วันนี้ผมจะพูดกับคุณเกี่ยวกับ ซึ่งก็หวังว่า จะเปลี่ยนความกลัวให้กลายเป็นความหวัง วันนี้เมื่อเราไปหาหมอ เมื่อเราเดินเข้าไปในห้องเพื่อพบหมอ เราไม่อยากจะได้ยินคำบางคำ คำที่เรากลัวจริงๆ เบาหวาน มะเร็ง โรคพากินสันส์ โรคอัลซายเมอสร์ หัวใจล้มเหลว ปอดล้มเหลว สิ่งที่เรารู้ว่าเป็นโรคเรื้อรังทำให้ร่างกายเสื่อมลงเรื่อยๆ, โรคซึ่งมีวิธีดูแลรักษาได้ค่อนข้างน้อย
และสิ่งที่ผมจะนำเสนอต่อคุณในวันนี้ก็คือ วิธีการคิดที่ต่างออกไปเกี่ยวกับการรักษาโรคเรื้อรังทั้งหลาย ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ ทำไมถ้าไม่มีแนวคิดนี้แล้ว, ไม่แน่, ระบบการรักษาพยาบาลของเราจะล่มสลายลง, ถ้าคุณคิดว่ามันยังไม่เป็นอย่างนั้น วันนี้การรักษาพยาบาลของเราอยู่ที่ไหน และเราจะไปถึงไหนในวันพรุ่งนี้ และมีอะไรเป็นอุปสรรคบ้าง และเราจะคุยกันถีงเรื่องเหล่านี้ทุกเรื่องภายใน 18 นาที, ผมสัญญา
ผมขอเริ่มด้วยสไลด์แผ่นนี้, เพราะสไลด์แผ่นนี้ ได้เสนอเรื่องนี้ในทำนองเดียวกับที่วารสาร Science คิดไว้ สิ่งนี้เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมาตั้งแต่ปี 2002 ว่าพวกเขาได้ตีพิมพ์บทความต่างๆมากมายเกี่ยวกับเรื่องมนุษย์ที่มีอวัยวะมหัศจรรย์ ที่สำคัญก็คือมันเป็นประเด็นทางการแพทย์เรื่องการสร้างอวัยวะขึ้นมาใหม่ การแพทย์ด้านการสร้างอวัยวะขึ้นมาใหม่เป็นหลักการง่ายๆอย่างไม่น่าเชื่อ ที่ทุกคนสามารถเข้าใจได้ เป็นเพียงการเร่งความเร็วของการรักษาตัวเองของร่างกาย ตามกรอบเวลาทางการแพทย์ของโรคนั้นๆ ดังนั้นเราจึงรู้ว่าจะรักษาได้อย่างไรตามวิธีการต่างๆมากมายที่มีอยู่ เรารู้ว่าถ้าสะโพกเสีย เราก็จะใส่สะโพกเทียมเข้าไป นี่แหละคือแนวคิดของวารสาร Science ที่ใช้ขึ้นหน้าปก
ซึ่งเป็นแนวคิดที่ตรงกันข้ามกับการแพทย์ทางการสร้างอวัยวะขึ้นมาใหม่อย่างสิ้นเชิง นี่ไม่ได้เป็นการแพทย์ทางการสร้างอวัยวะขึ้นใหม่ การสร้างอวัยวะขึ้นใหม่คือ สิ่งที่วารสาร Business Week ได้ลงไว้ เมื่อพวกเขาได้พิมพ์เรื่องราวเกี่ยวกับการสร้่างอวัยวะขึ้นใหม่เมื่อไม่นานมานี้ แนวคิดดังกล่าวก็คือ แทนที่จะมาคิดว่าจะทำอย่างไรให้อาการดีขึ้น โดยใช้เครื่องมือและยาและสิ่งอื่นๆทำนองนั้น-- แล้วผมจะวกกลับมาพูดถึงหัวข้อนี้อีกสักคร้ังสองครั้ง-- แทนที่จะรักษาแบบนั้น, เราจะสร้างการทำงานของร่างกายที่เสียไปขึ้นมาใหม่ โดยการฟื้นฟูการทำงานของอวัยวะและเนื้อเยื่อที่เสียไป เพื่อที่ว่าผลของการรักษาในที่สุด, คุณก็จะเป็นเหมือนเดิม
เป็นข้อเสนอแนะที่ดีที่ไม่ค่อยเห็นกัน -- ถ้าคุณเห็นด้วยว่ามันเป็นแนวคิดที่ดีจริง-- เป็นแนวคิดใหม่ที่ไม่มีมาก่อน แนวคิดนี้ก็เหมือนกัน ถ้าเรามองย้อนกลับไปในอดีต, ชาร์ลส์ ลินด์เบิร์ก - ซึ่งเป็นที่รู้จักกันมากกว่าเรื่องการขับเครื่องบิน-- จริงๆแล้วเขาเป็นคนแรกๆ, พร้อมกับ อเล็กซิส แคร์รัล,หนึ่งในผู้ได้รับรางวัลโนเบล จากมูลนิธิรอกกี้เฟลเลอร์, ที่เป็นผู้เริ่มคิดว่า, เราจะปลูกอวัยวะให้งอกขึ้นได้ไหม และเขาได้เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นในปี 1937, ซึ่งเขาเป็นผู้เริ่มคิดเกี่ยวกับว่า, เราจะสามารถทำอะไรกับการเพาะเนื้อเยื่อเพื่อปลูกให้อวัยวะงอกออกมาได้ ตั้งแต่นั้นมาเราก็พัฒนามาไกล ผมจะบอกคุณเกี่ยวกับผลงานบางอย่างที่น่าตื่นเต้นซึ่งกำลังเกิดขึ้น
แต่ก่อนอื่นสิ่งที่ผมอยากจะทำก็คือ เล่าถึงความรู้สึกหดหู่ของผมที่มีต่อระบบการรักษาพยาบาล และความต้องการเรื่องนี้ การบรรยายหลายเรื่องเมื่อวานพูดเกี่ยวกับ การปรับปรุงคุณภาพชีวิตและการลดความยากจน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มอายุไขของประชากรทั่วโลก สิ่งที่ท้าทายเราอยู่อย่างหนึ่งก็คือ ยิ่งเรารวยขึ้นเราก็จะอายุยืนขึ้น และยิ่งเรามีอายุยืนยาวมากขึ้นเท่าใด ค่าใช้จ่ายก็จะเพิ่มสูงขึ้นไปด้วย เพื่อรักษาโรคภ้ยต่างๆเมื่อเราแก่ตัวลง
เรื่องนี้เป็นเรื่องความมั่งคั่งของประเทศชาติ ต่อร้อยละของประชากรที่อายุเกินกว่า 65 คุณคงเห็นได้ว่าถ้าประเทศร่ำรวยมากขึ้นเท่าใด คนในประเทศนั้นก็จะมีอายุยืนขึ้น ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ และทำไมเรื่องนี้จึงเป็นความท้าทายอย่างมากเป็นพิเศษในปัจจุบัน ถ้าอายุเฉลี่ยของประชากรคือ 30, แล้วเฉลี่ยชนิดของโรคที่ต้องรักษา คือ อาจจะเป็นข้อเท้าหักบางครั้งบางคราว บางทีอาจจะเป็นโรคหอบหืดบ้างเล็กน้อย ถ้าอายุเฉลี่ยของประชากรอยู่ระหว่าง 45 ถึง 55, คนโดยเฉลี่ยก็มองไปที่โรคเบาหวาน, เบาหวานระยะเริ่มต้น หัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคซึ่งเกิดจากภาวะภายในร่างกายเองรักษาได้ยากกว่า, และต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษามากกว่ามาก
เพียงแค่ดูที่จำนวนประชากรในอเมริกา นี่มาจาก "รัฐที่ไม่ผูกมัดแห่งอเมริกา" ในปี 1930 มีคนทำงาน 41 คนต่อคนเกษียณ 1 คน คน 41 คนที่ไม่อยู้ในสภาวะของการเป็นผู้ป่วย เป็นผู้จ่ายให้กับผู้ที่เกษียณ 1 คนที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง ในปี 2010 คนในวัยทำงาน 2คน จ่ายให้กับผู้ที่เกษียณ 1 คน และเป็นเหมือนกันอย่างนี้ในประเทศอุตสาหกรรมที่ร่ำรวยทุกประเทศในโลก เราจะมีเงินจ่ายเพื่อรักษาผู้ป่วยได้อย่างไร เมื่อความเป็นจริงของการเข้าสู่วัยชราเป็นอย่างนี้
นั่นคืออายุเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และคุณจะพบว่าเมื่อถึงอายุ 45,40 ถึง 45 ค่ารักษาพยาบาลจะพุ่งขึ้นสูงปรี๊ด เป็นเรื่องที่น่าสนใจทีเดียว -- ถ้าคุณทำการศึกษาวิจัยที่ถูกต้อง, คุณสามารถดูได้ว่าคุณใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลตัวเองไปเป็นเงินเท่าใด, สร้างกราฟแสดงการใช้จ่ายตลอดชีวิต และประมาณ 7 ปีก่อนคุณจะตาย จะเห็นว่ากราฟจะขึ้นสูงปรี๊ต จริงๆแล้วคุณ-- (เสียงหัวเราะ) --เราจะไม่ไปพูดเรื่องนั้นกัน (เสียงหัวเราะ)
มีน้อยสิ่งมาก, น้อยมากๆที่คุณสามารถทำได้ เพื่อจะเปลียนวิธีการรักษาโรคประเภทนั้น และประสบการณ์ซึ่งผมอยากจะเรียกว่า การเข้าสู่วัยชราอย่างแข็งแรง ผมมีข้อเสนอแนะ 4 ประการ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่รวมระบบการประกัน หรือระบบของกฎหมาย สิ่งที่ระบบเหล่านั้นทำก็คือเปลี่ยนตัวคนจ่ายเงิน ระบบเหล่านั้นจริงๆแล้วไม่ได้เปลี่ยนรายจ่ายจริงของค่ารักษาพยาบาล
สิ่งที่คุณทำได้อย่างหนึ่งก็คือไม่ต้องไปรักษา คุณจะสามารถแบ่งภาระค่ารักษาพยาบาลได้ เราจะไม่พูดเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกต่อไป มันเป็นเรื่องน่าหดหู่เกินไป คุณสามารถป้องกัน เห็นได้ชัดว่าควรนำเงินจำนวนมากมาใช้ในการป้องกัน
แต่บางทีสิ่งที่น่าสนใจที่สุด, สำหรับผม, และสำคัญที่สุด, ก็คือการวินิจฉัยโรคแต่เนิ่นๆก่อนที่มันจะลุกลาม, แล้วให้การรักษาให้หายขาดจากโรค แทนที่จะรักษาอาการ คิดถึงเรื่องนึ้ในกรณีโรคเบาหวาน, เป็นตัวอย่าง ทุกวันนี้, โรคเบาหวาน, เราได้ทำอะไร เราวินิจฉัยโรคในที่สุด, เมื่อมันมีอาการ, แล้วเราก็รักษาอาการเป็นเวลานาน 10, 20, 30,40 ปี สิ่งที่เราทำก็ใช้ได้ อินซูลินเป็นการให้การรักษาที่ดี แต่ในที่สุดแล้วมันก็เลิกทำงาน, และโรคเบาหวานนำไปสู่โรคเรื้อรังอื่นๆที่เราคาดการณ์ได้
ทำไมเราไม่ทำแค่ฉีดอะไรบางอย่างเข้าตับอ่อน เพื่อให้ตับอ่อนสร้างเซลล์ขึ้นมาใหม่ในระยะเริ่มเป็นโรค, หรืออาจจะทำก่อนมีอาการด้วยซ้ำ อาจจะแพงขึ้นบ้างเล็กน้อยเมื่อตอนที่เราทำ, แต่ถ้ามันได้ผล, เราก็สามารถทำอะไรบางอย่างที่ต่างออกไปได้จริง
วีดีโอนี้, ผมคิดว่า, สามารถสื่อความหมายตามแนวคิดที่ผมกำลังพูดถึงอย่างดีมาก นี่คือตัวกิ้งก่าซาลาแมนเดอร์น้ำ, กำลังสร้างแขนขาของมันขึ้นมาใหม่ ถ้าต้วซาลาแมนเดอร์สามารถทำสิ่งนี้ได้, ทำไมเราจะทำไม่ได้ ผมจะแสดงให้คุณเห็นลักษณะสำคัญอีกบางอย่าง เกี่ยวกับการงอกแขนขาในอีกสักครู่ แต่สิ่งที่เรากำลังพูดถึงเกี่ยวกับการแพทย์ด้านการสร้างอวัยวะขึ้นใหม่ ก็คือเรากำลังทำสิ่งนี้กับทุกๆระบบอวัยวะของร่างกาย, กับเนื้อเยื่อและกับตัวอวัยวะเอง ดังนั้นความเป็นจริงของวันนี้ก็คือ ถ้าเราเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา, แนวคิดก็คือ เราจะรักษาอาการของคุณ, และคุณจำเป็นต้องปรับตัวไปสู่วิถีชีวิตใหม่
ผมจะส่งเรื่องนั้นให้คุณทางอีเมลพรุ่งนี้-- และเมื่อเป็นวันพรุ่งนี้เมื่อใดเราจะมาถกกัน, แต่มันอยู่ในอนาคตที่เราคาดเดาได้-- เราจะคุยกันเกี่ยวกับการพักฟื้นเพื่อให้ได้อวัยวะใหม่ ภาพข้างบนเป็นขาเทียม, จริงๆแล้วเหมือนกับอวัยวะที่ทหาร ซึ่งกลับมาจากอีรัค... มีทหาร 370 คนที่กลับมาจากอีรัคพร้อมกับเสียขา ลองคิดดูว่า ถ้าแทนที่จะต้องเผชิญกับขาเทียมนั่น เขาจะ พบกับการปลูกขาที่เสียไปนั้นแทน เป็นความคิดที่ดูจะห่ามๆ ผมจะแสดงให้คุณเห็นว่าตอนนี้เราอยู่ตรงไหนในการทำงานไปสู่แนวคิดนี้
แต่แนวคิดนี้ใช้ได้, เช่นกัน, กับระบบอวัยวะทุกส่วน เราจะสามารถทำอย่างนั้นได้อย่างไร วิธีการที่เราทำได้ก็คือ พัฒนาการสื่อสารกับร่างกาย เราจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะพูดภาษาของร่างกาย และเปิดใช้กระบวนการที่เรารู้ว่าทำได้อย่างไร ตอนที่เรายังเป็นตัวอ่อนอยู่ในครรภ์มารดา ตัวอ่อนของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม, ถ้าเสียแขนขาไปในช่วงแรกของการตั้งครรภ์, แขนขานั้นก็จะงอกออกมาใหม่ ดีเอ็นเอของเรามีก็ความสามารถที่จะทำสิ่งซึ่งเป็นกลไกของการเยียวยารักษาบาดแผลแบบนี้ได้ มันเป็นกระบวนการตามธรรมชาติ, แต่กระบวนการนี้หายไปเมื่อเราแก่ต้วลง ในเด็กอายุก่อนหกเดือน, ถ้าเขาเสียปลายนิ้วมือไปในอุบัติเหตุ, เขาจะสร้างปลายนิ้วมือขึ้นใหม่ เมื่อเด็กอายุได้ประมาณห้าขวบเขาจะไม่สามารถทำอย่างนั้นได้อีกต่อไป
เพื่อเข้าร่วมการสนทนากับร่างกาย, เราจำเป็นต้องพูดภาษาของร่างกาย มีเครื่องมือในกล่องเครื่องมือของเราที่ให้เราทำสิ่งนี้ได้ในวันนี้ ผมจะให้ต้วอย่างของเครื่องมือสามอย่างที่ว่านี้ ที่เราใช้สื่อสารกับร่างกาย
สิ่งแรกคือการให้การรักษาเซลล์ ชัดเจน, เรารักษาตัวเราเองในกระบวนการตามธรรมชาติ โดยใช้เซลล์ทำงานนี้มากที่สุด เพราะฉะนั้น, ถ้าเราสามารถหาเซลล์ที่ถูกกับงาน และฝังเซลล์เหล่านั้นในร่างกาย มันก็อาจจะทำการรักษาเยียวยาได้ ประการที่สอง, เราสามารถใช้วัสดุ เมื่อวานเราได้ฟังเรื่องเกี่ยวกับความสำคัญของวัสดุใหม่ๆ ถ้าเราสามารถประดิษฐ์วัสดุ, ออกแบบวัสดุ, หรือสกัดวัสดุจากสภาวะแวดล้อมตามธรรมชาติ, แล้ว เราอาจจะสามารถให้วัสดุเหล่านั้นมากระตุ้นร่างกายให้เยียวยารักษาตัวเองได้ และในที่สุด, เราอาจจะสามารถใช้เครื่องมือฉลาดๆ ที่จะแบ่งเบาภาระการทำงานของร่างกาย และให้ร่างกายรักษาตนเองได้
ผมจะแสดงตัวอย่างให้คุณเห็นในแต่ละเรื่อง, และผมจะเริ่มจากเรื่องของวัสดุ สตีฟ แบดิแล็ก -- จากมหาวิทยาลัยพิทส์เบิร์ก ประมาณทศวรรษที่แล้วได้ให้แนวคิดที่ยอดเยี่ยมอย่างหนึ่ง และความคิดที่ว่านั้นก็คือ ลำไส้เล็กของหมู, ถ้าเราทิ้งเซลล์ทั้งหมดไป, และถ้าเราทิ้งมันไปในแบบที่ให้มันยังคงทำงานทางชีวภาพได้, อาจจะมีองค์ประกอบและสัญญาณที่จำเป็นอยู่ทั้งหมด ซึ่งจะส่งสัญญาณให้ร่างกายเยียวยาและรักษาตนเอง นอกจากนี้เขายังตั้งคำถามที่สำคัญมากไว้ เขาถามว่า ถ้าฉันเอาวัสดุนั้น, ซึ่งเป็นวัสดุตามธรรมชาติ ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการเยียวยาขึ้นในลำไส้เล็ก, และฉันก็เอาวัตถุนั้นไปใส่ไว้ที่ใดที่หนึ่งในร่างกายของคน, มันจะให้การตอบรับจากเนื้อเยื่อเฉพาะที่นั้นๆหรือไม่, หรือมันจะสร้างลำไส้เล็กขึ้นมา เมื่อฉันพยายามจะสร้างหูขึ้นใหม่
ผมจะไม่เล่าเรื่องนี้ให้คุณฟัง ถ้ามันไม่เป็นเรื่องที่เตื่นเต้นเร้าใจ ภาพที่ผมกำลังจะแสดงให้คุณดู -- (เสียงหัวเราะ) --เป็นภาพที่น่าเร้าใจ แต่, สำหรับคุณซึ่งแม้จะรู้สึกกระอักกระอ่วนบ้างเล็กน้อย -- ถึงแม้ว่าคุณอาจจะไม่อยากยอมรับต่อหน้าเพื่อนของคุณ -- แสงไฟลดลงแล้ว เป็นเวลาเหมาะที่จะเมินไปดูเท้าของคุณ, ตรวจมือถือแบล็กเบอรี่ของคุณ, ทำอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่การดูที่จอภาพ (เสียงหัวเราะ)
สิ่งที่ผมกำลังจะฉายให้ดู คือแผลเน่าเปื่อยจากโรคเบาหวาน และถึงแม้ว่า--ดีที่หัวเราะก่อนดูภาพนี้ นี่คือความเป็นจริงของโรคเบาหวาน ผมคิดว่า หลายครั้งที่เราได้ยินเกี่ยวกับเบาหวาน, แผลเบาหวาน, เราเพียงแค่ไม่เอาไปเชื่อมโยงกันระหว่างแผลเบาหวานกับการรักษาขั้นสุดท้าย, ซึ่งก็คือการตัดทิ้ง, ถ้าเราไม่สามารถรักษาให้หายได้ เอาละ ผมจะฉายสไลด์เดี๋ยวนี้ จะฉายไม่นานหรอก นี่คือแผลเน่าจากโรคเบาหวาน น่าสลดใจ การรักษาสำหรับรายนี้ก็คือ การตัดทิ้ง ผู้ป่วยรายนี้เป็นผู้หญิงมีอายุ เป็นโรคมะเร็งตับและเป็นเบาหวาน, และได้ตัดสินใจแล้วว่าจะตายพร้อมกับอวัยวะที่เหลือติดอยู่กับร่างกาย
และหญิงคนนี้ตัดสินใจ, หลังจากได้พยายามรักษาแผลเปื่อยอยู่หนึ่งปี, ว่าเธอจะลองใช้วิธีการรักษาแบบใหม่ที่สตีฟคิดขึ้น นี่เป็นแผลที่เราเห็น 11 สัปดาห์หลังจากนั้น วัสดุที่ใช้มีเพียงสัญญาณตามธรรมชาติ และวัตถุนั้นได้กระตุ้นให้ร่างกายเปลี่ยนกลับไปสู่การตอบสนองด้วยการเยียวยา ซึ่งแต่เดิมร่างกายไม่เคยมีมาก่อน
จะมีสไลด์ที่น่าสลดใจมากกว่านี้อีกสองแผ่นสำหรับคุณ -- ผมจะบอกคุณว่าคุณจะดูได้อีกเมื่อไร นี่คือม้า ม้าตัวนี้ไม่เจ็บปวด ถ้าม้าตัวนี้เจ็บปวดผมจะไม่ฉายสไลด์นี้ให้คุณดู ม้าตัวนี้แค่มีโพรงจมูกโตขึ้นอีกโพรงหนึ่ง เนื่องจากอุบัติเหตุการขี่ม้า เพียงสองสามสัปดาห์หลังการรักษา -- ในรายนี้, ได้รับวัสดุที่ว่านั้น, ได้เปลี่ยนโพรงให้กลายเป็นวุ้น และอัดแน่นบริเวณนั้น, แล้วจึงให้การรักษาซึ้าอีกสองสามครั้ง -- แล้วม้าก็หายเป็นปกติ และถ้าคุณใช้อัลทราซาวนด์ตรวจบริเวณนั้น, จะดูดีมาก
นี่เป็นปลาโลมาที่ครีบของมันถูกทำให้ติดกันอีก ขณะนี้มีคนป่วยประมาณ 400,000 คนทั่วโลก ที่ได้ใช้วัสดุที่ว่านี้เพื่อรักษาบาดแผล เราจะทำให้แขนขางอกขึ้นไดัไหม? ดาร์ปาเพิ่งจะมอบเงินให้สตีฟ 15 ล้านดอลลาร์เพื่อเป็นผู้นำในโครงการที่ร่วมกับสถาบันแปดแห่ง เพื่อตั้งต้นกระบวนการตอบคำถามนั้น
ผมจะฉายภาพของเงิน 15 ล้านดอลลาร์นั้น นี่เป็นชายแก่อายุ 78 ปีซึ่งเสียปลายนิ้วมือไป ยังคงจำได้ที่ผมพูดก่อนหน้านี้เรื่องเด็กที่เสียปลายนิ้วมือไป หลังการรักษาก็เป็นอย่างที่เห็นนี่ สิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นแล้วในวันนี้ สิ่งนี้เป็นแนวคิดทางการแพทย์ที่ตรงกับปัจจุบัน มีวัสดุต่างๆที่ได้ทำสิ่งนี้ มีชิ้นส่วนวัสดุสำหรับปะหัวใจ
แต่เราสามารถไปให้ไกลกว่านี้ได้อีกหน่อยไหม เช่น, แทนที่จะใช้วัสดุ, เราเอาเซลล์พร้อมกับวัสดุ, แล้วเอาชิ้นส่วนของเนื้อเยื่อที่เสียหายออกไป, เอาวัตถุที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายใส่เข้าไปตรงนั้น ภาพนี้คุณสามารถเห็นกล้ามเนื้อหัวใจชิ้นเล็กๆกำลังเต้นอยู่ในถ้วย เทรุโอะ โอกาโนได้ทำสิ่งนี้ขึ้นที่โรงพยาบาลหญิงแห่งกรุงโตเกียว เขาสามารถปลูกเนื้อเยื่อซึ่งกำลังเต้นอยู่ในถ้วยได้จริงๆ เขาทำให้ถ้วยแข็งตัว, มันจึงเปลี่ยนคุณสมบัติของมัน แล้วเขาสามารถลอกมันออกมาจากถ้วยได้ นี่เป็นเรื่องที่เยี่ยมสุดๆ
ตอนนี้ผมจะแสดงให้คุณเห็นการสร้างขึ้นใหม่ในระดับเซลล์ และสิ่งที่ผมกำลังจะแสดงให้คุณเห็นตรงนี้ ก็คือเซลล์ต้นตอที่ถูกเอาออกจากสะโพกของผู้ป่วย อีกครั้ง, ถ้าคุณรุ้สึกผะอืดผะอมก็ไม่ต้องดู แต่อันนี้เป็นแบบเยี่ยมยอด นี่เป็นการผ่าตัดบายพาสส์, แบบเดียวกับที่อัลกอร์ได้ทำ, แต่ต่างกันตรงที่ ในรายนี้,ตอนสุดท้ายของการผ่าตัด, คุณจะเห็นเซลล์ต้นตอจากผู้ป่วย ซึ่งตอนแรกของกระบวนการถูกนำออกมา ถูกฉีดเข้าไปที่หัวใจของผู้ป่วยโดยตรง และที่ผมมายืนอยู่บนนี้ก็เพราะว่า ณ จุดหนึ่ง ผมจะแสดงให้คุณเห็นว่าเทคโนโลยี่นี้เพิ่งจะเริ่มต้น นั่นเซลล์ต้นตอลงไปแล้ว, ตรงเข้าไปในหัวใจของผู้ป่วยที่กำลังเต้น และถ้าคุณดูอย่างพินิจพิเคราะห์จริงๆ, จะเป็นประมาณตอนนี้แหละ ที่คุณจะเห็นการไหลกลับ คุณเห็นเซลล์กลับออกมา เราจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยี่แบบใหม่ๆทั้งหมด, เครื่องมือใหม่ๆ, เพื่อนำเซลล์ไปให้ถูกที่ถูกเวลา
เป็นเพียงข้อมูลเล็กน้อย, แค่ข้อมูลอันเล็กน้อย นี่เป็นการทดลองหนึ่งที่สุ่มมา ตอนนั้นนี่เป็นหนึ่งใน 20 แต่ปัจจุบันมีจำนวนเป็นหนึ่งใน 100 โดยสาระสำคัญแล้ว, ถ้าคุณนำคนป่วยหนักมากๆมาคนหนึ่ง แล้วคนก็ทำบายพาสให้, เขาก็จะมีอาการดีขึ้นเล็กน้อย ถ้าคุณให้เขาทั้งเซลล์ต้นตอและบายพาส, สำหรับคนไข้เหล่านี้แล้ว, เขาจะไม่มีอาการป่วยเลย นี่ก็เป็นเวลาสองปีแล้ว สิ่งที่เยี่ยมสุดๆก็คือ ถ้าเราสามารถวินิจฉัยโรคได้แต่เนิ่นๆ, และป้องกันการลุกลามของโรคไปสู่ขั้นร้ายแรง
นี้เป็นกระบวนการเดียวกัน, แต่ปัจจุบันกระทำแบบผ่าตัดร่างกายน้อยที่สุด, แค่รูสามรูในร่างกายที่หมอได้เข้าถึงหัวใจ และเพียงแค่ฉีดเซลล์ต้นตอโดยกระบวนการส่องกล้องเข้าไป เซลล์ก็เข้าไปได้ เราไม่มีเวลาจะเข้าไปสู่รายละเอียดทั้งหมด, แต่โดยสาระสำคัญแล้ว, สิ่งที่ทำนั้นได้ผลเช่นเดียวกัน คุณสามารถรักษาผู้ป่วยซึ่งมีอาการน้อย, และช่วยให้เขากลับสู่สภาวะเกือบจะไม่มีอาการป่วยเลย โดยใช้วิธีการรักษาดังกล่าว
นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ใช้เซลล์ต้นตอรักษาซึ่งยังไม่ได้เป็นแบบแผนทางการแพทย์เสียทีเดียว, แต่ผมคิดว่าในไม่ช้าก็จะเป็นที่ยอมรับ เป็นผลงานของ เคซี่ มาร์รา จาก พิทส์เบิร์ก กับเพื่อนร่วมงานหลายคนรอบโลก พวกเขาสรุปว่า ไขมันเหลวที่ถูกดูดออกมา, ซึ่ง -- ในอเมริกา, เรามีไขมันที่ดูดออกจากร่างกายมากมาย (เสียงหัวเราะ) เป็นแหล่งที่มาสำคัญของเซลล์ต้นตอ เซลล์ต้นตอถูกอัดอยู่ในไขมันเหลวนั้น ดังนั้นคุณก็ทำได้, คุณไปทำให้พุงของคุณแฟบ ไขมันเหลวก็จะออกมา, และในกรณีนี้, เซลล์ต้นตอก็จะถูกแยกออกมาและถูกเปลี่ยนเป็นเซลล์ประสาท ทุกอย่างกระทำในห้องปฏิบัติการ และผมคิดว่าในเร็วๆนื้ คุณจะได้เห็นคนไข้ได้รับการรักษา ด้วยเซลล์ต้นตอที่แปลงมาจากไขมัน หรือเซลล์ที่มีไขมันเป็นองค์ประกอบ
ก่อนหน้านี้ผมได้พูดเกี่ยวกับการใช้เครื่องมือ เพื่อเปลี่ยนวิธีการที่เรารักษาโรคอย่างสิ้นเชิง นี่เป็นเพียงอีกต้วอย่างหนึ่งก่อนที่ผมจะจบ นี่ก็น่าเศร้าสลดพอๆกัน เรามีความสัมพันธ์ซึ่งยืนยาวและเศร้าใจมากๆ กับเพื่อนร่วมงานของเราที่สถาบันการวิจัยศัลยกรรมในกองทัพบกของสหรัฐอเมริกา, ซึ่งปัจจุบันต้องให้การรักษาเด็กหนุ่ม 11,000คนที่กลับมาจากอีรัค คนไข้จำนวนนี้หลายคนเป็นแผลไหม้ที่อาการรุนแรง
และถ้ามีสิ่งใดที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับแผลไหม้, สิ่งนั้นก็คือเราไม่รู้ว่าจะรักษาอย่างไร ทุกสิ่งที่ทำไปแล้วเกี่ยวกับการรักษาแผลไหม้ -- ที่สำคัญเราใช้วิธีแบบเอาแผ่นหญ้าไปปะสนาม เราทำบางสิ่งที่นี่, แล้วเราก็ย้ายสิ่งนั้นไปวางที่บริเวณบาดแผล, และเราก็พยายามทำให้ทั้งสองส่วนเชื่อมต่อกัน แต่ในรายนี้, ได้เพาะเนื้อเยื่อใหม่ที่สามารถนำไปสวมได้ขึ้นมา -- ซึ่งจะได้รับการทดสอบทางการแพทย์ต่อไปในปีนี้ที่ ไอเอสอาร์ -- โดย เยอรก์ เกอร์แลค ที่ พิทส์เบอร์ก และเนื้อเยื่อนั้นจะนอนอยู่ในร่องของแผล ปืนที่คุณเห็นอยู่นั่นฉีดพ่นเซลล์ลงไป จะฉีดพ่นเซลล์ลงบนบริเวณนั้น เนื้อเยื่อนั้นจะทำหน้าที่บำรุงเลี้ยงสภาพรอบๆ, ในเวลาเดียวกันก็นำพาสิ่งอื่นๆมาด้วย, นั่นคือเราก็จะเพาะเมล็ดหญ้าลงบนสนาม, ซึ่งตรงกันข้ามกับปลูกหญ้าโดยใช้วิธีนำแผ่นหญ้ามาปะ เป็นวิธีการซึ่งแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ในที่สุด เวลา 18 นาทีของผมก็หมดลงแล้ว ดังนั้นให้ผมจบด้วยข่าวดีบ้าง, แต่อาจจะมีข่าวร้ายบ้างนิดหน่อย ข่าวดีก็คือว่าเรื่องนี้กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นผลงานที่มีอิทธิพลมาก เห็นได้ชัดจากภาพต่างๆที่นำมาเสนอ เป็นเรื่องยากอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะว่าเป็นเรื่องของหลายๆศาสตร์มาสัมพันธ์กัน เกือบจะทุกๆสาขาของวิศวกรรม, วิทยาศาสตร์ และแนวปฏิบัติทางการแพทย์ เข้ามาเกี่ยวข้องกันเพื่อทำให้งานนี้เกิดขึ้น
รัฐบาลจำนวนมากและภูมิภาคต่างๆหลายแห่ง ได้เห็นความสำคัญว่าสิ่งนี้เป็นวิธีการใหม่ของการรักษาโรค รัฐบาลญี่ปุ่นอาจจะเป็นรัฐบาลแรก, ที่ตัดสินใจลงทุนสามพันล้านในครั้งแรก, หลังจากนั้นอีกสองพันล้านในสาขานี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่แก่ที่สุดในโลกในเรื่องของอัตราเฉลี่ยอายู ญี่ปุ่นต้องการให้สิ่งนี้ได้ผลมิฉะนั้นแล้วระบบการรักษาพยาบาลของเขาจะล่มสลาย ดังนั้นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์จำนวนมากจึงมุ่งเน้นมาในสาขานี้ สหภาพยุโรปก็เหมือนกัน จีนก็เหมือนกัน จีนเพิ่งจะเปิดศูนย์วิศวกรรมเนื้อเยื่อแห่งชาติ งบประมาณในปีแรกเป็นเงิน 250 ล้านเหรียญดอลลาร์อเมริกัน
ในสหรัฐอเมริกาเราได้มีวิธีการที่ต่างออกไปบ้าง เรา -- (เสียงหัวเราะ) --โอ้, สำหรับอัล กอร์เพื่อมาอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงในฐานะประธานาธิบดี เราได้มีวิธีการต่างออกไป และวิธีการที่เป็นอยู่โดยสาระสำคัญคือ เพียงให้ทุนแก่โครงการที่ออกมา แต่ไม่มีการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อนำทุกสิ่งที่จำเป็นมาและเน้นใช้สิ่งเหล่านั้นอย่างละเอียดรอบคอบ
ผมจะจบด้วยคำกล่าวอ้าง, อาจจะเป็นคำต่อว่านิดหน่อย, กับผู้อำนวยการของเอ็นไอเอช, ซึ่งเป็นคนที่มีเสน่ห์มาก ตัวผมเองและ เจ วาคันทิ จากฮาร์เวิร์ด ไปพบปะกับเขาและผู้อำนวยการคนอื่นของสถาบันของเขา สองสามเดือนที่แล้วนี่เอง, เพื่อที่จะพยายามทำให้เขาเชื่อว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องขอเอาส่วนเพียงเล็กน้อย ของเงินจำนวน 27.5 พันล้านดอลลาร์ที่เขาจะได้รับในปีหน้า และเน้นนำมาใช้, อย่างมียุทธศาสตร์, เพื่อให้แน่ใจว่าเราสามารถเร่งก้าวอย่างเร็ว ที่จะนำสิ่งเหล่านี้ไปสู่คนป่วย ตอนสุดท้ายของการพูดคุยกันที่ไม่สบอารมย์มากๆนี้ สิ่งที่ผู้อำนวยการเอ็นไอเอชพูดก็คือ "วิสัยทัศน์ของคุณนั้นใหญ่เกินกว่าความปรารถนาของเรา" ผมขอจบด้วยการกล่าวว่าไม่มีผู้ใดจะเปลี่ยนวิสัยทัศน์ของเราได้, แต่รวมกันเราสามารถเปลี่ยนความปรารถนาของเขาได้ ขอบคุณครับ
You can share this video by copying this HTML to your clipboard and pasting into your blog or web page. This video will play with subtitles.
You either have JavaScript turned off or have an old version of the Adobe Flash Player. To view this rating widget you
need to get the latest Flash player.
If your browser allows only "trusted sites" to execute Javascript, you should add the "googleapis.com" domain to your whitelist to allow our Flash detection to work properly.
Got an idea, question, or debate inspired by this talk? Start a TED Conversation.
อลัน รัสเซ็ล ศึกษาการแพทย์ด้านการสร้างอวัยวะขึ้นมาใหม่ --เป็นแนวคิดเชิงวิวัฒน์ที่สำคัญเกี่ยวกับโรคภัยและการบาดเจ็บ โดยใช้กระบวนการที่ส่งสัญญานให้ร่างกายซ่อมแซมตนเอง
In the fight against disease, defect and injury, Alan Russell has a novel argument: Why not engineer new tissue and organs to replace sick ones? Full bio »
Translated into Thai by yamela areesamarn
Reviewed by Chirayu Wongchokprasitti
Comments? Please email the translators above.
05:10 Posted: Aug 2007
Views 1,230,207 | Comments 90
22:45 Posted: Oct 2006
Views 1,337,225 | Comments 455
20:22 Posted: Jun 2008
Views 405,056 | Comments 78
Just follow the guidelines outlined under our Creative Commons license.
This comment will be attributed to . Not ? Sign Out.