว่าการทำอย่างนี้ต้องใช้ความรู้ความสามารถทางเทคนิคมหาศาล ผมนึกไม่ออกเลยว่าเรย์, วิล และทีมงานของเขาจะต้องมีความรู้ทางเทคนิคมากมายขนาดไหน ถึงจะวางแผนโครงการพวกนี้ได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้มันสำเร็จ ซึ่งพวกเขาก็ย้ำมาก คือคุณต้องรู้จักคนในชุมชน ถ้าผู้คนที่คุณทำงานด้วยไม่หนุนหลังคุณ งานนี้ก็ล้มเหลว ไม่มีสูตรสำเร็จว่าคุณต้องทำอย่างไรเพื่อให้คนอื่นสนับสนุนคุณ เพราะคนต่างคน ในองค์กรที่ต่างกัน ก็จัดระเบียบชีวิตของเขาในวิถีทางที่แตกต่างกัน
ครับ จะเห็นว่า เรามีคนที่น่ายกย่องมากมาย ทั้งที่ TED นี่ และที่อื่นๆ และคุณก็ไม่ต้องเป็นอภิมหาวีรบุรุษ ในโลกนี้มีวีรบุรุษธรรมดาสามัญอีกมาก อย่างเช่นบรรดาภารโรงที่ควรได้รับการยกย่องเช่นกัน ในฐานะที่เป็นนักปฏิบัติ พวกเราทุกคนควรพยายาม เป็นวีรบุรุษธรรมดาสามัญให้ได้ แม้จะไม่ได้เป็นอภิมหาวีรบุรุษ ในฐานะผู้นำองค์กร เราควรพยายามสร้างสภาพแวดล้อม ที่ส่งเสริมและบ่มเพาะทั้งทักษะและเจตจำนงทางคุณธรรม แม้แต่คนที่มีปัญญาและความตั้งใจดีมากที่สุด ก็ยังอาจยอมแพ้ถ้าเขาต้องว่ายน้ำทวนกระแส ในองค์กรที่เขาทำงาน
ถ้าคุณบริหารองค์กร คุณต้องจัดการให้แน่ใจว่า งานทุกงาน ทุกงานเลยนะครับ ไม่มีงานใดมีรายการหน้าที่รับผิดชอบเหมือนของภารโรงเมื่อครู่นี้ เพราะที่จริงแล้ว งานใดๆ ที่มีการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ย่อมต้องมีคุณธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง และงานใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับคุณธรรม ก็ต้องอาศัยปัญญาในรูปสามัญสำนึกขั้นสูง
และที่อาจจะสำคัญที่สุดนะครับ ในฐานะที่เป็นครู เราควรพยายามเป็นวีรบุรุษธรรมดาสามัญ เป็นแบบอย่างทางคุณธรรมให้ลูกศิษย์ และยังมีอีกสองสามอย่างที่เราต้องจำไว้ในฐานะที่เป็นครู อย่างแรกคือ เรากำลังสอนอยู่ตลอดเวลา มีคนมองเราอยู่ตลอดเวลา มีกล้องจับภาพเราอยู่ตลอดเวลา บิล เกตส์พูดถึงความสำคัญของการศึกษา และโดยเฉพาะต้นแบบที่ได้จากโครงการ KIPP หรือโครงการ "ความรู้คืออำนาจ" และเขาพูดถึงสิ่งดีๆ มากมาย ที่โครงการ KIPP กำลังทำ เพื่อดึงเด็กๆ ในชุมชนแออัดเข้ามาเรียน แล้วส่งเสริมให้เขาเข้ามหาวิทยาลัย
แต่ผมอยากเน้นเรื่องหนึ่งที่ KIPP ทำอยู่ ซึ่งบิลไม่ได้พูดถึง นั่นคือ ในที่สุด โครงการนี้ก็ได้ข้อสรุปว่า สิ่งสำคัญที่สุดสิ่งเดียวที่เด็กต้องเรียนรู้ คือลักษณะนิสัย เด็กๆ ต้องเรียนรู้ที่จะเคารพตัวเอง พวกเขาต้องเรียนรู้ที่จะเคารพเพื่อนร่วมโรงเรียน และต้องเรียนรู้ที่จะเคารพครูบาอาจารย์ และที่สำคัญที่สุด เด็กๆ ต้องเรียนรู้ที่จะเคารพการเรียนรู้ นั่นเป็นวัตถุประสงค์หลัก ถ้าคุณทำได้ตามนั้น เรื่องอื่นๆ ที่เหลือก็ง่ายเหมือนเส้นทางลงเนิน และคุณครูทั้งหลายครับ วิธีที่คุณจะสอนสิ่งเหล่านี้ให้เด็กๆ ได้ ก็คือ คุณครูและเจ้าหน้าที่ทุกคนต้องแสดงสิ่งเหล่านี้ให้เด็กเห็นทุกๆ นาที ของทุกๆ วัน
โอบามาเรียกร้องให้เรามีคุณธรรม และผมคิดว่าท่านคิดถูก และคุณธรรมที่เราต้องมีเหนือสิ่งอื่นใจคือปัญญาในรูปของสามัญสำนึกขั้นสูง เพราะมันช่วยให้คนเราแสดงคุณธรรมอื่นๆ เช่น ความซื่อสัตย์ ความเมตตา ความกล้าหาญ ออกมาได้อย่างถูกกาละเทศะและถูกวิธี นอกจากนี้ โอบามายังเรียกร้องให้เรามีความหวังด้วย ซึ่งก็ถูกต้องอีกเช่นกัน ผมคิดว่ามันมีเหตุผลที่เราต้องมีความหวัง ผมคิดว่าคนเราล้วนอยากได้รับโอกาสที่จะเป็นคนมีคุณธรรม
จะว่าไป นี่ก็คือสิ่งที่เราทั้งหมดพูดกันใน TED นั่นคือความปรารถนาที่จะทำสิ่งที่ถูกต้อง ด้วยวิธีการที่ถูกต้อง เพื่อเหตุผลที่ถูกต้อง เราทุกๆ คนสามารถเข้าถึงปัญญาเช่นนี้ได้ ถ้าเพียงแค่เราจะเริ่มเอาใจใส่ ใส่ใจในสิ่งที่เราทำ วิธีที่เราทำสิ่งนั้น และที่น่าจะสำคัญที่สุด ก็คือการจัดโครงสร้างขององค์กรที่เราทำงานอยู่ เพื่อให้แน่ใจว่ามันส่งเสริมให้เราและคนอื่นๆ ได้พัฒนาปัญญา ไม่ใช่ถูกกดไว้จนไม่มีโอกาสได้เติบโต
ขอบคุณมากครับ ขอบคุณ (เสียงปรบมือ)
You can share this video by copying this HTML to your clipboard and pasting into your blog or web page. This video will play with subtitles.
You either have JavaScript turned off or have an old version of the Adobe Flash Player. To view this rating widget you
need to get the latest Flash player.
If your browser allows only "trusted sites" to execute Javascript, you should add the "googleapis.com" domain to your whitelist to allow our Flash detection to work properly.
Got an idea, question, or debate inspired by this talk? Start a TED Conversation.
แบรี่ ชวาร์ตซ เรียกร้องให้เราสร้างเสริม "ปัญญาในรูปสามัญสำนึกขั้นสูง" เพื่อเยียวยาสังคมที่บิดเบี้ยวจากการพึ่งพา กฏระเบียบ มากเกินไป เขาให้เหตุผลที่หนักแน่นว่ากฏระเบียบทำให้เราล้มเหลว สิ่งจูงใจกลับส่งผลเสียแทนที่จะเป็นผลดี และปัญญาในรูปสามัญสำนึกขั้นสูงเท่านั้นที่จะช่วยเราซ่อมสร้างโลกขึ้นมาใหม่
Barry Schwartz studies the link between economics and psychology, offering startling insights into modern life. Lately, working with Ken Sharpe, he's studying wisdom. Full bio »
Translated into Thai by Thipnapa Huansuriya
Reviewed by Bank Pohtirak Saengsawang
Comments? Please email the translators above.
19:37 Posted: Sep 2006
Views 3,458,707 | Comments 738
16:23 Posted: Mar 2009
Views 1,267,027 | Comments 225
19:08 Posted: Jan 2008
Views 799,112 | Comments 166
Just follow the guidelines outlined under our Creative Commons license.
This comment will be attributed to . Not ? Sign Out.