หัวข้อที่ฉันจะพูดในวันนีี้คือเรื่องการเรียนรู้ และว่าด้วยเรื่องนั้น ฉันมีคำถามที่อยากถามทุกคน พร้อมกันรึยังคะ คุณคิดว่าการเรียนรู้เริ่มขึ้นเมื่อไร ตอนนี้คุณคงครุ่นคิดถึงคำตอบกันอยู่ บางที คุณอาจนึกถึงวันแรกในโรงเรียนก่อนวัยเรียน หรือโรงเรียนอนุบาล หรือการที่เด็กๆเจอกับคุณครูครั้งแรกในห้องเรียน บางที คุณอาจนึกไปถึงช่วงที่เด็กกำลังหัดเดิน ช่วงที่เด็กๆเรียนรู้วิธีการเดินและการพูดคุย รวมถึงวิธีใช้ส้อม หรือ คุณอาจเคยเห็นพัฒนาการของเด็กช่วง 3 ขวบปีแรก ซึ่งช่วยยืนยันว่าช่วงปีที่สำคัญต่อการเรียนรู้นั้น คือช่วงขวบปีแรกๆ ดังนั้น คำตอบที่คุณมีในใจก็คือ การเรียนรู้เริ่มต้นตั้งแต่เกิด
วันนี้ สิ่งที่ฉันจะนำเสนอ เป็นแนวคิดที่อาจฟังดูน่าประหลาดใจ หรืออาจถึงขั้นเหลือเชื่อเลยทีเดียว แต่แนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนด้วยหลักฐานชิ้นล่าสุด ทางจิตวิทยาและชีววิทยา และมันชี้ให้เห็นว่าการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดนั้น เริ่มขึ้นตั้งแต่ก่อนเราเกิดเสียอีก คือตั้งแต่เรายังอยู่ในครรภ์มารดา ปัจจุบัน ฉันเป็นนักข่าวด้านวิทยาศาสตร์ ฉันเขียนหนังสือและบทความลงนิตยสาร และฉันยังเป็นแม่ด้วย หน้าที่ทั้งสองอย่างของฉันมาบรรจบกัน ในหนังสือที่ฉันเขียน ชื่อว่า "ออริจินส์" (จุดกำเนิด) "ออริจินส์" เป็นรายงานระดับแนวหน้า ของแวดวงเกิดใหม่ซึ่งน่าตื่นตาตื่นใจมาก ที่เรียกกันว่า จุดเริ่มต้นของชีวิต จุดเริ่มต้นของชีวิตนี้เป็นสาขาทางวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2 ทศวรรษที่ผ่านมานี้เอง และมีรากฐานอยู่บนทฤษฎี ที่ว่าสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีตลอดทั้งชีวิตของเรานั้น ได้รับผลกระทบอย่างมาก มาจากช่วงเวลา 9 เดือนที่เราอยู่ในครรภ์มารดา ตอนนี้ สำหรับฉันแล้ว ทฤษฎีนี้เป็นมากกว่าแค่ความสนใจทางวิชาการ ฉันเองก็ตั้งครรภ์ ขณะที่กำลังทำวิจัยเพื่อเขียนหนังสือ และสิ่งน่าทึ่งที่สุดอย่างหนึ่งที่ฉันได้เรียนรู้ จากงานชิ้นนี้ คือแนวคิดที่ว่า เราทุกคนล้วนเรียนรู้เกี่ยวกับโลก ตั้งแต่ก่อนที่เราจะเกิดขึ้นมาในโลกนี้เสียอีก
ขณะที่เราอุ้มทารกน้อยๆเป็นครั้งแรก เราอาจคิดไปว่าพวกเขาช่างบริสุทธิ์ ยังไม่มีร่องรอยที่เขียนขึ้นจากชีวิต แต่ที่จริงแล้ว ตัวตนพวกเขาถูกหล่อหลอมจากเรา และจากโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ วันนี้ ฉันอยากแบ่งปันเรื่องราวน่าทึ่ง ที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบ เกี่ยวกับการเรียนรู้ของทารกในครรภ์ ขณะที่ยังอยู่ในท้องแม่
แรกเริ่มเลย พวกเขาเรียนรู้ที่จะจดจำเสียงของแม่ตนเอง เนื่องจากเสียงที่มาจากโลกภายนอกนั้น ต้องเดินทางผ่านเนื้อเยื่อบริเวณท้องของมารดา และผ่านน้ำคร่ำที่ล้อมรอบตัวทารกอยู่ เสียงต่างๆที่ทารกในครรภ์ได้ยิน เริ่มตั้งแต่ช่วงเดือนที่ 4 ของการตั้งครรภ์ นั้นเป็นเสียงเงียบและได้ยินไม่ชัด นักวิจัยรายหนึ่งกล่าวว่า เสียงเหล่านั้นอาจฟังดูคล้ายกับเสียงคุณครูของชาร์ลี บราวน์ ในการ์ตูน"พีนัทส์"สมัยก่อน แต่เสียงของมารดาที่ตั้งครรภ์อยู่นั้น จะดังก้องสะท้อนอยู่ในตัวเธอเอง และส่งผ่านไปยังทารกได้ในทันที และเนื่องจากทารกนั้นก็อยู่กับมารดาตลอดเวลา ทารกจึงได้ยินเสียงมารดาบ่อยมาก เมื่อเด็กเกิดมา เขาจึงจดจำเสียงของมารดาได้ และเขาก็ชื่นชอบการฟังเสียงแม่ตัวเอง มากกว่าเสียงคนอื่นๆ
เราทราบเรื่องนี้ได้อย่างไร เด็กแรกเกิดทำอะไรไม่ได้มากนัก แต่สิ่งหนึ่งที่ทำได้คือ พวกเขาเก่งเรื่องการดูดนม บรรดานักวิจัยจึงใช้ประโยชน์จากข้อเท็จจริงดังกล่าว โดยการทำหัวนมยางขึ้นมาสองชิ้น หากทารกดูดหัวนมชิ้นหนึ่ง เขาจะได้ยินเสียงของแม่ตัวเองซึ่งได้บันทึกเก็บไว้ ผ่านทางหูฟัง และหากเขาดูดหัวนมอีกชิ้นหนึ่ง เขาจะได้ยินเสียงหญิงแปลกหน้าซึ่งได้บันทึกไว้ เด็กทารกแสดงออกถึงความชอบของตนได้อย่างรวดเร็ว โดยการเลือกหัวนมชิ้นแรก นักวิทยาศาสตร์ยังใช้ประโยชน์จากข้อเท็จจริงที่ว่า ทารกจะดูดนมช้าลง เมื่อมีสิ่งใดดึงดูดความสนใจพวกเขา และกลับไปดูดนมเร็วๆตามเดิม เมื่อรู้สึกเบื่อ ข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้นักวิทยาศาสตร์ค้นพบ ว่าหลังจากที่มารดาอ่านหนังสือออกเสียงดังๆซ้ำๆกัน เช่นอ่านเรื่องแมวในหมวกของ ดร.ซูสส์หนึ่งตอน ขณะที่ตั้งครรภ์ เด็กเกิดใหม่จะจดจำข้อความเหล่านั้นได้ เมื่อเขาได้ยินข้อความนั้นนอกครรภ์มารดา การทดลองในทำนองนี้ที่ฉันชื่นชอบ คือการทดลองที่แสดงให้เห็นว่าทารก ของมารดาที่ดูละครโทรทัศน์บางรายการ เป็นประจำทุกวันขณะตั้งครรภ์ สามารถจดจำเพลงเปิดรายการนั้นได้ เมื่อทารกเกิดขึ้นมาแล้ว ทารกในครรภ์ยังเรียนรู้ ภาษาที่พูดกันอยู่ ในโลกที่เขากำลังจะถือกำเนิดขึ้นด้วย
มีการศึกษาชิ้นหนึ่งซึ่งตีพิมพ์เมื่อปีที่แล้ว พบว่าตั้งแต่เกิด ตั้งแต่วินาทีที่ทารกถือกำเนิดขึ้นมา พวกเขาร้องไห้ด้วยสำเนียง ของภาษาดั้งเดิมที่มารดาพวกเขาพูด ทารกชาวฝรั่งเศสร้องไห้ด้วยโน๊ตเสียงสูง ขณะที่ทารกชาวเยอรมันร้องไห้ด้วยโน๊ตเสียงต่ำ เป็นการเลียนแบบทำนอง ของภาษานั้นๆ เอาละ เรื่องการเรียนรู้ของทารกในครรภ์แบบนี้ จะมีประโยชน์อย่างไร มันอาจช่วยในการวิวัฒนาการเพื่อความอยู่รอดของทารก นับแต่วินาทีที่ทารกเกิด การตอบสนองส่วนใหญ่เกิดขึ้นต่อเสียง ของคนที่น่าจะห่วงใยทารกมากที่สุด ซึ่งก็คือมารดา ทารกยังร้องไห้ ด้วยเสียงที่ฟังดูเป็นภาษาเดียวกันกับภาษาของแม่ ซึ่งจะทำให้มารดายิ่งรักใคร่ทารกมากขึ้นอีก อีกทั้งยังส่งผลต่อการเริ่มต้นเรียนรู้ ภารกิจที่สำคัญมากๆ ซึ่งก็คือการทำความเข้าใจภาษาและการหัดพูด ภาษาแม่ของตน
แต่ไม่ใช่แค่เรื่องของเสียงเท่านั้น ที่ทารกได้เรียนรู้ในครรภ์มารดา ยังเป็นเรื่องของการดมกลิ่นและลิ้มรสด้วย เมื่อถึงเดือนที่ 7 ของการตั้งครรภ์ ต่อมรับรสของทารกจะพัฒนาเต็มที่ และอวัยวะรับกลิ่น ซึ่งช่วยให้ทารกสามารถดมกลิ่นได้ ก็ทำงานแล้ว รสชาติของอาหารที่หญิงมีครรภ์รับประทาน จะถูกลำเลียงไปยังน้ำคร่ำ ซึ่งจะมีการดูดกลืนอย่างต่อเนื่อง โดยทารกในครรภ์ ทารกดูจะจดจำรสชาติเหล่านี้ได้ และแสดงออกว่าตนชอบรสชาตินั้น เมื่อพวกเขาลืมตาดูโลกแล้ว มีการทดลองหนึ่งที่ให้กลุ่มหญิงมีครรภ์ ดื่มน้ำแครอทเป็นประจำ ในช่วงเดือนที่ 7-9 ของการตั้งครรภ์ ในขณะที่ให้หญิงมีครรภ์อีกกลุ่มหนึ่ง ดื่มแต่น้ำเปล่า หกเดือนให้หลัง เด็กที่คลอดออกมา เราได้ป้อนซีเรียลที่ผสมน้ำแครอทให้ และสังเกตสีหน้าของพวกเขาระหว่างที่รับประทาน เด็กๆที่มารดาดื่มน้ำแครอทระหว่างตั้งครรภ์ เป็นเด็กที่รับประทานซีเรียลเจือรสแครอทมากกว่า และดูจากสีหน้าท่าทางแล้ว พวกเขาดูจะชื่นชอบมันมากกว่าเด็กอีกกลุ่ม
มีการทดลองทำนองนี้ในแบบฝรั่งเศส ที่เมืองดีฌง ประเทศฝรั่งเศส นักวิจัยพบว่า เมื่อมารดาที่รับประทานอาหารและเครื่องดื่ม ปรุงด้วยสมุนไพรเทียนข้าวเปลือกซึ่งมีรสคล้ายชะเอม ในช่วงตั้งครรภ์ เด็กๆจะชื่นชอบเทียนข้าวเปลือกเป็นพิเศษ นับตั้งแต่วันแรกที่เกิดมา และเมื่อมีการทดสอบเพิ่มเติมครั้งถัดมา เมื่อเด็กเกิดมาได้ 4 วัน เด็กๆซึ่งมารดาไม่ได้รับประทานเทียนข้าวเปลือกระหว่างตั้งครรภ์ มีปฏิกิริยาตอบสนองซึ่งอาจแปลคร่าวๆได้ว่า "แหวะ" สิ่งเหล่านี้หมายถึง การที่มารดาได้สอนบทเรียนที่มีประสิทธิภาพแก่ทารกในครรภ์ ว่าอะไรที่ปลอดภัยและกินได้ ทารกในครรภ์ยังได้บทเรียน ว่าด้วยวัฒนธรรมที่เขากำลังจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ผ่านการแสดงออกทางวัฒนธรรมที่ทรงพลังมากที่สุด ซึ่งก็คืออาหาร พวกเขาได้รับการแนะนำให้รู้จักรสชาติและเครื่องเทศที่มีความเป็นเอกลักษณ์ ของวัฒนธรรมการรับประทานอาหารของตน ก่อนที่จะเกิดเสียอีก
ปัจจุบัน เราพบว่าทารกในครรภ์เรียนรู้บทเรียนที่ยิ่งใหญ่มากกว่านั้นอีก แต่ก่อนที่ฉันจะเล่าให้ฟัง ฉันอยากจะพูดอะไรสักหน่อย ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่คุณกำลังสงสัยอยู่ ความเชื่อเรื่องการเรียนรู้ของทารกในครรภ์ อาจทำให้คุณอยากพัฒนาการเรียนรู้ของทารก เช่น การเล่นเพลงโมสาร์ทผ่านทางหูฟัง แล้วนำไปวางไว้บนครรภ์มารดา แต่ที่จริงแล้ว กระบวนการซึ่งยาวนาน 9 เดือน ของการบ่มเพาะและหล่อหลอมที่ดำเนินไปในครรภ์นี้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมากกว่านั้น เป็นสิ่งที่หญิงมีครรภ์ต้องพบในชีวิตประจำวัน อากาศที่หายใจเข้าไป อาหารและเครื่องดื่มที่บริโภคเข้าไป สารเคมีที่สัมผัส หรือแม้กระทั่ง อารมณ์ที่รู้สึก จะถูกถ่ายทอดไปยังทารกในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ทารกรับเอาอิทธิพลจากหลายสิ่งหลายอย่าง ซึ่งก่อให้เกิดความเป็นตัวเองที่มีลักษณะเฉพาะ ไม่ต่างกันกับมารดา ทารกในครรภ์รวบรวมเอาสิ่งต่างๆเหล่านี้ เข้าไว้ด้วยกันในร่างกายพวกเขา เกิดเป็นชีวิตเลือดเนื้อขึ้นมา บ่อยครั้งที่ทารกทำอะไรมากกว่านั้น พวกเขารับเอาสิ่งต่างๆที่แม่หยิบยื่นให้นี้ ในฐานะข้อมูล ซึ่งฉันขอเรียกมันว่า โปสการ์ดทางชีวภาพ จากโลกภายนอก
ดังนั้นสิ่งที่ทารกได้เรียนรู้ในครรภ์มารดา จึงไม่ใช่แค่บทเพลง "เมจิกฟลุต" ของโมสาร์ต แต่เป็นคำตอบของปัญหาที่สำคัญต่อการมีชีวิตรอด คือ โลกที่กำลังจะต้องออกไปเผชิญนี้เป็นโลกที่อุดมสมบูรณ์ หรือขาดแคลนกันแน่ เกิดมาแล้วจะปลอดภัยและมีคนปกป้องดูแล หรือจะต้องเจอกับภัยอันตรายอย่างต่อเนื่อง ชีวิตที่เกิดมานี้จะเป็นชีวิตที่ยืนยาวและสมบูรณ์พร้อม หรือเป็นชีวิตสั้นๆ ที่ไม่มีความปกติสุขเลย วิถีการบริโภคและระดับความเครียดของมารดา จะให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น คล้ายกับการใช้นิ้วแตะน้ำลายเพื่อวัดทิศทางลม การปรับตำแหน่งและจัดท่าทางที่เกิดขึ้น ของสมองและอวัยวะอื่นๆของทารก เป็นส่วนหนึ่งของความสามารถของมนุษย์ ในการปรับตัวได้อย่างยอดเยี่ยม ความสามารถที่จะเติบโต ได้ในสภาพแวดล้อมที่มีความหลากหลายมาก ตั้งแต่ชนบทไปจนถึงเมืองใหญ่ ตั้งแต่ทุ่งราบทุนดราไปจนถึงทะเลทราย
เพื่อเป็นการสรุป ฉันอยากเล่าเรื่องให้คุณฟังสองเรื่อง เกี่ยวกับวิธีที่แม่สอนทารกให้ทราบเกี่ยวกับโลกภายนอก ก่อนที่ทารกจะเกิดมาดูโลก ในฤดูใบไม้ร่วง ปี 1944 ในวันที่มืดมนที่สุดของช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพเยอรมันได้ปิดล้อมฮอลแลนด์ตะวันตก การขนส่งเสบียงทั้งหมดถูกตัดขาด การปิดล้อมของนาซีในระยะแรกเริ่มนั้น ตามมาด้วยฤดูหนาวที่โหดร้ายรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ น้ำในแม่น้ำลำคลองเย็นจัดจนกลายเป็นน้ำแข็ง จากนั้น อาหารก็เริ่มขาดแคลน ชาวดัตช์หลายคนมีชีวิตอยู่ได้ด้วยพลังงาน 500 แคลอรีต่อวัน ซึ่ง 25% ได้มาจากอาหารที่บริโภคเข้าไปก่อนช่วงสงคราม เมื่อสภาวะขาดแคลนนั้นดำเนินต่อไป จากสัปดาห์เป็นเดือน บางคนจึงหันไปกินหัวดอกทิวลิป เมื่อถึงต้นเดือนพฤษภาคม เสบียงอาหารของฮอลแลนด์ที่ปันส่วนไว้อย่างดี ก็หมดลง เค้าลางของความอดอยากหิวโหยครั้งใหญ่เริ่มก่อตัว จากนั้น เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 1945 ภาวะขาดแคลนก็ดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุด เมื่อฮอลแลนด์ได้รับการปลดปล่อย จากฝ่ายสัมพันธมิตร
"ฤดูหนาวแห่งความหิวโหย" ดังที่เป็นที่รู้จักกันดีต่อมา ได้พรากชีวิตคนไปราว 10,000 คน และคนอีกนับพันๆก็อ่อนแอลง แต่ยังมีประชากรอีกพวกหนึ่งที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งก็คือทารก 40,000 ชีวิต ซึ่งอยู่ในครรภ์มารดาในช่วงภาวะขาดแคลน ผลกระทบที่เกิดจากการขาดสารอาหารระหว่างการตั้งครรภ์ เป็นที่เห็นได้ชัดในทันที จากการเพิ่มขึ้นของอัตราการตายของทารกในครรภ์ ความผิดปกติแรกคลอด น้ำหนักแรกคลอดที่น้อยเกินไป และอัตราการตายของทารกเมื่อคลอดออกมาแล้ว แต่มีความผิดปกติอีกหลายประการที่ไม่มีใครพบจนกระทั่งหลายปีถัดมา หลายทศวรรษ หลัง"ฤดูหนาวแห่งความหิวโหย" นักวิจัยได้บันทึกว่า กลุ่มคนที่มารดาตั้งครรภ์ระหว่างช่วงภาวะขาดแคลน มีน้ำหนักตัวเกิน เป็นโรคเบาหวาน และโรคหัวใจเมื่อเติบโตขึ้น มากกว่าคนที่มารดาตั้งครรภ์ในสภาวะปกติ ประสบการณ์ความหิวโหยที่เกิดขึ้นก่อนคลอดของคนกลุ่มนี้ ดูเหมือนว่าได้เปลี่ยนแปลงร่างกายพวกเขา ไปอย่างมหาศาล พวกเขามีความดันโลหิตสูงกว่าปกติ ระดับคลอเรสเตอรอลที่ผิดปกติ ความทนทานต่อน้ำตาลกลูโคสลดต่ำลง ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ของโรคเบาหวาน
เหตุใดภาวะพร่องโภชนาการในครรภ์มารดา จึงก่อให้เกิดโรคตามมาภายหลัง คำอธิบายหนึ่งคือ ทารกพยายามใช้ประโยชน์จากสถานการณ์เลวร้ายอย่างเต็มที่ เมื่ออาหารขาดแคลน พวกเขาลำเลียงสารอาหารไปยังอวัยวะที่สำคัญจริงๆ ซึ่งก็คือสมอง และดึงสารอาหารออกจากอวัยวะอื่นๆ เช่นหัวใจและตับ การทำเช่นนี้ช่วยให้ทารกอยู่รอดได้ในช่วงสั้นๆ แต่ภายหลังก็ต้องจ่ายบิลที่ค้างชำระไว้ เมื่ออวัยวะที่ถูกดึงสารอาหารออกไปใช้เหล่านั้น มีความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บเพิ่มมากขึ้น
แต่อาจไม่ใช่เพียงเท่านั้น ดูเหมือนว่า ทารกในครรภ์จะรับเอาสัญญาณ ของสภาพแวดล้อมภายในครรภ์ และออกแบบสรีระของตนเองตามนั้น พวกเขาเตรียมตัวเองให้พร้อม สำหรับโลกที่เขาต้องเผชิญ ซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งของครรภ์มารดา ทารกในครรภ์ปรับระดับการเผาผลาญของตนเอง และกระบวนการทางสรีระด้านอื่นๆ ด้วยความคาดหวังที่มีต่อโลกที่รออยู่ข้างนอก และสิ่งพื้นฐานที่ทารกในครรภ์ใช้ในการคาดเดา ก็คือสิ่งที่มารดาทานเข้าไป อาหารที่หญิงมีครรภ์บริโภค ก่อให้เกิดเรื่องราวแตกต่างกันไป อาจเป็นเทพนิยายที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ หรือนิทานพี่น้องตระกูลกริมม์แสนโหดร้าย เรื่องราวเหล่านี้ช่วยส่งต่อข้อมูล ซึ่งทารกจะนำไปใช้ ในการเสริมสร้างจัดการร่างกายและระบบต่างๆ ซึ่งก็คือ การปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ เพื่อช่วยให้มีชีวิตรอดในอนาคต การที่ต้องเผชิญกับทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เด็กที่ตัวเล็กกว่าปกติ และต้องการพลังงานที่น้อยกว่าปกติ จะมีโอกาสสูง ในการอยู่รอดไปจนถึงวัยผู้ใหญ่
ปัญหาที่แท้จริงเกิดขึ้น เมื่อหญิงมีครรภ์กลายเป็นผู้ส่งสารที่เชื่อถือไม่ได้ ในทางใดทางหนึ่ง เมื่อทารกถูกชักนำ ให้คาดหวังว่าโลกข้างนอกจะมีแต่ความขาดแคลน แต่กลับเกิดมาในโลกที่อุดมสมบูรณ์ เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับเด็กชาวดัตช์ในช่วง "ฤดูหนาวแห่งความหิวโหย" และการเพิ่มสูงของอัตราการมีน้ำหนักเกิน โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ ก็เป็นผลลัพธ์ที่ได้จากเหตุการณ์นี้ ร่างกายที่ถูกสร้างขึ้นมาให้เก็บสะสมแคลอรีทุกเม็ดทุกหน่วย กลับต้องแหวกว่ายอยู่ในทะเลแคลอรีปริมาณมหาศาล ของวิถีการกินแบบตะวันตกช่วงหลังสงคราม โลกที่พวกเขาได้เรียนรู้ระหว่างอยู่ในครรภ์มารดา กลับไม่เหมือนกัน กับโลกที่พวกเขาเกิดขึ้นมา
มีอีกเรื่องหนึ่ง ณ เวลา 8.46 ของเช้าวันที่ 11 กันยายน 2001 มีคนนับหมื่นๆ อยู่ใกล้ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ในกรุงนิวยอร์ก ทั้งผู้โดยสารที่หลั่งไหลลงจากรถไฟ พนักงานเสิร์ฟที่จัดโต๊ะต้อนรับฝูงชนที่เร่งรีบในยามเช้า โบรกเกอร์ที่เริ่มคุยงานทางโทรศัพท์ในย่านวอลล์สตรีท คนในกลุ่มนั้นจำนวน 1,700 คนเป็นหญิงมีครรภ์ ตอนที่เครื่องบินพุ่งชน และตึกถล่มลงมา ผู้หญิงกลุ่มนี้หลายคนต้องประสบกับความกลัวประเภทเดียวกัน ที่เกิดกับผู้รอดชีวิตรายอื่นๆ คือความสับสนอลหม่านที่ท่วมท้น กลุ่มควันที่ลอยฟุ้ง ที่เกิดจากฝุ่นและเศษซากปรักหักพังที่อาจเป็นพิษ ความกลัวอันตรายที่อาจเกิดกับชีวิตจนหัวใจเต้นแรง
ประมาณหนึ่งปี หลังจากเหตุการณ์ 9/11 นักวิจัยได้ทำการทดสอบหญิงกลุ่มหนึ่ง ซึ่งตั้งครรภ์ ในช่วงที่ต้องเผชิญความเสี่ยงต่อเหตุการณ์ตึกเวิลด์เทรดถล่ม ทารกของหญิงเหล่านั้น ซึ่งเติบโตมาพร้อมภาวะหวาดผวาจากภัยพิบัติ หรือ PTSD หลังจากติดตามอาการ นักวิจัยได้ค้นพบตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ ที่ชี้ให้เห็นความเสี่ยงต่อการเป็น PTSD ได้ง่าย ผลกระทบที่ชัดเจนที่สุด พบในทารกที่มารดาเผชิญกับภัยพิบัติ ในช่วงเดือนที่ 7-9 ของการตั้งครรภ์ พูดอีกนัยหนึ่งคือ มารดาที่ประสบกับภาวะหวาดผวาจากภัยพิบัติ ได้ส่งต่อภาวะเสี่ยงของอาการดังกล่าว ไปยังบุตร ขณะที่ยังอยู่ในครรภ์
เอาล่ะ ลองคิดถึงเรื่องนี้กันดู ภาวะหวาดผวาจากภัยพิบัติ เป็นเหมือนปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเมื่อความเครียดทำงานผิดปกติ ส่งผลให้เหยื่อต้องเผชิญกับความทุกข์หนักหนาสาหัสเกินจำเป็น แต่เราอาจมอง PTSD ในอีกมุมหนึ่งได้ สิ่งที่ดูเหมือนโรคร้ายสำหรับเรา ที่จริงอาจเป็นการปรับตัวที่สำคัญ ในบางสถานการณ์ โดยเฉพาะ ในสภาพแวดล้อมที่อันตรายอย่างมาก ลักษณะอาการของ PTSD ซึ่งได้แก่ ความตระหนักรู้ถึงสภาพแวดล้อมรอบตัวที่มีมากกว่าปกติ ภาวะการตอบสนองต่ออันตรายที่เกิดขึ้นรวดเร็วมาก อาจช่วยรักษาชีวิตไว้ได้ แนวคิดที่ว่าการส่งผ่านความเสี่ยงของ PTSD ก่อนคลอดนั้นเปลี่ยนแปลงได้ ยังไม่ได้รับการยืนยัน แต่ฉันเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่สะเทือนอารมณ์ นี่อาจหมายถึง ก่อนที่เด็กจะเกิด มารดาได้เตือนลูกๆ ว่าโลกข้างนอกมันโหดร้าย บอกพวกเขาว่า "ระวังตัวนะ"
ขออธิบายให้ชัดสักหน่อย การวิจัยว่าด้วยจุดเริ่มต้นของชีวิตนี้ไม่ใช่การกล่าวโทษมารดา ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ แต่เป็นเรื่องว่าด้วยวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยพัฒนา สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของคนรุ่นต่อไป ความทุ่มเทที่สำคัญเช่นนั้นต้องมุ่งความสนใจไปที่ สิ่งที่ทารกในครรภ์เรียนรู้ ระหว่างช่วงเวลา 9 เดือนในครรภ์มารดาด้วย การเรียนรู้เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่สำคัญที่สุดในชีวิต และมันเริ่มต้นขึ้นรวดเร็วมาก เกินกว่าที่เราคาดไว้เสียอีก
You can share this video by copying this HTML to your clipboard and pasting into your blog or web page. This video will play with subtitles.
You either have JavaScript turned off or have an old version of the Adobe Flash Player. To view this rating widget you
need to get the latest Flash player.
If your browser allows only "trusted sites" to execute Javascript, you should add the "googleapis.com" domain to your whitelist to allow our Flash detection to work properly.
Got an idea, question, or debate inspired by this talk? Start a TED Conversation.
คำถาม: การเรียนรู้เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไร คำตอบ: ก่อนที่เราจะเกิด -- นักเขียนบทความด้านวิทยาศาสตร์ แอนนี เมอร์ฟีย์ พอลจะมาเล่าให้เราฟังถึงงานวิจัยชิ้นใหม่ที่แสดงให้เห็นว่าเราเรียนรู้กันมากแค่ไหนระหว่างที่ยังอยู่ในครรภ์มารดา นับตั้งแต่การร้องไห้เป็นจังหวะตามภาษาแม่ของเรา ไปจนถึงการเรียนรู้อาหารที่จะกลายเป็นอาหารจานโปรดของเราเมื่อเติบโตขึ้น
Annie Murphy Paul investigates how life in the womb shapes who we become. Full bio »
Translated into Thai by Bongkot Charoensak
Reviewed by Unnawut Leepaisalsuwanna
Comments? Please email the translators above.
19:39 Posted: Jan 2010
Views 1,329,053 | Comments 230
18:29 Posted: Oct 2011
Views 1,009,845 | Comments 168
09:37 Posted: Nov 2011
Views 2,298,081 | Comments 449
Just follow the guidelines outlined under our Creative Commons license.
This comment will be attributed to . Not ? Sign Out.