ผมเป็นอาจารย์ภาควิชาวิทย์คอมครับ เรื่องที่ผมถนัดคือ ความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์และข้อมูล ตอนที่ผมเรียนปริญญาโท ผมเคยแอบได้ยินคุณยาย อธิบายกับเพื่อนสูงวัยของยายนะครับ ว่าผมทำอาชีพอะไร ยายบอก ที่ชัดๆเลยคือ ผมมีหน้าที่ ไม่ให้ใครขโมยคอมของมหาลัย (เสียงหัวเราะ) จริงๆ ก็สมเหตุสมผลนะครับ ที่ยายจะพูดแบบนั้น เพราะผมบอกยายว่าผมทำงาน รักษาความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ ก็สนุกดีนะครับที่ได้เห็นมุมมองของยาย
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ขำที่สุด เวลาคนอื่นพูดถึงอาชีพของผมครับ ที่ตลกที่สุดคือ ผมไปงานเลี้ยง แล้วมีผู้หญิงคนนึง ได้ยินว่าผมทำงานด้านความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ ก็เลยถามผมว่า คอมของเธอติดไวรัส และเธอก็เครียด เพราะกังวลว่า เธอจะติดหวัดจากคอมได้ไหม (เสียงหัวเราะ) ถึงผมจะไม่ใช่หมอนะครับ ผมบอกเธอไปว่า แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยนะครับ แต่ถ้าอยากให้สบายใจนะครับ ลองใส่ถุงมือเวลาเล่นคอมก็ได้ จริงๆ ทำไปก็ไม่เสียหายอะไร
ทีนี้ผมขอกลับไปพูดเรื่อง ไวรัสคอมพิวเตอร์ แบบจริงจังน่ะครับ เรื่องที่ผมจะพูดวันนี้ คือเรื่อง การแฮ็ก การโจมตีโลกไซเบอร์จริงๆ ที่สังคมของผม สังคมของนักวิจัยนี่ละครับ เป็นคนทำ และผมคิดว่า คนส่วนใหญ่ไม่รู้ ผมคิดว่ามันน่าสนใจ และน่ากลัวมากนะครับ เรื่องนี้ฮิตกันมากครับ เรื่องการแฮ็กข้อมูลของสังคมวิชาการ ไม่มีอันไหนที่ผมทำหรอกครับ ทั้งหมดนี้ เพื่อนๆ ของผมเป็นคนทำ และผมก็ขอ สไลด์เขา และให้เขามาช่วยผมในการพูดนี้
อย่างแรก คือเครื่องมือทางการแพทย์ที่ใช้ฝังในร่างกาย ตอนนี้เทคโนโลยีทางการแพทย์พัฒนามาไกลมาก ย้อนไปปี 1926 เครื่องคุมจังหวะหัวใจ ถูกประดิษฐ์ขึ้น ในปี 1960 เครื่องคุมจังหวะหัวใจถูกฝังเป็นครั้งแรก หวังว่ามันคงเล็กกว่าอันนี้นะครับ และเทคโนโลยีก็พัฒนาไปข้างหน้า ในปี 2006 เรามาถึงขั้นตอนสำคัญในเชิงของ ความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์ ทำไมนะหรอครับ ก็เพราะตอนนี้เองที่เครื่องมือที่ฝังไว้ในตัวคน เริ่มที่จะเชื่อมโยงกันได้ มันเป็นเรื่องใกล้ตัว เพราะถ้าดู เครื่องของ Dick Cheney ซึ่งสูบเลือดจากเส้นเลือดใหญ่ไปส่วนอื่นของหัวใจ และที่คุณเห็นข้างล่าง คือตัวคอมพิวเตอร์ควบคุม ถ้าคุณสงสัยว่าซอฟท์แวร์มันสำคัญแค่ไหน ลองคุณมาเป็นคนที่ต้องใช้สิครับ
สิ่งที่ทีมวิจัยทำ เรียกว่า ICD อันนี้เป็นเครื่องกระตุ้นหัวใจ ที่ฝังไว้เพื่อควบคุมจังหวะของหัวใจ ซึ่งมันช่วยชีวิตคนมากมาย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องผ่าตัดทุกครั้ง ที่คุณต้องการตั้งโปรแกรมอุปกรณ์ใหม่ หรือเวลาทดสอบเครื่อง พวกเค้าก็ทำให้เครื่องนี้ สื่อสารแบบไร้สายได้ ที่พวกเค้าทำก็คือ ออกแบบระบบไร้สายแบบย้อนกลับ และพวกเขาสร้างอุปกรณ์คุณเห็น มีเสาอากาศเล็ก ๆ ที่กระจายสัญญาณ ไปที่อุปกรณ์ และ ควบคุมมัน เพื่อทดลองให้เหมือนจริงที่สุด พวกเขาไม่สามารถ หาอาสาสมัครได้เลย พวกเขาเลยเอาเนื้อบดกับเบคอน มาพันรอบๆ จนได้ขนาด พอๆกับร่างกายของคน ที่จะฝังอุปกรณ์ไว้ และจะติดอุปกรณ์ไว้ข้างใน เพื่อการทำการทดลองแบบสมจริง พวกเค้าทำสำเร็จหลายครั้ง อย่างนึงที่ผมขอเน้นคือ มีการเปลี่ยนชื่อคนไข้ตรงนี้ ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกันนะครับ แต่ไม่อยากให้คนนั้นเป็นผมละกัน พวกเขาสามารถเปลี่ยนการรักษา รวมถึงหยุดการทำงานของเครื่องนี้ และนี่ก็เป็นเครื่องที่มีขายทั่วไป ที่สามารถแฮ็กด้วยการทำวิศวกรรมย้อนกลับ และส่งสัญญาณไร้สายเข้าไป
เคยมีชิ้นส่วนบน NPR ที่ทำให้ ICDs หยุดทำงาน เพียงแค่ถือหูฟังไว้ข้างๆ
ทุกวันนี้ อุปกรณ์ไร้สายและอินเทอร์เน็ต พัฒนาการพยาบาลไปไกลมาก บนจอมีหลายตัวอย่าง ที่หมอจะฝังเครื่องมือไว้ในตัวคน แล้วเครื่องนี้พวกนี้ก็ติดต่อสื่อสาร แบบไร้สายได้ อย่างเป็นมาตรฐานไปแล้ว ซึ่งผมคิดว่ามันยอดเยีี่ยมมาก แต่ถ้าไม่ผ่านการทดสอบมาอย่างดี และขาดความเข้าใจว่าแฮกเกอร์ทำอะไรได้บ้าง หรือความเสี่ยงด้านความปลอดภัยตั้งแต่ต้น เรื่องนี้ก็มีอันตรายเยอะมากนะครับ
เอาล่ะ ผมจะพูดถึงอย่างอื่นบ้าง ผมจะเปลี่ยนตัวอย่างไปเรื่อยๆนะครับ ตอนนี้ มาดูที่รถยนต์กัน
นี่เป็นรถยนต์ ซึ่งมีหลายส่วนประกอบ มีชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อยู่มาก ในความเป็นจริง มันมีคอมพิวเตอร์จำนวนมากข้างใน มีเพนเทียม (Pentiums) มากกว่าแล็บสมัยเรียน ป.ตรีเสียอีก ซึ่งทั้งหมดถูกเชื่อมต่อโดยเครือข่ายแบบสาย และยังมีเครือข่ายไร้สายในรถยนต์ ซึ่งสามารถเข้าถึงได้จากหลายวิธี มีบลูทูธ มีวิทยุ FM และ XM มี wi-fi มีเซ็นเซอร์ในล้อ ที่สื่อสารความดันยางรถยนต์ ไปยังแผงควบคุมในรถ รถยนต์สมัยใหม่มีอุปกรณ์ที่ซับซ้อน
และจะเกิดอะไรขึ้นถ้าใครต้องการโจมตีรถคันนี้ จริงๆ นี่เป็นสิ่งที่นักวิจัยทำ ที่ผมจะพูดในวันนี้ครับ ง่ายๆเลยคือ เขาติดโจมตีบนเครือข่ายแบบมีสาย และบนเครือข่ายไร้สาย ตอนนี้ มีสองจุดที่สามารถโจมตีได้ หนึ่งคือระบบไร้สายระยะสั้น ซึ่งคุณสามารถ สื่อสารกับอุปกรณ์จากใกล้เคียง ทั้งผ่านทาง Bluetooth หรือ wi-fi และอีกอัน เป็นระยะยาว คุณสามารถสื่อสาร กับรถยนต์ผ่านเครือข่ายมือถือ หรือผ่านทางคลื่นวิทยุ ลองคิดดูซิครับ เวลารถรับสัญญาณวิทยุ ก็จะทำการประมวลผล โดยซอฟต์แวร์ ซอฟต์แวร์ที่จะรับ และถอดรหัสสัญญาณวิทยุ แล้วประมวลผลว่าต้องทำอะไร แม้กระทั่งเพลงที่ต้องเล่นผ่านวิทยุ ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์อันเดียวกันที่ถอดรหัส ถ้ามีข้อผิดพลาดใดๆ ในนั้น ก็สามารถสร้างช่องโหว่ สำหรับใครที่จะแฮกรถ
วิธีที่นักวิจัยทำก็คือ เขาอ่านซอฟต์แวร์ในคอมพิวเตอร์ชิป ที่อยู่ในรถยนต์ และจากนั้น พวกเขาใช้ เครื่องมือวิศวกรรมย้อนกลับที่ซับซ้อน เพื่อทำความเข้าใจถึงสิ่งที่ซอฟต์แวร์ทำได้ และพวกเขาพบช่องโหว่ในซอฟต์แวร์ และทดลองเล่นกับมัน พวกเขาทำการทดลองในชีวิตจริง เขาซื้อรถสองคัน และผมเดาว่า เค้ามีงบมากกว่าผมนะครับ การทดลองแรกเพื่อค้นหาว่า ผู้บุกรุกจะทำอะไรได้บ้าง ถ้าโจมตีเครือข่ายภายในบนรถ ได้จริงๆ เอาล่ะ ก็ลองว่า ถ้ามีคนไปที่รถของคุณ ไปยุ่งกะมันนิดหน่อย แล้วจากไป คุณจะมีปัญหาอะไรบ้าง อีกการทดลองคือ พวกเขาจะติดต่อคุณ ผ่านเครือข่ายไร้สายอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ผ่านมือถือ หรืออะไรประมาณนั้น โดยที่ไม่เคยเข้าถึงรถยนต์ของคุณจริงๆ
นี้เป็นการตั้งค่าสำหรับการทดลองแรก ที่เขาเข้าถึงรถยนต์ได้ พวกเขาวางแล็ปท็อป และเชื่อมต่อกับหน่วยวินิจฉัย บนเครือข่ายในรถยนต์ และเขาก็เล่นบ้าๆบอๆ นี่คือภาพของเครื่องวัดความเร็ว แสดง 140 ไมล์ต่อชั่วโมง ตอนที่รถจอดอยู่ เมื่อคุณมีตัวควบคุมของคอมพิวเตอร์ในรถยนต์ คุณสามารถทำอะไรก็ได้ ตอนนี้ คุณอาจพูดว่า "เรื่องเด็กๆ" แต่ถ้าคุณทำให้รถโชว์ความเร็ว ที่ช้ากว่าความจริง 20 ไมล์ต่อชั่วโมงล่ะ คงมีคนโดนปรับเพราะขับรถเร็วเยอะเลยล่ะ
จากนั้นพวกเขาเอารถสองคัน ไปทดสอบบนลานบิน มีรถเหยื่อเป้าหมาย และรถที่ไล่ พวกเขาลองโจมตีในรูปแบบต่างๆ สิ่งหนึ่งที่ทำได้จากรถที่ไล่ คือการเบรครถอีกคัน เพียงแค่ แฮ็คคอมพิวเตอร์ พวกเขาสามารถปิดการใช้เบรค นอกจากนี้ยังสามารถติดตั้งมัลแวร์ ที่จะไม่ทำงาน จนกระทั่งรถ ไปเกินกว่า 20 ไมล์ต่อชั่วโมง ประมาณนั้น ผลลัพธ์มันเหลือเชื่อมาก ซึ่งตอนที่เค้าออกมาพูด ถึงแม้ว่าพวกเขาได้พูดเรื่องนี้ในที่ประชุมมาแล้ว กับกลุ่มของนักวิจัยความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์ ทุกคนประหลาดใจมาก พวกเค้ายังเคยคุมคอมพิวเตอร์สำคัญหลายตัวในรถ คอมพิวเตอร์เบรค คอมพิวเตอร์ไฟ เครื่องยนต์ แผงหน้าปัด วิทยุ ฯลฯ ., และสามารถทำเรื่องเหล่านี้ได้ในรถทั่วไป โดยใช้เครือข่ายวิทยุ พวกเขาสามารถเข้าถึง ทุกชิ้นส่วนของซอฟต์แวร์ที่ควบคุม ทุกความสามารถแบบไร้สายของรถ ทั้งหมดนี้ถูกนำมาใช้สำเร็จ
คุณจะขโมยรถอย่างนี้ยังไง ก็เริ่มจากปล่อยให้เกิดจุดอ่อน ในซอฟท์แวร์ คุณใช้ GPS ในรถยนต์เพื่อระบุตำแหน่ง คุณปลดล็อกประตูผ่านคอมพิวเตอร์จากระยะไกล ที่เป็นตัวควบคุม แล้วสตาร์ทเครื่อง จัดการระบบกันขโมย คุณก็จะได้รถมาฟรีๆ
ระบบตรวจจับน่าสนใจมากครับ เจ้าของงานวิจัยนี้มีคลิปวีดีโอ ที่ถ่ายตัวเอง ตอนเข้าไปยึดรถทางไกล แล้วเปิดไมโครโฟนในรถยนต์ และแอบฟังรถคันนั้น ในขณะที่ติดตามผ่าน GPS บนแผนที่ และนั่นก็เป็นสิ่งนึงที่คนขับ จะไม่รู้สึกตัวเลย
ผมทำให้คุณกลัวได้รึยังครับ ผมยังมีเรื่องน่าสนใจแบบนี้อีก อันนี้เป็นตอนที่ผมไปประชุม แล้วผมก็ประทับใจมาก จนคิดว่า ผมต้องเอามาแชร์กับคนอื่นให้ได้
นี่คือแล็บ Fabian Monrose ที่มหาวิทยาลัย North Carolina และสิ่งที่พวกเขาทำ เป็นบางสิ่งบางอย่างที่ดูธรรมดาๆ แต่น่าประหลาดใจ พวกเขาถ่ายคลิป คนบนรถบัส แล้วนำวีดีโอมาตัดต่อ สิ่งที่คุณเห็นในหมายเลข 1 คือเงาสะท้อนของสมาร์ทโฟนในแว่นตาคนคนนึง ที่กำลังพิมพ์ข้อความอยู่ เค้าเขียนซอฟท์แวร์ลดการสั่นของภาพ ถึงแม้ว่าพวกเขาอยู่บนรถเมล์ และบางคนก็ถือโทรศัพท์เอียงๆ จับภาพนิ่งของโทรศัพท์ ประมวลผล เมื่อคุณพิมพ์รหัสผ่านบนสมาร์ทโฟน ตัวอักษรที่คุณพิมพ์จะเด้งขึ้นมา ทำให้สามารถ ใช้ตรงนั้นดูว่า คนคนนั้นกำลังพิมพ์อะไร โดยใช้รูปแบบภาษาสำหรับตรวจจับการพิมพ์ สิ่งที่น่าสนใจคือ แค่ถ่ายคลิปบนรถบัส เขาสามารถบอกได้เลยว่า คนกำลังพิมพ์อะไรบนสมาร์ทโฟน และเขารู้สึกประหลาดใจผลลัพธ์ ตรงที่ ซอฟท์แวร์ของเค้าไม่เพียงทำได้สำหรับเป้าหมายของพวกเขาเท่านั้น แต่อีกคนที่บังเอิญอยู่ในภาพ ก็โดนเก็บข้อมูลได้เหมือนกัน ว่าคนเหล่านั้นกำลังพิมพ์อะไรอยู่ มันเป็นผลพลอยได้โดยบังเอิญ จากสิ่งที่พวกเค้าทำกันอยู่
ผมจะพูดถึงอีกสองอย่าง หนึ่งคือคลื่น cb P25 คลื่น cb P25 ใช้โดยผู้รักษากฎหมาย และหน่วยงานของรัฐบาลทุกชนิด รวมถึงในสนามรบ อุปกรณ์เหล่านี้ เราสามารถเลือกให้เข้ารหัสได้ นี่คือหน้าตาของมือถือที่ว่า ที่น่าจะเป็นวิทยุ 2 ทิศทาง มากกว่า ที่ใช้กันกว้างขวางที่สุดเป็นของโมโตโรล่า คุณเห็นได้ว่า เค้าใช้ในหน่วยงานลับ ในสงคราม เป็นมาตรฐานในสหรัฐอเมริกา และที่อื่นๆ ดังนั้น คำถามของนักวิจัยคือ เราบล็อกสัญญาได้ไหม คุณสามารถทำการ "ปฏิเสธการให้บริการ" เพราะมันยึดหลักคนที่ตอบก่อน ได้หรือเปล่า แล้วอย่างนี้ องค์กรก่อการร้าย จะปิดการติดต่อสื่อสารของตำรวจ ในเวลาฉุกเฉินได้มั้ย เค้าพบว่า มีอุปกรณ์ GirlTech (เกริลเทค) ที่ใช้ส่งข้อความ แล้วสัญญานดันไปตรงกับคลื่น P25 พวกเขาจึงสร้างสิ่งที่เรียกว่า ตัวแสบหมายเลขหนึ่ง (เสียงหัวเราะ) ถ้าคุณดูที่อุปกรณ์นี้ จะเห็นว่ามีสวิตช์สำหรับการเข้ารหัส ผมขอเปลี่ยนสไลด์ให้ดูนะครับ เห็นความแตกต่างมั้ยครับ นี้เป็นข้อความเปล่าๆ ส่วนอันนี้มีการเข้ารหัส มีจุดเล็กๆ บนหน้าจอ และสวิตช์ก็เปลี่ยนเล็กน้อย นักวิจัยเลยสงสัยว่า มันเกิดขึ้นได้ไง ที่บ่อยครั้ง ข้อมูลที่ปลอดภัยมาก สำคัญมาก ไปปรากฎบนเครื่องวิทยุ โดยที่พวกเขาลืม เข้ารหัส แล้วไม่ทันสังเกต"
ดังนั้น พวกเค้าก็เอา สแกนเนอร์มาตัวนึง อันนี้ถูกกฎหมายครับ ให้มันทำงานที่ความถี่ของ P25 แล้วเค้าก็เปลี่ยนความถี่ไปเรื่อยๆ และเขียนซอฟท์แวร์เพื่อแอบฟังเนื้อหา ถ้าไปเจอข้อความที่เข้ารหัสไว้ ความถี่ก็จะหยุดที่คลื่นนั้น แล้วก็จดว่า มีช่องนึงตรงนี้ ที่ใช้พวกหน่วยงานของรัฐ ใช้ติดต่อสื่อสารกัน พวกเค้าไป 20 เมืองใหญ่ แล้วแอบฟัง บทสนทนาในความถี่พวกนั้น เค้าพบว่าทุกๆเมือง พวกเขาจะจับข้อความได้ 20 นาทีต่อวัน พวกข้อความที่ไม่ยอมเข้ารหัสนี่ละครับ พวกเค้าคุยอะไรกันทราบมั้ยครับ คือ พวกเค้าได้ยินทั้งชื่อ และข้อมูลอื่นๆ จริงๆข้อมูลคนพวกนี้ต้องปิดเป็นความลับนะครับ ทั้งข้อมูลที่ได้จากการดักฟัง มีเรื่องอาชญากรรมเยอะเลยครับ ซึ่งเป็นข้อมูลที่สำคัญ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของตำรวจ กับ อาชญากรรม หลังจากเก็บกวาดข้อมูลสำคัญออกไป พวกเขาก็นำไปบอกตำรวจ ช่องโหว่อยู่ที่วิธีการใช้งานนี่แหละครับ ถ้าคุณพูดถึง อะไรที่สำคัญและปลอดภัยมากๆ ก็ต้องเข้ารหัสใช่มั้ยละครับ ซึ่งอันนี้ก็แก้ง่ายมากๆ
อันสุดท้ายผมคิดว่ามันเจ๋งมาก และสิ่งที่ผมอยากให้คุณได้ดู คงไม่ใช่สิ่งที่ทำให้คุณต้องกังวล เหมือนรถ หรือเครื่องกระตุ้นหัวใจ หรอกครับ แต่มันเป็นการขโมยข้อมูลเวลาพิมพ์นะครับ ตอนนี้เราทุกคนก็เห็นภัยต่อสมารทโฟนกันแล้ว ใครๆ ก็อยากแฮกสมารทโฟนใช่มั้ยครับ ส่วนใหญ่ก็เล็งไปที่ ช่อง ยูเอสบี หรือไม่ก็ จีพีเอส หรือกล้อง หรือไมโครโฟน แต่จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีใครดูตัววัดความเร่ง ตัววัดความเร่งใช้สำหรับ วัดว่าเครื่องสมาร์ทโฟนอยู่ในแนวไหน การเจาะก็ง่ายดาย พวกเขาวางสมาร์ทโฟนติดกับแป้นพิมพ์ แล้วให้คนพิมพ์บนสมาร์ทโฟน เป้าหมายคือ การใช้แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นจากการพิมพ์ วัดการเปลี่ยนแปลงในตัวจับความเร่ง เพื่อตรวจสอบว่าพิมพ์อะไรไปบ้าง ตอนที่ลองกับ iPhone 3GS นี่เป็นกราฟของการรบกวนที่เกิดขึ้น ด้วยการพิมพ์ จะเห็นว่ายากมาก ที่จะบอกได้ว่าเค้าพิมพ์อะไร แต่ iPhone 4 ปรับปรุงตัววัดความเร่งอย่างมาก และการวัดเดียวกัน ผลิตกราฟนี้ ซึ่งเป็นการเปิดเผยข้อมูลที่เยอะมาก จากตรงนี้ พวกเค้าก็ ประดิษฐ์สิ่งที่เรียกว่า เครื่องเรียนรู้ ให้มีขั้นตอนการฝึกอบรม แล้วเค้าก็เอานักเรียนปริญญาโทมาซะส่วนใหญ่ ให้มาพิมพ์ข้อความมากมาย เพื่อให้ระบบของเครื่องได้เรียนรู้ แล้วดูว่าคนอื่นพิมพ์อะไรอยู่ แล้วจับคู่ข้อมูลที่มี กับข้อมูลจากเครื่องวัดความเร่ง จากนั้นก็เข้าสู่ระยะโจมตี โดยมีคนพิมพ์สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่เค้าใช้โมเดลที่คุณสร้าง ในขั้นตอนการฝึกอบรม เพื่อหาว่าพิมพ์อะไรไปบ้าง พวกเขาประสบความสำเร็จ นี่คือบทความจากหนังสือพิมพ์ USA Today เค้าพิมพ์ไปว่า "ศาลฎีกาอิลลินอย เห็นชอบ ให้ ราม เอมานูเอล ชิงตำแหน่งนายกเทศมนตรีของชิคาโก เห็นไหมครับ ผมเชื่อมมันกับนักพูดที่ผ่านมา "และสั่งให้เขาอยู่ในการลงคะแนนต่อไป" ตอนนี้ ระบบมันน่าสนใจ เนื่องจากมันผลิตว่า "ฎีกา อิลลินอย" แล้วก็ไม่แน่ใจ มันเลยสร้างตัวเลือกขึ้นมาจำนวนหนึ่ง นี่คือความสุดยอดของ เทคนิค เอ.ไอ. (A.I.) ตรงที่คอมพิวเตอร์จะเก่งมากในเรื่องนึง คนก็เก่งในอีกเรื่อง เราใช้ข้อดีทั้งสองอย่าง ให้คนมาวิเคราะห์ ในสิ่งที่คอมพิวเตอร์ทำไม่เก่งนัก มนุษย์คงไม่คิดว่าเป็น "พลังฎีกา" มันต้องเป็น "ศาลฎีกา" อยู่แล้วใช่มั้ยครับ ด้วยพลังของคนและคอมพิวเตอร์ เราสามารถดักข้อความ เพียงแค่วัด ตัวจับความเร่ง ทำไมเรื่องนี้สำคัญนะหรอครับ คือในระบบแอนดรอยด์ นักพัฒนาจะมีรายการ ที่ทุกอุปกรณ์, ไมโครโฟน ฯลฯ ., ต้องลงทะเบียนก่อนที่จะใช้ จะได้ไม่โดนแฮก แต่ไม่มีใครควบคุม ตัววัดความเร่ง
แปลว่าอะไร คุณแค่เอาไอโฟนทิ้งไว้ ใกล้แป้นพิมพ์คนอื่น แล้วก็ออกไปจากห้อง สุดท้ายก็ถูกดักฟัง แม้ไม่ใช้ไมโครโฟน ถ้าใครสามารถวางมัลแวร์บน iPhone พวกเค้าก็จะรู้ว่าคุณพิมพ์อะไร ทุกครั้งที่คุณวาง iPhone ของคุณอยู่ติดกับแป้นพิมพ์ของคุณ
มีการโจมตีอื่นๆอีก ที่ผมไม่มีเวลาพอที่จะพูดถึง แต่อันนึง ที่ผมสนใจ มาจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ซึ่งได้นำเครื่องลงคะแนน เครื่อง เซโควเอีย เอวีซี เอดจ์ ดีราอีส์ (Sequoia AVC Edge DREs) ที่จะไปใช้ในการเลือกตั้งในนิวเจอร์ซี่ ที่ถูกวางทิ้งไว้ตรงทางเดิน แล้วเอาเกมแพคแมนไปใส่ เครื่องเลือกตั้งที่รันเกมแพคแมน...
หมายความว่าไงนะหรอครับ ผมว่าสังคมตอบรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เร็วมาก ชอบอันที่ใหม่ๆ เจ๋งๆ แต่สิ่งที่สำคัญ ที่นักวิจัยอยากจะแสดงให้เห็นคือ ผู้พัฒนาสิ่งเหล่านี้ จำเป็นต้องคำนึงถึงรักษาความปลอดภัยตั้งแต่ต้น และจำเป็นต้องทราบว่า อาจมีรูปแบบภัยคุกคาม คนที่โจมตีคงไม่ใจดี ที่จะวางขอบเขตในการโจมตี คุณเลยต้องคิดนอกกรอบ
สิ่งที่เราสามารถทำได้คือต้องระวัง ว่าอุปกรณ์อาจถูกละเมิด และอะไรก็ตามที่มีซอฟต์แวร์ข้างใน ก็มีความเสี่ยง มันต้องมีข้อผิดพลาดแน่นอน ขอบคุณมากครับ (ปรบมือ)
You can share this video by copying this HTML to your clipboard and pasting into your blog or web page. This video will play with subtitles.
You either have JavaScript turned off or have an old version of the Adobe Flash Player. To view this rating widget you
need to get the latest Flash player.
If your browser allows only "trusted sites" to execute Javascript, you should add the "googleapis.com" domain to your whitelist to allow our Flash detection to work properly.
Got an idea, question, or debate inspired by this talk? Start a TED Conversation.
คนอื่นแฮ็กเครื่องคุมจังหวะหัวใจคุณได้ไหม? ที่ TEDxMidAtlantic อาวี รูบิน อธิบายว่า แฮกเกอร์เจาะระบบรถยนต์ สมาร์ทโฟน และอุปกรณ์ทางการแพทย์ได้อย่างไร และเตือนถึงอันตรายของโลกที่ทุกวันนี้จะเกิดการแฮ็กมากขึ้นเรื่อยๆ (ถ่ายทำที่ TEDxMidAtlantic)
Avi Rubin is a professor of computer science and director of Health and Medical Security Lab at Johns Hopkins University. His current research is focused on the security of electronic medical records. Full bio »
Translated into Thai by Fern Tiraphongprasert
Reviewed by Unnawut Leepaisalsuwanna
Comments? Please email the translators above.
09:24 Posted: Oct 2011
Views 362,701 | Comments 87
09:23 Posted: Jan 2012
Views 561,206 | Comments 99
13:10 Posted: Jun 2010
Views 768,492 | Comments 460
Just follow the guidelines outlined under our Creative Commons license.
This comment will be attributed to . Not ? Sign Out.