มีนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง แบกเป้เที่ยวรอบที่ราบสูงของสก๊อตแลนด์ เขาเข้าไปพักเหนื่อยที่ผับแห่งหนึ่ง ในนั้นมีเพียงบาร์เทนเดอร์ และชายแก่คนหนึ่ง กับเบียร์ของเขา นักท่องเที่ยวสั่งเบียร์มาแก้วหนึ่ง แล้วนั่งลงเงียบๆ ทันใดนั้น ชายแก่หันมาหาเขา แล้วบอกว่า "คุณเห็นผับนี้ไหม ผมสร้างมันขึ้นมาด้วยมือเปล่าของผม จากไม้ที่ดีที่สุดที่หาได้ในละแวกนี้ ให้ความรักมันยิ่งกว่าลูกผมเสียอีก แต่เขาเรียกผมว่า แม๊คเกรเกอร์ผู้สร้างบาร์ หรือเปล่า? เปล่าเลย" เขาชี้ไปที่หน้าต่าง คุณเห็นกำแพงเมืองตั้งตระหง่านนั่นหรือเปล่า ผมสร้างมันขึ้นมาด้วยมือเปล่าของผม หาหินทุกก้อน ก่ออย่างดิบดี ให้ทนน้ำทนหนาว แต่เขาเรียกผมว่า แม๊คเกรเกอร์ผู้สร้างกำแพงเมืองหรือเปล่า? เปล่าเลย" เขาชี้ไปที่หน้าต่าง "คุณเห็นท่าเรือนั้นไหม ผมสร้างมันขึ้นมาด้วยมือเปล่าของผม ตอกเสาเข็มทวนกระแสน้ำเชี่ยว ต้นแล้วต้นเล่า แต่เขาเรียกผมว่า แม๊คเกรเกอร์ผู้สร้างท่าเรือหรือเปล่า? เปล่าเลย ... แต่เอ็งเคยอึ๊บกับแพะนี่หว่า"
การเล่าเรื่อง -- (เสียงหัวเราะ) คือการเล่ามุขตลก คุณต้องรู้ประโยคทีเด็ด ประโยคปิดท้ายของคุณ ต้องรู้ว่าทุกสิ่งที่คุณเล่า จากประโยคแรกถึงสุดท้าย จะนำไปสู่จุดหมายเดียวกัน ซึ่งยืนยันความจริง ให้เราเข้าใจมากขึ้น ถึงความเป็นมนุษย์ของเรา เราทุกคนชอบเรื่องเล่าครับ เราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ เรื่องราวเป็นเครื่องยืนยันสิ่งที่เราเป็น เราต้องการคำยืนยัน ว่าชีวิตเรามีความหมาย และไม่มีอะไรที่ยืนยันได้ดีกว่า การเล่าเรื่องราวให้แก่กันและกัน ไม่มีขีดจัดกัดเรื่องเวลา ไม่ว่าจะอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต มันทำให้เรารู้สึกได้ ถึงความคล้ายคลึงระหว่างเรา และทุกอย่างรอบตัว ทั้งความเป็นจริง และจินตนาการ
ผู้ดำเนินรายการเด็ก คุณโรเจอร์ มักมีกระดาษใบหนึ่ง ในกระเป๋าสตางค์ของเขา ซึ่งเขียนว่า "ไม่มีทางที่คุณจะไม่รักใครคนนั้น เมื่อคุณได้รับฟังเรื่องราวเขา" ผมคิดว่าข้อความนี้ เป็นกฎของการเล่าเรื่องที่สำคัญที่สุด นั่นก็คือ "ทำให้ผมสนใจสิ" -- ทำให้ผมพอใจ ทั้งทางอารมณ์ หรือด้วยความคิด และด้วยสุนทรีย์ ขอแค่ทำให้ผมสนใจ เราทุกคนรู้ว่าการไม่สนใจเป็นอย่างไร ช่องโทรทัศน์หลายสิบช่องผ่านตาเราไป เรากดเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทันใดนั้นสายตาเราหยุดลงที่ช่องหนึ่ง หนังฉายไปแล้วครึ่งเรื่อง แต่อะไรสักอย่างสะกดจิตเรา ทำให้เราสนใจ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญครับ มันถูกออกแบบมา
มันทำให้ผมคิดว่า ถ้าผมเล่าถึงประวัติตัวผมล่ะ ว่าผมเกิดมาเพื่อการเล่าเรื่อง และผมเรียนรู้อะไรมาโดยตลอด และเพื่อให้ไม่น่าเบื่อจนเกินไป ผมจะเริ่มจากตอนจบ แล้วย้อนกลับไปจุดเริ่มต้น ถ้าผมจะบอกตอนจบของเรื่องนี้ จะได้ใจความประมาณนี้ครับ "และทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ดลบันดาลให้ ผมมาพูดเกี่ยวกับการเล่าเรื่อง ณ TED แห่งนี้ครับ"
บทเรียนล่าสุดที่ผมได้มา มาจากหนังเรื่องล่าสุดของผม ในปี 2012 นี้ หนังชื่อว่า "จอห์น คาร์เตอร์" ซึ่งดัดแปลงมา จากหนังสือ "เจ้าหญิงแห่งดาวอังคาร" ประพันธ์โดย Edgar Rice Burroughs และ Edgar Rice Burroughs วางตัวเขาเอง เป็นตัวละครในหนังสือเล่มนี้ ในฐานะผู้เล่าเรื่อง เขาถูกเรียกตัวจากลุงเศรษฐี นามว่าจอห์น คาร์เตอร์ ด้วยโทรเลขว่า "มาพบฉันเดี๋ยวนี้" แต่เมื่อเขาไปถึง กลับพบว่า ลุงของเขาเสียชีวิตไปอย่างลึกลับ ศพของเขาถูกฝังในสุสาน ภายในบริเวณบ้านเขาเอง
(วีดีโอ) ผู้ดูแล: คุณหารูกุญแจไม่เจอหรอก มันเปิดได้จากด้านในเท่านั้น ลุงของเธอขอร้อง ไม่ให้แต่งศพ ไม่ต้องมีโลง ไม่ต้องมีพิธีศพ สงสัยคนเรารวยได้ เพราะทำตัวแปลกๆเนอะ เราเข้าไปในบ้านกันเถอะ
แอนดริว: สิ่งที่ฉากนี้กำลังทำอยู่ เช่นเดียวกับในหนังสือ ก็คือการให้คำมั่นสัญญา มันกำลังสัญญาว่า เรื่องราวนี้จะพาคุณไปหาอะไรบางอย่าง ที่คุ้มค่าการรอคอย นั่นคือสิ่งที่ควรทำตั้งแต่ต้น คือการให้คำมั่นสัญญา คุณสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ บางทีมันง่ายเหมือน "กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว..." หนังสือเกี่ยวกับคาร์เตอร์ มี Edgar Rice Burroughs เป็นผู้บรรยายเสมอ ผมเชื่อตลอดว่ามันเป็นเครื่องมือที่ดีมาก เหมือนมีคนสักคนชวนคุณไปรอบกองไฟ หรือคนในบาร์พูดกับคุณว่า "ผมจะเล่าอะไรให้คุณฟัง มันไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวผม แต่มันคุ้มค่าที่คุณจะฟังแน่นอน" คำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ได้ดี เหมือนลูกแก้วที่ถูกดึงบนหนังยาง ที่พร้อมจะนำคุณพุ่งเข้าไปในเรื่องราว ไปจนจบ
ในปี 2008 ผมนำความรู้เกี่ยวกับการเล่าเรื่องทั้งหมดที่มี มาใส่ไว้ในโปรเจกต์นี้
(วีดีโอ) (เสียงเครื่องจักร) ♫ และนั่นคือทุกสิ่ง ♫ ♫ เกี่ยวกับความรัก ♫ ♫ ที่เราตระหนัก ♫ ♫ เมื่อเวลาหมดลง ♫ ♫ เมื่อเรารู้ว่ามันเพียง... ♫ (เสียงปรบมือ)
แอนดริว: การเล่าเรื่องโดยไม่ใช้คำพูด เป็นการเล่าเรื่องภาพยนตร์ที่บริสุทธิ์ที่สุด เป็นวิธีการดึงผู้ชมเข้ามาได้ลึกที่สุด มันเป็นเครื่องยืนยันลางสังหรณ์ของผม ว่าผู้ชม ต้องการทำงานเพื่อความสุขของเขา เพียงแต่เขาไม่ต้องการรับรู้ว่าเขากำลังทำมันอยู่ นั่นคืองานของนักเล่าเรื่อง การซ่อนความจริงว่า คุณกำลังให้เขาทำงาน เพื่อความสุขของเขา เราเกิดมาเป็นนักแก้ปัญหา เราต้องการคิดเอง สรุปเอง เพราะนั่นคือสิ่งที่เราทำในชีวิตของเรา สิ่งที่ดึงดูดความสนใจเรา คือเรื่องราวที่รอการเติมเต็ม เหตุผลที่เราดึงดูดเข้าหาทารก หรือลูกสุนัข ไม่ใช่แค่ความน่ารัก แต่เพราะพวกเขาไม่สามารถอธิบาย สิ่งที่เขากำลังคิด ให้ชัดเจนได้ มันเหมือนแม่เหล็ก เราไม่สามารถห้ามใจ หยุดเติมคำในช่องว่างได้
ผมเริ่มเข้าใจ เครื่องมือในการเล่าเรื่องชิ้นนี้ ตอนที่ผมร่วมงานกับ Bob Peterson ในเรื่อง "Finding Nemo" เรามักเรียกทฤษฎีนี้ว่า ทฤษฎีสองบวกสอง ให้ผู้ชมปะติดปะต่อเรื่องราวเอง อย่าให้เขาสี่ จงให้สองบวกสอง สิ่งที่คุณใส่ลงในบท และการเรียงลำดับ มีผลอย่างมากต่อความสำเร็จในการดึงดูดผู้ชม บรรณาธิการและนักเขียนบทรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี มันคือสิ่งล่องหน ที่ทำให้เราหยุดอยู่กับเรื่องราวนั้นๆ ผมไม่ได้หมายความว่า มันเป็นทฤษฏีที่ถูกต้องเสมอไป เพราะมันไม่ใช่ และนั่นคือสิ่งพิเศษเกี่ยวกับเรื่องราว มันไม่แน่นอนเสมอไป เราจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้ามันดีพอ แต่มันไม่ได้ตายตัวเสมอไป
ปีนี้ผมมีโอกาสเข้าสัมมนา กับอาจารย์สอนการแสดง นามว่า Judith Weston ผมได้เรียนรู้สิ่งหนึ่ง เกี่ยวกับตัวละคร เธอเชื่อว่าตัวละครทุกตัว มีกระดูกสันหลัง ตัวละครทุกตัว ต้องมีกลไกลซ่อนอยู่ เป็นจุดมุ่งหมายที่ตัวละครพยายามไปให้ถึง เหมือนความคันที่เกาไม่ถึง เธอยกตัวอย่าง Michael Corleone ที่ Al Pacino รับบท ในหนัง "The Godfather" กระดูกสันหลังของเขา คือการโอ๋พ่อของเขา และนั่นคือสิ่งที่ผลักดันตัวเขา แม้กระทั่งเมื่อพ่อของเขาตายลง เขาก็ยังพยายามจะเกาให้ถึง ผมชอบตัวอย่างนี้มาก หุ่นยนต์ Wall-E พยายามค้นหาความรัก มาร์ลิน ปลาการ์ตูนตัวพ่อใน "Finding Nemo" พยายามปกป้องลูกของเขา และวู๊ดดี้ พยายามทำทุกสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อเพื่อนพ้อง และกระดูกสันหลังไม่จำเป็นต้องนำสิ่งที่ดีที่สุดมาให้ บางทีมันทำให้เรื่องราวเลวร้ายลง
ผมรู้สึกโชคดีที่ได้เป็นพ่อคน ได้เฝ้ามองลูกของผมเติบโต ผมเชื่อว่าเราเกิดมาพร้อมอารมณ์ พร้อมบางสิ่งบางอย่าง ที่เราไม่สามารถเลือกได้ และเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงมันได้ แต่คุณสามารถเข้าใจมัน และเป็นเจ้าของมันได้ บางคนเกิดมาพร้อมอารมณ์ด้านบวก บางคนพร้อมอารมณ์ด้านลบ แต่เมื่อเราโตถึงจุดหนึ่ง เมื่อเรามีวุฒิภาวะพอ เราจะเข้าใจว่าอะไรขับเคลื่อนเรา แล้วเราจะคุมทิศทางมันได้อย่างไร ในฐานะพ่อคน คุณเรียนรู้เกี่ยวกับลูกของคุณตลอดเวลา พวกเขาก็กำลังเรียนรู้ตัวเขาเอง และคุณก็ยังเรียนรู้ตัวคุณเองอยู่ เราเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา นั่นคือเหตุผลที่การเปลี่ยนแปลง มีส่วนสำคัญต่อเรื่องราว ถ้าเรื่องราวเรียบเฉยเกินไป เรื่องราวก็ตายลง เพราะชีวิตไม่เคยอยู่กับที่
ในปี 1998 ผมเขียนเรื่อง Toy Story และ A Bug's Life จนเสร็จ ผมตกหลุมรักการเขียนบทภาพยนตร์ ผมต้องการเรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ ผมทำการค้นคว้าทุกวิถีทาง และสุดท้ายพบกับคำพูด ของนักเขียนบทละคร William Archer "ละครคือความคาดหมาย ประสมกลมเกลียวกับความไม่แน่นอน" ซึ่งเป็นคำนิยามที่เฉียบคมมากครับ
เวลาที่คุณเล่าเรื่อง คุณสร้างความคาดหวังแล้วหรือยัง ในระยะสั้น คุณต้องทำให้ผมอยากรู้ ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป แต่ที่สำคัญกว่า คุณทำให้ผมอยากรู้ ว่าทุกอย่างจะลงเอยอย่างไร แล้วหรือยัง คุณสร้างความขัดแย้ง กับความจริงที่มีข้อสงสัย ว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร แล้วหรือยัง ยกตัวอย่างจาก Finding Nemo ในระยะสั้น คุณเป็นห่วงว่า ด้วยโรคความจำสั้นของดอรี่ เธอจะจำสิ่งที่มาร์ลินบอกได้หรือเปล่า แต่ภายใต้ความกังวลนั้น เรายังต้องห่วงว่า สุดท้ายเราจะพบนีโม ในท้องทะเลที่กว้างใหญ่นี้ได้หรือเปล่า
ในช่วงแรกๆ ของพิกซาร์ ก่อนที่เราจะเข้าใจการทำงานของเรื่องราวอย่างแท้จริง เราเป็นเพียงกลุ่มคนที่ใช้สัญชาติญาณเล่าเรื่อง น่าสนใจที่ว่า มันนำเราไปสู่ หลายๆ สิ่งที่ดี ถ้าคุณยังจำได้ ปี 1993 หนังอนิเมชั่นที่ประสบความสำเร็จ คือเรื่องนางเงือกน้อย หรือโฉมงามกับเจ้าชายอสูร หรืออลาดิน ไลออนคิง ดังนั้น ตอนที่เราทาบทาม Toy Story ให้กับ Tom Hanks เขาถามว่า "ผมคงไม่ต้องร้องเพลงด้วย ใช่ไหม" ผมว่ามันเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ว่าคนพูดถึงหนังอนิเมชั่นอย่างไรในตอนนั้น แต่เราต้องการพิสูจน์ว่า หนังอนิเมชั่นทำได้มากกว่านั้น
เราไม่ได้มีแรงกดดันมากมายในตอนนั้น เราเลยสร้างกฎต้องห้ามของเรา ที่เราเก็บไว้กับตัวเอง นั่นคือ ไม่ต้องร้องเพลง ไม่มีช่วงเวลา "ฉันอยากได้" ไม่มีหมู่บ้านที่แสนอบอุ่น ไม่มีเรื่องความรัก ที่แย่ก็คือ ในปีแรกของเรา มันไม่เวิร์คเลย และดิสนีย์ก็เริ่มกังวล พวกเขาไปขอคำแนะนำ จากนักแต่งเพลงชื่อดังคนหนึ่ง เขาส่งคำแนะนำมาบนหน้ากระดาษ แล้วเราก็ได้กระดาษแผ่นนั้น เนื้อความมีอยู่ว่า อนิเมชั่นต้องมีเพลง มีเพลงเกี่ยวกับ "ฉันต้องการ" มีเพลงสำหรับหมู่บ้านอบอุ่น และมีเรื่องราวของความรัก พร้อมทั้งบทตัวร้าย แต่โชคดีครับ ที่ตอนนั้นเรายังเป็นวัยรุ่น ชอบขัดขืน ชอบแตกต่าง ซึ่งยิ่งทำให้เราฮึดสู้ เพื่อพิสูจน์ว่าเราสามารถเขียนเรื่องที่ดีกว่านั้นได้ หนึ่งปีต่อมา เราทำสำเร็จครับ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า การเล่าเรื่องมีแค่แนวทาง ไม่ใช่กฎตายตัว
อีกสิ่งหนึ่งที่เราเรียนรู้คือ ความดีความชอบของตัวละครหลัก เราคิดอย่างซื่อๆว่า ท้ายสุด วู๊ดดี้ใน Toy Story ก็ต้องไม่เห็นแก่ตัว เราจึงต้องเริ่มจากที่ไหนสักที่ เราเลยทำให้เขาเห็นแก่ตัวก่อน แล้วนี่คือสิ่งที่เราได้ครับ
(เสียงพูด) วู๊ดดี้: นี่นายทำอะไรอยู่น่ะ ลงจากเตียงเดี๋ยวนี้ ฉันบอกให้ลงเดี๋ยวนี้! คุณหัวมันฝรั่ง: นายจะไล่พวกเราลงหรอ วู๊ดดี้: ไม่ใช่ผม คนนั้นต่างหาก สลิงกี้ สลิงกี้อยู่ไหน! ขึ้นมาทำหน้าที่ของนายเดี๋ยวนี้ ไม่ได้ยินหรือไง จัดการพวกเขาเดี๋ยวนี้ สลิงกี้: โทษทีนะวู๊ดดี้ ผมเห็นด้วยกับพวกเขานะ ผมไม่คิดว่าคุณทำถูกต้อง วู๊ดดี้: อะไรนะ ฉันหูฝาดไปหรือเปล่า แกคิดว่าฉันผิดหรือ? ใครบอกให้แกคิด
แอนดริว: คุณจะทำให้คนรักตัวละครที่เห็นแก่ตัวยังไง เราพบว่า เราสามารถทำให้เขาใจดี มีน้ำใจ มีอารมณ์ขัน เห็นใจผู้อื่น ตราบใดที่เงื่อนไขหนึ่งยังคงไว้ นั่นคือเขาเป็นผู้นำ นั่นคือเรื่องจริงครับ เราทุกคนใช้ชีวิตด้วยเงื่อนไข เราพร้อมที่จะทำตามทุกสิ่ง ตราบใดที่เงื่อนไขยังคงไว้อยู่ นอกจากนั้นแล้ว อะไรก็ได้ ก่อนที่ผมจะรับอาชีพนักเล่าเรื่อง ผมพบเข้าใจในบางสิ่งบางอย่าง ที่เปิดประตูโลกของผม ให้พบบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องราว
ในปี 1986 ผมเข้าใจความคิดที่ว่า เรื่องราวจะต้องมีใจความสำคัญ ในปีนั้นเองที่มีการทำหนังเรื่อง Lawrence of Arabia ขึ้นมาใหม่ ผมดูเรื่องนั้น 7 ครั้งภายในหนึ่งเดือน ผมหยุดไม่ได้จริงๆ ผมบอกได้เลยว่า ในทุกๆ ฉาก ทุกๆ ตอน ทุกคำพูด มันถูกออกแบบมาอย่างดี แม้ระดับผิวเผินนั้น จะเป็นเพียงการพรรณาถึงอดีต ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น แต่มันมีอะไรบางอย่างอยู่ภายใต้นั้น มันคืออะไรหรือ ผมต้องดูอยู่หลายรอบ จนผมเข้าใจ ในฉากที่ผู้ชายคนนี้เดินข้ามทะเลทราย จนมาพบกับคลองซูเอส แล้วผมก็เข้าใจ
(วีดีโอ) ผู้ชาย: เฮ้! เฮ้! เฮ้! เฮ้! คนขับ: คุณคือใคร คุณคือใคร
แอนดริว: นั่นคือใจความสำคัญครับ: คุณคือใคร เหตุการณ์และการสนทนา ที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกัน เหมือนเป็นเพียงการเล่าประวัติตัวเขา เหมือนปกติ แต่ภายใต้นั้นมีเส้นทาง มีจุดมุ่งหมายหนึ่งเดียว สิ่งที่ลอว์เรนซ์ทำตลอดทั้งเรื่อง คือการค้นหาตัวตนของเขาบนโลกใบนี้ เรื่องราวที่ดี มักมีใจความสำคัญเสมอ
เมื่อผมอายุ 5 ขวบ ผมพบกับส่วนผสมสำคัญ ของการเล่าเรื่อง ที่ไม่ถูกใช้มากนัก แม่พาผมไปดูเรื่องนี้ครับ
(วีดีโอ) กระต่าย: มาสิ ไม่เป็นไรหรอก ดูสิ แข็งเป็นหินเลย แบมบี้: เย้ กระต่าย: สนุกเนอะ จริงไหม แบมบี้? ลุกขึ้นเร็ว ทำแบบนี้นะ ฮ่าๆ ไม่ใช่ ไม่ใช่
แอนดริว: ผมเดินออกจากหนังเรื่องนี้ ด้วยความตื่นตาตื่นใจ ผมคิดว่านั่นคือส่วนผสมวิเศษครับ เครื่องปรุงที่ถูกเก็บเป็นความลับ นั่นคือ คุณสามารถทำให้คนพิศวงได้หรือเปล่า ความพิศวงเป็นสิ่งที่จริงใจ บริสุทธิ์ที่สุด เราไม่สามารถแกล้งพิศวงได้ ผมคิดว่าไม่มีสิ่งใดที่วิเศษไปกว่า การได้รับความรู้สึกนั้น การที่จะหยุดใครสักคน เพื่อให้เขายอมแพ้ต่อความพิศวง เมื่อเราสะกิดความรู้สึกนั้นได้ การรู้สึกมีชีวิตมันเข้าถึงทุกอณูของตัวคุณ เมื่อศิลปินสามารถทำสิ่งนั้นให้กับศิลปินอีกคน คุณเหมือนได้แรงจูงใจที่จะต้องส่งต่อมันออกไป เป็นเหมือนคำสั่งที่ถูกซ่อนไว้ ทันใดนั้นก็ถูกเปิดขึ้นมา ให้ส่งต่อสิ่งที่คุณรู้สึกออกไป เรื่องราวที่ดีที่สุดสามารถทำให้เราพิศวงได้
เมื่อผมอายุ 4 ขวบ ผมมีความทรงจำลางๆ ในการหาแผลเป็นเล็กๆที่ข้อเท้า แล้วถามพ่อผมว่ามันคืออะไร เขาบอกว่าผมมีแผลเป็นนั้นบนหัวของผมเช่นกัน แต่เส้นผมปิดมันเอาไว้ เขาอธิบายว่า ผมคลอดก่อนกำหนด เร็วไปมาก ผมต้องเข้าตู้อบเป็นเวลานาน ตอนนั้นผมป่วยมาก ตอนที่หมอวินิจฉัยเด็กเหลืองๆ ฟันดำๆคนนี้ เขามองไปที่แม่ผม แล้วกล่าวว่า "เขาไม่รอดแน่" ผมอยู่ในโรงพยาบาลเป็นเดือนๆ ถูกให้เลือดนับครั้งไม่ถ้วน สุดท้ายผมก็รอด และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมเป็นคนพิเศษ
ผมไม่แน่ใจว่าผมเชื่ออย่างนั้นจริงๆหรือเปล่า ผมไม่รู้ว่าพ่อแม่ของผมเชื่อหรือเปล่า แต่ผมไม่อยากให้เขาผิดหวัง อะไรก็ตามที่ผมทำได้ดี ผมจะพยายามอย่างที่สุด ให้สมกับชีวิตที่ผมได้มา
(วีดีโอ) (เสียงร้องไห้) มาร์ลิน: นั่นไง นั่นไง ไม่เป็นไรนะ พ่ออยู่นี่แล้ว พ่ออยู่กับเธอแล้ว พ่อสัญญา พ่อจะไม่ให้อะไรเกิดขึ้นกับเธออีกเป็นอันขาด นีโม
แอนดริว: และนั่นคือสิ่งแรกที่ผมเรียนรู้ ใช้สิ่งที่คุณประสบ เค้นมันออกมา ไม่จำเป็นต้องเป็นความจริงที่แน่นอน มันคือการเก็บความรู้สึกที่แท้จริงออกมา แล้วแผ่ความรู้สึกที่คุณมีจริงๆออกไป จากลึกสุดหัวใจของคุณ และนี่คือสิ่งที่ดลบันดาลให้ผม มาพูดที่ TEDTalk วันนี้
You can share this video by copying this HTML to your clipboard and pasting into your blog or web page. This video will play with subtitles.
You either have JavaScript turned off or have an old version of the Adobe Flash Player. To view this rating widget you
need to get the latest Flash player.
If your browser allows only "trusted sites" to execute Javascript, you should add the "googleapis.com" domain to your whitelist to allow our Flash detection to work properly.
Got an idea, question, or debate inspired by this talk? Start a TED Conversation.
ผู้กำกับและนักเขียนบทภาพยนตร์ Andrew Stanton (จากเรื่อง Toy Story และ WALL-E) อธิบายถึงวิธีการเล่าเรื่องราว โดยเริ่มจากตอนจบย้อนไปหาจุดเริ่มต้น (โปรดระวังมีคำไม่สุภาพ)
Andrew Stanton has made you laugh and cry. The writer behind the three "Toy Story" movies and the writer/director of "WALL-E," he releases his new film, "John Carter," in March. Full bio »
Translated into Thai by Unnawut Leepaisalsuwanna
Reviewed by Paravee Asava-Anan
Comments? Please email the translators above.
18:02 Posted: Jan 2008
Views 1,471,285 | Comments 189
17:08 Posted: Mar 2010
Views 903,240 | Comments 185
21:14 Posted: Mar 2010
Views 332,259 | Comments 60
Just follow the guidelines outlined under our Creative Commons license.
This comment will be attributed to . Not ? Sign Out.